แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วรภัคแถลงบ่ายนี้! ปมเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมแถลงข่าวในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่บิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสี นอกจากนี้ยังโต้แย้งประเด็นภรรยาถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต

เมื่อเวลา 09.54 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากมีชื่อถูกโยงว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่าในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการแถลงข่าวที่กระทรวงการคลังเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้มีเวลาในการทำงานจำกัด แต่ทุกคนก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่

นายวรภัคกล่าวเพิ่มเติมว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมงานประจำปีของธนาคาร World Bank IMF ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งการประชุมแต่ละวันเต็มไปด้วยวาระทั้งพหุภาคีและทวิภาคี ที่สำคัญคือการหารือเตรียมงานที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมงานประจำปีของ World Bank IMF ซึ่งเป็นงานใหญ่ในเดือนตุลาคม 2569 โดยเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขับเคลื่อนผลักดันเรื่องงาน ทำให้การชี้แจงข้อเท็จจริงส่วนตัวล่าช้าไปบ้าง

“ในเรื่องที่มีขบวนการถ่วงความเจริญของประเทศชาติ พยายามดิสเครดิตรัฐบาล โดยใส่ร้ายป้ายสีว่าตนอยู่ในกระบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ล่าสุดมีการพาดพิงถึงภรรยาของตน กล่าวหาว่ารับสินบนเป็นคริปโต ซึ่งภรรยายังไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรใดๆ ไม่เคยมีบัญชีคริปโตใดๆ ทั้งสิ้น” นายวรภัคระบุ

วรภัค แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

นายวรภัคยืนยันว่า “บ่ายนี้ผมจะมีการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงที่กระทรวงการคลังครับ ทีมโฆษกกระทรวงได้นัดหมายนักข่าวไว้เรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ น่าเสียดายที่บางคนเป็นนักวิชาการอิสระที่ผมเคยชื่นชม แต่ในปัจจุบันมีอคติในทางการเมือง และพยายามจะเขียนข่าวแบบเอามัน เลยมองภาพทุกอย่างแบบมีอคติ ผมพยายามแผ่เมตตาให้แล้วแต่ยังไม่ค่อยเป็นผล คงต้องสวดบทพาหุงมหากา คือบทปราบมารของพระพุทธเจ้าเสริม”

ประเด็นสำคัญจากการแถลงข่าวของวรภัค

  • นายวรภัคจะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์
  • มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • ภรรยาของนายวรภัคไม่เคยเกี่ยวข้องกับการรับสินบนคริปโต

การออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองและภรรยา รวมถึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ปล่อยข่าวเท็จเพื่อสร้างความเสียหายต่อไป

จับตาดูการแถลงข่าวของนายวรภัคในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่าจะมีประเด็นใดที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกบ้าง

ที่มา – “วรภัค” แถลงบ่ายนี้ ถูกใส่ร้ายป้ายสีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เตรียมเอาผิดคนบิดเบือน

ผบ.ตร. สั่งยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ก๊กอาน

“ผบ.ตร.” ลั่นใช้ “ยาแรง” ปราบสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลังรัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ยันหากพบนักการเมืองไทยเอี่ยว พร้อมทำคดีตรงไปตรงมา

วันที่ 21 ต.ค. 2568 เวลา 14.00น. ที่ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยภายหลังการเรียกประชุมด่วน เพื่อกำชับแนวทางป้องกันและปราบปราม “แก๊งสแกมเมอร์” และ “คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ” หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า ได้เรียก พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลาบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการค้ามนุษย์และหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการร่วมกัน โดยเน้นย้ำให้เดินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการป้องกันและการปราบปราม

ผบ.ตร. ระบุว่า ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง โดยเฉพาะกัมพูชา พูดตรงๆเลยว่า ในยุคที่ พล.ต.อ.ธัชชัย รับผิดชอบได้มีการนำข้อมูลไปขอความร่วมมือในการปฏิบัติว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับฐานปฏิบัติการ เรามีหมายจับที่ต้องขอความร่วมมือ แต่ได้รับความร่วมมือน้อยมาก ซึ่งตำรวจไม่ลดละความพยายาม แนวคิดที่เราทำในการปฏิบัติตามนโยบายและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือการเร่งรัดกำหนดมาตรการที่จะเข้มข้นในการป้องกัน หรือวัคซีนไซเบอร์ ให้มากขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้รับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยแล้ว 3 รอบ รวมกว่า 219 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล โดยตำรวจไซเบอร์เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก” ผบ.ตร.กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการและวอร์รูม ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เคยดำเนินการไว้ ให้เป็นศูนย์ประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เพื่อรับมือปัญหาคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามาตรการใหม่นี้ถือเป็น “ยาแรง” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ หลังสังคมตั้งคำถามว่าไทยยังไม่เข้มข้นเท่ากับเกาหลีใต้หรือจีน ผบ.ตร. ชี้แจงว่าจริงๆ แล้วไทยทำมากกว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ความร่วมมือจากเพื่อนบ้านบางประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชายังมีข้อจำกัด แต่เราก็ยังเดินหน้ากดดันและขอร่วมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เริ่มเห็นผลแล้วพร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถอนสัญชาติผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งบางรายได้รับสัญชาติไทยไปก่อนหน้านี้ และมีการออกหมายจับและหมายแดงตามกระบวนการสากลแล้ว

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า “นักการเมืองไทย 7 ราย” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ยังไม่มีการร้องทุกข์หรือพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าตำรวจพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หากมีพยานหลักฐานหรือการร้องทุกข์ตาม ป.วิอาญา เราจะไม่ละเว้นแน่นอน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ระบุว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะทำให้นานาชาติเห็นความจริงและร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลก พร้อมย้ำว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อสู้กับอาชญากรรมยุคใหม่

ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หลังรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ

มาตรการยาแรงของ ผบ.ตร. ในการปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งรัดมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพิจารณาถอนสัญชาติผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “ก๊กอาน” ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ หากพบว่ามีนักการเมืองไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การดำเนินการของ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เข้มข้นเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์

การที่ ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดและจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นงานที่ท้าทาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนได้

ที่มา – ผบ.ตร. ใช้ยาแรงปราบสแกมเมอร์-แก๊งคอลฯ ชงถอนสัญชาติเครือข่าย “ก๊กอาน”

วรภัคแถลงข่าว? โดนโยงสแกมเมอร์กัมพูชา

“วรภัค” รมช.คลัง บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวการพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ นายวรภัค ถูกเชื่อมโยงว่าเป็น 1 ใน 7 นักการเมืองที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งนายวรภัค ได้ตอบคำถามสั้นๆ ว่า “หากมีโอกาสจะมีการแถลงข่าว” ก่อนที่จะเดินเข้าห้องประชุมไปทันที ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและความคาดหวังในการชี้แจงข้อเท็จจริงจากเจ้าตัว

วรภัคแถลงข่าวเรื่องสแกมเมอร์กัมพูชา?

เรื่องราวของ “วรภัค” ที่ถูกโยงใยกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ต่างก็ต้องการทราบความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมเรื่องวรภัคแถลงข่าวเกี่ยวกับสแกมเมอร์กัมพูชาถึงสำคัญ?

ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อสังคม หากข้อกล่าวหาเป็นจริง นั่นหมายถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบและการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การที่นักการเมืองเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติยังเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากนายวรภัคตัดสินใจที่จะแถลงข่าวจริง เนื้อหาในการแถลงข่าวจะเป็นอย่างไร? เขาจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่? และที่สำคัญที่สุด การแถลงข่าวครั้งนี้จะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่? ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่รอคอยคำตอบจากนายวรภัค

นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงต่างๆ ระหว่างนายวรภัคกับขบวนการสแกมเมอร์กัมพูชา ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ความยุติธรรมจะต้องถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน

การออกมาปฏิเสธหรือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพลักษณ์ของตนเองและองค์กร การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปโดยไม่มีการตอบโต้ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม และยากที่จะแก้ไขในภายหลัง

ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัค สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเชื่อข่าวลือโดยยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ควรรอฟังคำชี้แจงจากนายวรภัคและติดตามการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำไปสู่การตัดสินที่ถูกต้องและเป็นธรรม

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ควรแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม การใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและการยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ผมเชื่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายวรภัคจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด และนำไปสู่การเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากบทเรียนนี้และร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – “วรภัค” บอก มีโอกาสจะแถลงข่าว หลังมีชื่อถูกโยงเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลปราบ สแกมเมอร์ ไม่นิ่งเฉย!

“ไชยชนก ชิดชอบ” ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” พร้อมตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการปราบปรามสแกมเมอร์หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลนิ่งเฉย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้ามามากแล้ว

ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นประธานเอง เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกันที่ทรงพลัง หากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการ มีหลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานทหารด้วย โดยตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน

สำหรับจะปราบให้หมดเลยหรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า มีหลายปัจจัยทั้งด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนสั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการ คือการศึกษากฎหมายใหม่ ‘Active Cyber Defence 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา ซึ่งมีหลายประเทศทำในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายที่ตอบโต้ทางไซเบอร์ได้ ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่องและแฮกกลับได้ โดยไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ ซึ่งปลายเดือนนี้ตนจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย

เมื่อถามว่า กรณีฝ่ายค้านเปิดตัวละครอย่างนายเบน สมิธ มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกแบบนี้คงตอบไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คงต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลง นายไชยชนก กล่าวว่า ตอบไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราเดินเต็มที่มาโดยตลอดและจะเดินเต็มที่ต่อไป หากถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ตนประกาศตัวมาเจออุปสรรครุมเร้ามาก ก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดีทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ยึดทรัพย์นักธุรกิจบิตคอยน์ ประเทศไทยจะดำเนินการด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็เดินไปให้สุดทุกทาง การที่นายกฯ ตั้งคณะกรรมการฯ ก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้าน แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ต้องแยกกันก่อน โดยขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ดีอี ทวงถามว่าตรวจสอบถึงไหนแล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็วๆ นี้.

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์”

จากกรณีที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงความนิ่งเฉยในการปราบปราม “สแกมเมอร์” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหานี้ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

เป้าหมายการปราบปราม สแกมเมอร์ ใน 4 เดือน

นายไชยชนกได้กล่าวถึงเป้าหมายในการปราบปราม “สแกมเมอร์” ภายใน 4 เดือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำผิด

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การปราบปราม “สแกมเมอร์” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ให้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปราม สแกมเมอร์ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับประเทศ

ที่มา – “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

Scroll to top