แลนด์บริดจ์

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด หลังจากที่สภาฯ มีมติคว่ำญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะมองว่าโครงการระดับล้านล้านบาทควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างเป็นทางการ

การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับฟังรอบด้าน นายชัยชนะมองว่าแทนที่จะทุ่มงบประมาณก้อนโตไปกับแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรหันมาเน้นโครงการที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ มากกว่า เช่น:

  • การสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส
  • การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
  • การยกระดับท่าเรือน้ำลึกให้รองรับเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างแท้จริง

โดยนายชัยชนะยังย้ำว่า การที่รัฐบาลเลือกทำแบบนี้ เท่ากับว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนภาคใต้โดยรวม เพราะงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ควรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เสียงสะท้อนถึง สส. ภาคใต้จากพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่ใช่เพียงแค่การวิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ฝากเตือนไปยัง สส. ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า ควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่เลือกท่านเข้ามามากกว่ามติพรรคหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ เพราะในวันที่หาเสียง ทุกคนสัญญาว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาลงมติจริง กลับมองข้ามความต้องการของคนเหล่านั้นไปเสียสิ้น

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง การมีกรรมาธิการตรวจสอบไม่ใช่การขัดขวางโครงการ แต่คือการสร้างหลักประกันเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการระดับล้านล้านจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่สร้างภาระหนี้สินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดกว้างรับฟังและแสดงความจริงใจให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

“เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ในปัจจุบันประเด็นการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในรัฐสภา โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง “คุณเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเบรกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญคือ “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการปกป้องคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกเบียดขับไปอยู่ข้างหลังโครงการที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP

มุมมองจากฝ่ายค้าน: “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

เหตุผลหลักที่คุณณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเดินซ้ำรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (EEC) ที่ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่คนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับมลพิษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม การที่คุณณัฐพงษ์ประกาศว่า “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก จึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลว่ากำลังพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ หรือเพียงแค่ต้องการสร้างเส้นทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าเท่านั้น

ทำไมภาคใต้ต้องโตด้วยยุทธศาสตร์ใหม่?

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอยู่มีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ รายได้ที่กระจุกตัว และปัญหาที่ดินทำกินที่รัฐบาลควรหันมาแก้ไขก่อนการลงทุนโครงการระดับล้านล้านบาท สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้นำเสนอคือแนวคิด SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ซึ่งเน้นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดังนี้:

  • การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้ด้วยน้ำประปาที่ดื่มได้และขนส่งสาธารณะ
  • การไม่ต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลหรือยกเว้นกฎหมายพิเศษ
  • การสร้างเศรษฐกิจที่การันตี GDP เติบโตอย่างทั่วถึง

แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมสินค้าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน เราควรเปลี่ยนทิศทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนประมงท้องถิ่นจะเป็นเป้าหมายที่เป็นธรรมกับคนไทยทุกคนมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการมองเห็นแค่ผลประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจริงๆ ให้เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

หากเราต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ทุกคนได้ประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมแลนด์บริดจ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจังหวัดตราดยังคงปกติสุข โดย ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ ล่าสุด พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ หรือที่รู้จักในนาม “เสธ.ทร.” ได้ออกมายืนยันถึงความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ทะเลตะวันออกและชายแดน ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ

ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 พล.ร.อ.ธาดาวุธ เปิดเผยว่า ภาพรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดตราด ยังคงเป็นปกติ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ไม่มีรายงานการยั่วยุหรือเหตุการณ์ที่น่ากังวลใดๆ ในพื้นที่ทะเลตะวันออกที่ติดกับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการชายแดนให้ราบรื่น

การดูแลความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพเรือได้เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ โดยใช้กลไกปกติในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งช่วยให้การเฝ้าระวังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ชายแดนตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดตราด เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงการค้าและการเดินเรือ การยืนยันว่า ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

ในอดีต พื้นที่นี้เคยมีประเด็นข้อพิพาท แต่ปัจจุบันทุกอย่างคลี่คลายด้วยการเจรจาและการทูตที่ดี การคุมเข้มของ กปช.จต. ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ชายแดนเป็นเส้นทางสันติภาพ

กองทัพเรือพร้อมหนุนโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เสนาธิการทหารเรือยังแสดงท่าทีชัดเจนต่อโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล โดยกองทัพเรือพร้อมดำเนินการเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โครงการนี้จะเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือ อ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและกระบี่ ด้วยระบบรถไฟและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

ประโยชน์ของแลนด์บริดจ์มีมากมาย ดังนี้

  • ลดระยะเวลาขนส่งสินค้าทางเรือจากสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย จากเดิม 10 วัน เหลือเพียง 1-2 วัน
  • ยกระดับการแข่งขันทางการค้าของไทยในภูมิภาคอาเซียน
  • สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์หลายแสนล้านบาท
  • เสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล โดยกองทัพเรือจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยเส้นทาง

กองทัพเรือกำลังติดตามความคืบหน้าและเตรียมพร้อมกำลังพล เทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล การสนับสนุนนี้แสดงถึงความสามัคคีระหว่างฝ่ายการเมืองและทหาร

โดยรวมแล้ว การยืนยัน ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมการหนุนแลนด์บริดจ์ เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทยในยุคใหม่ โครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ยัง positioning ไทยเป็นฮับการค้าอันดับต้นๆ ของโลก

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็น game changer สำหรับไทย หากดำเนินการสำเร็จ จะดึงดูดการลงทุนมหาศาลและสร้างงานให้คนไทยนับล้าน ติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง คุณคิดว่าไทยพร้อมสำหรับแลนด์บริดจ์หรือยัง?

ที่มา – ทร. ยันแนวรบตะวันออกปกติ ไร้เหตุยั่วยุ พร้อมหนุน “แลนด์บริดจ์” ตามนโยบายรัฐบาล

ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

พรรคประชาชน (ปชน.) กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เมื่อ ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อตรวจสอบการใช้เงินก้อนมหาศาลนี้ให้โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ในวันที่การเมืองร้อนระอุเรื่องงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท

วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาชน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าพรรคพร้อมยื่นญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ แม้จะขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ ว่าจะบรรจุวาระหรือไม่ แต่ปชน. ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ

น.ส.ภคมน เน้นย้ำว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน แต่ยังมีคำถามค้างคา เช่น เงินก้อนที่ 2 จะถูกนำไปชดเชยหรือเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจริงหรือไม่ เป็นการเร่งด่วนและคุ้มค่าหรือเปล่า? การตั้งกมธ. จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลพิสูจน์ความจริงใจในการให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

จี้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเมืองก่อน

นอกจากเรื่องเงินกู้แล้ว ปชน. ยังจับตากรณีบริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) ที่ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าไม่ได้กว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ เพื่อรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ แม้แถลงการณ์จะไม่ระบุชื่อบริษัทชัดเจน แต่เมื่ออาม่า มารีน ออกมาชี้แจง ปชน. ก็ยอมรับ แต่เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

โฆษกปชน. ระบุชัดว่า ขั้นตอนต่อไปจะพิสูจน์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยจี้ให้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองก่อน แล้วค่อยทำเพื่อครอบครัวหรือวงศาคณาญาติ ยิ่งรีบออกมาปฏิเสธ ยิ่งทำให้ประชาชนจับตา การตรวจสอบจะเกิดขึ้นแน่นอน และนายพิพัฒน์ต้องยืนยันความโปร่งใส โดยประชาชนเรียกร้องให้ปกป้องทรัพยากรชาติและประชาชนก่อนเงินในกระเป๋าครอบครัว

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? ประเด็นที่ต้องรู้

  • เงินกู้ 4 แสนล้านบาท: มาจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เงินก้อนนี้จะถูกใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • โครงการแลนด์บริดจ์: โครงการเชื่อมโยงขนส่งทางรแลนด์จากอ่าวไทยถึงอันดามัน มูลค่ามหาศาล ต้องไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
  • บทบาท กมธ.วิสามัญ: จะช่วยให้สภาได้มีส่วนร่วม ตรวจสอบงบประมาณ ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

การเคลื่อนไหวของปชน. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคฝ่ายค้านในการกำกับดูแลรัฐบาล ในยุคที่ประชาชนต้องการความโปร่งใสสูงสุด โดยเฉพาะเรื่องเงินภาษีของประชาชน ปัจจุบัน โครงการใหญ่ๆ อย่างแลนด์บริดจ์กำลังเป็นประเด็นร้อน หากไม่ตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาความไม่ไว้วางใจในระบบการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากสังคมออนไลน์จำนวนมาก ที่เรียกร้องให้รัฐมนตรีทุกคนวางตัวเป็นกลาง ทำหน้าที่เพื่อชาติเป็นหลัก การตั้งกมธ. ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาทครั้งนี้สำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้การใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต หากรัฐบาลเปิดกว้าง จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจาย

ที่มา – ปชน. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.พิจารณาเงินกู้ 4 แสนล้านบาท จี้ “พิพัฒน์” ทำเพื่อบ้านเมืองก่อน

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยันอนุทิน-ภูมิใจไทยไม่ชง 99 ปี

ช่วงนี้ข่าวปลอมแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ล่าสุด โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เรื่องที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายให้เช่าที่ดิน 99 ปี เพื่อตั้งกาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม

การแพร่ข่าวปลอมแบบนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดข้อเท็จจริงกันแบบครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถูกต้อง

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนากูล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีข้อมูลเท็จจากอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ชงร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยอนุญาตให้เช่าที่ดิน 99 ปีและตั้งกาสิโน โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่ถูกบิดเบือน

เนื้อหาที่ถูกแชร์มาจากร่างกฎหมายของ ส.ส.ชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท และมีร่างที่เกี่ยวข้องกับกาสิโนอีก 3 ฉบับจาก ส.ส.อื่นๆ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร

พรรคภูมิใจไทยชี้แจงร่างกฎหมาย

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ในสภาชุดก่อน แต่ใช้ต้นแบบจาก พ.ร.บ.อีอีซี (Eastern Economic Corridor) โดยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างการเติบโตให้ประเทศเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาเช่าที่ดิน 99 ปีหรือเปิดกาสิโน ตามที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลย้ำว่าร่างนี้เน้นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • ร่างกฎหมายมาจาก ส.ส. ชุดที่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลปัจจุบัน
  • พรรคภูมิใจไทยใช้โมเดล EEC ที่ประสบความสำเร็จ
  • ไม่มีนโยบายกาสิโนหรือเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี
  • ตรวจสอบข้อมูลได้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บสภา

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เน้นความโปร่งใส

นอกจากประเด็นนี้ โฆษกรัฐบาลยังอัปเดตความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่งทางภาคใต้ เพื่อยกระดับการค้าและโลจิสติกส์ของไทย นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เป็นประธาน พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน หากผลศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า หรือชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน โครงการจะไม่เดินหน้า รัฐบาลย้ำถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ สร้างงานและรายได้ให้คนใต้ แต่ต้องผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ในยุคดิจิทัลที่ข่าวปลอมแพร่เชื้อไว รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานหนักขึ้นในการสื่อสารข้อเท็จจริง โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรวดเร็วและชัดเจน

สำหรับประชาชน ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลัก เช่น เว็บรัฐบาล สภา หรือสื่อที่น่าเชื่อถือ อย่าแชร์โดยไม่คิด เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบิดเบือน

สุดท้าย ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ การพัฒนาประเทศต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมจากทุกคน หากเราร่วมมือกันต่อสู้ข่าวปลอม ไทยจะก้าวหน้าอย่างมั่นคง ลองแชร์ข้อเท็จจริงนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยัน “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไม่เคยชงเช่าที่ดิน 99 ปีตั้งกาสิ

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้านปูดแลนด์บริดจ์

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อฝ่ายค้านออกมาแฉว่ามีนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ถูกเรียกว่า “อาม่า” กำลังกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน แต่ทางฝั่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจน ไม่สนใจข่าวลือหรือเสียงปั่นเหล่านี้

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 ถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ โดยชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังโฟกัสช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เพราะ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ โครงการยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และทำไมถึงเป็นที่ถกเถียง?

แลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน เป็นแนวคิดเก่าที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยจะสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สงขลาและชุมพร เชื่อมด้วยรถไฟความเร็วสูง ช่วยลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์หรือช่องแคบมะละกามาเป็นทางบก สามารถขนสินค้าได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เช่น สงครามการค้าหรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ โครงการนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมองว่ามีความเสี่ยง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน จะเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี หรือกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร นายกรัฐมนตรีตอบโต้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่นเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องการลงทุนปกติ และทุกอย่างต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯสภาพัฒน์ เป็นแกนนำ

นายกฯ ย้ำ ฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิจารณ์ที่อาจทำให้โครงการสะดุด นายอนุทินย้ำว่าไม่มีอะไรแปลก เพราะยังไม่เริ่ม และจะตัดสินใจจากข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น สำหรับประเด็นเช่าที่ดิน 99 ปี ก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ทุกอย่างขึ้นกับผลศึกษา นอกจากนี้ยังกำชับให้คณะกรรมการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและฟังเสียงจากพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมือง

  • ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์: สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้าน, สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้
  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากจีนไปยุโรป เร็วกว่าเดิม 30-50%
  • ยกระดับอาเซียน: ไทยเป็นฮับคมนาคม แข่งขันกับจีน-อินเดีย
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ส่วนคำถามเรื่องท้อหรือไม่กับกระแสโจมตี นายกฯ ตอบฮาๆ ว่า “ทำไมต้องท้อ ผมคนจีน ลูกท้อเป็นมงคล กินสิ่วท้อทุกวันเกิด” แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกตีตก ก็ปัดไม่ตอบ เดินหนีทันที

โดยรวมแล้ว แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยข้อมูลจริงและความโปร่งใส โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย หากจัดการดีๆ จะเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศเรา

ความเห็นส่วนตัว: โครงการใหญ่อย่างนี้ต้องระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น แต่ถ้าทำโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชน ก็น่าจะไปได้สวย คุณคิดอย่างไรกับ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่ รอแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปง เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

ตามที่ลิซ่าแฉเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2567 มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง โดยบริษัทนอมินีที่ชาวบ้านรู้จักในนาม “อาม่า” ซึ่งเป็นบริษัทที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี การซื้อที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และดูเหมือนจะรอรับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงทางบกและทางทะเลระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อลดเวลาการขนส่งสินค้า แต่ลิซ่าตั้งคำถามว่า มันจะเอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่?

สถานการณ์กว้านซื้อที่ดินที่อ่าวเคย

ลิซ่าแนะนำให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อ่าวเคยด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มที่ถูกจัดตั้ง ชาวบ้านในพื้นที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินจากบริษัทนอมินีอาม่า ซึ่งหากเป็นจริง ก็อาจบ่งชี้ถึงการเก็งกำไรที่ดินก่อนโครงการรัฐจะเริ่ม ลิซ่ายังวิจารณ์ว่ารัฐบาลเร่งรัดโครงการโดยขาดความโปร่งใส โดยเปรียบเทียบกับโครงการอีอีซีที่เคยสร้างบทเรียนราคาแพงในภาคตะวันออก

  • มีการซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในระยะเวลา 2-3 เดือน
  • ผู้ซื้อคือบริษัทนอมินี “อาม่า” ที่ชาวบ้านรู้จัก
  • ที่ตั้งสำคัญ: อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของแลนด์บริดจ์
  • รัฐมนตรีพิพัฒน์ถูกเรียกร้องให้ลงพื้นที่รับฟัง
  • คำเตือนจากบทเรียน EEC ที่เอื้อทุนใหญ่

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อพัฒนาภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยจะสร้างรันเวย์คู่ขนานทะเลจากชุมพรไประนอง ความยาวราว 100 กม. เพื่อให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบลงได้เร็วขึ้น คาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ลิซ่าชี้ว่า การไม่พูดถึงผลกระทบก่อนโครงการ เช่น การยึดที่ดิน สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น เป็นการขายฝันล้วนๆ

วิจารณ์รัฐบาลขาดความจริงใจ

ลิซ่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบ” โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรีที่บอกให้ “ดูหน้าท่าน” ว่าไม่เคยเอื้อใครใน 7-8 ปีที่ผ่านมา ลิซ่าถึงกับบอกว่ามันมักง่ายเกินไป ผลประโยชน์ของประชาชนและทรัพยากรชาติต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำพูด นอกจากนี้ การยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ของนายพิพัฒน์ ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริงหรือไม่

จากประสบการณ์ EEC ที่ทำให้ที่ดินแพงเกินเอื้อม ชาวบ้านถูกเอื้อประโยชน์น้อย ลิซ่ากังวลว่าภาคใต้อาจซ้ำรอย หากไม่มีการตรวจสอบการเก็งกำไรที่ดินตั้งแต่เนิ่นๆ การกว้านซื้อ 500 ไร่จากนอมินีอาม่า อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการใหญ่เช่นแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้ตั้งแต่ต้น และให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของทุนใหญ่ มิเช่นนั้น ความฝันพัฒนาจะกลายเป็นฝันร้ายของชาวบ้าน

คุณคิดอย่างไรกับ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชวนเพื่อนๆ มาอ่านและแชร์ด้วยนะ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล โดยย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย นี่คือข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge ซึ่งเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

หลังจากที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แต่งตั้งนายเอกนิติเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ การดำเนินงานจะมุ่งสร้างความชัดเจนให้สังคม โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจภาพรวม เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาการขนส่งทางทะเลที่ติดขัด คณะกรรมการจะใช้กรอบเวลาเพียง 90 วันในการศึกษาอย่างเข้มข้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ จะไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำผลการศึกษาจากหน่วยงานเดิม เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มาอัปเดตให้ทันสมัย โดยเพิ่มปัจจัยใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาช่องแคบซุเอซและปานามาที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด

ทำไม “เอกนิติ” ถึงเน้นหลักโปร่งใสในการศึกษา “แลนด์บริดจ์”

นายเอกนิติย้ำชัดว่า การศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เพราะโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและสงขลา ทางรถไฟความเร็วสูงยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อให้ไทยเป็นแลนด์บริดจ์ของเอเชีย สร้างรายได้มหาศาลจากการขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือ 1-2 วัน สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้านบาท
  • ด้านภูมิรัฐศาสตร์: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ทำให้ไทยเป็นฮับสำคัญท่ามกลางความตึงเครียดจีน-สหรัฐ
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม: ศึกษาผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและระบบนิเวศอย่างรอบคอบ
  • การลงทุน: ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่เคยเสนอลงทุน

ในฐานะที่สภาพัฒน์ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ นายเอกนิติมั่นใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผลศึกษานำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน “ผมยืนยันว่าจะทำดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง” เขากล่าว

โอกาสและความท้าทายของโครงการแลนด์บริดจ์ในยุคใหม่

โครงการนี้เคยถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ แต่ถูกหยุดชะงักเพราะข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ชาติ ปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เช่น การ blockade ช่องแคบต่างๆ ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น หากศึกษาอย่างครบถ้วน โครงการนี้จะช่วยยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30-40% และสร้างงานนับล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยง เช่น การแข่งขันกับโครงการอื่นในภูมิภาค และการจัดการหนี้สินจากการลงทุนขนาดใหญ่ นายเอกนิติและทีมจะนำข้อมูลจริงมาประเมิน เพื่อให้การตัดสินใจถูกต้อง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการ “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล นี้คือก้าวสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากทำด้วยความโปร่งใส จะเป็นมรดกทางเศรษฐกิจให้รุ่นหลัง คุณคิดอย่างไรกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

Scroll to top