เศรษฐกิจดิจิทัล

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ประเด็นร้อนอย่างโครงการ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินโครงการภาครัฐที่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบที่โปร่งใส ไม่ใช่เพียงแค่กระแสทางการเมือง

“ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

การวิพากษ์วิจารณ์โครงการจากฝ่ายค้านเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ในกรณีของ “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน นั้น รัฐมนตรีมองว่าการตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าหรือความซ้ำซ้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องไม่จบลงด้วยการเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการในทันทีโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ในภายหลัง

มุมมองต่อการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ

นายภราดรได้เน้นย้ำในประเด็นการตรวจสอบว่า “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและกระบวนการที่เป็นธรรม
  • การกล่าวหาว่ามีเครื่องมือฟรีอยู่แล้วอาจเป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะเป้าหมายหลักคือการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกคน
  • การยกเลิกโครงการโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญาและภาระค่าเสียหายของรัฐที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การตัดสินใจหยุดโครงการเพียงเพราะได้รับแรงกดดันทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย ฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ตามวิถีทางรัฐสภา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงความโปร่งใสในเนื้องาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบทำงานไปตามขั้นตอน เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ควรถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินโครงการ การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นสิทธิของทุกคน แต่การตัดสินล่วงหน้าไม่ใช่การตรวจสอบที่แท้จริง เราควรให้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวพิสูจน์ เพื่อให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการทรานส์ฟอร์มประเทศก้าวไปข้างได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภราดร” ป้อง TH-AI Passport ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ก่อนตัดสิน

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการไทย! ล่าสุด ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ การขยายระยะเวลาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ให้สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ได้แก่

  • หักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 เท่า: สำหรับรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าบริการผู้ให้บริการระบบ
  • สิทธิประโยชน์ใหม่: เพิ่มเติมค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจประเมินระบบสารสนเทศโดย สพธอ. เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานสากล

ทำไมธุรกิจต้องหันมาใช้ระบบตามมาตรการ ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ปัจจุบันกรมสรรพากรผลักดันระบบ e-Withholding Tax อย่างจริงจัง โดยการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้มหาศาล อีกทั้งยังลดภาระงานเอกสารกระดาษที่กินทรัพยากร ทั้งนี้ การที่รัฐบาลประกาศว่า ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐต้องการให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามผ่านกระบวนการทำงานแบบเดิมเพื่อมุ่งสู่ Smart Tax อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมระบบบัญชีและภาษีให้พร้อม การมีพาร์ทเนอร์หรือ Service Provider ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความผิดพลาดในการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น การปรับตัวในครั้งนี้ยังทำให้ธุรกิจของคุณมีความคล่องตัวสูงขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดเก็บเอกสารในระยะยาว

เราเชื่อว่าการปรับตัวสู่เทคโนโลยีภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี การที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มาครอบคลุมและยาวนานถึงปี 2570 นับเป็นโอกาสอันดีที่เราควรหยิบฉวยเอาไว้ เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและก้าวทันกระแสโลกยุคใหม่ ลองเริ่มปรึกษาผู้ให้บริการระบบภาษีตั้งแต่ตอนนี้เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

ที่มา – ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

ยุคนี้การทำธุรกิจร้านค้ารายย่อยก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะครับ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าลองใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารจัดการร้านค้าแบบเดิมๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้วุ่นวายครับ

ทำไมร้านค้าไทยต้องใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ไปแล้วกว่า 400,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากครับว่าร้านค้าไทยเริ่มเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มที่นำมาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ

ประโยชน์ของการใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

  • การจัดการต้นทุน: ช่วยให้ร้านค้าวางแผนซื้อวัตถุดิบและคำนวณกำไรได้แม่นยำขึ้น
  • วิเคราะห์การตลาด: ไม่ต้องคาดเดาเอง เพราะ AI ช่วยวิเคราะห์เทรนด์การตั้งราคาและการจัดโปรโมชัน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เชื่อมต่อกับระบบอารีย์สกอร์เพื่อให้คุณเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่น่าประทับใจมากคือพัฒนาการของผู้ใช้งานครับ จากที่เคยตั้งคำถามแบบพื้นๆ ปัจจุบันร้านค้าเริ่มพิมพ์สั่งการและขอคำแนะนำเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ตั้งราคาขายอย่างไรให้คุ้มทุน’ หรือ ‘จัดโปรโมชันแบบไหนถึงจะดึงลูกค้าได้ดีขึ้น’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่ยุค 5.0 อย่างเต็มภาคภูมิ

อนาคตของ ‘นกกระซิบ’ จะมีความสามารถมากขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบยอดขายในพื้นที่คู่แข่ง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม หากคุณเป็นร้านค้าที่ใช้แอปถุงเงินอยู่แล้ว การไม่ใช้เครื่องมือนี้ถือว่าน่าเสียดายมากครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตและยั่งยืนได้ในสนามการค้าที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน

หากวันนี้คุณยังมีคำถามเกี่ยวกับการบริหารร้านค้า ลองเปิดแอปถุงเงินแล้วไปทำความรู้จักกับน้อง ‘นกกระซิบ’ ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างคุณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร้านค้าของคุณมียอดขายปังๆ และจัดการหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ใช้ข้อมูลพัฒนาค้าขาย

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) ได้จัดประชุมหารือร่วมกับตัวแทนจากสภาหอการค้าไทยและสมาคมสตาร์ทอัพไทย เพื่อหาแนวทางปรับปรุงระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการแข่งขันด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและขีดความสามารถของบุคลากรอย่างแท้จริง

ทำไมต้องเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต?

ในยุคที่ AI และดิจิทัลเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาตรงกันว่า ธุรกิจไทยกำลังประสบภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการจริง ซึ่งการรอคอยการผลิตบัณฑิตตามระบบปกติเริ่มไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการสร้าง กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน จึงเป็นทางรอดที่สำคัญในการปรับทักษะ (Upskill) และเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้แรงงานไทยมีความพร้อมอยู่เสมอ

  • มหาวิทยาลัยคือฐานนวัตกรรม: เปลี่ยนจากโรงเรียนผลิตบัณฑิต สู่การเป็น ‘Entrepreneurial University’ ที่ร่วมวิจัยกับเอกชน
  • ความยืดหยุ่นในการเรียน: ใช้ระบบ Credit Bank และ Micro-credential เพื่อเปิดช่องว่างให้คนทำงานกลับมาเรียนได้สะดวกขึ้น
  • ลดช่องว่างห่วงโซ่นวัตกรรม: เชื่อมโยงงานวิจัยในห้องแล็บสู่ผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ นางฐิติมา ฉายแสง ประธานกมธ.อว. ย้ำว่า ประเทศไทยต้องมุ่งเน้นการสร้าง ‘ความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน’ ผ่านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพราะหากเรายังคงแข่งขันกันที่ค่าแรงต่ำ เราจะสูญเสียความสามารถในการเติบโตในระยะยาว การที่ กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน ในเวทีนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการปรับโครงสร้างนโยบายให้จับต้องได้

ในฐานะภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เราหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะล้ำสมัยและสามารถพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กมธ.อว. รับฟังเสียงภาคเอกชน แนะเร่งสร้างระบบเรียนรู้ตลอดชีวิตรับตลาดแรงงาน

“อนุทิน” จับมือ ปธน. เวียดนาม ย้ำเศรษฐกิจต้องเติบโตไปด้วยกัน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารการประชุมระดับผู้นำที่น่ายินดี ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้การต้อนรับนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในการเปิดงาน Thailand–Viet Nam Business Forum 2026 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำชัดว่า “อนุทิน” จับมือ ปธน. เวียดนาม ย้ำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ต้อง “เติบโตไปด้วยกัน” อย่างแท้จริงครับ

“อนุทิน” จับมือ ปธน. เวียดนาม ย้ำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ต้อง “เติบโตไปด้วยกัน”

การพบกันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี แต่ยังเป็นการยกระดับจากมิตรภาพสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น โดยท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำถึงแนวคิดการทำงานร่วมกันว่า แม้โลกปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หากเราร่วมมือกันในฐานะอาเซียน เราจะสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมหาศาล

โอกาสใหม่ผ่านกลยุทธ์ Three Connects

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไม “อนุทิน” จับมือ ปธน. เวียดนาม ย้ำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ต้อง “เติบโตไปด้วยกัน” ถึงเป็นนโยบายที่น่าจับตามอง ทั้งไทยและเวียดนามได้ลงนามในแผนปฏิบัติการ “Three Connects” ซึ่งเน้นในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน: เสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมในภูมิภาค
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น: กระจายรายได้ให้ถึงชุมชนทั้งสองประเทศ
  • การพัฒนาที่ยั่งยืน: มุ่งเน้นอุตสาหกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเร่งสร้าง “New Engines of Growth” เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกในยุคใหม่ ซึ่งไทยเองก็พร้อมรับการลงทุนด้วยเสถียรภาพทางการเมืองและระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะการที่เรามองว่าเวียดนามไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นคู่คิดและเพื่อนร่วมเติบโต จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มีความมั่นคงสูงขึ้นมาก การที่ท่านนายกฯ อนุทิน แสดงความเชื่อมั่นและเปิดประตูต้อนรับภาคเอกชนอย่างเต็มที่ จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของทั้งสองประเทศให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – “อนุทิน” จับมือ ปธน. เวียดนาม ย้ำเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ ต้อง “เติบโตไปด้วยกัน”

ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส

ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับโครงการล่าสุดจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีชื่อว่า TH-AI Passport ด้วยงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันถึงความความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการนี้ พร้อมมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้คนไทยกว่า 5 ล้านคน ได้มีโอกาสสัมผัสและเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล

ทำไมต้องมีโครงการ TH-AI Passport?

ปัจจุบันนี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาพบว่าไทยยังมีอัตราการเข้าถึง AI หรือ AI Diffusion เพียง 10.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังห่างไกลเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือเวียดนาม โครงการ ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การสนับสนุนการใช้งาน AI ระดับ Pro เพื่อการทำงานจริง
  • การร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ OpenAI
  • การสร้างหลักสูตร Up Skill ที่ช่วยให้ประชาชนนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าเงิน 1.6 พันล้านบาทจะถูกนำไปใช้อย่างไร นายไชยชนกยืนยันว่าทุกกระบวนการผ่านระบบ e-bidding ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ใช่การแจกโปรฟรี แต่เป็นการลงทุนที่เฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้แนวคิด “Learn to Earn”

ความปลอดภัยของข้อมูลต้องเป็นอันดับหนึ่ง

ในยุคที่ข้อมูลคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอย่างมาก ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานจะถูกเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศไทย โดยผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาโมเดลโดยไม่ได้รับอนุญาต และการใช้งานทั้งหมดจะเป็นแบบ Anonymous เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของคนไทยทุกคน

หากโครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีอัตราการเข้าถึง AI เพิ่มขึ้นเป็น 23% ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของคนในชาติเพื่อให้ก้าวทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับโครงการนี้บ้างครับ คิดว่าโครงการนี้จะช่วยให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ มาร่วมแสดงความคิดเห็นแบ่งปันกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงทางการเมืองล่าสุด เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการอภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนครับ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของภาครัฐกว่า 1,276 โครงการ รวมงบประมาณมหาศาลถึง 4,271 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการวิเคราะห์จากระบบพบว่าโครงการเหล่านี้วนเวียนอยู่กับบริษัทเอกชนเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลายโครงการยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความจำเป็นและอาจมีลักษณะการถือหุ้นไขว้หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเป็นนัยยะสำคัญ

เจาะลึกความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้เข้าใกล้เกณฑ์ OECD มากขึ้น การที่ อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ จะช่วยให้ประชาชนเห็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่เรามักพบเห็นในกระทรวงสำคัญอย่าง อว., ศธ. และ ดีอี โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทเอกชน
  • วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ AI ที่ภาครัฐอ้างว่าเพื่อประชาชน
  • สืบค้นความสอดคล้องของ TOR กับมาตรฐานสากล
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

ในฐานะฝ่ายค้าน การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการข้อมูลถือเป็นวิธีที่แยบยลและสามารถตรวจสอบได้จริงจังมากกว่าการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถดึงเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทต่างๆ ออกมาให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากพบการกระทำที่ส่อถึงทุจริตอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำไม่ใช่การของบประมาณมาทำโครงการ AI ราคาแพง แต่คือการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้โดยตรง หวังว่าในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องตรวจ “โครงการ AI ภาครัฐ”พบวนแค่ 3 กลุ่มบริษัท

พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69 กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 27 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ เมื่อ 7 พฤษภาคม 2569 เพื่อถกแผนรับมือวิกฤตจากตะวันออกกลางที่กระทบพลังงานและอาหาร โดยดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นตัวแทน

พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69

เศรษฐกิจอาเซียนยังคงแข็งแกร่ง คาดการณ์การเติบโตปี 2569 ที่ 4.6% สูงกว่าเศรษฐกิจโลกที่ 3.2% แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และห่วงโซ่อุปทานสินค้าจำเป็นชะงักงัน

แผนรับมือวิกฤตพลังงานและอาหารของอาเซียน

ที่ประชุมวางแนวทางสร้างเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานระยะยาว โดยเน้นอำนวยความสะดวกการค้า-ลงทุนในภูมิภาค พลิกวิกฤตเป็นโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว ดร.กิริฎา ระบุว่า จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายใต้กรอบความมั่นคงปิโตรเลียม โครงข่ายไฟฟ้าและท่อก๊าซธรรมชาติอาเซียน รวมถึงยกระดับความมั่นคงอาหารด้วยระบบสำรองอาหารภูมิภาคและข้อมูลสารสนเทศ

  • เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  • พัฒนาโครงการไฟฟ้าและท่อก๊าซ
  • ระบบสำรองอาหารอาเซียน
  • ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ไทยนำเสนอแนวทางยกระดับความยืดหยุ่นภูมิภาครับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพื่อเสนอที่ประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48

เร่งดัน DEFA สู่เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69 ยังรวมถึงการเจรจาข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ไทยเป็นแกนนำ คาดลงนามปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทยแข่งขันในเวทีโลก

DEFA จะครอบคลุมประเด็นการค้าดิจิทัล ข้อมูล跨境 การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และทรัพย์สินทางปัญญาดิจิทัล ช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มประสิทธิภาพการค้า โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ประโยชน์ของ DEFA ต่อไทยและอาเซียน

  • เพิ่มการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิก
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูล
  • สนับสนุนสตาร์ทอัพและนวัตกรรม
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์ดิจิทัล

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของอาเซียนในการรับมือความท้าทาย โดยไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายที่ยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69 คือสัญญาณบวกที่อาเซียนกำลังก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก หากทุกประเทศร่วมมือกัน จะช่วยลดผลกระทบและสร้างโอกาสใหม่ได้แน่นอน

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอาเซียนและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – พาณิชย์ถกอาเซียน รับมือวิกฤตพลังงาน-อาหาร จ่อเซ็น DEFA ปลายปี 69

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันไทย-จีน

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทย หลังจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงการหารือสำคัญกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของจีน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา การสนทนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การค้าขาย การลงทุน และปัญหาภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมา

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่จีนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะด้านการส่งออกและการลงทุน จีนปัจจุบันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าไทย และกำลังขยับขึ้นมาเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในเร็วๆ นี้ นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่าการลงทุนจากจีนสอดคล้องกับนโยบายของไทยในหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียนสะอาด ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จีน: หุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจแล้ว การสนทนายังขยายไปสู่เรื่องความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาเมียนมา ซึ่งเป็นพรมแดนติดต่อกันกับไทย “สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ โดยหวังให้ทุกฝ่ายในเมียนมาเดินหน้าสู่การปรองดองหลังการเลือกตั้ง ไทยในฐานะเพื่อนบ้านไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาได้ ปัญหาชายแดน เช่น การค้าที่ด่านถูกปิด ออนไลน์สแกม อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กัน ไทยพร้อมร่วมมือทั้งกับรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์

  • การค้าและลงทุน: จีนเป็นตลาดส่งออกหลัก สินค้าไทยได้รับความนิยมสูง
  • ลงทุนสีเขียว: โครงการ EV พลังงานสะอาด สอดคล้องนโยบายไทย BCG Economy
  • เมียนมา: ดึงเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ ลดปัญหาชายแดน
  • ความมั่นคง: ร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด

กรอบความร่วมมือแก้ฝุ่น PM2.5 ไทย-เมียนมา-ลาว

อีกประเด็นสำคัญคือกรอบความร่วมมือสามฝ่ายไทย-เมียนมา-ลาว เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นายสีหศักดิ์ ย้ำว่าต้องทำให้กรอบนี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทวิภาคี แต่เป็นการแสดงบทบาทไทยในภูมิภาค แม้การเมืองไทยจะไม่นิ่งมั่นในอดีต แต่รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพพอที่จะผลักดันนโยบายต่างประเทศเชิงรุก โดยนำประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชน

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของไทยในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม จีนในฐานะมหาอำนาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาเมียนมา ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อไทย เช่น การไหลทะลักของผู้อพยพและอาชญากรรม นอกจากนี้ การลงทุนจีนใน EV และดิจิทัลจะสร้างงานและรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก สอดคล้องกับเป้าหมาย GDP เติบโต 3-4% ในปีนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การ diplomacy ระดับสูงครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม มันไม่ใช่แค่การเซ็น MOU แต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว คุณคิดอย่างไรกับทิศทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติม!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ

Scroll to top