เศรษฐกิจสีเขียว

นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ย้ำบทบาท สตง. สร้างความโปร่งใสภาครัฐ

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสีเขียวมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดงาน นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ย้ำบทบาท สตง. สร้างความโปร่งใสภาครัฐ อย่างเป็นทางการ ณ สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเวทีที่สำคัญมากในการเชื่อมโยงงานตรวจสอบภาครัฐเข้ากับวาระด้านสิ่งแวดล้อมครับ

นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ย้ำบทบาท สตง. สร้างความโปร่งใสภาครัฐ

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลในประเทศไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล โดยเป้าหมายหลักคือการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรมที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ความโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ

ความสำคัญของการตรวจสอบโดย สตง. เพื่อความยั่งยืน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ท่านนายกฯ ได้กล่าวว่า นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ย้ำบทบาท สตง. สร้างความโปร่งใสภาครัฐ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรสาธารณะเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการต่างๆ ของรัฐ ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่แค่การตรวจปกติ แต่เป็นการผนวกแนวคิดความยั่งยืนเข้าไปในการทำงานด้วยครับ

ประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งนี้ มีหลายจุดที่อยากสรุปให้ทุกคนได้ติดตามกันครับ:

  • การส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การใช้หลักธรรมาภิบาลมาจับการใช้งบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าและตรวจสอบได้
  • การเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประเทศยืนหยัดได้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
  • การร่วมมือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระดับนานาชาติ เพื่อวางรากฐานทรัพยากรให้คนรุ่นหลัง

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีมาก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการตรวจสอบที่โปร่งใส เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบริหารจัดการที่ดีและการตรวจสอบที่เข้มงวด มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานตามนโยบายนี้ให้สำเร็จ เพื่อโลกที่ดีขึ้นสำหรับลูกหลานของเรากันนะครับ!

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ย้ำบทบาท สตง. สร้างความโปร่งใสภาครัฐ

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อติดตามความคืบหน้าของกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าสนใจ โดยการลงพื้นที่ของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ในครั้งนี้ เน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

ศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน

การเดินทางมาเยือนของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ยังรวมถึงการเยี่ยมชมกิจการของ Dairy Home ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัยและการรักษาสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การสนับสนุนด้านเงินทุน และการเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์
  • สนับสนุนมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น Green Industry
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • มุ่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ นายวราวุธยังได้ไปเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจรของเครือซีพีเอฟ เพื่อเน้นย้ำถึงนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

โดยสรุปแล้ว ความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารนวัตกรรมที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต หากภาครัฐและเอกชนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ การสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานรากจะสำเร็จได้อย่างแน่นอน และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – “วราวุธ” ลงพื้นที่เยี่ยมวิสาหกิจชุมชน-ลูกค้า SME D Bank หนุน อุตสาหกรรมอาหารนวัตกรรม

จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

เชื่อว่าแรงงานไทยหลายท่านที่กำลังวางแผนไปทำงานต่างประเทศ คงเบาใจขึ้นไม่น้อย เมื่อล่าสุดท่านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาเปิดเผยข่าวดีว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วม Abu Dhabi Dialogue (ADD) ครั้งที่ 8 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของจุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องแรงงานไทยในต่างแดน

จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

การเดินหน้าในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และการจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดแรงงานหลักของแรงงานไทย

เหตุใดความร่วมมือนี้จึงสำคัญต่ออนาคตแรงงานไทย?

การที่จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในเอกสารทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ด้านหลักที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก ดังนี้:

  • การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ: ดูแลความปลอดภัยของแรงงานในพื้นที่เสี่ยงจากอากาศเปลี่ยนแปลง
  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): สนับสนุนการปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่
  • Gig Workers: การบริหารจัดการระบบแรงงานแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม
  • การยกระดับทักษะแรงงาน: เพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นและมั่นคง

นอกจากนี้ ในฐานะของภาครัฐ การวางรากฐานเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการจัดส่งแรงงานเป็นไปอย่างโปร่งใส ลดปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับแรงงานไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน นับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชมในการปกป้องสวัสดิภาพของคนไทยในแดนไกล

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว จะส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้ส่งกลับจากแรงงานไทยอย่างมหาศาล และถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในการหาประสบการณ์ในตลาดแรงงานระดับสากลที่มีมาตรฐานสูงขึ้นครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีทางเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้ว กับการที่ท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยความสำเร็จล่าสุด หลังจากเดินทางไปเยือนกรุงปารีส จนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เมื่อกลุ่มนักธุรกิจระดับโลกจากฝรั่งเศสตบเท้าเข้าพบเพื่อหารือถึงการเข้ามาปักหมุดลงทุนในประเทศไทยอย่างจริงจัง

อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนมาเจาะลึกกันว่าทำไมข่าวนี้ถึงน่าตื่นเต้น และทำไมการที่ อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ถึงเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจบ้านเรา การหารือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการนำเงินมาลง แต่เป็นการดึงเอาเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ก้าวไปสู่ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นด้านการบิน พลังงานสะอาด หรือแม้แต่เทคโนโลยีควอนตัม

โอกาสทองของไทยกับการดึงดูดการลงทุนจากยุโรป

จากการเข้าพบของ 16 บริษัทชั้นนำ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าต่างชาติมองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังผลักดัน อนุทิน ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสแห่ลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเยือนปารีสสู่การลงมือทำจริง โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • Airbus: สนใจพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และเชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF)
  • EDF: เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน
  • Dassault Systèmes: นำเทคโนโลยี Digital Twin มาบริหารจัดการผังเมืองให้เป็น Smart City
  • Pasqal: ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมควอนตัมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ซึ่งเห็นได้ชัดจากดัชนี SET Index ที่พุ่งทะลุ 1,600 จุด เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือเครื่องยืนยันว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมามองไทยด้วยสายตาใหม่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในฐานะประชาชนคนไทย ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ การที่รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป และการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งสำคัญจากนี้ไปคือการที่ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “อนุทิน” ปลื้มยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสตบเท้าพบหลังเยือนปารีส แย่งปักหมุดลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

เอกนิติ หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามโลก

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการเศรษฐกิจไทยกันครับ เมื่อ เอกนิติ หารือ 10 CEO จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เพื่อรับฟังความเห็นแบบเปิดกว้าง ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลจะนำความเห็นจากภาคเอกชนมาผสานกับยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงอย่าง AI เศรษฐกิจสีเขียว และการปฏิรูปโครงสร้าง

เอกนิติ หารือ 10 CEO เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยอย่างไร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เวทีนี้จัดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เชิญ CEO ระดับสูง 34-35 คนมาร่วมเสนอแนะ โดยจะสรุปประเด็นสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ “ภูมิทัศน์ใหม่” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม การ เอกนิติ หารือ 10 CEO ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ฟังเฉยๆ แต่จะนำไปรวมกับแผนที่เตรียมไว้ เพื่อผลักดันผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่จะปรับบทบาทให้ทันสมัย เปลี่ยนจากรัฐนำเป็นเอกชนนำ รัฐสนับสนุน โดยติดตามผลทุกเดือน เป้าเห็นผลใน 6 เดือน

ยุทธศาสตร์หลักจากเอกนิติ หารือ 10 CEO

จากข้อมูลที่ได้ รัฐบาลมียุทธศาสตร์หลักหลายด้านที่เน้นการลงทุนต่อยอดพัฒนาคนและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน นอกจากนี้ยังมี:

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่: เน้นพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และแก้กฎหมายอุปสรรค เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • พัฒนาทรัพยากรมนุษย์: ปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับอนาคต สร้างทักษะดิจิทัลและ soft skills
  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): ส่งเสริมธุรกิจยั่งยืน ลดคาร์บอน เพื่อตอบโจทย์ ESG ที่นักลงทุนโลกให้ความสำคัญ
  • เทคโนโลยี AI: ต่อยอดการใช้ AI ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิต การแพทย์ และการเกษตร เพื่อเพิ่ม productivity
  • ปฏิรูประบบราชการ: ลดขั้นตอน ลด bureaucracy ให้เอกชนทำธุรกิจง่ายขึ้น

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จากปัจจุบันที่ GDP ยังชะงักงันหลังโควิด การ เอกนิติ หารือ 10 CEO จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาญฉลาด เพราะ CEO เหล่านี้รู้ปัญหาจริงจากภาคสนาม เช่น ขาดแรงงานมีฝีมือ กฎระเบียบล้าสมัย และการแข่งขันจากจีน เวียดนาม

กรอ. จะเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อน

กลไก กรอ. จะถูกฟื้นฟูให้กระฉับกระเฉง โดยเอกชนนำเสนอไอเดีย รัฐช่วยเคลียร์อุปสรรค เช่น แก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ยืดหยุ่นแต่ปลอดภัย หรือเร่งอนุมัติโครงการพลังงานทดแทน นี่คือการทำงานแบบ partnership ที่จะช่วยให้ไทยก้าวข้าม “middle income trap” ได้

ในมุมมองของผม การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจว่าภาคเอกชนคือ engine หลักของเศรษฐกิจ หากทำสำเร็จ ไทยอาจเห็นการลงทุนพุ่ง งานใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน AI ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยกว่า 1 ล้านล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า (อ้างอิงจากรายงาน PwC) นอกจากนี้ Green Economy ยังช่วยไทยเป็น leader ในอาเซียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นกับการ execute จริง หากติดตามใกล้ชิดตามที่นายเอกนิติ บอก ก็น่าจะเห็นผลชัดในสิ้นปีนี้ สุดท้าย คุณคิดอย่างไรกับแผน เอกนิติ หารือ 10 CEO นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ กันครับ!

ที่มา – “เอกนิติ” เผย หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันไทย-จีน

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทย หลังจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงการหารือสำคัญกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของจีน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา การสนทนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การค้าขาย การลงทุน และปัญหาภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมา

“สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่จีนกลายเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะด้านการส่งออกและการลงทุน จีนปัจจุบันเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าไทย และกำลังขยับขึ้นมาเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในเร็วๆ นี้ นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่าการลงทุนจากจีนสอดคล้องกับนโยบายของไทยในหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียนสะอาด ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จีน: หุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

นอกจากประเด็นเศรษฐกิจแล้ว การสนทนายังขยายไปสู่เรื่องความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาเมียนมา ซึ่งเป็นพรมแดนติดต่อกันกับไทย “สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ โดยหวังให้ทุกฝ่ายในเมียนมาเดินหน้าสู่การปรองดองหลังการเลือกตั้ง ไทยในฐานะเพื่อนบ้านไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมาได้ ปัญหาชายแดน เช่น การค้าที่ด่านถูกปิด ออนไลน์สแกม อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และมลพิษ ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กัน ไทยพร้อมร่วมมือทั้งกับรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์

  • การค้าและลงทุน: จีนเป็นตลาดส่งออกหลัก สินค้าไทยได้รับความนิยมสูง
  • ลงทุนสีเขียว: โครงการ EV พลังงานสะอาด สอดคล้องนโยบายไทย BCG Economy
  • เมียนมา: ดึงเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ ลดปัญหาชายแดน
  • ความมั่นคง: ร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด

กรอบความร่วมมือแก้ฝุ่น PM2.5 ไทย-เมียนมา-ลาว

อีกประเด็นสำคัญคือกรอบความร่วมมือสามฝ่ายไทย-เมียนมา-ลาว เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นายสีหศักดิ์ ย้ำว่าต้องทำให้กรอบนี้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ทวิภาคี แต่เป็นการแสดงบทบาทไทยในภูมิภาค แม้การเมืองไทยจะไม่นิ่งมั่นในอดีต แต่รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพพอที่จะผลักดันนโยบายต่างประเทศเชิงรุก โดยนำประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชน

การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของไทยในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม จีนในฐานะมหาอำนาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาเมียนมา ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อไทย เช่น การไหลทะลักของผู้อพยพและอาชญากรรม นอกจากนี้ การลงทุนจีนใน EV และดิจิทัลจะสร้างงานและรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก สอดคล้องกับเป้าหมาย GDP เติบโต 3-4% ในปีนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การ diplomacy ระดับสูงครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม มันไม่ใช่แค่การเซ็น MOU แต่เป็นการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว คุณคิดอย่างไรกับทิศทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติม!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยคุย “หวัง อี้” ดันความสัมพันธ์-การค้า พร้อมดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการสันติภาพ

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ พลังงานสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าไฟแพงขึ้นทุกวัน ทำให้หลายคนกำลังมองหาทางออกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายใช่ไหมล่ะ? วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ มาบอกกัน เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ที่รัฐบาลจัดสรรพิเศษ เพื่อช่วยคนไทยหันไปใช้พลังงานสะอาด ลดค่าใช้จ่ายและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยนะ สินเชื่อเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่บ้าน รถ EV เครื่องจักรกลการเกษตร ไปจนถึงธุรกิจ SME ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนยาว ใครสนใจเตรียมตัวเลย!

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หนุนคนไทยสู่พลังงานสะอาด ลดภาระน้ำมัน–ค่าไฟ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลกำลังเร่งพลิกวิกฤติราคาพลังงานให้เป็นโอกาส โดยยกระดับการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืนในระยะยาว ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจาก 4 สถาบันการเงินรัฐ (SFIs) ที่ร่วมมือกันปล่อยสินเชื่อเพื่อส่งเสริมประชาชน เกษตรกร และ SME เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน

มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟ ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือเครื่องจักรกลเกษตรประหยัดน้ำมัน สินเชื่อเหล่านี้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมายเลยครับ

1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) – บ้านอยู่เย็น ดอกเบี้ยเริ่ม 2.20%

ธอส. ออกแพ็กเกจ “บ้านอยู่เย็นเป็นสุข” 3 แพ็กเกจ สำหรับซื้อ สร้าง หรือปรับปรุงบ้านประหยัดพลังงาน รวมถึงติดตั้งพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์

  • สินเชื่อบ้านเบอร์ 5: ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% ต่อปี
  • สินเชื่อโซลาร์รูฟ: วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% ไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม
  • เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่อยากลดค่าไฟ ลองนึกภาพติดโซลาร์รูฟแล้วค่าไฟลดลง 30-50% ต่อเดือนเลยนะ!

ประโยชน์คือไม่เพียงประหยัดเงิน แต่ยังเพิ่มมูลค่าบ้านในอนาคตด้วยครับ

2. ธนาคารออมสิน – สินเชื่อสีเขียวครบครัน กู้บ้านได้ 110%

ออมสินจัดหนักด้วยสินเชื่อสีเขียวที่ครอบคลุมบ้าน รถ และธุรกิจ

  • GSB Green Home Loan: กู้สูงสุด 110% ของราคาประเมิน ผ่อนนาน 40 ปี
  • GSB Go Green: สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อรถ EV หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5
  • สินเชื่อ SME: ดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -0.25%

สำหรับคนอยากซื้อรถ EV อย่าง Tesla หรือ BYD สินเชื่อนี้ช่วยให้เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยถูก ลดค่าน้ำมันไปได้เลย!

3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) – สนับสนุนเกษตรกร BCG Model

เกษตรกรตัวจริงห้ามพลาด! ธ.ก.ส. มีสินเชื่อเครื่องจักรกลเกษตร ผ่อนนาน 10 ปี และสินเชื่อ BCG เงื่อนไขผ่อนปรน ชำระคืนสูงสุด 15 ปี พร้อมทุนหมุนเวียน 12-18 เดือน

  • เปลี่ยนจากรถไถเก่าๆ มาใช้เครื่องจักรไฟฟ้าหรือไฮบริด ลดค่าน้ำมัน ลดมลพิษ
  • ช่วยให้ฟาร์มยั่งยืน ผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง

รัฐบาลอยากเห็นเกษตรกรไทยก้าวสู่สมัยใหม่ ลองเช็กเลยครับ

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับ SME

SME D Bank ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียว ผ่านสินเชื่อ SME Green Productivity

  • วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ผ่อนนาน 10 ปี
  • ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก
  • เหมาะสำหรับโรงงานที่อยากติดตั้งระบบประหยัดพลังงาน หรือผลิตสินค้าสีเขียว

ธุรกิจที่ปรับตัวได้ จะแข่งขันได้ในยุคโลกให้ความสำคัญกับ ESG ครับ

สรุปแล้ว เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ เป็นโอกาสทองที่ไม่คว้ามาไว้ครอบครองไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงราคาพลังงานผันผวน มันไม่ใช่แค่ช่วยลดภาระ แต่ยังเสริมความมั่นคงพลังงานไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวได้จริง รีบเข้าเว็บธนาคารแต่ละแห่ง สอบถามเอกสารสมัคร แล้วเริ่มต้นชีวิตประหยัดพลังงานวันนี้เลยครับ! คุณจะได้ทั้งเงินในกระเป๋าและโลกที่สดใสกว่าเดิม

ที่มา – เช็กเลย 4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หนุนคนไทยสู่พลังงานสะอาด ลดภาระน้ำมัน–ค่าไฟ

“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนหนักมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่พุ่งปรี๊ด หรือความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ล่าสุด “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ผ่านเวที IMF Governor Talks ในการประชุม Spring Meetings 2569 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โชว์ไอเดียเจ๋งๆ ในการรับมือความท้าทายเหล่านี้ โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมากเลยครับ

“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ในเวทีนี้ นายเอกนิติชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลงทุนที่ต่ำกว่าศักยภาพ รัฐบาลเลยตั้งเป้า “ยกระดับการลงทุน” เป็นหัวใจหลัก เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีดิจิทัล AI พัฒนาทุนมนุษย์ และปรับกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างการเติบโตยั่งยืน นอกจากนี้ ยังพูดถึงบทบาทเอเชียและไทยในการรับมือโลกที่ไม่แน่นอน

"เอกนิติ" โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งที่เด็ดสุดคือกรอบนโยบาย “4T” ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือโดยตรง ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นขึ้นท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก

กรอบนโยบาย “4T” จาก “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

  • Target (การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า): แทนที่จะแจกกระจาย เน้นช่วยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น กลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
  • Transition (การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด): เร่งพัฒนา Smart Grid Direct PPA และพลังงานหมุนเวียน ลดพึ่งพาน้ำมันราคาแพง
  • Transformation (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ): เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล ยกระดับการแข่งขัน
  • Together (ความร่วมมือทุกภาคส่วน): รัฐ เอกชน ประชาชน รวมพลังกันรับมือความเสี่ยง

นโยบายการคลังก็แบบตรงจุด ไม่ใช่กระตุ้นแบบเหวี่ยงแห รัฐบาลจะช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ควบคู่ลงทุนเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อความยั่งยืนระยะยาว นอกจากนี้ ยังเน้นบทบาทอาเซียนเป็น “แรงยึดเหนี่ยว” ในโลกที่แตกแยก

ไทยยังจะเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” มุ่งสร้างโอกาสใหม่ การเติบโตยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และยกระดับอาเซียน

ชมคลิป IMF Governor Talks ฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)

วิสัยทัศน์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีแผนชัดเจนในการพายเรือฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก ถ้าทำได้จริง เศรษฐกิจไทยน่าจะโตแบบยั่งยืนแน่นอน คุณคิดยังไงกับกรอบ 4T นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ นะครับ!

ที่มา – “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน-ราคาพลังงาน-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี เป็นข่าวดีที่ผู้ประกอบการรายย่อยหลายคนรอคอย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กางแผนช่วยเหลือชัดเจน ด้วยการอัดฉีดเงินกู้รวม 20,000 ล้านบาท จากธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจเอสเอ็มอี สู้รบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายวราวุธไม่เพียงประกาศมาตรการช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังพกกระบอกน้ำส่วนตัวที่เป็นแก้วของพรรคภูมิใจไทย มาดื่มน้ำโชว์สื่อมวลชน เพื่อรณรงค์ลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สาเหตุมาจากปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกนำเข้าที่กระทบอุตสาหกรรมหลายแห่ง เป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

3 สินเชื่อหลักเพื่อเอสเอ็มอี

มาตรการหลักคือสินเชื่อเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการเงิน สนับสนุนการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 3 ตัว ดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสุด 10 ปี

  • สินเชื่อ SME Green Productivity: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สำหรับลงทุนเครื่องจักรพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ หรือรถ EV ช่วยลดต้นทุนพลังงานระยะยาว
  • สินเชื่อ ปลุกพลัง SME: วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เหมาะสำหรับเอสเอ็มอีรายเล็กที่ต้องการสภาพคล่องด่วน
  • สินเชื่อ Beyondติดปีก SME: วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ ปรับปรุงเทคโนโลยี ขยายกิจการ

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย เงื่อนไขผ่อนปรนกว่าธนาคารทั่วไป โดยธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ปรับกระบวนการให้รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงทุนได้ทันสถานการณ์

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี

ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเพิ่มศักยภาพ

สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง มีแนวทาง “3 ลด” คือ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด หากเริ่มมีปัญหา กระทรวงจะเข้าไปช่วยทันที เพื่อรักษาการจ้างงานและพลิกฟื้นธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเน้นการอัพสกิลและรีสกิล เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ สู่เศรษฐกิจสีเขียวตามนโยบายรัฐบาล

วราวุธ พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอี จึงไม่ใช่แค่งบประมาณ แต่เป็นกลยุทธ์ครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริม Green Industry ที่ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ไม่ควรพลาดโอกาสนี้

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี สนใจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับตัวสู่พลังงานสะอาดหรือเสริมสภาพคล่อง ติดต่อธนาคารเอสเอ็มอีดีแบงก์ได้ทันที เพื่อรับคำปรึกษาและยื่นกู้อย่างรวดเร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจสีเขียว

ที่มา – “วราวุธ” พกกระบอกน้ำส่วนตัวดื่มน้ำโชว์สื่อ ผุดอัดฉีด 2 หมื่นล้าน ช่วยเอสเอ็มอีสู้สงคราม

Scroll to top