แผ่นดินไหว

ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พัง

ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พังถล่มแต่รูปปั้นนักบุญโรซา ไม่ได้รับความเสียหาย

ชาวฟิลิปปินส์ตะลึงกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น เมื่อโบสถ์เก่าแก่พังถล่ม แต่รูปปั้นนักบุญโรซากลับไม่ได้รับความเสียหายเลยสักนิด เหตุการณ์นี้กลายเป็นปาฏิหาริย์ที่สร้างความศรัทธาให้กับชาวคริสต์ในพื้นที่ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่จังหวัดเซบู โดยเฉพาะเมืองดานบันตายัน ส่งผลให้อาคารหลายแห่งรวมถึงโบสถ์สำคัญพังทลาย

เหตุการณ์ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พังถล่มแต่รูปปั้นนักบุญโรซา ไม่ได้รับความเสียหาย เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 21.59 น. ตามเวลาท้องถิ่น ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใกล้กับชายฝั่ง ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะ “อาสนวิหารแม่พระนักบุญโรซาแห่งลิมา” (Archdiocesan Shrine of Santa Rosa de Lima) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพมานาน แม้ตัวอาคารจะพังบางส่วน แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ องค์พระศีลมหาสนิทและรูปปั้นนักบุญโรซายังคงสมบูรณ์แบบ ไม่มีรอยร้าวหรือความเสียหายใดๆ

ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พังถล่มแต่รูปปั้นนักบุญโรซา ไม่ได้รับความเสียหาย

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากต่างพากันเข้าไปตรวจสอบโบสถ์ที่พังทลาย และทุกคนต่างตะลึงกับภาพที่เห็น รูปปั้นนักบุญโรซาที่ตั้งตระหง่านกลางโบสถ์ยังคงยืนหยัดท่ามกลางซากปรักหักพัง สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับผู้คนในชุมชน นักบุญโรซาแห่งลิมาเป็นนักบุญหญิงคนแรกของอเมริกาใต้ ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ป่วย ทำให้รูปปั้นนี้มีความสำคัญทางจิตวิญญาณอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากแผ่นดินไหวในจังหวัดเซบู

สำนักงานบริหารจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบภัยพิบัติแห่งชาติของฟิลิปปินส์รายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 27 ราย และบาดเจ็บ 147 รายจากเหตุการณ์นี้ นอกจากโบสถ์แล้ว อาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ก็เสียหายหนัก หน่วยงานภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวออกประกาศเตือนสึนามิ โดยคาดว่าคลื่นอาจสูงถึง 1 เมตร แต่ต่อมาประกาศยกเลิกเมื่อไม่มีภัยคุกคามเพิ่มเติม

อัลแบร์โต เอส. อุย อาร์ชบิชอปแห่งเซบู ได้สั่งการให้ประเมินโครงสร้างโบสถ์และอาคารสังฆราชทุกแห่งในพื้นที่ ขอให้ชาวคริสต์ในภาคเหนือของจังหวัดงดเข้าโบสถ์สำหรับพิธีมิสซาชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย เขายังอธิษฐานขอให้พระเจ้าปกป้องทุกคนให้สงบใจและเข้มแข็งท่ามกลางวิกฤตนี้

  • ยอดผู้เสียชีวิต: 27 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: 147 ราย
  • โครงสร้างที่เสียหาย: โบสถ์เก่าแก่และอาคารหลายแห่ง
  • ปาฏิหาริย์: รูปปั้นนักบุญโรซาไม่เสียหาย

เซบูเป็นเกาะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่สมัยสเปนเข้ามาตั้งอาณานิคมในศตวรรษที่ 16 ทำให้มีโบสถ์เก่าแก่หลายแห่งกระจายอยู่ การประกาศหลีกเลี่ยงพื้นที่โบสถ์จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม ชาวฟิลิปปินส์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มองเหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณแห่งความหวังและการคุ้มครองจากนักบุญ

นอกจากนี้ เหตุการณ์ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พังถล่มแต่รูปปั้นนักบุญโรซา ไม่ได้รับความเสียหาย ยังจุดประกายให้เกิดการบริจาคช่วยเหลือและการฟื้นฟูโบสถ์ รัฐบาลและองค์กรศาสนากำลังเร่งมือในการซ่อมแซม เพื่อให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ท่ามกลางภัยพิบัติธรรมชาติ ความศรัทธาและความหวังสามารถเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการเยียวยา หากคุณสนใจเรื่องราวปาฏิหาริย์แบบนี้ ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อรับรู้ถึงความมหัศจรรย์ในโลกของเรา

ที่มา – ชาวฟิลิปปินส์ตะลึง แผ่นดินไหวโบสถ์พังถล่มแต่รูปปั้นนักบุญโรซา ไม่ได้รับความเสียหาย

ดับแล้ว 20 ศพ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ อาคารถล่มหลายจุด

ดับแล้ว 20 ศพ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ อาคารถล่มหลายจุด เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลก เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนนับสิบ และสร้างความเสียหายมหาศาลในพื้นที่ภาคกลางของประเทศฟิลิปปินส์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.9 แมกนิจูดเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 นอกชายฝั่งเกาะเซบู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาควิซายัส (Visayas) สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่าจนถึงขณะนี้ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากที่กำลังได้รับการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดค้างใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

ดับแล้ว 20 ศพ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ อาคารถล่มหลายจุด

จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองกาลาเป จังหวัดโบโฮล ประมาณ 11 กิโลเมตร ลึกจากพื้นผิวโลกเพียง 10 กิโลเมตร ทำให้แรงสั่นสะเทือนรุนแรงและแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ใกล้เคียง สำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันข้อมูลนี้ และเตือนถึงอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมา โดยครั้งรุนแรงที่สุดมีขนาด 6.0 แมกนิจูด ซึ่งยังคงสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน

ในเมืองเซบูซิตี ซึ่งมีประชากรเกือบหนึ่งล้านคน ได้รับผลกระทบหนักสุด พันตำรวจเอกเอนริโก ฟิกัวโรอา ผู้บัญชาการตำรวจท้องถิ่น เปิดเผยว่าหม้อแปลงไฟฟ้าบนเสาไฟฟ้าระเบิดสนั่นขณะเกิดเหตุ ส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั่วเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านหลายพันคนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยชั่วคราว ขณะที่ถนนและสะพานหลายแห่งเสียหาย ทำให้การสัญจรลำบาก

ผลกระทบรุนแรงจากแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์

นอกจากดับแล้ว 20 ศพ แผ่นดินไหว 6.9 ยังทำให้อาคารพังถล่มหลายจุด โดยเฉพาะในเขตเมืองวิลลาบา จังหวัดเลย์เต ที่ซึ่งนายเอียน โป ผู้กำกับการตำรวจท้องถิ่น บรรยายว่าแรงสั่นสะเทือนกินเวลาประมาณ 10 วินาที แต่ทำให้สถานีตำรวจสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ามีทั้งอาคารที่พักอาศัย โรงเรียน และร้านค้าได้รับความเสียหาย โดยบางแห่งถล่มลงมาทั้งหลัง

  • ไฟฟ้าดับหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
  • ถนนแตกร้าวและสะพานพัง ทำให้การขนส่งล่าช้า
  • ผู้บาดเจ็บจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
  • อาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงในการกู้ภัย

สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหววิทยาแห่งฟิลิปปินส์ (Phivolcs) ยืนยันว่าไม่มีภัยคุกคามจากสึนามิ แต่แนะนำให้ประชาชนเฝ้าระวังกระแสน้ำรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง ฟิลิปปินส์ซึ่งตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) มักเผชิญแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์นี้ถือว่ารุนแรงกว่าปกติ

จากข้อมูลประวัติศาสตร์ แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์เคยคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก เช่น ในปี 2556 ที่มีขนาด 7.2 สร้างความเสียหายกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น การเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ชาวฟิลิปปินส์หลายคนเล่าว่าพวกเขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้หลุดจากที่นั่ง และรีบวิ่งออกจากอาคารทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเร่งส่งความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และที่พักพิงชั่วคราว องค์กรระหว่างประเทศอย่างกาชาดและสหประชาชาติก็กำลังประเมินความเสียหายเพื่อวางแผนบรรเทาทุกข์

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แผ่นดินไหวครั้งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทนต่อภัยพิบัติ โดยเฉพาะในประเทศที่เสี่ยงสูงอย่างฟิลิปปินส์ หากคุณสนใจข่าวสารภัยพิบัติ ลองติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และอย่าลืมเตรียมแผนรับมือแผ่นดินไหวในชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – ดับแล้ว 20 ศพ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ อาคารถล่มหลายจุด

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด จนท.เร่งหาผู้สูญหาย

แผ่นดินไหวขนาด 6.9 แมกนิจูดเกิดขึ้นนอกชายฝั่งภาคกลางของฟิลิปปินส์ เมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับอาคารพาณิชย์ โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเกาะเซบู ทำให้ตึกถล่มหลายจุดและเจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางความมืดและอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมา

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์: รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นเวลา 21:59 น. ทางตอนเหนือของเกาะเซบู ส่งผลกระทบต่อเมืองซาน เรมิฮิโอ และเมืองโบโก โดยสำนักสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่าความรุนแรงระดับนี้สามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ นายวิลสัน รามอส เจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่น เปิดเผยว่าอาคารสาธารณะและโรงยิมพังถล่มลงมา ทำให้มีผู้คนอาจติดค้างใต้ซากปรักหักพัง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งปฏิบัติการช่วยเหลือ แต่เผชิญอุปสรรคจากความมืดและอาฟเตอร์ช็อกที่มีถึง 4 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีความรุนแรง 5.0 แมกนิจูดหรือมากกว่า

นอกจากนี้ แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ของจังหวัดเซบูและเกาะใกล้เคียง บริษัทโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติกำลังประเมินความเสียหายเพื่อแก้ไขโดยด่วน ขณะที่ถนนในหมู่บ้านหลายแห่งแตกร้าวและใช้งานไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการช่วยเหลือ

ภาพความเสียหายภายนอก อาสนวิหารอัครสังฆมณฑลซานตา โรซา เด ลิมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 30 ก.ย. 2568
ภาพความเสียหายภายนอก อาสนวิหารอัครสังฆมณฑลซานตา โรซา เด ลิมา หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อคืนวันที่ 30 ก.ย. 2568

ผลกระทบและมาตรการรับมือจากแผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์

แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยสำนักงานแผ่นดินไหววิทยาท้องถิ่นเตือนถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลเล็กน้อย จึงเรียกร้องให้ชาวเกาะเลย์เต เซบู และบิลิรัน หลีกเลี่ยงชายหาดและพื้นที่ชายฝั่ง รัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดเซบูรายงานว่าอาคารพาณิชย์และโรงเรียนในเมืองบันตายันพังถล่ม ขณะที่นางปาเมลา บาริคัวโตร ผู้ว่าราชการจังหวัดเซบู ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก กระตุ้นให้ประชาชนตั้งสติ เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่โล่ง และเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก

ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น การกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น แม้จะมีความท้าทายมากมาย ฟิลิปปินส์ซึ่งตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) มักเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้บ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนและรัฐบาลมีประสบการณ์ในการรับมือ แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ครั้งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อแผ่นดินไหว

เพื่อป้องกันความสูญเสียในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงศึกษาวิธีการเตรียมพร้อม เช่น การจัดทำแผนอพยพ การตรวจสอบอาคาร และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว นอกจากนี้ รัฐบาลควรลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบ

  • หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้โครงสร้างที่เสียหาย
  • เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับกรณีฉุกเฉิน
  • ฟังประกาศจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของชีวิตต่อภัยธรรมชาติ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้บทเรียนและเตรียมตัวให้พร้อมในอนาคต

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.9 เขย่าฟิลิปปินส์ ทำตึกถล่มหลายจุด จนท.เร่งหาผู้สูญหาย

อัฟกานิสถานระทม! **แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ** ยอดตายพุ่ง

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ใกล้จุดเดิมในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังรับมือกับหายนะจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำครั้งก่อน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2568 เกิดแผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ความรุนแรงในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแถบภูเขาตามแนวชายแดนปากีสถาน

เอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติในจังหวัดคูนาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 มากที่สุด ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่เดิม แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบัน เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,411 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 3,124 รายเฉพาะในจังหวัดคูนาร์ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในอัฟกานิสถานในรอบหลายสิบปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 12 ราย และผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยรายในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกัน

อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือที่ลดลงหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564 ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติของประเทศยิ่งลดลงไปอีก

นายอินดริกา รัตวัตเต ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หายนะครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายแสนคน ขณะที่นายฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถาน ระบุว่า แผ่นดินไหวได้ทำลายบ้านเรือนในจังหวัดคูนาร์ไปมากกว่า 5,400 หลัง และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง

นายฟิตรัตยังกล่าวอีกว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทางถนน แต่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกฉุกเฉินขึ้นหลายแห่งแล้ว และหลายประเทศได้ประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่อัฟกานิสถาน สหภาพยุโรปได้ประกาศว่าจะส่งเสบียงฉุกเฉิน 130 ตัน และมอบเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สถานการณ์ล่าสุด แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ อัฟกานิสถาน

ผลกระทบจาก แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ

  • ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเศร้า
  • บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหาย
  • ความช่วยเหลือจากนานาชาติยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

อัฟกานิสถานระทม! **แผ่นดินไหว 6.0** ดับ 20

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.0 แมกนิจูดทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ดับเบื้องต้น 20 ศพ บ้านเรือนพังถล่มหลายสิบหลัง เจ้าหน้าที่เตือนยอดเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น

วันที่ 1 กันยายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหว 6.0 แมกนิจูด ในพื้นที่ตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 8 กิโลเมตร โดยแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ นอกจากนี้ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บกว่า 100 ราย

ทางด้านเจ้าหน้าที่กลุ่มตาลีบันเปิดเผยว่า บ้านเรือนหลายสิบหลังพังถล่มอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องให้องค์กรด้านมนุษยธรรมเข้าช่วยเหลือการกู้ภัยในพื้นที่ภูเขาที่เข้าถึงยาก หลายพื้นที่สามารถเข้าถึงได้เฉพาะทางอากาศ เนื่องจากดินถล่มและน้ำท่วม

ผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดคูนาเปิดเผยว่า ถนนหลายสายถูกตัดขาดจากดินถล่มและน้ำท่วมหลังแผ่นดินไหว 6.0 ทำให้การกู้ภัยต้องดำเนินการทางอากาศเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ทางการตาลีบันยอมรับว่ามีทรัพยากรจำกัด จึงขอความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าถึงพื้นที่ประสบภัยโดยเร็ว.

แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.0 ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่คร่าชีวิตผู้คน แต่ยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันยิ่งเพิ่มความท้าทายในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

ความช่วยเหลือที่ต้องการ

ขณะนี้ สิ่งที่อัฟกานิสถานต้องการอย่างเร่งด่วนคือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ เครื่องมือหนักและผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง การสนับสนุนจากนานาชาติจึงมีความสำคัญอย่างมากในการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

ผลกระทบจากแผ่นดินไหว 6.0 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของอัฟกานิสถานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประเทศที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองอยู่แล้ว ต้องมารับมือกับความสูญเสียและความเสียหายจากภัยพิบัติซ้ำเติม สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูประเทศ

ผลกระทบและความท้าทาย

  • บ้านเรือนและอาคารถล่ม
  • การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยทำได้ยากลำบาก
  • ขาดแคลนทรัพยากรและอุปกรณ์กู้ภัย

การฟื้นฟูอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว 6.0 จะเป็นกระบวนการที่ยาวนานและท้าทาย แต่ด้วยความช่วยเหลือและความร่วมมือจากนานาชาติ เราหวังว่าอัฟกานิสถานจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานยังคงต้องการความสนใจและความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ร่วมกันส่งกำลังใจและความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.0 เขย่าอัฟกานิสถาน ตายอย่างน้อย 20 ศพ สูญหายหลายสิบราย

แผ่นดินไหว 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ สั่นสะเทือนหลายรัฐ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์โดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และวางแผนการอพยพหากจำเป็น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนที่คุณรักได้

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา: คนกรุงรู้สึก!

เหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ขนาด 5.4 ในทะเล บริเวณนอกชายฝั่งเมียนมา เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย ทำให้คนกรุงเทพฯ บนตึกสูงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 09.58 น. ตามเวลาประเทศไทย ได้เกิด แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3 ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง (Moderate) บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเมียนมา พิกัดอยู่ที่ละติจูด 16.145 องศาเหนือ ลองจิจูด 96.686 องศาตะวันออก ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 500 กิโลเมตร ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนแบบเหลื่อมขวา (right-lateral strike-slip fault) ที่มีการเคลื่อนตัวประมาณ 2 เซนติเมตรต่อปี

ผลกระทบจากรอยเลื่อนสะกายต่อ แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

รอยเลื่อนสะกายนี้เคยสร้างความเสียหายจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาแล้วในอดีต ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2473 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน และเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5,000 คน และหลายพื้นที่ในประเทศไทยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้

สำหรับแรงสั่นสะเทือนจาก แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3 ครั้งนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่บนตึกสูงในกรุงเทพฯ สามารถรับรู้ได้ โดยมีความรุนแรงของแผ่นดินไหวอยู่ในระดับ 3 (เบามาก) ตามมาตราเมอร์คัลลี ซึ่งหมายความว่าคนที่อยู่กับที่จะรู้สึกว่าพื้นสั่น แต่ไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างหลักของอาคาร (ข้อมูลจาก กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และเครือข่ายฯ ทธ.) ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ทธ. ในพื้นที่จังหวัดตาก และแม่ฮ่องสอน ไม่ได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัยกำลังติดตามและประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่เครือข่ายฯ ทธ. และประชาชนในพื้นที่ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียง แม้ว่าความรุนแรงในครั้งนี้จะไม่สูงมากนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และการมีแผนรับมือที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.4 ในทะเลเมียนมา ชาวกรุงบนตึกสูง รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนระดับ 3

แผ่นดินไหวเมียนมา 5.4 ทำตึกสูง กทม. โยกตัว

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 10:00 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.4 นอกชายฝั่งประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึงกรุงเทพมหานคร ทำให้หลายคนรู้สึกถึงอาคารโยกตัวเล็กน้อย สาเหตุของเหตุการณ์นี้คาดว่าเกี่ยวข้องกับ “รอยเลื่อนสะกาย”

แผ่นดินไหวขนาด 5.4 ที่เมียนมา ทำตึกสูงใน กทม. โยกตัว

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร และคาดการณ์ว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย แม้ว่าจุดเกิดเหตุจะเป็นคนละจุดกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แต่ก็ส่งผลกระทบมาถึงกรุงเทพฯ ได้

ถึงแม้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะมีขนาดเพียง 5.4 ซึ่งเบากว่าเหตุการณ์ในเดือนมีนาคมมาก แต่ก็เกิดขึ้นในระยะที่ใกล้กับกรุงเทพฯ มากกว่า โดยประมาณการว่าอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 400-500 กิโลเมตร ทำให้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในอาคารสูง

ทำไมตึกสูงในกรุงเทพฯ ถึงโยกตัวจากแผ่นดินไหวเมียนมา?

ศ.ดร.อมร อธิบายว่า การที่อาคารสูงในกรุงเทพฯ เกิดการโยกตัวนั้นมีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยคือ

  • สภาพชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ ซึ่งมีคุณสมบัติในการขยายคลื่นแผ่นดินไหวได้ 3-4 เท่า ทำให้แรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น
  • คลื่นแผ่นดินไหวที่ขยายตัวโดยชั้นดินอ่อนจะทำให้เกิดคลื่นยาว ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่ออาคารสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ระดับความรุนแรงของการสั่นไหวในครั้งนี้ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหลักของอาคาร แต่อาจมีผลต่อส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่น ผนังอิฐ หรือโคมไฟ ที่อาจมีการสั่นไหวบ้างในระดับที่ไม่รุนแรง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร สามารถติดต่อสอบถามไปยังสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยได้

สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

  • อยู่ในอาคาร: หมอบลงกับพื้น หาที่กำบังใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง จับยึดไว้ให้มั่น
  • อยู่นอกอาคาร: อยู่ห่างจากอาคาร ต้นไม้ เสาไฟฟ้า และสายไฟ
  • อยู่ในรถ: จอดรถในที่ปลอดภัยและอยู่ในรถจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด

สิ่งที่ควรเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหว

  • จัดเตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน: ประกอบด้วย น้ำ อาหาร ไฟฉาย วิทยุ ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็นอื่นๆ
  • วางแผนครอบครัว: กำหนดจุดนัดพบและเส้นทางอพยพ
  • เรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น: เพื่อช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่น

แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่แน่นอนได้ การเตรียมพร้อมรับมือและมีสติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 5.4 ที่เมียนมา ทำให้หลายคนตระหนักถึงความเสี่ยงและหันมาใส่ใจกับการเตรียมพร้อมมากยิ่งขึ้น การเรียนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 5.4 ที่เมียนมา คาดเกิดจาก “รอยเลื่อนสะกาย” ทำตึกสูงใน กทม. โยกตัว

ตุรกีแผ่นดินไหว 6.1 ดับ 1 เจ็บ 29 บ้านพัง

เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.1 แมกนิจูดในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ประเทศตุรกี สะเทือนหลายเมืองรวมถึงนครอิสตันบูล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บ 29 ราย อาคารบ้านเรือนพังถล่ม 16 หลัง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อเวลา 19.53 น. ของวันที่ 10 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่นในตุรกี หรือประมาณ 23.53 น. ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหว 6.1 แมกนิจูด ในจังหวัดบัลลิเคซีร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ครอบคลุมหลายจังหวัด รวมทั้งนครอิสตันบูล

สำนักงานจัดการภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของตุรกี (AFAD) ระบุว่า แผ่นดินไหว 6.1 ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ระดับความลึกประมาณ 11 กิโลเมตรจากผิวดิน ขณะที่ศูนย์วิจัยธรณีวิทยาแห่งเยอรมนี (GFZ) วัดความรุนแรงได้ 6.1 แมกนิจูด และความลึก 10 กิโลเมตร

นายอาลี เยร์ลิกายา รัฐมนตรีมหาดไทยตุรกี เปิดเผยว่า เหตุแผ่นดินไหว 6.1 ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายชราวัย 81 ปี ที่เสียชีวิตหลังจากถูกช่วยเหลือออกมาจากซากอาคาร นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 29 ราย อาคารบ้านเรือนเสียหายหรือพังถล่มรวม 16 หลัง ปัจจุบันภารกิจค้นหาและกู้ภัยได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และไม่พบผู้สูญหายเพิ่มเติม

ตุรกีแผ่นดินไหว 6.1: ผลกระทบและความช่วยเหลือ

เหตุแผ่นดินไหว 6.1 ในตุรกีครั้งนี้สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก รัฐบาลตุรกีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว มอบอาหารและเครื่องดื่ม และให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีการประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางแผนการฟื้นฟูในระยะยาว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากแผ่นดินไหว 6.1

แม้ว่าความเสียหายจากแผ่นดินไหว 6.1 จะจำกัดอยู่ในพื้นที่บางส่วนของตุรกี แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลตุรกีอาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตุรกีมีความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติเช่นแผ่นดินไหว 6.1 ที่เกิดขึ้นในตุรกี เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การสร้างบ้านเรือนที่แข็งแรง การมีแผนฉุกเฉิน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าตุรกี ดับ 1 ศพ บาดเจ็บ 29 ราย หลังบ้านเรือนของประชาชนพังถล่มนับสิบหลัง

Scroll to top