เสรีพิศุทธ์

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในเรื่องการตรวจสอบที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยล่าสุด “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มกำลังหลังจากถูกคู่กรณีฟ้องร้อง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ท่านตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อท่านได้รับหมายศาลในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่าการเดินทางไปในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพื่อให้ทนายความเห็นพื้นที่จริงก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง

เปิดใจทำไม “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ในการให้สัมภาษณ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่น่าสนใจว่า แม้จะได้รับหมายศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นี้ แต่ท่านได้แจ้งทางศาลไปอย่างชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์ที่จะทำการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะต้องการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาลมากกว่า โดยท่านเตรียมพานคณะทนายความลงพื้นที่ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สิ่งที่น่าสนใจคือการเตรียมตัวของท่านในครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • เตรียมลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อดูพื้นที่จริงกับทนายความ
  • เตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล
  • เตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2569

หลายคนมองว่าการที่ “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาในทิศทางไหน

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในที่ดินของรัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่พลิกโฉมคดีนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท ไม่โหวต “อนุทิน”

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยนะครับ หลังจากที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาแฉแบบจัดเต็ม ระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 บอกเลยว่าคำพูดของท่านแรงกล้ามาก โดยเฉพาะการตำหนิพรรคภูมิใจไทยว่าขาดมารยาทสุดๆ ที่เอาชื่อพรรคตัวเองไปรวมเสียงตั้งรัฐบาลทั้งที่ยังไม่เคยคุยกันจริงจัง

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล

ก่อนอื่นต้องย้อนบริบทกันหน่อยครับ หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รอบล่าสุด พรรคเล็กๆ อย่างเสรีรวมไทยของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็กลายเป็นที่จับตามอง เพราะมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และท่านยังประกาศชัดว่าจะไม่เกี่ยงงอน เข้ารายงานตัวหลังห่างสภาไป 2 ปีเต็ม เพื่อให้คนอื่นได้ทำงานแทน แต่คราวนี้กลับมาพร้อมกระสุนแรงๆ เลย

ท่านเล่าว่า พรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส. กว่า 190 เสียง คิดจะตั้งรัฐบาลใหญ่โต ต้องเอาพรรคเพื่อไทย 70 กว่าเสียงมารวมเป็น 200+ เสียง แต่ยังไม่พอ ต้องดึงพรรคเล็กพรรคน้อย 1 2 3 4 5 เข้ามาให้ครบ 300 เสียง เพื่อบีบพรรคอื่นๆ ให้ยอมตาม โดยเอาชื่อพรรคเสรีรวมไทยไปรวมด้วยแบบไม่มีมารยาท “คนอย่างนี้พอได้ 190 กว่า ก็คิดว่าจะต้องจัดรัฐบาล ต้องบริหารประเทศให้ได้ จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้” ท่านเหน็บแบบ辛辣เลยครับ

ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” และเปรียบเทียบพรรคเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังย้ำชัดเจนว่าจะไม่โหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยเด็ดขาด! แต่ก็ไม่บอกว่าจะเลือกใครนะครับ ทำเอาแฟนข่าวต้องรอฟังต่อ ท่านยังเหน็บ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พรรคน้องใหม่ที่เคยประกาศกร้าวว่าจะปราบโกง ใครโกงประหารชีวิต แต่ดันไปมอบตัวร่วมกับคนโกงซะแล้ว “ไปร่วมกับคนโกงไม่ได้หรอก” คำพูดนี้สะท้อน mindset ชัดเจน

ส่วนเรื่องที่ท่านกำลังผลักดัน คือการยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา ขอให้ตั้งองค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มบุคคลถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยอ้างว่าฝ่าฝืนกฎหมายชัดๆ จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่สั่งจำคุกกรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ท่านยังหยิบยกประเด็น “ตั๋วช้าง” การแต่งตั้งตำรวจแบบพิเศษ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล จากสารวัตรก้าว跳เป็น ผบ.ตร. ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการพานายทักษิณกลับไทย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก่อนหน้านี้ท่านยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบนายทักษิณ, นายวิษณุ เครืองาม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, นายเศรษฐา ทวีสิน แล้ว วันนี้ขยับไปศาลฎีกา เรียกนายวิษณุกับนายทักษิณมาไต่สวน ถ้าผิดมีโทษจำคุก!

ท่านย้ำว่า “ละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์” ในฐานะอดีต ผบ.ตร. และผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องปกป้องสถาบันฯ ไม่ให้ใครมาแสวงหาประโยชน์

คุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใหญ่ๆ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังไล่เรียงคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่มี ส.ส. เกิน 20 เสียง ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย: นายแพทองธาร ชินวัตร – ลูกสาวทักษิณ ฐานะทายาทการเมือง
  • พรรคภูมิใจไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล – ประสบการณ์รัฐมนตรีสาธารณสุข
  • พรรคพลังประชารัฐ: พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
  • พรรคประชาชน: นายณัฐพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภรณ์ – ส.ส. นายกฯ คนใหม่?

ท่านบอกว่ามีเสียงเดียวก็จะผลักดันกฎหมายสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม แม้จะยาก แต่ไม่ยอมแพ้

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในหมู่พรรคเล็ก ที่ไม่อยากถูกบีบให้เข้าร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเข้มข้น ลุ้นกันยาวๆ ครับ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเสรีพิศุทธ์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย หรือติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน”

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส”

ในวงการการเมืองไทยที่ร้อนระอุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อตรวจสอบกรณี“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาและจุดประกายการถกเถียงเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองไทย

“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เดินทางยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีแต่งตั้งร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าการแต่งตั้งดังกล่าวอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมร้ายแรง จึงขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

สาเหตุที่เพิ่งร้องเรียนในช่วงนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อธิบายว่าสาเหตุที่เลือกยื่นตอนนี้เพราะมองเห็นแนวโน้มว่านายอนุทินกำลัง “กินรวบ” อำนาจ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรักษาการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เช่น ปลัดจังหวัดและนายอำเภอ ซึ่งอาจกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังหยิบยกพฤติกรรมเก่าๆ อย่างการซื้อเสียงในบุรีรัมย์เมื่อ 30 ปีก่อนมาเปรียบเทียบ เพื่อเน้นย้ำปัญหาจริยธรรมที่ฝังรากลึก

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อร้อยเอกธรรมนัส พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ไม่สน” เพราะทำเพื่อประเทศชาติ ยืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนบุคคลที่มีปัญหาคุณธรรม แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคดีต่างประเทศจะเป็นแค่ด้านกฎหมาย แต่ด้านจริยธรรม ผู้แต่งตั้งอย่างนายอนุทินต้องรับผิดชอบเต็มๆ

วิจารณ์กกต. และประเด็นอื่นๆ

นอกจากประเด็นหลักแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังวิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างดุเดือด โดยเฉพาะการรีบประกาศรับรองผลเลือกตั้งภายใน 17 วัน ทั้งที่กฎหมายให้เวลาถึง 60 วัน สงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายอนุทินจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ พร้อมขู่ดำเนินคดีกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. หากรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อโดยไม่เคลียร์ข้อกังขา

  • ตั้งคำถามกรณีพรรคประชาชนเปลี่ยนผู้สมัครเขต 33 บางกอกน้อย ส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร แทน สงสัยว่ามีการ “ฮั้ว” จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กกต. หรือไม่ เตรียมยื่นฟ้องเพิ่ม
  • ปฏิเสธการรวมพรรคกับภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล 300 เสียง ยืนยืนยันจุดยืนปราบโกง
  • เสนอให้ ส.ส. ที่ไม่เห็นด้วยกับทุจริต รวมตัวกัน และชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ที่เหมาะสม

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทิ้งท้ายว่า ไม่ได้เกลียดอนุทินหรือธรรมนัสเป็นการส่วนตัว แต่ไม่อยากเห็น “คนชั่ว” มาปกครองบ้านเมือง อยากได้คนดีตามพระราชดำรัส ร.9

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

ประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง สะท้อนปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยที่จริยธรรมนักการเมืองถูกตั้งคำถามบ่อยครั้ง การร้องเรียนครั้งนี้ไม่เพียงตรวจสอบบุคคล แต่ยังเป็นการเตือนใจให้สังคมตื่นตัวกับการใช้อำนาจ หากศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการที่อำนาจล้นมือ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเมืองไทยต้องการการปฏิรูปจริยธรรมอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติ争议เข้ามามีอำนาจ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่เช่น การซื้อเสียง โยกย้ายข้าราชการ และความไม่โปร่งใสของกกต. ซึ่งหากไม่แก้ไข ประชาธิปไตยไทยอาจเสี่ยง

ในฐานะนักข่าวการเมืองที่ติดตามใกล้ชิด เรามองว่าการเคลื่อนไหวของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แม้จะเสี่ยงต่อกระแสต่อต้าน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น“เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง ? การเมืองไทยควรมีกลไกตรวจสอบจริยธรรมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมตื่นตัว!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ร้องผู้ตรวจการฯ สกัด “อนุทิน” ตั้ง “ธรรมนัส” ขัดจริยธรรมร้ายแรง

“ธนดล” กราบ “เสรีพิศุทธ์” หลังเป็น ขรก.การเมือง

“ธนดล” นำพวงมาลัยเข้ากราบขอพร “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” และให้สวมอินทรธนูบนบ่า หลังได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง เผย เป็นผู้ให้โอกาสทำงานการเมืองคนแรก

เมื่อเวลา 15.25 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะเข้าพบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีการนำพวงมาลัยไปมอบและก้มกราบ รวมถึงให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สวมอินทรธนูบนบ่าในชุดข้าราชการสีกากีให้ พร้อมระบุข้อความว่า

“ผมได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งประจำเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นก้าวแรกในชีวิต ผมมีความตั้งใจมาขอพร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ผู้ที่ให้โอกาสผมทำงานการเมืองคนแรก ในตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงานของท่าน และสอนการทำงานสอนประสบการณ์ต่างๆ จนผมมีวิชาความรู้มาช่วยเหลือสังคมได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการแต่งตั้ง นายธนดล สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป. (อ่านเพิ่มเติม : สรุปมติ ครม. แต่งตั้ง พบชื่อ “ธนดล” นั่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ)

“ธนดล” กราบ “เสรีพิศุทธ์” หลังเป็น ขรก.การเมือง

การเข้าพบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ของนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความกตัญญูที่นายธนดลมีต่อผู้ที่ให้โอกาสและสนับสนุนเขาในการเข้าสู่วงการการเมือง การได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมืองถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตของนายธนดล และการขอพรจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย่อมเป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

การที่นายธนดลกล่าวถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ว่าเป็นผู้ให้โอกาสทำงานการเมืองคนแรก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ในการผลักดันและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ การที่นายธนดลได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมือง ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่เขาได้รับจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำงานเพื่อสังคม

ความสำคัญของการเป็นข้าราชการการเมือง

การเป็นข้าราชการการเมืองถือเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ข้าราชการการเมืองมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และดำเนินงานต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า การได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมืองจึงเป็นโอกาสอันดีในการนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การเป็นข้าราชการการเมืองยังเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ข้าราชการการเมืองต้องทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลายกลุ่ม ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ข้าราชการการเมืองพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับนายธนดล การได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมืองถือเป็นโอกาสในการตอบแทนคุณแผ่นดิน การทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการมุ่งมั่นพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า คือสิ่งที่นายธนดลสามารถทำได้เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ได้รับ

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือบทบาทและผลงานของนายธนดลในการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง เขาจะสามารถนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้รับมาใช้ในการพัฒนาประเทศได้อย่างไร และเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับสังคมได้มากน้อยเพียงใด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตามและให้กำลังใจกันต่อไป

เรื่องราวของ “ธนดล” ที่กราบขอพร “เสรีพิศุทธ์” หลังเป็น ขรก.การเมือง เป็นเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเข้ามาทำงานการเมือง การมีผู้ใหญ่ที่คอยให้โอกาสและสนับสนุน การมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และการทำงานอย่างเต็มที่ คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ

ดังนั้น หากใครมีความฝันอยากจะทำงานการเมือง อย่าท้อแท้ อย่าหมดหวัง จงตั้งใจศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองให้พร้อม และมองหาโอกาสที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพราะทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้

ที่มา – “ธนดล” กราบขอพร “เสรีพิศุทธ์” หลังเป็น ขรก.การเมือง ชี้ ผู้ให้โอกาสทำงานการเมืองคนแรก

Scroll to top