แสวง บุญมี

แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน ซื้อเสียง

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงใกล้การเลือกตั้ง มีประเด็นร้อนที่สร้างความสับสนให้กับสังคม เมื่อ แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน จากการให้สัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองสามารถเตรียมเงินเพื่อซื้อเสียงได้ แต่ห้ามแจกเท่านั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน

นายแสวง บุญมี ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขออภัยต่อประชาชนและสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้นอาจพูดสั้นไป พูดเร็วไป หรือใช้คำไม่ถูกต้อง ทำให้บริบทของคำพูดคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาที่แท้จริง เขาได้ชี้แจงว่า จริงๆ แล้ว กกต. มีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยยืนยันชัดเจนว่า แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน แต่หลักการสำคัญคือ การซื้อเสียงในทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้แต่การเตรียมการก็ถือเป็นความผิดแล้ว

จากโพสต์ดังกล่าว นายแสวงอธิบายเพิ่มเติมว่า คำพูดที่ว่า “พรรคการเมืองเตรียมเงินได้ แต่ห้ามแจก” เป็นการพูดถึงพฤติการณ์ของผู้ที่อาจกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดเตรียมเงินเพื่อแจกจ่าย แต่ในทางกฎหมาย การเตรียมการดังกล่าวจับกุมได้ยากหากไม่มีหลักฐานชัดเจน ดังนั้น กกต. จึงเน้นการป้องกันและจับกุมในขณะที่เกิดการแจกจริง ซึ่งมีมาตรการรองรับแบบเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังพล เทคโนโลยีติดตาม หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็ว

ยันแค่เตรียมเงินซื้อเสียง ก็ผิดกฎหมาย

เพื่อคลายความเข้าใจผิด แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน โดยชี้แจงตามตัวบทกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 กำหนดห้ามประการใดๆ ที่เป็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง รวมถึงการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อให้เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งบุคคลใด แม้แต่การสมรู้ร่วมคิดหรือเตรียมการก็เข้าข่ายผิดตามมาตรา 141 ที่กำหนดโทษทางอาญา

  • การเตรียมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อแจกจ่าย ถือเป็นการสมคบคิดกระทำผิด
  • กกต. สั่งการเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเฝ้าระวังพฤติการณ์ต้องสงสัย
  • ใช้ระบบเทคโนโลยี เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ทางสายด่วน กกต. เพื่อป้องกันตั้งแต่ต้น
  • ผู้กระทำผิดต้องรับโทษจำคุกและปรับหนัก ตามระดับความรุนแรง

ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐในการสื่อสาร โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย เพียงคำพูดสั้นๆ ก็สามารถถูกตีความผิดเพี้ยนได้ กกต. จึงได้ย้ำเตือนพรรคการเมืองและผู้สมัครทุกฝ่ายให้ยึดหลักสุจริตในการหาเสียง เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งไทย

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างกรณีในอดีตที่ กกต. จับกุมผู้เตรียมซื้อเสียงได้สำเร็จ เช่น กรณีแจกเงินสดหรือของขวัญในช่วงหาเสียงท้องถิ่น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามาตรการทำงานได้จริง หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน สังคมไทยจะปราศจากมลทินการซื้อเสียงได้ไม่ยาก

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ แสวง ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการสื่อสารต้องชัดเจน รอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นกฎหมายที่ละเอียดอ่อน มันแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำในการไม่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันเลือกตั้ง

หากคุณสนใจข่าวการเมืองและการเลือกตั้ง ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด แชร์บทความนี้เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “แสวง” ขออภัย รับสื่อสารคลาดเคลื่อน ทำสังคมเข้าใจผิด ยันแค่เตรียมเงินซื้อเสียง ก็ผิดแล้ว

กกต. ยันไม่เปลี่ยนหน่วยเลือกตั้ง คิดมาดีเพื่อประชาชน

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย เตือนพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนใส่ร้ายและข่มขู่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีทนายความยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เรื่องรูปแบบหน่วยเลือกตั้งซ้ำซ้อนว่า ได้ทราบข่าวการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว และประชาชนมายื่นเรื่องที่สำนักงานเช่นกัน การจัดหน่วยออกเสียงประชามติของสำนักงานฯ ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลักการแรกคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่สองคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่สามคือการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงในการออกแบบหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยื่นต่อศาลปกครองหรือที่สำนักงานฯ เราได้พิจารณาในทุกรูปแบบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน จึงคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว และขอยืนยันตามนี้

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แต่สุดท้ายเราก็เลือกแบบที่เผยแพร่ คือจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน โดยรับบัตรเลือก สส. ก่อน แล้วจึงไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และในกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียว เราจะมีช่องทางให้ทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

กกต. ย้ำ ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง มั่นใจประชาชนไม่สับสน

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องดูบริบทของสังคม โดยประธาน กกต. กล่าวว่า มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก ทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากสื่อสารไปยังพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียง ขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้ายและการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและงบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่ามีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก คือ 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสเป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ที่มา – กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

กกต. สอบ 5 คลิปหาเสียงผิดกฎหมาย – รู้ทัน!


กกต. จ่อประเดิมสอบ 5 คลิป หาเสียงผิดกฎหมาย- ไฟเขียวให้ ภท. ใช้คนนอกหาเสียงได้

กกต. ไฟเขียวให้พรรคภูมิใจไทยสามารถนำคนนอกมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ พร้อมทั้งสามารถโปรโมทนโยบาย ครม. เพื่อดึงคะแนนเสียงได้ แต่ต้องมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ กกต. เตรียมที่จะเริ่มทำการสอบสวน 5 คลิปวิดีโอที่อาจเข้าข่ายการหาเสียงผิดกฎหมายเลือกตั้ง เผยว่ายังมีเรื่องร้องเรียนที่รอการพิจารณาอีก 34 เรื่อง ซึ่งรวมถึงประเด็นการนำสถาบันฯ มาใช้ในการหาเสียงและการปลุกระดม

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตอบข้อซักถามจากพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง รวมถึงข้อกำหนด ระเบียบ หรือประกาศต่างๆ ของ กกต. ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  1. การประกาศนโยบายบริหารงานบุคคลของพรรค โดยคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต มาเป็นคณะรัฐมนตรี และนำภาพและชื่อบุคคลดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนน สามารถทำได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า หากเป็นการดำเนินการตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็สามารถทำได้ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 อย่างไรก็ตาม การนำเสนอชื่อและภาพบุคคลดังกล่าวผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ต้องเป็นไปตามข้อ 6, 7 และ 8 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565
  2. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียงผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเป็นอย่างดี สามารถขึ้นเวทีหาเสียงร่วมกับพรรคได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. เห็นว่าสามารถทำได้ โดยต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่ และค่าตอบแทน ตามข้อ 4 และข้อ 14 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2565 และต้องไม่มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
  3. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งจากพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถมีรูปถ่ายในป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่? สำนักงาน กกต. เห็นว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมือง ตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนด
  4. กรณีผู้ช่วยหาเสียงที่ได้รับแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้บริหารในการกำหนดนโยบายหาเสียง สามารถเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้ไปร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ตามรายการต่างๆ ที่ได้รับเชิญหรือไม่? สำนักงาน กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถทำได้ หากได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ช่วยหาเสียง หน้าที่ และค่าตอบแทน ให้เป็นไปตามที่ระเบียบ กกต. กำหนด และการร่วมดีเบตหรือแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องไม่ใช่เวทีประชันนโยบายบริหารประเทศสำหรับพรรคการเมือง ตามมาตรา 81 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และข้อ 14, 15 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 และต้องเป็นผู้ไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และมาตรา 29 ของกฎหมายพรรคการเมือง

กกต. เริ่มสอบสวนคลิปหาเสียงผิดกฎหมาย

ต่อมาในเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับคณะทำงานติดตามการหาเสียงเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) โดยมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมด้วย ที่ประชุมได้พิจารณาคลิปภาพและเสียงที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง จำนวน 5 คลิป หากที่ประชุมเห็นว่าคลิปดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเสนอให้ กกต. พิจารณามีคำสั่งให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล หรือหากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะเสนอต่อเลขาธิการ กกต. เพื่อดำเนินการตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด

อีก 34 เรื่องร้องเรียนหาเสียงผิดกฎหมาย รอการพิจารณา

นายแสวง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมยังมีการเสนอเรื่องให้คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาอีก 34 เรื่อง แบ่งออกเป็น:

  1. อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง 2561 ข้อ 17 ที่ห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง จำนวน 8 เรื่อง
  2. อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 18 (3) ที่ห้ามใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดม จำนวน 26 เรื่อง

การเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรมคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่ กกต. ตรวจสอบและดำเนินการกับผู้ที่กระทำการหาเสียงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งไว้ได้

ที่มา – กกต. จ่อประเดิมสอบ 5 คลิป หาเสียงผิดกฎหมาย- ไฟเขียวให้ ภท. ใช้คนนอกหาเสียงได้

กกต. เผยยอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเกินสถานที่จะรับ

เลขาฯ กกต. เชิญสำนักงานเขต กทม. คุยจัดเลือกตั้งล่วงหน้า-ออกเสียงประชามตินอกเขต พบยอดคนขอใช้สิทธิถล่มทลายเกินกว่าสถานที่รับไหว ต้องเพิ่ม กปน. และรถรับ-ส่งประชาชนไปหน่วย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หารือร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) และสำนักงานเขต กทม. เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และการออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งการหารือดังกล่าว สำนักงานเขตที่มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นจำนวนหลักหมื่น ได้หารือถึงการจัดหาสถานที่หน่วยเลือกตั้งนอกเขตให้สามารถรองรับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก รวมถึงการขออนุญาตจัดรถรับ-ส่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

สำหรับ 5 เขตพื้นที่ ที่มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามากที่สุด ประกอบด้วย

  • ขตปทุมวัน เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 22,925 คน มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต 19,035 คน แต่สถานที่รองรับได้เพียง 10,000 คน
  • เขตห้วยขวาง เขตเลือกตั้งที่ 5 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 32,484 คน และมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต 24,717 คน แต่สถานที่รองรับได้เพียง 11,000 คน
  • เขตหลักสี่ เขตเลือกตั้งที่ 8 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง 25,763 คน และตัวเลขผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจำนวน 18,180 คน แต่สถานที่รองรับได้เพียง 1,000 คน
  • เขตจตุจักร เขตเลือกตั้งที่ 9 มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 51,739 คน ขณะที่ผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต 39,687 คน สถานที่รองรับได้ 22,000 คน
  • เขตบางกะปิ มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง รวม 58,727 คน และลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต 42,202 คน

จากนั้นเลขาธิการ กกต. เปิดเผยภายหลังการหารือว่า วันนี้เชิญ กทม. และสำนักงานเขตมาร่วมหารือ เพื่อเป็นการเตรียมรับมือการเลือกตั้งนอกเขต เนื่องจากในปีนี้มีผู้มาขอลงทะเบียนใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก และได้นำปัญหาที่พบในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 โดยเฉพาะกรณีการจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีกและต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงสถานที่ในการจัดเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะเขตที่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก เช่น เขตบางกะปิ และเขตจตุจักร จึงจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนให้ลงคะแนนได้อย่างไม่มีปัญหาและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จากการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะมีประสบการณ์จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ทั้งปัญหาสถานที่ ปัญหากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง การให้บริการประชาชน ปัญหาสัญญาณ Wi-Fi ที่ไม่แรง ก็จะถูกนำมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้หมด

นายแสวง กล่าวต่อไปในเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ออกเสียงประชามตินอกเขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งบางหน่วยมีผู้ขอลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก อาจจะมีบางเขตพิจารณาเรื่องการย้ายสถานที่ หรือเดิมเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีการออกเสียงประชามติด้วยจึงไม่ได้มีการจองสถานที่ ทำให้สถานที่ไม่ว่าง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องไปเจรจาเรื่องของสถานที่ ส่วนตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างสำรวจ ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งคร่าวๆ ประมาณ 53 ล้านคน อยู่ระหว่างการประมวลตัวเลขหลังการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

ขณะที่กรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ขณะนี้เริ่มมีประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและคัดค้านผู้สมัครบางคนเนื่องจากมีประวัติล้มละลายหรือมีปัญหาในเรื่องของการทุจริต เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า กกต. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครจาก 26 หน่วยงาน ไม่มีฐานข้อมูล ทำให้บางครั้งตรวจไม่พบ แต่บุคคลที่ใกล้ชิดหรือรู้จักกับผู้สมัครก็จะทราบว่าเคยต้องคำพิพากษาหรือโดนคดีอะไร กกต. ถึงจะทราบ เมื่อ กกต. ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาล ก็จะนำคำพิพากษามาพิจารณาดูว่าความผิดเข้าข่ายเป็นลักษณะต้องห้ามด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครคนใดสามารถยื่นเรื่องร้องคัดค้านมาที่ กกต. ให้ตรวจสอบได้.

กกต. เผย ยอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-ประชามตินอกเขต เกินกว่าสถานที่จะรับไหว

กกต. เร่งแก้ปัญหายอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเกินสถานที่จะรับไหว

จากข้อมูลที่ กกต. ได้รับ พบว่ายอดผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและประชามตินอกเขตนั้น เกินความสามารถในการรองรับของสถานที่หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานคร ทำให้ กกต. ต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

หนึ่งในมาตรการที่ กกต. พิจารณา คือ การเพิ่มจำนวนหน่วยเลือกตั้งและการจัดหาสถานที่เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้สิทธิ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาถึงการจัดรถรับส่งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งต่างๆ

ปัญหายอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-ประชามตินอกเขต เกินกว่าสถานที่จะรับไหวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสยังคงเป็นความท้าทายที่ กกต. ต้องเผชิญ

การที่ กกต. ต้องเผชิญกับปัญหายอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-ประชามตินอกเขต เกินกว่าสถานที่จะรับไหว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแข็งขัน. การเตรียมพร้อมรับมือกับจำนวนผู้ใช้สิทธิที่มากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างสะดวกและเป็นธรรม

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การที่ประชาชนให้ความสนใจและตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิ่งที่น่ายินดี และหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์เลือกตั้งของท่าน และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – กกต. เผย ยอดขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า-ประชามตินอกเขต เกินกว่าสถานที่จะรับไหว

บก.ลายจุด ถาม กกต. เรื่องเลือกตั้ง-ประชามติ


“ยิ่งชีพ-สมบัติ” บุก กกต. พูดคุย 7 นาที ถามปมข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ ด้าน เลขา กกต. ยัน พรรค-นักการเมือง รณรงค์ประชามติได้

วันที่ 6 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เดินทางมาสอบถาม นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เกี่ยวกับประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติ โดย บก.ลายจุด ได้ใส่เสื้อยืดสีดำระบุอักษรย่อ ค. ที่เสื้อ

ระหว่างที่ นายแสวง กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่ นายสมบัติ เข้ามาในวงสัมภาษณ์ พร้อมตั้งคำถามว่า “กกต. มีหน้าที่ในการเลือกตั้งและการลงประชามติถูกต้องหรือไม่” ซึ่งนายแสวง ตอบว่า “ถูกต้อง” นายสมบัติจึงถามเพิ่มเติมว่า “การที่นายแสวงให้สัมภาษณ์ช่วงต้นบอกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่ควรออกมารณรงค์ในการชี้นำแสดงจุดยืนว่าตนเองรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญประเด็นนี้นายแสวงได้กล่าวตอนต้นว่าทำไม่ได้ถูกต้องหรือไม่” ซึ่งนายแสวง ก็ตอบว่า “ถูกต้อง” นายสมบัติ จึงถามย้ำว่า “แล้วตกลงจะทำได้หรือทำไม่ได้”

นายแสวงได้ตอบคำถามนายสมบัติบอกว่า ตนเองได้แถลงข่าวไปแล้วว่าสามารถทำได้ เพราะกฎหมายมาตรา 17 มีการบอกให้ กกต.กำหนด เพื่อความเรียบร้อยเมื่อมาพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. จึงไม่ได้ออกกฎเกณฑ์อะไร เพียงแต่คนเป็นพรรคจะมีภาระมากกว่าประชาชน เพราะหากพรรคจะทำอะไรต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของพรรคการเมืองและอยู่ภายใต้กฎหมายประชามติ รวมทั้งกฎหมาย สส. นายสมบัติถามเพิ่มเติมว่า คำพูดของนายแสวงทำให้ประชาชนรู้สึกสับสน จึงอยากจะขออนุญาตให้นายแสวงเขียนเป็นข้อความระบุให้ชัดเจน และนักการเมืองบางส่วนไม่ทราบว่าจะเอาหมวดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปไว้ในหมวดไหนของค่าใช้จ่าย กกต. จะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร นายแสวง บอกว่า พรรคการเมืองมีเจ้าหน้าที่เรื่องการเงิน การงบประมาณอยู่แล้วซึ่งต้องรู้กฎหมาย ตนเองบอกตั้งแต่แรกว่าพรรคการเมืองต้องดูกฎหมาย 3 ฉบับ พรรคการเมืองใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง แต่สำหรับประชามตินั้นไม่มีค่าใช้จ่าย หากเลือกตั้ง สส. จะมีค่าใช้จ่ายแบบพรรคกับแบบแบ่งเขต ซึ่งเส้นแบ่งคือเนื้อหาที่แต่ละคนไปพูดจึงต้องระมัดระวังให้ดี

หลังจากนั้น นายแสวง นายสมบัติ รวมทั้งนายยิ่งชีพได้ลงไปพูดคุยรายละเอียดต่างๆ ร่วมกันเป็นเวลา 7 นาที ก่อนที่นายยิ่งชีพและนายสมบัติออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

นายสมบัติบอกว่า เมื่อสักครู่นายแสวงได้ถามตนเองว่าที่ใส่เสื้ออักษรย่อ ค. หมายความว่าอย่างไร ซึ่งตัวเองตอบว่านี่คือ ค.ควาย อยากจะสื่อความหมายถึงคำว่า “คิด” ใส่เสื้อตัวนี้มาเพราะอยากให้นายแสวงได้คิด ซึ่งนายแสวงยืนยันกับตนเองว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการลงประชามติ สิ่งที่ตนเองเห็นร่วมกันกับนายแสวงคือกระแสเรื่องของการลงประชามติเบามาก อาจจะเป็นเพราะว่าบรรดา สส.ไปพูดเรื่องการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้พูดเรื่องการลงประชามติ จึงต้องช่วยกันรณรงค์เรื่องของการลงประชามติ

ด้านนายยิ่งชีพ บอกว่า หลังจากได้คุยกับนายแสวงในห้องรับรองระยะเวลา 7 นาที ประเด็นแรกได้มีการขอมาตลอดให้ขยายเวลาในการลงทะเบียนการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและการประชามตินอกเขตเพิ่มอีกประมาณ 3 วัน โดยตามกฎหมายสามารถทำได้ถึงวันที่ 8 มกราคม หรือหากจะขยายเพิ่มเติมอีก 1 วันตัวเองคิดว่าเป็นการรักษาสิทธิ์รักษาเสียงได้อีกหลายแสนคน โดยนายแสวงก็ยืนยัน ว่ายังไม่มีการขยายและปิดการลงทะเบียนไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนนี้ หากประชาชนลงทะเบียนไม่ทัน ตอนนี้ไม่มีทางที่จะลงทะเบียนได้แล้ว ต้องกลับบ้านไปตามทะเบียนบ้านวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เท่านั้น

ส่วนอีกประเด็นที่อยากถามคือมีคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตแต่ไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อทำประชามตินอกเขตจำนวนเท่าไหร่ เพราะต้องลงทะเบียน 2 ครั้ง 2 ระบบ ซึ่งตอนนี้ตัวเลขทางการยังไม่ออกมา แต่นายแสวง ตอบแล้วว่ามีจำนวนประมาณ 6 แสนคน (จำนวน 3 วัน) ซึ่งนี่คือจำนวนคนที่ไม่สามารถออกเสียงประชามติได้ ถือเป็นจำนวนที่น่าเสียดาย และถือเป็นความเสียหายไม่หนักเท่าที่คิดจึงขอบคุณสื่อมวลชนและหลายฝ่ายที่ช่วยประชาสัมพันธ์

บก.ลายจุด บุก กกต. ถามข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติที่ บก.ลายจุด ได้สอบถาม กกต. มีดังนี้:

  • ความเป็นไปได้ในการขยายเวลาการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและการประชามตินอกเขต
  • จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแต่ไม่ได้ลงทะเบียนการประชามติ
  • ความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของพรรคการเมืองในการรณรงค์ประชามติ

ทำไมประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติจึงสำคัญ

การเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองเป็นสิ่งจำเป็น การที่ บก.ลายจุด ได้ตั้งคำถามและสอบถาม กกต. เกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติ ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่ กกต. ได้ออกมายืนยันว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถรณรงค์ประชามติได้ ถือเป็นการยืนยันสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งและการทำประชามติจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสียงของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและประชาธิปไตย

การที่ บก.ลายจุด ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับ ประเด็นข้อสงสัยเรื่องของการเลือกตั้งและการทำประชามติ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรให้การสนับสนุน เพราะเป็นการทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีในการตรวจสอบและส่งเสริมความโปร่งใสของกระบวนการทางการเมือง

ที่มา – บก.ลายจุด บุก กกต. ถามข้อสงสัยเลือกตั้ง-ประชามติ ด้านเลขา กกต. ยัน พรรคการเมืองรณรงค์ประชามติได้

สว.สำรองทวงถาม! คดีฮั้ว สว. เร่ง กกต.สอบ

สว.สำรอง ยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. หวังประธาน กกต.คนใหม่เร่งสะสางให้ความเป็นธรรม จี้ประเมินผลงาน “แสวง” หลังไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อสอบถามความคืบหน้าการสอบสวนคดี ฮั้ว สว. นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ตนเองและ สว.สำรองมีความกังวลใจเกี่ยวกับความสุจริตในการทำงานของ กกต. ชุดปัจจุบัน และขอแสดงความยินดีกับประธาน กกต. คนใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งคาดหวังว่าจะทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

นายอัครวัฒน์กล่าวต่อว่า ผ่านมา 1 ปี 5 เดือนแล้ว เหตุใดคดี ฮั้ว สว. ยังไม่มีผลเป็นที่ประจักษ์เลย และสิ่งที่ประชาชนติดตามอยู่จะเห็นผลเมื่อไหร่ ทั้งนี้ อยากให้มีการประเมินการทำงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ว่าสมควรดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ซึ่งตนเองเห็นว่าตลอดระยะเวลาในการทำหน้าที่ของนายแสวง ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ถึงเวลาแล้วที่ประธาน กกต. คนใหม่จะต้องพิจารณาและเลือกเลขาธิการ กกต. คนใหม่ที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการที่ล่าช้าและความไม่ชัดเจนในการสอบสวนคดี ฮั้ว สว. ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการทำงานของ กกต. การที่ สว.สำรองออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลใจและความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

การเข้ามาดำรงตำแหน่งของประธาน กกต. คนใหม่ ถือเป็นความหวังของหลายฝ่ายที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในองค์กร กกต. การเร่งสะสางคดีที่ค้างคาอยู่ การปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความโปร่งใส และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ล้วนเป็นสิ่งที่ประธาน กกต. คนใหม่จะต้องให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ความคาดหวังที่มีต่อประธาน กกต. คนใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งให้กับประชาชน และการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

การเรียกร้องให้ประเมินผลงานของเลขาธิการ กกต. ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ การมีเลขาธิการ กกต. ที่มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การดำเนินงานของ กกต. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งเลขาธิการ กกต. อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยสรุปแล้ว การยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าคดี ฮั้ว สว. ของ สว.สำรอง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจและความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน กกต. การเข้ามาดำรงตำแหน่งของประธาน กกต. คนใหม่ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กร กกต.

สว.สำรองทวงถาม! คดีฮั้ว สว. เร่ง กกต.สอบ

ทำไมคดีฮั้ว สว. ถึงต้องเร่งสะสาง?

คดี ฮั้ว สว. เป็นประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การปล่อยให้คดียืดเยื้อโดยไม่มีความคืบหน้า จะยิ่งบ่อนทำลายความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. การเร่งสะสางคดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ คดี ฮั้ว สว. ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจึงต้องเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบและเป็นธรรม การเร่งรัดคดีโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีและนำไปสู่การตัดสินที่ไม่ยุติธรรมได้ ดังนั้น การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปตามหลักการของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

การที่ สว.สำรองออกมาเรียกร้องให้มีการเร่งสะสางคดี ฮั้ว สว. แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความกังวลใจเกี่ยวกับภาพลักษณ์และบทบาทของวุฒิสภา การที่ สว. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ขาดความน่าเชื่อถือ ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดังนั้น การเร่งสะสางคดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาเกียรติภูมิของวุฒิสภา

คดี ฮั้ว สว. เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ กกต. ชุดใหม่ ว่าจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรได้หรือไม่ การดำเนินการที่โปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ กกต. ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง ในทางตรงกันข้าม หาก กกต. ยังคงปล่อยให้คดียืดเยื้อต่อไป ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนหมดศรัทธาและตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำหน้าที่ของ กกต.

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นหนังสือทวงถาม คืบหน้าคดีฮั้ว สว. หวัง ประธาน กกต.คนใหม่เร่งสะสางให้ความเป็นธรรม

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ “แสวง บุญมี” ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้ง หากไม่พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ถึงประเด็นเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้งให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร หากเกิดเหตุจำเป็นหรือมีการประกาศกฎอัยการศึก โดยชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นตามกฎหมาย โดยระบุว่า กรณีหากจัดให้มีการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ คือ เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายตั้งแต่แรก นั่นหมายความว่า จะเกิดความเสียหายสูญเปล่าในหลายมิติ ซึ่งในแง่ของผลการเลือกตั้ง เสียเวลาของผู้เกี่ยวข้อง เสียงบประมาณของหลวง เงิน ทอง ทรัพย์สินของเอกชน เสียโอกาสของผู้สมัครพรรคการเมือง เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น

สำหรับแนวทางจัดการให้เลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่อาจทำให้ไม่อาจเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ได้ และต้องการให้การเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร มีแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย 2 แนวทาง คือเลือกตั้งตามวันเลือกตั้ง “วันเดิม” ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ คือเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลังมีการยุบสภา (โดยไม่เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป หรือไม่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่) หลักการคือ “นำคูหา (ผู้มีสิทธิ) ไปหาหน่วย” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการในสถานการณ์พิเศษ หรือพื้นที่พิเศษ (แต่มีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่) หรือเลือกตั้งตามวัน “ที่กำหนดขึ้นใหม่” ตามมาตรา 104 กรณีมี “เหตุจำเป็น” แต่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง

ผลของประกาศกฎอัยการศึกต่อการเลือกตั้งมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายแสวงระบุว่า ประกาศกฎอัยการศึกเป็นการประกาศเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือความปลอดภัยของประเทศ จากภัยที่อาจเกิดขึ้นจากภายในหรือภายนอกประเทศก็ได้ ประกาศกฎอัยการศึกอาจประกาศครอบคลุมราชอาณาจักร หรือบางพื้นที่ก็ได้ การที่ประกาศกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าแต่ละฉบับมีสาระสำคัญอย่างไร กระทบต่อการจัดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ทุกกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 หากพิจารณาว่าเป็นเหตุตามมาตรา 104 จึงจะนำมาพิจารณาตามแนวทางข้อ 2 ข้างต้น

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

ทำไมการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ?

การที่ กกต. ออกมาชี้แจงถึงผลกระทบของการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังคำเตือนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

การเลือกตั้งที่ไม่พร้อมกันอาจนำไปสู่ปัญหาและความสับสนหลายประการ ตัวอย่างเช่น:

  • ความไม่เท่าเทียมกัน: ผู้สมัครและพรรคการเมืองอาจมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสถานที่ที่จัดการเลือกตั้ง
  • ความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้ง อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสับสนเกี่ยวกับกำหนดการและขั้นตอนการลงคะแนน
  • ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้งย่อมมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ
  • ความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น การที่ กกต. ย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ จึงเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมายและถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

การที่ กกต. ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการจัดการเลือกตั้ง หากมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรติดต่อ กกต. โดยตรงเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

กกต. แจงเตรียมความพร้อมเลือกตั้ง สส. พร้อมทำประชามติ “แสวง” ขอเวลาให้ข้อมูลประชาชนอย่างครบถ้วนอย่างน้อย 75 วัน ย้ำรัฐธรรมนูญห้ามทำประชามติล่วงหน้า แต่ลงนอกเขตได้ เชื่อนับคะแนนจัดการดีๆ ไม่เกิน 5 ทุ่ม

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันความพร้อมไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติวันไหน โดยเฉพาะกรณีเลือกตั้งไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 45 ไม่เกิน 60 วัน แต่การทำประชามติกฎหมายกำหนดต้องน้อยกว่า 60 แต่ไม่เกิน 150 วัน ดังนั้นหากวางแผนไม่ดีจะเหลื่อมล้ำกันทันที จนถึงวันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำเสร็จได้ตรงเวลาหรือไม่เพราะมีรัฐสภาเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เหมือนประชามติ MOU ที่ครม. สามารถเสนอได้ทันที

นายแสวง กล่าวว่าหากมีการเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ กกต. จะขอเวลาในการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจ รวมถึงเปิดเวทีให้ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นอย่างน้อย 75 วัน โดยยืนยันว่าสามารถลดบัตรลงคะแนนประชามติทั้งสองเรื่องขมวดมาเป็นใบเดียวได้ ก็จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบัตรได้ถึง 55 ล้านฉบับ

นายแสวง ระบุด้วยว่าภายใน 75 วันจะต้องส่งข้อมูลรายละเอียดหัวข้อประชามติแต่ละฉบับให้ประชาชนทุกครัวเรือน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลและรัฐสภาจะส่งเนื้อหาประชามติที่ไม่ชี้นำประชาชนมาให้จำนวนมากน้อยแค่ไหน

นายแสวง กล่าวด้วยว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของ กกต. ที่จะต้องรับมือเวทีหาเสียงและเวทีประชามติ เพราะเวทีประชามติควรเป็นเรื่องของผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ไม่ใช่เป็นเวทีในการหาเสียงของพรรคการเมือง ส่วนงบประมาณเฉลี่ยหน่วยละประมาณ 120,000 บาท จำนวน 120,000 หน่วย บอกได้เลยว่างบประมาณที่ใช้ 90% ใช้จ่ายในหน่วย เพราะ กปน. และจำนวนบัตรต้องเพิ่มมากขึ้น ครั้งนี้จะเพิ่มค่าแรงให้ กปน. เพราะต้องทำงานยาวนานถึง 17 ชม. ตั้งแต่ 6.00-23.00 น.

ส่วนกระทรวงต่างประเทศต้องนับคะแนนประชามติที่ประเทศนั้น เกาหลีมีคนไทย 5-6 หมื่น ไต้หวันมีคนไทยเป็นแสนคน แต่ กต. มีเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเพียงแค่ 5-6 คน ตนยังนึกไม่ออกว่าจะนับคะแนนกันอย่างไร เพราะถือเป็นภาระหนักของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ประชามติจะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่สามารถลงประชามตินอกเขตพื้นที่ในวันออกเสียงประชามติได้เท่านั้น ยอมรับว่ารอบนี้ถือเป็นเรื่องยากว่าจะสามารถสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจในประเด็นที่ทำประชามติได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนการนับคะแนนขอให้ความมั่นใจในระบบการนับคะแนนของ กกต. หากบริหารแต่ละหน่วยเลือกตั้งดีๆ ภายใน 23.00 น. ของวันเลือกตั้งทุกอย่างจะเสร็จสิ้น

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความรอบคอบอย่างมาก และการที่ กกต. ขอเวลา 75 วันในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนนั้น ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

การเลือกตั้งและการทำประชามติเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม กกต. จึงต้องขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ

เหตุผลหลักที่ กกต. ขอเวลา 75 วัน คือเพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและประชามติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้สมัคร พรรคการเมือง นโยบาย และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ

นอกจากนี้ การมีเวลา 75 วันยังช่วยให้ กกต. สามารถจัดเวทีให้ผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลจากหลายมุมมองและสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน

การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติ การที่ กกต. ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน

กกต. คาดการณ์ว่าการนับคะแนนจะแล้วเสร็จภายใน 5 ทุ่ม หากการบริหารจัดการเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งและประชามติ

การจัดการเลือกตั้งและประชามติพร้อมกันอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการที่ดี กกต. มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า กกต. ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและการให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งและการทำประชามติที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ดังนั้น การเตรียมตัวและติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เราทุกคนสามารถ行使สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่และมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

กกต.ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราเข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญของประเทศ

ที่มา – กกต. ขอเวลา 75 วันแจงเลือกตั้งพร้อมทำประชามติ เชื่อนับคะแนนไม่เกิน 5 ทุ่ม

กกต. คาด 3 ทุ่มรู้ผล เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี

กกต. คาดไม่เกิน 3 ทุ่ม รู้ผลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ยัน ไม่นิ่งนอนใจปม “ศักดิ์ดา” แจ้งความ “ณัฐวุฒิ” หมิ่นประมาท ปมเปิดภาพส่อใช้ตำแหน่งหน้าที่ช่วยหาเสียงให้ลูกสาว

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์การเปิดการลงคะแนนเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ณ โรงเรียนอนุบาลวัดเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีทั้งหมด 254 หน่วยเลือกตั้ง ประกอบไปด้วย 4 อำเภอ คือ อำเภอเลาขวัญ, อำเภอบ่อพลอย (ยกเว้น ตำบลหนองกุ่ม), อำเภอห้วยกระเจา และอำเภอหนองปรือ พร้อมร่วมเคารพธงชาติกับเจ้าหน้าที่

จากนั้น นายแสวง เปิดเผยว่า สถานการณ์เปิดหน่วยโดยรวมในเวลา 08.00 น. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 133,100 คน จึงอยากเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนน ซึ่ง กกต. มีการตั้งเป้าหมายผู้มาใช้สิทธิไว้ที่ 60% และคาดว่าจะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการไม่เกิน 21.00 น.ของวันนี้ ส่วนสถานการณ์การหาเสียงของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจากที่ตรวจสอบก็ยังอยู่ในกรอบถึงการแข่งขันจะไปไปด้วยความเข้มข้นก็คิดว่าการเลือกตั้งวันนี้น่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามา

สำหรับกรณีที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งความดำเนินคดีกับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย กรณีโพสต์ภาพ นายศักดิ์ดา ขณะอยู่ภายในห้องทำงานที่ว่าการอำเภอบ่อพลอย พร้อมข้อความในลักษณะชี้นำว่ารัฐมนตรีได้เข้าไปสั่งการในที่ว่าการอำเภอ และอาจมีการนัดผู้นำท้องที่ร่วมรับประทานอาหารกับนายอำเภอนั้น นายแสวง กล่าวว่า สำนักงาน กกต. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่เป็นข่าวอยู่เราก็ได้ตรวจสอบและเฝ้าติดตามอยู่ตลอด ซึ่งก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“จริงๆ ตั้งแต่เป็นข่าว ทางสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดกาญจนบุรีก็ได้ตรวจสอบ แต่ทั้งพรรคและผู้สมัครยังไม่ได้มีการร้องเรื่องนี้มาที่สำนักงาน กกต. แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายว่าได้กระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ มันก็อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คิดว่าไม่น่ายุ่งยากอะไร เพราะมีภาพและตัวบุคคลชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องมาร้องกับสำนักงาน กกต. ก็ได้ เพราะเรื่องพวกนี้มันอาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมได้ ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เมื่อเป็นข่าวขึ้นมาเราก็ต้องตรวจสอบว่าฝั่งหนึ่งได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่จริงหรือไม่ อีกฝั่งได้มีการใส่ร้ายจริงหรือไม่ การตรวจสอบคงทำได้เร็ว”

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เป็นการชิงชัยระหว่าง 2 พรรคการเมือง คือ น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ลูกสาวนายศักดิ์ดา สมัครในนามพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยที่ส่ง พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช 

กกต. คาด 3 ทุ่มรู้ผล เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4

จับตาผล เลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศ ผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อความสมดุลของอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร และสะท้อนถึงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี

ดังนั้น การติดตามผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้ทราบถึงทิศทางทางการเมืองของประเทศและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต

การที่ กกต. ตั้งเป้าหมายผู้มาใช้สิทธิไว้ที่ 60% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง หากประชาชนออกมาใช้สิทธิกันอย่างพร้อมเพรียง ก็จะทำให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 อย่างต่อเนื่อง และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – คาด 3 ทุ่มรู้ผลเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 กกต. ไม่นอนใจปม “ณัฐวุฒิ-ศักดิ์ดา”

Scroll to top