แคนาดา

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศกราดยิงคร่า 8 ศพ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแคนาดาได้รับความสนใจจากทั่วโลก เมื่อตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย ล่าสุดมีการอัปเดตข้อมูลสำคัญจากรองผู้บัญชาการตำรวจ ซึ่งช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เหตุกราดยิงเกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ และบ้านพักใกล้เคียงในรัฐบริติชโคลัมเบีย สร้างความโศกสลดให้กับชุมชนท้องถิ่น

ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายดเวย์น แมคโดนัลด์ รองผู้บัญชาการตำรวจแคนาดา ได้จัดการแถลงข่าวเพื่ออัปเดตความคืบหน้าของคดี โดยยืนยันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตปรับลดจาก 9 รายเหลือ 8 ราย และเปิดเผยชื่อผู้ก่อเหตุคือ เจสซี แวน รูตเซลลาร์ อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศ เสียชีวิตจากการทำร้ายตัวเอง ผู้ต้องสงสัยเกิดเป็นเพศชาย แต่เริ่มเปลี่ยนเพศเมื่อ 6 ปีก่อน และนิยมตัวเองว่าเป็นผู้หญิงทั้งในสังคมและสาธารณะ

รูตเซลลาร์เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมทัมเบลอร์ ริดจ์ แต่ลาออกเมื่อ 4 ปีก่อน ตำรวจยืนยันว่าไม่มีหลักฐานว่าถูกกลั่นแกล้งจากเรื่องการเปลี่ยนเพศ

รายละเอียดผู้เสียชีวิตในเหตุตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ

ที่โรงเรียน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ได้แก่ บุคลากรหญิง 1 ราย นักเรียนชาย 2 ราย และนักเรียนหญิง 3 ราย ส่วนใหญ่ถูกยิงในห้องสมุด มี 1 รายเสียชีวิตที่บันไดหนีไฟ ขณะที่บ้านพักของผู้ต้องสงสัย พบศพแม่และน้องชายต่างมารดา 2 ราย โดยเยาวชนหญิงซึ่งเป็นญาติแจ้งเหตุหลังจากโรงเรียนถูกโจมตี นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 25 ราย ซึ่งกำลังรับการรักษา

  • ผู้เสียชีวิตที่โรงเรียน: 6 ราย (บุคลากร 1, นักเรียน 5)
  • ผู้เสียชีวิตที่บ้าน: แม่และน้องชาย 2 ราย
  • อาวุธที่ใช้: ปืนยาว 1 กระบอก, ปืนพกดัดแปลง 1 กระบอก
  • ผู้บาดเจ็บ: 25 ราย

ประวัติผู้ต้องสงสัยและประเด็นอาวุธปืน

ตำรวจเคยเข้าไปตรวจบ้านครอบครัวผู้ต้องสงสัยหลายครั้งเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต โดยบางครั้งเกี่ยวข้องกับอาวุธ เมื่อ 2 ปีก่อนมีการยึดปืน แต่ต่อมาถูกคืนเพราะเจ้าของถูกกฎหมาย ผู้ต้องสงสัยมีใบอนุญาตปืนที่หมดอายุปี 2567 และไม่มีปืนลงทะเบียนในชื่อ ปัจจุบันตำรวจยังไม่มีเบาะแสมแรงจูงใจ แต่กำลังสืบสวนเต็มที่

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้สังคมแคนาดาพูดถึงปัญหาการครอบครองอาวุธปืน แม้แคนาดาจะมีกฎหมายควบคุมปืนเข้มงวด แต่ก็ยังเกิดเหตุรุนแรงได้ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แคนาดาเผชิญเหตุกราดยิงหลายครั้ง เช่น ที่โนวาสโกเชียในปี 2020 ที่คร่าชีวิต 22 ราย ทำให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติเพิ่มเติม

บทเรียนจากเหตุกราดยิงในแคนาดา

นอกจากประเด็นเพศสภาพของผู้ก่อเหตุ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยหลักตามที่ตำรวจนายแมคโดนัลด์ยืนยัน สิ่งที่ควรตระหนักคือการติดตามสุขภาพจิตของเยาวชน โรงเรียนและชุมชนควรมีระบบคัดกรองและสนับสนุนที่ดีขึ้น ในแง่กฎหมายอาวุธ รัฐบาลแคนาดาอาจต้องทบทวนกระบวนการคืนอาวุธและตรวจสอบใบอนุญาตให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 รายนี้ สะท้อนปัญหาสังคมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต การเข้าถึงอาวุธ และการเปลี่ยนผ่านเพศสภาพที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด หากไม่จัดการอย่างเหมาะสม อาจเกิดซ้ำได้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการป้องกันต้องเริ่มจากครอบครัวและโรงเรียน โดยส่งเสริมการปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดกว้าง และสนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธที่สมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับความปลอดภัยสาธารณะ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ตำรวจแคนาดา เผยชื่อมือปืนหญิงข้ามเพศ กราดยิง 2 จุด คร่า 8 ศพ เจ็บ 25 ราย

ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา ดับ 9 ราย

ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา สร้างความสะเทือนขวัญให้กับชาวเมือง Tumbler Ridge ในรัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย โดยในจำนวนนี้ 7 รายเกิดขึ้นภายในโรงเรียน Tumbler Ridge Secondary School ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมในพื้นที่ห่างไกลทางตะวันตกของประเทศ สถานการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา: รายละเอียดเหตุการณ์

ตามรายงานจากตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police หรือ RCMP) เหตุเกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยพบศพผู้เสียชีวิต 6 รายภายในโรงเรียนทันที และอีก 1 รายเสียชีวิตระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในโรงเรียนรวม 7 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอีก 2 รายในบ้านพักใกล้เคียง ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดียวกัน ผู้บาดเจ็บมีจำนวนกว่า 25 ราย ซึ่งกำลังรับการรักษา

ผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่าเป็นมือปืน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยมีบาดแผลจากการยิงตัวตาย เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน แรงจูงใจ หรือประวัติของผู้ก่อเหตุ แต่ยืนยันว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา: สถานที่และผลกระทบ

Tumbler Ridge เป็นเมืองเล็กๆ ในแคนาดา มีประชากรเพียงไม่กี่พันคน โรงเรียน Tumbler Ridge Secondary School เป็นศูนย์กลางชุมชน ทำให้เหตุการณ์นี้กระทบจิตใจชาวบ้านอย่างหนัก ชาวบ้านหลายคนเล่าว่าพวกเขาต้องหลบภัยในโรงเรียนและบ้านเรือน ขณะที่เจ้าหน้าที่ประกาศล็อกดาวน์พื้นที่

  • ผู้เสียชีวิตในโรงเรียน: 7 ราย (6 รายในที่เกิดเหตุ + 1 รายระหว่างส่งโรงพยาบาล)
  • ผู้เสียชีวิตนอกโรงเรียน: 2 ราย ในบ้านใกล้เคียง
  • ผู้บาดเจ็บ: มากกว่า 25 ราย
  • มือปืน: เสียชีวิตจากการยิงตัวตาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวอาชญากรรมรุนแรงในแคนาดา ซึ่งแม้ประเทศนี้จะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด แต่เหตุกราดยิงยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

การตอบสนองหลังเกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา

เจ้าหน้าที่ RCMP รีบเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที โดยตั้งจุดตรวจและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย นายกรัฐมนตรีแคนาดา Justin Trudeau ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการป้องกันอาชญากรรมรุนแรง รัฐบริติชโคลัมเบียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ เพื่อดูแลสุขภาพจิตของเด็กนักเรียนและชุมชน

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านสุขภาพจิตเข้ามาช่วยเหลือทันที โดยจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาให้กับผู้รอดชีวิตและญาติผู้เสียหาย เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องการควบคุมปืนในแคนาดาอีกครั้ง แม้จะมีกฎหมายห้ามปืนกึ่งอัตโนมัติ แต่ยังมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข

ในอดีต แคนาดาเคยเกิดเหตุกราดยิงใหญ่ เช่น ที่ Nova Scotia ในปี 2020 ที่คร่าชีวิต 22 ราย ทำให้รัฐบาลออกกฎหมายควบคุมอาวุธเพิ่มเติม เหตุเกิดเหตุกราดยิงในแคนาดาครั้งนี้จึงยิ่งตอกย้ำปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนที่ยังคงหลอกหลอนสังคม

บทเรียนจากเกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา

จากข้อมูลสถิติ แคนาดามีอัตราการกราดยิงต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์ในโรงเรียนเช่นนี้สร้างบาดแผลลึก ชุมชน Tumbler Ridge ซึ่งเป็นพื้นที่เหมืองและป่าไม้ ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนเพื่อหาแรงจูงใจ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตหรือข้อพิพาทส่วนตัว

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้โรงเรียนทั่วโลกเพิ่มระบบตรวจจับภัยคุกคาม เช่น กล้องวงจรปิดและการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต

สุดท้าย เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องมาก่อนเสมอ ลองคิดดูสิว่าถ้าเป็นโรงเรียนในไทยเราจะรับมืออย่างไร? ควรติดตามข่าวสารและสนับสนุนนโยบายป้องกันอาชญากรรมรุนแรงต่อไป คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุกราดยิงครั้งนี้!

ที่มา – ด่วน! เกิดเหตุกราดยิงในแคนาดา ดับอย่างน้อย 9 ราย ในจำนวนนี้ 7 ราย เกิดขึ้นในโรงเรียน

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่

ประเด็นร้อนทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดากำลังเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ โดยอ้างว่าประเทศอเมริกาควรได้ถือครองสิทธิ์ครึ่งหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานชิ้นนี้ สร้างความฮือฮาและความกังวลให้กับทั้งนักธุรกิจและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของตัวเอง โดยระบุชัดเจนว่า “ผมจะไม่อนุญาตให้เปิดสะพานนี้ จนกว่าสหรัฐฯ จะได้รับการชดเชยอย่างเต็มที่ สำหรับทุกสิ่งที่เราให้กับแคนาดา และที่สำคัญ แคนาดาต้องปฏิบัติต่อสหรัฐฯ ด้วยความยุติธรรมและความเคารพที่เราสมควรได้รับ” คำขู่ครั้งนี้มาพร้อมการเรียกร้องให้สหรัฐฯ เป็นเจ้าของอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของสะพาน Gordie Howe International Bridge ซึ่งกำลังก่อสร้างใกล้เสร็จ

สะพานสายนี้เป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาลแคนาดาเป็นผู้ริเริ่มหลัก ใช้งบประมาณสูงถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2018 และมีแผนเปิดใช้งานในปีนี้ เชื่อมต่อระหว่างเมืองวินด์เซอร์ของมณฑลออนแทรีโอ กับเมืองดีทรอยต์ของรัฐมิชิแกน ถือเป็นสะพานโค้งแขวนที่ยาวที่สุดในอเมริกาเหนือ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่กอร์ดี ฮาว ตำนานนักฮอกกี้น้ำแข็งชาวแคนาดา

ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ ด้วยเหตุผลอะไร

ทรัมป์วิจารณ์อย่างหนักว่า แคนาดาเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองฝั่งของสะพาน และใช้วัสดุจากสหรัฐฯ น้อยมากในการกน่อสร้าง นอกจากนี้ยังพาดพิงนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ที่เพิ่งเดินทางเยือนจีนและเซ็นข้อตกลงทางการค้า โดยทรัมป์เตือนว่า “จีนจะกลืนแคนาดาทั้งประเทศ” และขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา 100% หากไม่ยอมตาม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่เรื่องคล้ายกัน โดยอ้างถึงการแข่งขันฮอกกี้ที่จีนอาจยุติ ซึ่งกลายเป็นมุกตลกแต่สร้างเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากสื่อทั่วโลก นับตั้งแต่ทรัมป์กลับสู่อำนาจในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองชาติเพื่อนบ้านก็ตึงเครียดต่อเนื่อง ทรัมป์เคยถึงขั้นเสนอให้ผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แม้ต่อมาจะลดโทนลงบ้าง

สะพาน Gordie Howe International Bridge มีความสำคัญอย่างไร

สะพานนี้จะมาแทนที่ Ambassador Bridge ที่ใช้งานมานานกว่า 90 ปี ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักมูลค่ากว่า 120 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและเพิ่มความมั่นคงให้ห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม

  • งบประมาณ: 4.7 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 4.7 พันล้าน USD)
  • ความยาว: 853 เมตร สูง 167 เมตร
  • ผู้รับผิดชอบ: Windsor-Detroit Bridge Authority (แคนาดาเป็นหลัก)
  • กำหนดเปิด:ปลายปี 2025 (แต่ถูกท้าทายจากทรัมป์)

แม้สหรัฐฯ จะมีส่วนร่วมด้านกฎระเบียบ แต่ไม่ลงทุนทุนจ่าย ทำให้ทรัมป์มองว่าไม่ยุติธรรม

ผลกระทบหากทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ จริง

หากเกิดขึ้นจริง จะกระทบเศรษฐกิจชายแดนอย่างหนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่พึ่งพาการค้าข้ามพรมแดน นายกฯ คาร์นีย์เคยเตือนที่เวทีดาวอสว่า ระบบนำโดยสหรัฐฯ กำลังร้าวฉาน และเรียกร้องให้ประเทศกลางๆ รวมกลุ่มกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายทรัมป์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้วิธีขู่เพื่อต่อรองทางการค้า สมัยแรกเขาก็เก็บภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากแคนาดา จนต้องเจรจา USMCA ใหม่ สะท้อนนโยบาย America First ที่เข้มข้น

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของความสัมพันธ์สหรัฐ-แคนาดา ซึ่งเคยแน่นแฟ้น คุณคิดว่าทรัมป์จะยอมถอยหรือยื้อต่อไป? หรือแคนาดาจะยอมให้สหรัฐถือหุ้นครึ่งหนึ่ง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองโลกแบบเรียลไทม์!

ที่มา – ทรัมป์ขู่ระงับการเปิดสะพานเชื่อมแคนาดา–สหรัฐฯสายใหม่ อ้างอเมริกาควรถือครองครึ่งหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติมจาก Channel News Asia

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดาเรียบร้อยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกท่านที่สนใจข่าวการเมืองไทยจากต่างประเทศ วันนี้เรามีเรื่องดีๆ มาอัปเดตกันกับการนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อยและโปร่งใส บรรยากาศคึกคักมาก มีทั้งสื่อมวลชน ชุมชนไทย และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของคนไทยในต่างแดนที่มีต่อบ้านเกิด แม้จะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญของการลงประชามติ นอกราชอาณาจักร ซึ่งช่วยให้ชาวไทย海外ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการลงคะแนนทางไปรษณีย์หรือเดินทางมาใช้สิทธิ์ด้วยตัวเอง มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา

ทั้งสองสถานที่นี้จัดการนับคะแนนได้อย่างมีระเบียบ เริ่มต้นด้วยเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมจำนวนมาก ทำให้ทุกคนมั่นใจในผลลัพธ์

ที่แวนคูเวอร์ แคนาดา ดำเนินการอย่างเรียบร้อย

นายจุมพฏ ฉวาง รองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่นครแวนคูเวอร์ เป็นประธานในการนับบัตรลงคะแนนจากผู้ใช้สิทธิ์ในรัฐบริติชโคลัมเบีย รัฐอัลเบอร์ต้า และรัฐอื่นๆ ทางตะวันตก รวมทั้งสิ้น 1,165 ใบ ซึ่งมาจากทั้งทางไปรษณีย์และผู้ที่มาใช้สิทธิ์ในคูหา ระหว่างวันที่ 24-25 มกราคม

การนับคะแนนที่แวนคูเวอร์

ผลการนับคะแนนออกมาดังนี้

  • เห็นชอบ: 996 คะแนน
  • ไม่เห็นชอบ: 142 คะแนน
  • ไม่แสดงความเห็น: 22 คะแนน
  • บัตรเสีย: 5 ใบ
นายจุมพฏ ฉวาง กล่าวขอบคุณ

นายจุมพฏ ได้กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วม โดยเฉพาะประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์และผู้สังเกตการณ์กว่า 20 คน รวมถึงข้าราชการท้องถิ่น ทำให้กระบวนการทั้งหมดผ่านไปด้วยดี แม้เวลาจะช้ากว่าประเทศไทยถึง 15 ชั่วโมง

บรรยากาศสุดคึกคักที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

ข้ามมาที่ซิดนีย์ จัดขึ้นที่โรงแรม Metro Hotel Marlow Sydney ย่านไทยทาวน์ โดยนายนฤชัย นินนาท กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำหน้าที่ประธาน มีเจ้าหน้าที่สถานกงสุลและคณะกรรมการดูแลอย่างเคร่งครัด เริ่มนับตั้งแต่ 10.00 น. จนเสร็จ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น

บรรยากาศนับคะแนนซิดนีย์

สื่อไทยและชุมชนไทยในซิดนีย์มาร่วมเพียบ กงสุลใหญ่ย้ำถึงความโปร่งใส ชี้แจงทุกขั้นตอนตั้งแต่ตรวจเอกสารยันนับคะแนน มีบัตรทั้งหมด 9,209 ใบ รับผิดชอบพื้นที่รัฐนิวเซาท์เวลส์และออสเตรเลียตอนใต้ แม้ยังไม่เปิดผล แต่ทุกอย่างเรียบร้อยสุดๆ

กงสุลใหญ่ชี้แจงกระบวนการ

ผู้ร่วมสังเกตการณ์จากชุมชนไทยบอกว่าการได้ติดตามใกล้ชิดแบบนี้ ทำให้รู้สึกผูกพันกับไทยมากขึ้น และมั่นใจในระบบที่เป็นระเบียบ

ทำไมการนับคะแนนลงประชามติ นอกราชอาณาจักร ถึงสำคัญ

การนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา ไม่ใช่แค่งาน routine แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ประชาธิปไตยไทยในระดับสากล ชาวไทยกว่า 30,000 คนในออสเตรเลียและแคนาดาได้มีโอกาสมีส่วนร่วม สร้างความเท่าเทียมทางสิทธิ์

  • โปร่งใสสูง: มีสักขีพยานหลากหลาย ไม่ให้เกิดข้อครหา
  • สะดวกสำหรับชาวไทย海外: รองรับไปรษณีย์และคูหา
  • เสริมความมั่นใจ: ผลตรงไปตรงมา สะท้อนเจตจำนงจริง
  • เชื่อมโยงชุมชน: ชาวไทยรวมตัว สร้างเครือข่าย

บทเรียนจากกระบวนการนี้สำหรับอนาคต

จากประสบการณ์ครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าการมีชุมชนท้องถิ่นร่วมดูแลช่วยลดปัญหาได้มาก ในอนาคต หากมีเลือกตั้งใหญ่ คงยิ่งคึกคัก ชาวไทยในซิดนีย์และแคนาดาคงพร้อมลุยเต็มที่

ส่วนตัวผมคิดว่าการนับคะแนนลงประชามติ ที่ซิดนีย์และแคนาดา เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการเมืองไทยที่ก้าวหน้า แม้อยู่ต่างแดนแต่หัวใจยังอยู่ไทย สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้ง คุณล่ะคิดยังไง? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวไทย海外ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตประชามติและการเมืองไทยเพิ่มเติมที่นี่เลย!

ที่มา – การนับคะแนนลงประชามตินอกราชอาณาจักร ที่ซิดนีย์และแคนาดาเรียบร้อยดี มีชาวไทยร่วมสังเกตการณ์

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้นในการลงประชามติล่าสุด สะท้อนเสียงจากชุมชนไทยในต่างแดนที่ให้ความสำคัญกับการเมืองในประเทศอย่างมาก

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แพรวพิมพ์ เขียวบริบูรณ์ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำแคนาดา ได้รายงานผลการนับคะแนนเสียงประชามติจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา การนับคะแนนนี้ครอบคลุมพื้นที่แคนาดาฝั่งตะวันออก เช่น รัฐออนแทรีโอ รัฐควิเบก และรัฐโนวาสโกเชีย เป็นต้น โดยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดได้ส่งบัตรทางไปรษณีย์หรือมาใช้สิทธิ์ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569

คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลคะแนนชัดเจน

น.ส.ปารณีย์ คล้ายสุบรรณ์ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตกรุงออตตาวา เป็นประธานในการนับคะแนน โดยเริ่มเวลา 9:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นแคนาดา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง มีผู้สังเกตการณ์รวม 12 คน ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทูต และประชาชนอาสา

ทั้งหมดมีบัตรออกเสียงประชามติจำนวน 1,037 ใบ ผลปรากฏว่า ผู้เห็นชอบมีถึง 915 เสียง คิดเป็นเกือบ 90% ไม่เห็นชอบ 98 เสียง ไม่แสดงความเห็น 23 เสียง และบัตรเสีย 1 ใบ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบถล่มทลาย

รายละเอียดผลคะแนนประชามติในแคนาดาฝั่งตะวันออก

  • เห็นชอบ: 915 เสียง
  • ไม่เห็นชอบ: 98 เสียง
  • ไม่แสดงความเห็น: 23 เสียง
  • บัตรเสีย: 1 ใบ
  • รวมทั้งหมด: 1,037 ใบ

การลงประชามติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคนไทยในต่างประเทศให้ความสนใจอย่างสูง แม้จะอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินแม่ แต่ชุมชนไทยในแคนาดาก็ยังคงติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ชุมชนไทยที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักเรียน นักศึกษา มืออาชีพ และครอบครัวที่ย้ายถิ่นฐานมานานหลายปี พวกเขามองว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มั่นคงยั่งยืน

นอกจากนี้ การนับคะแนนยังแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของกระบวนการ โดยมีสักขีพยานเข้าร่วมจำนวนมาก สถานทูตกรุงออตตาวายังได้จัดการระบบส่งบัตรทางไปรษณีย์อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้มีสิทธิ์ส่วนใหญ่สามารถใช้สิทธิ์ได้สะดวก แม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างรัฐโนวาสโกเชีย

ความสำคัญของเสียงจากคนไทยในแคนาดา

ผลโหวตครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมุมมองของคนไทยในแคนาดาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อกระแสเห็นชอบทั่วโลก ชุมชนไทยในแคนาดามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับสังคมแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสงกรานต์หรือกิจกรรมการกุศลต่างๆ การที่พวกเขาให้เสียงเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แสดงถึงความหวังในอนาคตที่สดใสของประเทศไทย

หากเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในแคนาดาฝั่งตะวันตก คาดว่าผลจะคล้ายคลึงกัน เนื่องจากชุมชนไทยมีความเห็นพ้องต้องกันในประเด็นนี้ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองวิเคราะห์ว่าผลประชามติจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองไทยในระยะยาว

สำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในแคนาดา การเมืองไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แม้จะมีชีวิตที่มั่นคงที่นี่ แต่พวกเขายังคงรักและห่วงใยแผ่นดินเกิด ผลโหวตนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจน

สุดท้ายนี้ ผลการลงประชามติ คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงบันดาลใจ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากสถานทูตและสื่อไทย เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้ประเทศไทย

ที่มา – คนไทยในแคนาดา โหวตเห็นชอบ สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน: ท่าทีล่าสุด

สถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อแคนาดายืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน ท่ามกลางความกังวลและแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาภายใต้เงื่อนไขที่ตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกได้

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน จริงหรือ?

นายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้อตกลงที่มีกับจีนเป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วนเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ยังมีข้อผูกพันที่ระบุถึงการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากมีการดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้ระบบตลาดเสรี

ทำไมแคนาดาถึงยืนยันว่าไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจมาจากแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราที่สูงถึง 100% หากแคนาดาเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลง USMCA ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนได้

ก่อนหน้านี้ แคนาดาได้ดำเนินมาตรการทางการค้าที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดาในอัตรา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา โดยมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปีในระยะแรก และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อเรื่องนี้ค่อนข้างแข็งกร้าว โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้ข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า หากแคนาดาคิดที่จะเป็น “จุดกระจายสินค้า” ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ เขาคิดผิดอย่างมหันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ได้

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง การที่แคนาดายืนยันว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การตัดสินใจของแคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร และสหรัฐอเมริกาจะตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลกก็เป็นได้

ที่มา – แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่เกาหลีใต้ โดยมีกำหนดพบหารือกับผู้นำแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลง “สงบศึกการค้าชั่วคราว” กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปก

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะร่วมการประชุมเอเปกประจำปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีกำหนดการพบปะกับผู้นำหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประธานาธิบดีสีได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินทางออกจากเกาหลีใต้และไม่เข้าร่วมการประชุมเอเปกที่จัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน

ในการประชุมเอเปก ซึ่งมีสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ กล่าวเปิดการประชุมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกกำลังทวีความรุนแรง และการค้าการลงทุนกำลังสูญเสียแรงผลักดัน โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นผู้แทนของทรัมป์

ความสนใจพุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม และคาดว่านายสีจะจัดการเจรจาครั้งแรกกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การที่ทาคาอิชิขึ้นมาเป็นผู้นำอาจสร้างความตึงเครียดได้ เนื่องจากมุมมองชาตินิยมและนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว ของเธอ

หนึ่งในการดำเนินการแรกของทาคาอิชิหลังเข้ารับตำแหน่งคือการเร่งสร้างแสนยานุภาพทางทหาร เพื่อป้องปรามความทะเยอทะยานด้านอาณาเขตของจีนในเอเชียตะวันออก ขณะที่การควบคุมตัวพลเมืองญี่ปุ่นในจีนและข้อจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น เช่น เนื้อวัว อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ก็คาดว่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการพูดคุย

สำนักงานนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่าเขาจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อ เริ่มต้นความสัมพันธ์ในวงกว้างกับจีนอีกครั้ง หลังความสัมพันธ์ตกต่ำมานานหลายปี

ทั้งนี้ แคนาดาพยายามลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเผชิญกับสงครามการค้าที่รุนแรงกับสหรัฐฯ และต้องการหาตลาดใหม่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของแคนาดา อย่างไรก็ตาม ในยุคของอดีตนายกฯ จัสติน ทรูโด มีเหตุการณ์พลเมืองแคนาดาถูกควบคุมตัวและถูกประหารชีวิตในจีน ทั้งยังมีการกล่าวหาว่าจีนเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งของแคนาดาอย่างน้อยสองครั้ง นอกจากนั้น จีนประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดต่อการนำเข้าคาโนลาของแคนาดาในเดือนสิงหาคม หลังจากที่แคนาดาประกาศเรียกเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ด้านทำเนียบรัฐบาลไทยระบุว่า นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ หลังจากการลงนามใน “ถ้อยแถลงร่วม” กับกัมพูชา ที่มาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นสักขีพยานในการลงนาม

ทรัมป์ชูตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก ขณะที่สี จิ้นผิง ได้บอกกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า จีนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเจรจาและการปรองดองในประเด็นเร่งด่วนต่างๆ

ส่วนนายเจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia มีกำหนดจะกล่าวปราศรัยในการรวมตัวของผู้บริหารที่จัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดเอเปก ในช่วงบ่ายวันศุกร์นี้ แม้ว่าบริษัทของเขาจะกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าเกิน 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเด็นการขายชิป AI ขั้นสูงของสหรัฐฯ ในจีนดูเหมือนจะ ถกละเลยจากการประชุมสุดยอดระหว่างสีกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา.

สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น

ทำไมการเจรจาระหว่าง สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย จึงสำคัญ?

  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์: การประชุมนี้เป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเหล่านี้
  • การแก้ไขปัญหาทางการค้า: เป็นเวทีในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
  • การกำหนดบทบาทในเวทีโลก: การประชุมนี้จะช่วยกำหนดบทบาทและอิทธิพลของจีนในเวทีโลก

การที่ สี จิ้นผิง เตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างสมดุลทางการทูตและเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การประชุมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะหารือ แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะกับผู้นำของแคนาดา ญี่ปุ่น และไทย ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก การเจรจาเหล่านี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวงกว้าง นอกจากนี้ การที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเอเปก ทำให้สี จิ้นผิง กลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างจีน แคนาดา ญี่ปุ่น และไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเจรจาที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงทิศทางในอนาคต และจะเป็นตัวกำหนดบทบาทของจีนในเวทีโลก

ที่มา – สีจิ้นผิงเตรียมถกผู้นำแคนาดา-ญี่ปุ่น-ไทย หลังบรรลุข้อตกลงสงบศึกการค้า “ทรัมป์”

ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมเรแกน! รู้เลย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มอีก หลังรัฐออนแทริโอตัดทอนคำพูดบางส่วนของ อดีตประธานาธิบดี เรแกน มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 ว่า เขาจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากแคนาดาขึ้นอีก หลังจากรัฐออนแทรีโอได้เผยแพร่โฆษณาต่อต้านภาษีของนายทรัมป์ โดยใช้ภาพของนาย โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ เรียกโฆษณาว่าเป็นการฉ้อฉล และโจมตีเจ้าหน้าที่แคนาดาที่ไม่ยอมนำโฆษณาดังกล่าวออกก่อนการแข่งขันเบสบอลชิงแชมป์เวิลด์ซีรีส์

“เนื่องจากการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และการกระทำที่เป็นปรปักษ์ของพวกเขา ผมจึงเพิ่มภาษีต่อแคนาดาอีก 10% นอกเหนือจากที่พวกเขากำลังจ่ายอยู่ในขณะนี้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ทั้งนี้ โฆษณาดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออนแทรีโอ นำคำพูดที่ว่า “ภาษีทำร้ายชาวอเมริกันทุกคน” ของอดีตประธานาธิบดีเรแกน ผู้มาจากพรรครีพับลิกันและเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษนิยมของสหรัฐฯ มาใช้เพื่อต่อต้านมาตรการภาษีของนายทรัมป์ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีว่า นี่เป็นการเลือกเฉพาะส่วน และบิดเบือนคำพูดของเรแกน

โฆษณานี้ทำให้นายทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ส่งให้นาย ดั๊ก ฟอร์ด นายกรัฐมนตรีรัฐออนแทรีโอต้องรีบออกมากล่าวว่า เขาจะถอดโฆษณาดังกล่าวออกไป โดยย้ำว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้หลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แล้ว เพื่อให้การเจรจากลับมาดำเนินต่อได้

นายฟอร์ดกล่าวด้วยว่า โฆษณาดังกล่าวยังคงจะออกอากาศในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงระหว่างการแข่งขันเบสบอลเวิลด์ซีรีส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมโทรอนโต บลู เจย์ส กับ ลอสแอนเจลิส ดอดเจอร์ส

อนึ่ง แคนาดาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม G7 ที่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ได้นับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มพยายามเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงลิ่วจากสินค้าของประเทศคู่ค้านทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีที่จะเก็บจากสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมดไว้ที่ 35% แม้ว่าสินค้าส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ แต่สหรัฐฯ ยังกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าแคนาดาเฉพาะกลุ่มด้วย รวมถึง ภาษี 50% สำหรับเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียม และ 25% สำหรับรถยนต์

ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการตอบโต้แคนาดาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐออนแทริโอของแคนาดา นำคำพูดของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน มาใช้ในการโฆษณาเพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจเป็นอย่างมากและตัดสินใจตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาเพิ่มเติม

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าระลอกใหม่ได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่ารัฐบาลแคนาดาจะตอบสนองต่อมาตรการนี้อย่างไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมากน้อยแค่ไหน

ผลกระทบจากการที่ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา

การที่ทรัมป์ประกาศ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจทำให้การลงทุนในแคนาดาลดลงได้

ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่จำกัดเฉพาะแคนาดาเท่านั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากแคนาดาเป็นคู่ค้ารายสำคัญของหลายประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของแคนาดาอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศได้

การที่ ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการค้าได้ การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจและบุคคลทั่วไป

ที่มา – ทรัมป์ประกาศ ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา ปมใช้คำพูดเรแกนต้านกำแพงภาษี

Scroll to top