แพทยสภา

ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงเคยเห็นผ่านตาสำหรับเทรนด์การทำศัลยกรรมหน้าท้องให้ดูมีลอนกล้ามเนื้อ หรือที่เรียกกันว่าการทำ ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย แต่ล่าสุดได้เกิดประเด็นดราม่าเรื่องการเรียกเก็บเงินเกินจริงและผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จนร้อนถึงรัฐมนตรีต้องเข้ามาดูแลเป็นการด่วน

ปัญหา ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มจากราคาที่โฆษณาไว้จาก 33,999 บาท พุ่งสูงไปถึง 70,000 บาท ทำให้คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาเคลื่อนไหวสั่งการให้ สคบ. เร่งตรวจสอบกรณี ศุภมาส สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ทำร่อง 11 เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากกลยุทธ์การตลาดที่ดูไม่โปร่งใส

ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม

สำหรับการใช้บริการในคลินิกเสริมความงามในปัจจุบัน ควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยและคุ้มค่า:

  • ตรวจสอบราคาที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรว่ารวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าคลินิกมีใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงหรือไม่
  • อ่านรายละเอียดสัญญาและข้อความในเอกสารยินยอมทุกครั้งก่อนเซ็นชื่อ
  • ระวังเงื่อนไขที่ระบุว่า “ไม่รับประกันผลลัพธ์” หากเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรมสามารถใช้สิทธิ์เรียกร้องได้

ทาง สคบ. ได้กำชับว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดและชื่อแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการโฆษณาเกินจริง และสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับธุรกิจบริการเสริมความงามในประเทศไทย การสวยด้วยการศัลยกรรมเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการเป็นสำคัญ

สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงผู้ที่กำลังมองหาทางลัดเพื่อรูปร่างที่ดี อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้ความสวยต้องกลายเป็นความเสี่ยงและภาระทางกฎหมายที่ตามมาในภายหลัง หากใครพบเจอเหตุการณ์เข้าข่ายถูกเอาเปรียบ อย่ากลัวที่จะรักษาสิทธิ์ของตัวเองโดยการแจ้งสายด่วน สคบ. 1166 ได้ทันทีครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ห่วงเทรนด์ดูดไขมันสร้างร่อง 11 สั่ง สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม

ตัดวงจรหมอเถื่อน สั่งเอาผิดคนแอบอ้างฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

ในปัจจุบัน ธุรกิจคลินิกความงามได้รับความนิยมอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการแพร่ระบาดของ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับผู้บริโภคที่หลงเชื่อ ล่าสุดนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับการควบคุมเข้มงวด โดยสั่งการให้ สคบ. เดินหน้าจับกุมผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ภัยเงียบจากการ ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

เหตุการณ์ล่าสุดที่พบผู้แอบอ้างเป็นแพทย์เพียงแค่วุฒิ ม.6 หรือ ปวช. แต่กล้าเปิดบ้านรับฉีดสารเสริมความงาม ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญให้ประชาชนต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์จำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคอย่างละเอียด หากพลาดเพียงนิดเดียวอาจเกิดอาการใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อและเสียชีวิตได้ ดังนั้น การตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

หากคุณกำลังวางแผนจะเสริมความงาม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้เพื่อให้ปลอดภัยที่สุด:

  • ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา (https://checkmd.tmc.or.th/v3) ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
  • ตรวจสอบสถานที่ให้บริการว่าเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่
  • อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่ราคาถูกเกินจริงผ่านทางโซเชียลมีเดีย
  • สังเกตความสะอาดและอุปกรณ์ของคลินิกว่าได้มาตรฐานหรือไม่

ทั้งนี้ หากพบการแอบอ้างหรือได้รับความเสียหายจากบริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ไปหลอกลวงผู้อื่นต่อได้อีก ความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความปลอดภัยของชีวิตและใบหน้านั้นสำคัญกว่าครับ ก่อนโอนเงินควรคิดให้รอบคอบและเลือกสถานพยาบาลที่ไว้ใจได้เท่านั้น

ที่มา – ตัดวงจรหมอเถื่อน “ศุภมาส” สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี แอบอ้างเป็นหมอฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

“หมอของขวัญ” เผย 2 สาเหตุลาออกจากแพทยสภา

วันนี้เรามีข่าวใหญ่ในวงการสุขภาพที่กำลังเป็นกระแส “หมอของขวัญ” หรือ พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ได้ตัดสินใจลาออกจากแพทยสภาและคืนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้วนะคะ สร้างความฮือฮาให้ชาวเน็ตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแฟนคลับที่ติดตามผลงานของหมอคนนี้มานาน

“หมอของขวัญ” เผย 2 สาเหตุ หลังลาออกจากแพทยสภา ย้ำไม่ได้ถูกพักหรือเพิกถอน

“หมอของขวัญ” เผย 2 สาเหตุ หลังลาออกจากแพทยสภา ย้ำไม่ได้ถูกพักหรือเพิกถอน ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก Doctorkatekate ของตัวเอง เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ก่อนจะไปยื่นหนังสือจริงที่แพทยสภาในวันถัดมา หมอชี้แจงชัดเจนว่าตัดสินใจลาออกเองทั้งหมด ไม่ใช่ถูกสั่งพักงานหรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพแต่อย่างใด

สาเหตุหลักทั้ง 2 ประการที่หมอของขวัญตัดสินใจลาออก

มาเจาะลึกกันเลยค่ะว่าทำไมหมอถึงเลือกทางนี้ สาเหตุที่ 1 คือ ไม่เห็นด้วยกับการปกครอง การออกกฎ และการตีความด้วย “ดุลยพินิจ” ในแพทยสภา ที่หมอมองว่ามีความไม่เป็นธรรม ระบบนี้เหมือนให้อำนาจคนไม่กี่คนตัดสินชะตาชีวิตหมอๆ ด้วยดุลยพินิจที่ไม่มีมาตรวัดชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่า “คุณเป็นพวกใคร” มากกว่า

  • การใช้จริยธรรมทางการแพทย์เป็นเครื่องมือปิดปาก
  • ตัวอย่างองค์กรอื่นๆ อย่าง กกต. หรือ สตง. ที่ใช้ดุลยพินิจหักล้างเสียงประชาชน
  • แพทยสภาก็มีปัญหาคล้ายกัน ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวในระบบ

สาเหตุที่ 2 คือ ไม่อยากถูกปิดปากด้วย “ปลอกคอและตะกร้อ” ชื่อแพทยสภา อีกต่อไป หมออยากมีสิทธิเสรีภาพในการพูดเรื่องสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม ยา วิตามิน โดยไม่ต้องกลัวถูกตีด้วยจริยธรรม เมื่อเลิกเป็นหมออย่างเป็นทางการ หมอก็กลายเป็นประชาชนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิเท่าเทียม สามารถวิจารณ์การเมืองหรือให้ข้อมูลสุขภาพได้เต็มที่

หมอถามว่า แล้วใครจะให้ข้อมูลถูกต้องกับประชาชน? แม่ค้าออนไลน์? อินฟลูเอนเซอร์? หรือหมอปลอมที่ขายยาเถื่อน? ทำไมหมอจริงที่มีความรู้ 20 ปี ถึงถูกปิดปาก ในเมื่อปัญหาใหญ่ๆ อย่างโกงจัดซื้อ โรงพยาบาลขูดรีด หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดนอกเวลาในโรงเรียนแพทย์ ยังไม่ร้ายแรงเท่าการพูดเรื่องอาหารเสริม?

ประวัติและการต่อสู้ของหมอของขวัญ

ตลอด 20 ปีในวงการแพทย์ หมอของขวัญไม่เคยถูกร้องเรียนจากผู้ป่วยเลยสักครั้ง ทุกคดีที่เกิดขึ้นในยุคโควิด หมอฟ้องศาลปกครองและชนะทั้งหมด แต่กลับถูกจับตาและเล่นงานหนักกว่าเดิม หมอเคยต่อสู้เรื่องวัคซีนโควิดและระบบที่เส็งเคร็งมานาน 5-6 ปี รู้รสชาติการยืนตรงข้ามผู้มีอำนาจดีแล้ว สู้ต่อไปเหมือนคว้าลม ทางเลือกคือ แก้ระบบหรือออกจากระบบ หมอเลือกอย่างหลังแบบอารยะขัดขืน

การคืนใบอนุญาตเหมือนคืนใบขับขี่ แต่ทักษะการขับรถยังอยู่ ความรู้แพทย์ยังติดตัว หมอจะเปลี่ยนรูปแบบ จากรักษาคนไข้บนเตียง เป็นให้ข้อมูลถูกต้องแก่สังคม โดยไม่มีอะไรครอบปาก

หลังจากนี้ หมอจะรับงานพรีเซ็นเตอร์ ทำรายการ โฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพได้เต็มที่ เป็นเจ้าของคลินิกภายใต้ อย. แต่ไร้ “ปลอกคอแพทยสภา” เรียกได้ว่าเป็น “พญ.ของขวัญ อินฟลูสาวท่านหนึ่งที่จบแพทย์ 20 ปี เคยเป็นหมอคนแรกที่คืนใบว.”

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบแพทย์ไทย ที่จริยธรรมถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองมากกว่าปกป้องประชาชน ในมุมมองของผม นี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ หมอคนนึงกล้าทำเพื่อเสรีภาพ ถ้าคุณเห็นด้วย ลองคิดดูว่าปัญหาแบบนี้มีในวงการไหนอีกบ้าง?

ติดตามข่าวสุขภาพและอัพเดทวงการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ นะคะ!

ที่มา – “หมอของขวัญ” เผย 2 สาเหตุ หลังลาออกจากแพทยสภา ย้ำไม่ได้ถูกพักหรือเพิกถอน

หมดความอดทน หมอของขวัญเดือด ถอดปลอกคอแพทย์

เฮ้ย! ข่าวร้อนแรงในวงการสุขภาพมาอีกแล้วนะทุกคน หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด ประกาศถอดปลอกคอ “แพทยสภา” ขอคืนใบอนุญาตฯ หมอของขวัญ หรือ พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ที่หลายคนติดตามในโซเชียล ได้โพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจผ่านเพจ Doctorkatekate บอกชัดว่าหมดทนกับระบบที่ใช้ ‘ดุลยพินิจ’ โดยไม่มีมาตรวัดชัดเจน หลังจากทำอาชีพแพทย์มานาน 20 ปี เธอพร้อมเป็นแพทย์คนแรกในไทยที่คืนใบอนุญาต!

หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด ประกาศถอดปลอกคอ “แพทยสภา” ขอคืนใบอนุญาตฯ

จากโพสต์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 หมอของขวัญเขียนไว้ว่า “20 ปีที่เป็นแพทย์ หมอภูมิใจในอาชีพมากนะ แต่พรุ่งนี้หมอขอประกาศจุดยืนในการยุติความเป็นแพทย์ เพราะหมดความอดทนกับระบบที่ใช้ “ดุลยพินิจ” ที่ไม่มีมาตรวัด หมอของขวัญจะถอดปลอกคอที่ชื่อว่า “แพทยสภา” ออกเสียที ฉันคือแพทย์คนแรกของประเทศไทยที่จะคืนใบอนุญาตฯ อดทนมานานแล้ว รังแกกันมากไป ก็ลาออกแม่งเลย 27 ก.พ. 2569 10.00 น. เจอกันที่แพทยสภา อาคารมหิตลาธิเบต ชั้น 12 กระทรวงสาธารณสุขค่ะ” คำพูดนี้แรงมาก ดึงดูดความสนใจจากชาวเน็ตได้ทันที

ทำไมหมอของขวัญถึงหมดความอดทนกับแพทยสภา?

หลายคนสงสัยว่าปัญหาคืออะไรกันแน่? จากที่ติดตาม หมอของขวัญเคยมีประเด็นกับแพทยสภามาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ดุลยพินิจที่ไม่โปร่งใส ทำให้แพทย์หลายคนรู้สึกอึดอัด เธออาจถูก ‘รังแก’ จากระบบที่ลำเอียง ทำให้ตัดสินใจก้าวข้ามเส้น ถอด ‘ปลอกคอ’ หรือใบอนุญาตที่ผูกมัดแพทย์ไว้กับองค์กรนี้ออกไป หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด จริงจังสุดๆ

นอกจากนี้ หมอของขวัญยังเป็นแพทย์หญิงที่โด่งดังในโซเชียล มีผู้ติดตามเพียบจากคอนเทนต์สุขภาพ ความงาม และไลฟ์สไตล์ เธอเคยให้ความรู้แบบเป็นกันเอง ทำให้แฟนคลับรักมาก การตัดสินใจครั้งนี้เลยยิ่งช็อกวงการ

  • เหตุผลหลัก: ระบบดุลยพินิจไม่มีมาตรฐานชัดเจน
  • ระยะเวลา: อดทนมานาน 20 ปีในอาชีพ
  • การกระทำ: คืนใบอนุญาตแบบเป็นทางการ ที่แพทยสภา
  • ผลกระทบ: อาจจุดกระแสให้แพทย์อื่นๆ ลุกขึ้น

หลังโพสต์แพร่กระจาย ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ให้กำลังใจเพียบ บางคนบอก ‘สู้ๆ ค่ะหมอ’ บางคน ‘ระบบต้องเปลี่ยน’ แต่ก็มีคนรอฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมว่ามีอะไรเกิดขึ้นเบื้องหลังกันแน่ ความคืบหน้า หมอของขวัญนัดเจอที่แพทยสภาวันที่ 27 ก.พ. 2569 เวลา 10.00 น. เราจะอัพเดทให้ฟังแน่นอน

ปฏิกิริยาจากสังคมและวงการแพทย์

ข่าว หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด ประกาศถอดปลอกคอ “แพทยสภา” ขอคืนใบอนุญาตฯ นี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบแพทย์ไทย แพทย์หลายคนเคยบ่นเรื่องการควบคุมจากแพทยสภาที่เข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะการลงโทษด้วยดุลยพินิจส่วนตัว ไม่มีเกณฑ์วัดที่ fair ทำให้รู้สึกเหมือนถูก ‘รัดคอ’ จริงๆ การที่หมอของขวัญกล้าออกมาเป็นคนแรก อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของเรา อาชีพแพทย์เป็น noble profession ที่ช่วยเหลือคน แต่ถ้าองค์กรกำกับดูแลไม่โปร่งใส ก็ยากที่จะพัฒนา หมอของขวัญอาจไม่ใช่แค่ลาออก แต่เป็นการประท้วงเพื่อสิทธิแพทย์รุ่นใหม่ หลังจากนี้เธอจะทำอะไรต่อ? อาจหันไปทำคอนเทนต์สุขภาพเต็มตัว หรือเปิดคลินิกเอกชนโดยไม่ต้องมีใบจากสภา?

เพื่อนๆ ที่เป็นหมอหรือสนใจวงการสุขภาพ คิดยังไงบ้าง? ระบบแพทย์ไทยพร้อมเปลี่ยนหรือยัง? หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด ครั้งนี้อาจเป็นข่าวที่จุดประกายให้เกิด discussion ใหญ่ อย่าลืมติดตามนะ

สุดท้ายนี้ เราอยากชวนทุกคนแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลย คุณเคยเจอปัญหากับระบบแบบนี้บ้างไหม? หรือคิดว่าหมอของขวัญตัดสินใจถูก? กดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อไม่พลาดข่าวอัพเดทวงการสุขภาพแบบ real-time นะคะ! การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบแพทย์ไทยให้ดีขึ้นได้จริงๆ

ที่มา – หมดความอดทน “หมอของขวัญ” เดือด ประกาศถอดปลอกคอ “แพทยสภา” ขอคืนใบอนุญาตฯ

ผู้ตรวจการฯ ยัน ไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เหตุไม่ตัดสินแทนแพทยสภา ย้ำองค์กรยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใด 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและการมีคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงกรณีอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

แจงยิบ รพ.ตำรวจอ้างข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องจากโรงพยาบาลตำรวจชี้แจงว่า การตรวจวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเคร่งครัด ซึ่งผลการวินิจฉัยของโรคเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นความลับ และเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้น เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ไม่ก้าวล่วงอำนาจแพทยสภา

ดังนั้น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพเป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่แพทย์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การพิจารณาและวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งแตกต่างจากศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยความเห็นของแพทย์และผลการตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาลได้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้น ปรากฏว่าได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1979/2566 และ 2492/2566 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่า เมื่อได้มีผู้ร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้ไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ซึ่งแพทยสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาชีพที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่อาจก้าวล่วงในกรณีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม หากแพทยสภามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นประการใดแล้วเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนทราบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

มอบผู้เกี่ยวข้องทำตามหน้าที่

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า ต่อมา ในระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1978/2566, 2535/2566 และ 2181/2566 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ว่า เมื่อผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ เป็นประการใด หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจต่อไป

แจ้งเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2. นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ/ทัณฑสถาน โรงพยาบาลสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกแห่ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ ตลอดจนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะในเชิงมาตรการบริหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด ดังนี้

(1) ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้รับรองว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ และผู้ต้องขังได้รับการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ขอเสนอให้แก้กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการร่วมตรวจวินิจฉัยและให้ความเห็น

(2) กรณีผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจให้ผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำ เสนอให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำบันทึกการใช้ดุลยพินิจไว้ในระบบของเรือนจำเพื่อการตรวจสอบ หากมีผู้ประสงค์จะขอข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทำความเข้าใจเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ไม่เคยรับรองส่ง “ทักษิณ”รักษาตัวชั้น14 

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า 3. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินทุกเรื่องไม่ปรากฏการรับรองกระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ และมิได้รับรองอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับศาล ดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2

การบังคับโทษเป็นอำนาจของศาล

4. ส่วนประเด็นว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ นั้น เป็นอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า “เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกาจำนวนสามคน มีอำนาจออกหมายหรือคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการบังคับโทษจึงมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด

ชูผลงานเสนอจัดหาแหล่งน้ำดิบ

นายทรงศัก กล่าวเพิ่มว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐแล้ว ปัจจุบัน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินงานหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น “โครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาการขยายเขตประปาในภูมิภาค” ภายใต้ยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายจังหวัดว่าประชาชนยังขาดแคลนน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน ต้องพึ่งพาน้ำบาดาลหรือน้ำบ่อที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และบางพื้นที่ต้องซื้อน้ำในราคาสูง ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ ปัญหาหลักเกิดจากแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอ ทำให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไม่สามารถขยายเขตบริการได้ทั่วถึงเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมุ่งผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การจัดหาแหล่งน้ำดิบที่มั่นคง การยกระดับมาตรฐานการกรองและบำบัดน้ำ การปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และการขยายบริการของ กปภ. เข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดมีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

ผลักดันพัฒนาชีวิตคนไร้บ้าน

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ได้เตรียมผลักดัน “โครงการศึกษาเชิงระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง” (บางอำเภอในนนทบุรีและสมุทรปราการ) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนโยบายและระบบดูแลที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม ปัญหาคนไร้บ้านรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่า มี 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่ยังติดขัดข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่ขาดการบูรณาการและทรัพยากร และปัญหาซับซ้อนจากตัวบุคคลเอง 

เสนอแนวทางดูแลกลุ่มเปราะบาง

ในเวลาเดียวกันยังผลักดันแนวทางบูรณาการการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง คนไทยไร้สิทธิ และแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้กำหนดนิยามกลาง จัดทำยุทธศาสตร์เฉพาะกลุ่ม และตั้งกลไกร่วมจาก 5 ภาคส่วน คือ สำนักงานเขต โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบดูแลครบวงจร มาตรการสำคัญ ได้แก่ การค้นหากลุ่ม

จากกรณีดังกล่าวที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงาน

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

Scroll to top