เลือกตั้งปี 2569

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลาง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง พร้อมจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส. และการจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. ใน 6 ประเด็น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนี้

  1. ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
  2. ให้การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง
  3. ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมให้บริการคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
  4. ให้การสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่างๆ
  5. กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้หน่วยงานของรัฐ จัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งและนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง
  6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งตามประกาศ กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติสำหรับการออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม การกำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างอิสระ

การสนับสนุนสถานที่เพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียง การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชาในการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการเข้าถึงสิทธิทางการเมืองของประชาชน แม้ในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่สงบเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งก็เป็นอีกมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

มติครม. เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับข้าราชการเป็นกลางนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และทุกเสียงของประชาชนจะมีความหมายอย่างแท้จริง การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น เป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การที่ข้าราชการวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดจึงเป็นการรักษาหลักการประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกไปใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – มติครม. เห็นชอบ 6 แนวทางปฏิบัติ เลือกตั้ง-ประชามติ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวเป็นกลาง

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

กกต.กทม. เตือนผู้สมัคร สส. อย่าติดป้ายกีดขวางจราจร บดบังทัศนียภาพ เหตุประชาชนร้องเรียนมามากว่ารก แจงผู้สมัครสามารถเปิดเพลงแนะนำตัว ขายนโยบายพรรคได้ แต่ห้ามเต้นประกอบเพลง

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กทม. กล่าวถึงการร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ว่า จนวันนี้มีเพียงการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามามีการหาเสียงก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งไม่ถือเป็นความผิด เพราะกฎหมายเลือกตั้งสามารถให้หาเสียงตั้งแต่วันยุบสภาฯ จนถึงวันก่อนวันเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ กกต. ได้ให้ข้อมูลผู้สมัครและในวันรับสมัครก็ได้ชี้แจงผู้สมัครไปแล้วว่า สิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ อีกทั้งได้มีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะ เท่าที่ดูไม่มีพื้นที่หรือเขตไหนเป็นที่น่าหนักใจ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้สมัครเข้าใจกติกาเป็นอย่างดี

ผอ.กกต.กทม. กล่าวอีกว่า ในวันที่ 3 มกราคม 2569 ก็จะมีการประชุมชี้แจงผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ช่วยเหลือหาเสียง เพื่อให้ความรู้อีกครั้งเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งโดยจะเน้น 2 เรื่อง คือ ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง และการจัดทำบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยจะจัดประชุมชี้แจงที่โรงแรมเซนทรา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงกรณียุบสภาฯ ผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะสามารถใช้จ่ายในการหาเสียงได้ประมาณ 1.9 ล้านบาท

กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

พร้อมกันนี้ ยังได้เตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต ว่า ในการจัดทำป้ายหาเสียง อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มร้องเรียนมาว่ารก และอาจจะบดบังทัศนียภาพ ส่วนการหาเสียงในสถานที่ราชการก็สามารถเข้าไปหาเสียงได้ แต่อย่ากระทำการเป็นการรบกวนเวลาทำงาน หรือเวลาเรียน เพราะจะก่อให้เกิดความรำคาญ และการใช้เสียงในเวลาค่ำคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของประชาชนก็ขอให้พึงระมัดระวัง เพราะจะทำให้ชาวบ้านรำคาญได้

สำหรับผู้สมัคร สส. ที่เป็นนักร้องศิลปิน สามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเป็นการแนะนำตัวได้ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการจัดมหรสพและงานรื่นเริง เช่น มีเครื่องดนตรีเข้ามาประกอบ หรือมีนักร้องและหางเครื่อง อาจเป็นการสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ทั้งนี้สามารถเปิดเพลงบนรถแห่หาเสียงได้ แต่ไม่สามารถเต้นหรือรำ หรือมีพริตตี้ไปด้วยได้ เพราะเข้าข่ายเป็นงานรื่นเริง

ข้อควรระวังในการติดป้ายหาเสียง: กกต.เตือน! อย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองและผู้สมัครต่างเร่งประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน การติดป้ายหาเสียงเป็นหนึ่งในวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งสำคัญที่ผู้สมัครและทีมงานควรคำนึงถึงคือ การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ กกต. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการติดตั้งป้ายที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของประชาชน

ผลกระทบของการติดป้ายหาเสียงที่ไม่เหมาะสม

  • กีดขวางการจราจร: ป้ายที่ติดตั้งในลักษณะที่บดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ยานพาหนะ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้
  • บดบังทัศนียภาพ: ป้ายจำนวนมากที่ติดตั้งอย่างไม่เป็นระเบียบ อาจทำให้บ้านเมืองดูไม่สวยงาม และสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
  • สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน: การติดป้ายในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการติดป้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น อาจทำให้ประชาชนไม่พอใจและส่งผลเสียต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครได้

แนวทางการติดป้ายหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ศึกษาและทำความเข้าใจกฎระเบียบของ กกต. เกี่ยวกับการติดป้ายหาเสียงอย่างละเอียด
  • ขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการติดตั้งป้าย
  • เลือกสถานที่ติดตั้งป้ายที่ไม่กีดขวางการจราจรและไม่บดบังทัศนียภาพ
  • ติดป้ายในลักษณะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น
  • เก็บป้ายหาเสียงหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง

นอกจากเรื่องการติดป้ายหาเสียงแล้ว ผู้สมัครและพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการหาเสียงที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมได้จริง การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของประชาชน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดเผย

การหาเสียงที่เคารพกฎหมายและใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส และจะช่วยให้ได้ผู้แทนที่แท้จริงของประชาชน

ดังนั้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ขอให้ผู้สมัครและประชาชนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – กกต. เตือนอย่าติดป้ายหาเสียงขวางจราจร-บังทัศนียภาพ หลังประชาชนร้องเรียนมาก

“จินนี่” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บ. ลุยอโศก


“จินนี่ ยศสุดา” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ควงแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย บุกย่านอโศก หาเสียงชาวออฟฟิศ ชูนโยบายพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน

เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 29 ธันวาคม 2568 นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือน้องจินนี่ ลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย และนายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ร่วมลงพื้นที่ย่านอโศกและตลาดรวมทรัพย์เพื่อพบปะและขอคะแนนเสียงจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศ โดยมีการจัดกิจกรรม “กาหัวใจให้นโยบาย 3 ข้อ โดยให้ประชาชนร่วมทดลองเลือกนโยบายที่ชื่นชอบผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการตอบรับอย่างคึกคักจากผู้สัญจรในพื้นที่ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างหลักประกันรายได้หลังเกษียณให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นางสาวยศสุดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อยทำงานได้คล่องตัวขึ้น พร้อมจัดตั้งกองทุนสร้างไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้ยืมเงินทุนตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปตั้งตัวหรือขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยพรรคไทยสร้างไทย ยังชูประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจด้วยการเสนอแก้กฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนรวมตัวกันลงชื่อ 50,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้โดยตรง เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนและส่งเสริมความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนชาวอโศกอย่างดี โดยเฉพาะนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาว รวมถึงนโยบายการพักใช้กฎหมายที่ไม่จำเป็นซึ่งตอบโจทย์คนทำงานที่ต้องการความสะดวกและความรวดเร็วในการประกอบอาชีพยุคใหม่

“จินนี่” ชูนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บ. ลุยอโศก

การลงพื้นที่อโศกของ “จินนี่” และทีมงานไทยสร้างไทยครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายคนเมืองวัยทำงานโดยตรง ซึ่งนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคฯ ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้สูงอายุและลดภาระของลูกหลาน

ทำไมนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ถึงสำคัญ?

  • สร้างหลักประกันรายได้: ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
  • ลดภาระลูกหลาน: ช่วยลดภาระทางการเงินของลูกหลานในการดูแลพ่อแม่
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: เงินบำนาญจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ช่วยลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน

นอกจากนโยบายบำนาญประชาชนแล้ว การพักใช้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่น่าสนใจ เพราะจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การลงพื้นที่หาเสียงของ “จินนี่” และทีมงานไทยสร้างไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคฯ ในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของคนเมือง

นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท จึงเป็นมากกว่าแค่ตัวเลข แต่คือความหวังที่จะสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – “จินนี่” ควงแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ลุยย่านอโศก ชูนโยบายบำนาญประชาชน เดือนละ 3,000 บาท

รทสช. ยัน! ออกรบรับ 2 แสน ยกระดับพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารแนวหน้าทั่วประเทศ เผยใช้งบฯ 4.2 พันล้าน คุ้มกว่าผลาญทุ่มทำอีเวนต์

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าตอบแทนการออกรบ 200,000 บาทให้ทหาร ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ของพลทหาร โดยเฉพาะพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าตะเข็บชายแดนไทยทั่วประเทศราว 20,000 นาย ส่วนใหญ่คือ พลทหารและทหารพรานที่เป็นลูกหลานชาวบ้านรายได้น้อย ที่ต้องรับภารกิจปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิต นโยบายนี้คือการสร้างหลักประกันและคืนขวัญกำลังใจที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ในวันที่เหล่าพลทหารหาญซึ่งต้องออกไปเสี่ยงตายเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ครอบครัวของเขาจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กับโครงการนี้ พรรคจะบริหารราชการด้วยความโปร่งใส เพื่อดึงเม็ดเงินคืนจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐที่สูญเสียไปกว่าปีละ 1.5 ล้านล้านบาท จากจำนวนงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ เฉลี่ยปีละ 3.3 ล้านล้านบาท เพื่อเปลี่ยน “เงินโกง” กลับมาเป็นสวัสดิการควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ใหม่จากการยกระดับจังหวัดเมืองรองทั่วไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะนำมาขับเคลื่อนสวัสดิการภาคความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวต่อว่า นโยบายเพิ่มสวัสดิการออกรบของพลทหารนี้ จะใช้งบประมาณ 4,250 ล้านบาท ใกล้เคียงกับงบประมาณหลายๆ อีเวนต์ใหญ่ที่รัฐบาลใช้ไป และบางอีเวนต์อาจไม่คุ้มค่าด้วย หากนำเงินจำนวนที่ใกล้เคียงกันนี้มาดูแลชีวิตของทหารถือเป็นเรื่องดี เพราะการสร้างความมั่นคงในอธิปไตยและการดูแลสวัสดิภาพให้แก่รั้วของชาติ คือรากฐานสำคัญของประเทศ หากนำมาหารเฉลี่ยกับจำนวนประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะตกอยู่ที่คนละประมาณ 60 บาทเท่านั้น นับว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับการปกป้องความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้ง ยาเสพติด หรือ สแกมเมอร์ พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีประชาชนไปถึงมือผู้เสียสละตามแนวชายแดนอย่างแท้จริง

รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ยืนยันหนักแน่นถึงความเป็นไปได้ของนโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่มุ่งเน้นการตอบแทนและดูแลผู้เสียสละเพื่อชาติ พรรคฯ มองเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มักมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน การให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่สำคัญยิ่ง

ทำไมนโยบายออกรบรับ 2 แสน ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารจึงสำคัญ?

การปกป้องอธิปไตยของชาตินั้นต้องแลกมาด้วยความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของเหล่าทหารหาญ การที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับสวัสดิการของทหารแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงคุณค่าและความทุ่มเทของพวกเขา นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อพวกเราทุกคน

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีส่วนช่วยในการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้ารับราชการทหารมากขึ้น เมื่อพวกเขามั่นใจได้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวจะได้รับการดูแลอย่างดี ก็จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพนี้

พรรครวมไทยสร้างชาติยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถึงมือผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง พรรคฯ มั่นใจว่าการลงทุนในสวัสดิการของทหารเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะความมั่นคงของชาติคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

นโยบาย ออกรบรับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร จึงเป็นมากกว่านโยบายหาเสียง แต่เป็นพันธสัญญาที่พรรค รทสช. มีต่อเหล่าทหารกล้าและประชาชนชาวไทยทุกคน

การที่ รทสช. กล้าประกาศนโยบายที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารอย่างแท้จริง การสนับสนุนนโยบายนี้จึงเป็นการสนับสนุนอนาคตที่มั่นคงและสดใสของประเทศ

ที่มา – รทสช. ยันนโยบายออกรบ รับ 2 แสน ทำได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหาร

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หนึ่งเดียวของ “พรรคกล้าธรรม” ส่ง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ขึ้นจับสลากเบอร์พรรค โดยได้ลำดับในการขึ้นจับสลากเบอร์พรรคเป็นลำดับที่ 34 ซึ่งปรากฏว่า ได้หมายเลข 42 ในการใช้หาเสียงเลือกตั้ง 2569

ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

พรรคกล้าธรรมชู ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งเดียวในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ สร้างความน่าสนใจและจับตามองถึงนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทางด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม กล่าวภายหลังพรรคกล้าธรรมได้หมายเลข 42 ว่า ได้หมายเลขนี้เป็นหมายเลขที่พอใจ ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน คาดว่าพี่น้องประชาชนคงรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นหมายเลขของพรรควันนี้เราคุยกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนางปวีณา หงสกุล ก็มองว่าเราได้อะไร ก็ล้วนเป็นเลขมงคลสำหรับพรรคเรา ซึ่งทำให้ทุกคนในพรรคมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อ

หลังจากนี้จะมีแผนในการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน รวมทั้งการจัดเวทีปราศรัย 17 เวทีทั่วกรุงเทพฯ โดยจะให้ทางหัวหน้าพรรคและประธานยุทธศาสตร์ดำเนินการวางแผน ส่วนสิ่งที่เป็นห่วงต้องบอกว่าไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงเวทีปราศรัยต่างๆ เนื่องจากตนเป็นนักการเมืองที่มองว่ายังคงมีความจำเป็นที่จะต้องออกหาเสียงเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ดังนั้นเวทีต่างๆ ที่เชิญมา อาจจะมอบหมายให้คนอื่นไป

ขณะที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เผยว่า พรรคกล้าธรรมมี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งคน จึงจำเป็นต้องจัดสรรเวลาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แคนดิเดตลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างทั่วถึง หากขาดการลงพื้นที่อาจกระทบฐานเสียงได้ โดยพรรควางแผนจัดเวทีใหญ่ถึง 17 เวทีทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการสื่อสารกับประชาชน ส่งผลให้บางเวทีดีเบตอาจไม่สามารถเข้าร่วมได้ครบถ้วน จึงขออภัยต่อทุกเวทีที่เชิญมา.

ทำความรู้จัก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเป็นผู้นำประเทศ การทำความรู้จักกับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ละท่านถือเป็นสิ่งสำคัญ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่น่าสนใจหลายด้าน ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ

พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ การสนับสนุนพรรคกล้าธรรมจึงเป็นการสนับสนุนวิสัยทัศน์และนโยบายเหล่านั้น

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การตัดสินใจเลือก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และพรรคกล้าธรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ดังนั้น อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคุณ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “ธรรมนัส พรหมเผ่า” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม เพียงคนเดียว

เลือกตั้ง 2569: สุดารัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ พรรคไทยสร้างไทยได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมด้วยพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย เตรียมพร้อมสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคไทยสร้างไทยได้ประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้เข้ามาทุกที

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทยมีดังนี้:

  • คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
  • พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
  • นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย

คุณหญิงสุดารัตน์

ทำความรู้จักกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์: อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร: อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศ

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย: ผู้บริหารบริษัท ขอนแก่น พัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด ผู้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมือง

นอกจากนี้ นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ลูกสาวของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้จับสลากเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยสร้างไทย ได้หมายเลข 48 ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้

จินนี่ ยศสุดา

การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าพรรคไทยสร้างไทยจะนำเสนอนโยบายอะไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างไรบ้าง

การมีตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษาข้อมูลของผู้สมัครแต่ละท่านอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย “สุดารัตน์-ภราดร-สุรเดช”

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ เห็นชอบ รธน.ใหม่

“จาตุรนต์” ย้ำ เพื่อไทยเดินหน้าร่วมภาคประชาชน รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ทุกพรรคการเมืองมีสิทธิรณรงค์ตามกฎหมาย กกต. ต้องเปิดพื้นที่เท่าเทียม

วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมกิจกรรมรณรงค์กับภาคประชาชนในช่วงบรรยากาศการเปิดรับสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยยืนยันจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า การรณรงค์ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และ กกต. ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดความเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม

พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ นานา แต่พรรคฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประชาชนได้มีสิทธิในการตัดสินใจอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

นายจาตุรนต์ ยังอ้างอิงหลักสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายประชามติว่า ทุกภาคส่วนสามารถรณรงค์ได้อย่างเต็มที่ โดยกล่าวว่า ตนเห็นสิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในพรบ.ประชามติฉบับปัจจุบันที่บอกว่าประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มเอกชน ภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆ มีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่จะรณรงค์การออกเสียงประชามติได้อย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียม และย้ำบทบาทของ กกต.ในการอำนวยความสะดวก เปิดพื้นที่การสื่อสารอย่างเป็นธรรม โดยระบุว่า กกต.จะต้องให้ความร่วมมือเปิดช่องทางในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน กกต.จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชน รวมทั้งพรรคการเมืองเข้าร่วมการรณรงค์ได้อย่างเต็มที่

สำหรับการทำงานของคณะกรรมการรณรงค์ฯ พรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์กล่าวว่า พรรคได้ตั้งคณะกรรมการรณรงค์ขึ้นอย่างเป็นทางการ และพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายตลอดช่วงเลือกตั้งจนถึงวันลงประชามติ ซึ่งเป็นวันเดียวกัน โดยกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของชาติ และเชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด นายจาตุรนต์ ขอบคุณภาคประชาชนและองค์กรผู้จัดกิจกรรม พร้อมยืนยันจะเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง และแสดงความมุ่งมั่นในการที่จะเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่ทำขึ้น

จาตุรนต์ รณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม หรือประชาชนทั่วไป การเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเท่าเทียม จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการรณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การรณรงค์เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดโครงสร้างทางการเมือง การปกครอง และสิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเมือง ลดความขัดแย้ง และส่งเสริมการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

  • ส่งเสริมประชาธิปไตย: รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน จะเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
  • ลดความขัดแย้ง: การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดความขัดแย้งและความไม่พอใจ
  • พัฒนาประเทศ: รัฐธรรมนูญที่ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

ดังนั้น การรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจของประชาชนในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะใช้สิทธิของท่านอย่างเต็มที่เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “จาตุรนต์” นำทีมภาคประชาชนเดินหน้ารณรงค์ประชามติ “เห็นชอบ” ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ปวีณา” อยากทำให้สังคมดี: ร่วมงานกล้าธรรม

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ลั่นไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่ ด้าน “ธรรมนัส” ยกเป็นบุคลากรทรงคุณค่า แย้ม ยังมีคนมาอีกเรื่อยๆ

นางปวีณา หงสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม ว่า พรรคกล้าธรรม ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคม และอยากที่จะให้เรามาช่วยกันพัฒนาสังคมด้วยกัน ซึ่งปัญหาสังคมขณะนี้เกิดช่องโหว่ขึ้นมา จากที่ตนได้คร่ำหวอดปัญหานี้มา 30 กว่าปีได้เห็นปัญหาที่แท้จริง เป็นเรื่องที่ยากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง และยากที่จะนำไปสู่นโยบาย โดย ร.อ.ธรรมนัส อยากให้มาอยู่พรรคกล้าธรรม เมื่อพรรคกล้าธรรม กล้าที่จะทำงานเพื่อสังคมร่วมกับตน เมื่อเขาให้โอกาสที่จะเข้าไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อนำเรื่องทั้งหลายทั้งปวงไปสู่นโยบายถ้าได้เป็นรัฐบาล เรื่องสังคมยังมีหลายปัญหาที่ต้องแก้ไข ตนอยากทำงานเพื่อให้สังคมดีร่วมกับ พรรคกล้าธรรม ถ้าเราไม่แก้ไขวันนี้สังคมจะล่มสลาย

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวถึงเหตุผลในการเชิญนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี เข้าร่วมทำงานกับพรรคกล้าธรรม ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านความยุติธรรมและการคุ้มครองประชาชน และผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อว่า เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าทางสังคม และดูแลสังคมมาโดยตลอด ทางพรรคก็เลยมีมติว่าเชิญมาเป็นที่ปรึกษาดูแลประชาชนภาคสังคม สวัสดิการในหลายๆเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยกันนานหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เห็นท่านทำงานอย่างจริงๆ จังๆ เป็นคนคล้ายๆ กัน เคมีตรงกัน เมื่อถามว่า จะเชิญบุคคลสำคัญอื่นๆ มาอีกหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะมีมาเรื่อยๆ เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติ

“ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

นางปวีณา หงสกุล ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเร่งด่วน โดยกล่าวว่า หากเราไม่ลงมือแก้ไขปัญหาในวันนี้ สังคมอาจจะล่มสลายในอนาคต การเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ จึงเป็นความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มี มาช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

ทำไม “ปวีณา” ถึงอยากทำให้สังคมดีร่วมกับพรรคกล้าธรรม

เหตุผลสำคัญที่นางปวีณาตัดสินใจร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คือความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานของพรรค ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างจริงจัง พรรคกล้าธรรมเล็งเห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของนางปวีณาในการทำงานด้านสังคมมาอย่างยาวนาน จึงได้เชิญเข้าร่วมงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสังคมของพรรค

การร่วมมือกันในครั้งนี้ นางปวีณามองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำปัญหาต่างๆ ที่ได้พบเจอมาตลอด 30 กว่าปี ไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย หากพรรคกล้าธรรมได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ นางปวีณามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงนางปวีณาว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างยิ่ง การได้นางปวีณาเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

การตัดสินใจของนางปวีณา หงสกุล ในการเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้ดีขึ้น แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนางปวีณา ผนวกกับความตั้งใจจริงของพรรคกล้าธรรม เชื่อมั่นได้ว่าสังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ การร่วมงานกันครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันพัฒนาประเทศ

ที่มา – “ปวีณา” เผยร่วมงานกล้าธรรม อยากทำให้สังคมดี ไม่แก้ไขวันนี้ล่มสลายแน่

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง: วันแรกสุดเข้มข้น!

สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

บรรยากาศการสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกของการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพัทลุง คึกคักเป็นพิเศษ พรรคใหญ่จัดทัพส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พร้อมด้วยพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่พร้อมลงชิงชัย มีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่าที่คุ้นเคยสนามเลือกตั้งเป็นอย่างดี ทยอยเดินทางมาลงชื่อสมัครรับเลือกตั้งที่หอประชุมจังหวัดพัทลุง ซึ่งใช้เป็นสถานที่รับสมัคร สส.เขตเลือกตั้งที่ 1, 2 และ 3 ทำให้ กกต. ต้องดำเนินการจับสลากเพื่อจัดลำดับก่อน-หลัง และจับหมายเลขผู้สมัคร ท่ามกลางกองเชียร์ที่มาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น เสียงเชียร์ดังกึกก้องทั้งภายในและภายนอกอาคาร

การเลือกตั้งครั้งนี้ จังหวัดพัทลุงยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าจับตา มีการย้ายพรรคของอดีต สส. และนักการเมืองบ้านใหญ่อย่างเข้มข้น

ศึกชิงเก้าอี้ สส.พัทลุง แต่ละเขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1: นางสุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เปิดศึกกับ น.อ.อธิคุณ คงมี จากพรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 2: นายณิติศักดิ์ ธรรมเพชร เดิมสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เปลี่ยนมาลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย เพื่อต่อสู้กับนายวรท เทอดวีระพงศ์ จากพรรคภูมิใจไทย ทำให้สนามเลือกตั้งเขตนี้เข้มข้นอย่างมาก

เขตเลือกตั้งที่ 3: หลังอดีต สส. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัคร และหันไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เปิดทางให้ นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายจรัล จันทร์แก้ว ลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เข้ามาท้าชิงในเขตนี้เช่นกัน

ภาพรวมวันแรกของการรับสมัคร พบว่ามีหลายพรรคส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งหลังการสมัครเสร็จสิ้น ผู้สมัครจากแต่ละพรรคต่างลงพื้นที่หาเสียงทันที

นอกจากนี้ กลุ่มพลเมืองพัทลุงได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการซื้อเสียงทุกรูปแบบ โดยย้ำว่าการเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในหลายสมัยที่ผ่านมา ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของภาคใต้ในประเด็นการซื้อเสียง มีรายงานว่าเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวของหัวคะแนนในพื้นที่จดรายชื่อและขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนจากชาวบ้านแล้ว ทำให้การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายกลุ่ม ทั้งในแง่การแข่งขันทางการเมืองและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง

การสมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง ในครั้งนี้จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคใดจะสามารถครองใจชาวพัทลุงได้มากที่สุด การแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดพัทลุงในเวทีการเมืองระดับชาติ

ที่มา – สมัครเลือกตั้ง สส.พัทลุง วันแรกดุเดือดพรรคใหญ่ส่งครบ 3 เขต ปูดหัวคะแนนเริ่มเคลื่อนไหว

Scroll to top