โคราช

เริ่มแล้วขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช ชมความงามนางฟ้าลิซ่า

เริ่มแล้วขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช ชมความงามนางฟ้าลิซ่า

เทศกาลประเพณีที่หลายคนรอคอยกลับมาอีกครั้งแล้วครับ สำหรับเริ่มแล้วขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช ชมความงามนางฟ้าลิซ่า ที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา บรรยากาศปีนี้บอกเลยว่าคึกคักสุดๆ เพราะนอกจากจะมีการรวมตัวของวัดดังถึง 5 แห่ง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวทางพุทธศาสนาและศิลปะวัฒนธรรมผ่านต้นเทียนอันวิจิตรตระการตาแล้ว ยังมีไฮไลท์เด็ดที่ทำเอาโซเชียลฮือฮามากครับ

พบกับความอลังการของขบวนแห่เทียนพรรษาโคราชปี 2569

สำหรับเริ่มแล้วขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช ชมความงามนางฟ้าลิซ่า ในปีนี้ ทางเทศบาลตำบลโชคชัยได้จัดเตรียมความพร้อมไว้อย่างสวยงาม โดยขบวนจากวัดบิง วัดนอก วัดใน วัดใหม่สระประทุม และวัดโบสถ์คงคาล้อม ได้เคลื่อนขบวนออกมารวมตัวกันที่สนามหน้าเทศบาล เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่ใช่แค่ความวิจิตรของลายเทียนเท่านั้น แต่ยังมีจุดที่เรียกเสียงฮือฮาและสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้เลยคือการแกะสลักเทียนเป็นรูปนางฟ้าและนางจำแลงที่มีใบหน้าถอดแบบมาจาก “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวชื่อดังระดับโลก จัดวางอยู่ในขบวนเทียนถึง 7 จุด ซึ่งความประณีตของช่างฝีมือชาวโคราชนั้นยอดเยี่ยมมาก จนทำให้ใครที่ผ่านไปมาต้องขอแวะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจในงานแห่เทียนปีนี้:

  • การผสมผสานพุทธประวัติเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
  • ประติมากรรมเทียนรูปนางฟ้าลิซ่าที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญ
  • บรรยากาศความร่วมมือของชุมชน 5 คุ้มวัดชื่อดังอำเภอโชคชัย

หากคุณกำลังมองหาทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ได้ทั้งบุญและภาพสวยๆ ขอบอกเลยว่าเริ่มแล้วขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช ชมความงามนางฟ้าลิซ่า เป็นงานที่คุณไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะหลังจากนี้ขบวนเทียนทั้งหมดจะเคลื่อนไปร่วมงานใหญ่ที่เทศบาลนครนครราชสีมาต่อ หากใครอยู่ที่โคราชหรือใกล้เคียง ช่วงวันหยุดนี้แนะนำให้รีบไปชมความสวยงามของต้นเทียนฝีมือช่างไทยด้วยตากันสักครั้ง รับรองว่าคุณจะหลงรักเสน่ห์ของการแห่เทียนพรรษาอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – เริ่มแล้ว “ขบวนแห่เทียนพรรษาโคราช” นักท่องเที่ยวแห่ชมความสวยงาม “นางฟ้าลิซ่า”

ร้านขอโทษแล้ว หลังเกิดดราม่า หนุ่มบาร์โฮสต์สวมครุยเนติบัณฑิต ขึ้นเวทีรับดริ๊งก์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่มีร้านบาร์โฮสต์ชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา จัดอีเวนต์สุดแปลกจนเกิดเป็นดราม่าหนัก เมื่อมีการนำพนักงานชายมาสวมชุดครุยทนายความและครุยเนติบัณฑิต ขึ้นไปยืนบนเวทีเพื่อเรียกรับดริ๊งก์จากลูกค้า งานนี้ทำเอาชาวเน็ตและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายไม่สบายใจเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการนำชุดที่มีเกียรติมาใช้ผิดวัตถุประสงค์

ร้านขอโทษแล้ว หลังเกิดดราม่า หนุ่มบาร์โฮสต์สวมครุยเนติบัณฑิต ขึ้นเวทีรับดริ๊งก์

เมื่อเกิดกระแสสังคมตีกลับอย่างหนัก ทางเพจเฟซบุ๊กของสถานบันเทิงดังกล่าวก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ โดยใจความระบุว่าทางร้านไม่มีเจตนาที่จะแอบอ้างหรือดูหมิ่นวิชาชีพทนายความแต่อย่างใด เป็นเพียงการจัดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ ร้านขอโทษแล้ว หลังเกิดดราม่า หนุ่มบาร์โฮสต์สวมครุยเนติบัณฑิต ขึ้นเวทีรับดริ๊งก์ ทางผู้บริหารรับปากว่าจะน้อมรับความผิดพลาดและจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกแน่นอน

มุมมองจากนักกฎหมายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากกระแสในโลกออนไลน์แล้ว ทางด้านนักกฎหมายชื่อดังก็ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ชุดครุยทนายความถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้ที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งชุดนี้มีกฎเกณฑ์ว่าคนที่จะสวมใส่ได้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตว่าความตามกฎหมายเท่านั้น การนำมาใช้เพื่อความสนุกในบาร์โฮสต์ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

  • ชุดครุยคือกฎหมายและการให้เกียรติวิชาชีพ
  • มีความเสี่ยงทางกฎหมายหากประชาชนหลงเชื่อ
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ผู้ประกอบวิชาชีพ

หากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้สวมใส่เป็นทนายความตัวจริง แล้วมีการกระทำที่ส่งผลต่อการเสียทรัพย์หรือเสียประโยชน์อื่นใด อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงได้ รวมถึงอาจมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากมีการเผยแพร่ภาพออกสู่สาธารณะจนสร้างความเสียหาย ดังนั้นการที่ ร้านขอโทษแล้ว หลังเกิดดราม่า หนุ่มบาร์โฮสต์สวมครุยเนติบัณฑิต ขึ้นเวทีรับดริ๊งก์ จึงเป็นก้าวแรกที่แสดงถึงความรับผิดชอบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรพิจารณาในแง่ของข้อกฎหมายเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

ในมุมของผู้บริโภค การเสพสื่อหรือความบันเทิงควรคำนึงถึงบริบททางสังคมและให้เกียรติอาชีพของผู้อื่นเสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้กับร้านค้าอื่นๆ ในการจัดอีเวนต์ที่สร้างสรรค์โดยไม่ทับเส้นศีลธรรมและจริยธรรมของผู้อื่นครับ

ที่มา – ร้านขอโทษแล้ว หลังเกิดดราม่า หนุ่มบาร์โฮสต์สวมครุยเนติบัณฑิต ขึ้นเวทีรับดริ๊งก์

ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง โชว์ ขวานยุคหิน กว่า 50 อัน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวการค้นพบวัตถุโบราณตามแหล่งธรรมชาติกันมาบ้าง แต่ครั้งนี้เรียกได้ว่าน่าทึ่งสุดๆ เมื่อ ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง โชว์ ขวานยุคหิน ที่เขาเก็บสะสมไว้ได้มากกว่า 50 อัน ซึ่งคาดว่ามีอายุเก่าแก่หลายพันปีเลยทีเดียว เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่เป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ที่มาที่ไปของ ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง โชว์ ขวานยุคหิน

การค้นพบขวานหินขัดเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากความชื่นชอบและใจรักของคุณไพโรจน์ สุ่มมาตย์ ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง ที่ทำอาชีพขับรถไถรับจ้างปรับที่นามากว่าสิบปี ระหว่างการทำงาน เขามักจะพบวัตถุโบราณใต้ดินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งภาชนะพิมายดำ ลูกปัดแก้ว และที่โดดเด่นที่สุดคือ ขวานยุคหิน หลากหลายรูปทรงที่เขารวบรวมไว้ได้มากกว่า 50 ชิ้น

ความตั้งใจในการเก็บรักษาโบราณวัตถุ

คุณไพโรจน์ไม่ได้เก็บสะสมไว้เพียงเพื่อความชอบส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ เพื่อรอให้ผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรมาตรวจสอบยืนยัน และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประจำอำเภอครบุรี เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของลูกหลานในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจที่พบร่วมกับขวานยุคหิน ได้แก่:

  • เครื่องมือเหล็กและโลหะหลอม
  • ลูกปัดแก้วสีส้มโบราณ
  • ภาชนะดินเผาและเศษไหเก่าแก่

พื้นที่บริเวณเขื่อนมูลบนถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางโบราณคดีที่สำคัญมาก เพราะช่วงที่น้ำลดต่ำลงทำให้พบทั้งโครงกระดูกมนุษย์และวัตถุโบราณจากอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย การที่ ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง โชว์ ขวานยุคหิน ออกมาเช่นนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจและตระหนักถึงมูลค่าทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นมากขึ้น

หากเราทุกคนช่วยกันใส่ใจและดูแลรักษาสิ่งของเหล่านี้ แทนที่จะปล่อยให้มันสูญหายไปกับสายลมหรือการพรวนดิน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การที่มีผู้นำชุมชนเข้มแข็งที่คอยดูแลของโบราณไว้แบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งครับ ใครที่ผ่านมาแถวอำเภอครบุรี อย่าลืมแวะเวียนมาสัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ด้วยกันนะครับ

ที่มา – ผู้ใหญ่บ้านหนองเสือบอง โชว์ “ขวานยุคหิน” คาดอายุหลายพันปี เก็บไว้ได้กว่า 50 อัน

รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรือเห็นคลิปเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนกันมาบ้างนะครับ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์อุกอาจที่ทำเอาโซเชียลร้อนระอุ เมื่อมีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้บริสุทธิ์แบบไม่มีเหตุผล จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถ รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก ได้สำเร็จในพื้นที่ จ.นครราชสีมา

รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในย่านปากช่อง โดยกลุ่มผู้เสียหายเป็นชายและหญิงที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังเลิกงาน แต่กลับต้องมาเจอฝันร้ายเมื่อกลุ่มวัยรุ่นนับ 6 คน ขี่รถล้อมหน้าล้อมหลังก่อนลงมือก่อเหตุอย่างอุกอาจ ทั้งการกระชากเพื่อนหญิงลงมาทำร้าย การใช้ไม้เบสบอลฟาดเข้าที่ศีรษะจนหมวกกันน็อกแตกละเอียด รวมถึงการทุบทำลายรถจักรยานยนต์จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

รายละเอียดการจับกุมและการดำเนินการตามกฎหมาย

หลังจากที่ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความและนำหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอเข้ามอบให้เจ้าหน้าที่ ล่าสุดทางชุดสืบสวน สภ.ปากช่อง ก็ทำงานกันอย่างหนักจนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย คือนายเปาและนายพี ซึ่งเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แม้ว่าเหตุการณ์ รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก ในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังมีผู้ก่อเหตุอีก 4 รายที่อยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะมีการออกหมายเรียกและหมายจับตามลำดับขั้นตอน หากผู้เกี่ยวข้องไม่เข้ามอบตัว

จากการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้น ได้มีการอ้างว่าไม่เคยรู้จักกับคู่กรณีมาก่อน ส่วนอาวุธปืนที่พบตกอยู่ที่พื้นนั้น ตนเองเพียงแค่เก็บขึ้นมาไม่ได้เป็นของตน ซึ่งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง

  • เหตุการณ์เกิดขึ้น: คืนวันที่ 21 มิ.ย. บริเวณสามแยกป่าไผ่ลำสมพุง
  • ผู้เสียหาย: ชาย 1 ราย หญิง 1 ราย
  • กลุ่มผู้ก่อเหตุ: วัยรุ่นรวม 6 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน
  • สถานะคดี: จับกุมได้ 2 ราย กำลังเร่งติดตามอีก 4 รายที่เหลือ

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอย่างมหาศาล การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังแสดงถึงภาวะทางอารมณ์ที่น่าเป็นห่วงในกลุ่มเยาวชน หวังว่าเหตุการณ์ รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก จะนำไปสู่การทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย และขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่เหลือมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – รวบแล้ว 2 แก๊งโจ๋รุมทำร้ายเหยื่อคาสามแยก ใช้ไม้เบสบอลตีจนหมวกกันน็อกแตก

ทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบ

ทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบ

ใครที่ชอบไปนั่งชิลที่คาเฟ่บะหมี่ต่างประเทศต้องฟังทางนี้เลย! เมื่อเร็วๆ นี้ ทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรช่องจอมได้ปฏิบัติการบุกเข้าทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบ หลังจากสืบทราบข้อมูลเชิงลึกพบว่าร้านดังกล่าวมีการกระทำที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะวัตถุดิบที่นำมาทำอาหารให้ลูกค้าทานนั้นไม่ได้มาตรฐานและเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก

จากเหตุการณ์การทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบครั้งนี้ พบว่าร้านดังกล่าวเปิดให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 3 ปี และเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบอาหารสไตล์ต่างประเทศ แต่ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังความอร่อยที่เห็นจะเป็นสินค้าเถื่อนที่ไม่มีการรับรองใดๆ ทั้งสิ้น

อันตรายใกล้ตัวจากการที่เจ้าหน้าที่บุก ทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบ

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ทางเจ้าหน้าที่พบวัตถุดิบกว่า 2,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องปรุง หรือเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งตรวจพบข้อมูลที่น่าตกใจดังนี้:

  • ไม่มีการรับรองจาก อย. : สินค้าทั้งหมดที่ยึดได้ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยตามกฎหมาย ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่
  • สินค้าใกล้หมดอายุ : ที่น่ากลัวที่สุดคือเกือบครึ่งหนึ่งของร้านเป็นสินค้าที่ใกล้จะหมดอายุแล้ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราหรือสารพิษตกค้าง
  • หลบเลี่ยงภาษี : วัตถุดิบเหล่านี้ลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ส่งผลเสียต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เป็นธรรม

ความเห็นส่วนตัวของเรามองว่าการทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญให้กับผู้บริโภคอย่างเราทุกคน การเลือกซื้ออาหารหรือใช้บริการร้านค้าตามเทรนด์โซเชียลนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องหมั่นสังเกตตราสัญลักษณ์รับรองต่างๆ เสมอ เช่น อย. หรือ มอก. เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและสุขภาพของเราเอง อย่าปล่อยให้ความอยากลองของใหม่มาบดบังคุณภาพชีวิตที่ดีไปครับ

ที่มา – ทลายคาเฟ่บะหมี่ ตปท. กลางโคราช ลักลอบนำเข้า ไร้ อย. ของใกล้หมดอายุเพียบ

ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

บรรยากาศสุดโกลาหล ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อเหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 2 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพี่น้องประชาชนที่ต้องการเข้าถึงสิทธิ์สวัสดิการของภาครัฐ ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ภาพชาวบ้านต้องนำรองเท้า ขวดน้ำ หรือแม้กระทั่งตะกร้าหมากมาวางเรียงรายเพื่อจองคิวตั้งแต่เช้ามืด เป็นภาพที่สร้างความสะเทือนใจและตั้งคำถามถึงความสะดวกในการเข้าถึงบริการดิจิทัล

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มาจากการที่ผู้สูงอายุและชาวบ้านหลายรายประสบปัญหาในการใช้งานแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของซิมหาย ลืมรหัสผ่าน หรือต้องการแก้ไขข้อมูลส่วนตัว ซึ่งจำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการที่ธนาคารด้วยตนเอง ทำให้หลายคนตัดสินใจเดินทางมาตั้งแต่เวลาตี 4 เพราะกลัวจะพลาดโอกาสสำคัญ

ปัญหาการจองคิวและเสียงสะท้อนจากประชาชน

ความชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านต้องโต้เถียงกันเรื่องการวางรองเท้าจองคิว สะท้อนให้เห็นว่าระบบการจัดการคิวในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียดสูง โดยคุณยายกาบ วัย 75 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่มารอคิว ได้เผยความในใจว่าอยากให้รัฐบาลพิจารณาการจ่ายเงินเยียวยาด้วยวิธีอื่น แทนการให้ผู้สูงอายุต้องมาแบกรับความลำบากในการเดินทางและต่อคิวเช่นนี้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี

  • วิเคราะห์สถานการณ์: การลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบดิจิทัลยังคงมีช่องว่างสำหรับผู้สูงวัย
  • ความต้องการประชาชน: รัฐบาลควรมีรูปแบบการจ่ายเงินอัตโนมัติหรือผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายเหมือนเบี้ยผู้สูงอายุ
  • ผลกระทบต่อสังคม: การรอคิวท่ามกลางแสงแดดและอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้มารอ

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ควรเป็นบทเรียนสำคัญให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาทบทวนกระบวนการทำงาน หากการนำเทคโนโลยีมาใช้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางต้องตกอยู่ในความลำบาก รัฐบาลอาจต้องมีหน่วยงานเคลื่อนที่หรือมาตรการผ่อนปรน เพื่อลดภาระการเดินทางเข้าธนาคารและลดความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าในโครงการหน้า ปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

ที่มา – ด่านขุนทดวุ่น ชาวบ้านวางรองเท้าจองคิวหน้าธนาคาร ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 2

เปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง สืบสานขอฝนอีสาน

เปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง จังหวัดนครราชสีมา อย่างยิ่งใหญ่และคึกคัก เพื่อสืบสานประเพณีขอฝนตามความเชื่อโบราณของชาวอีสาน ประเพณีนี้เป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชาวบ้านรอคอยทุกปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนแล้ง

ประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 บริเวณโรงเรียนบ้านดอนยาว ตำบลดอนยาวใหญ่ อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา มีการจัดพิธีเปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง อย่างเป็นทางการ เพื่อบูชาอารักษ์หลักเมืองและขอฝนจากพญาแถนประจำปีนี้ ประชาชนจากหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ ตำบลดอนยาวใหญ่ ต่างตั้งขบวนแห่บั้งไฟของคุ้มบ้านตัวเองมาร่วมงานอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงดนตรีพื้นเมือง การเต้นรำ และความสนุกสนานที่หาได้ยากในยุคสมัยใหม่

ประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวอีสานมาอย่างยาวนาน มีความผูกพันอย่างเหนียวแน่น ทุกปีชาวบ้านจะจัดงานบุญนี้อย่างเอิกเกริก โดยเฉพาะปีที่ฝนแล้งหนัก จะมีการทำพิเศษเพื่อขอให้พญาแถนโปรยฝนลงมา นอกจากขอฝนแล้ว ยังเป็นการทำบุญ積คุณงามความดีตามความเชื่อโบราณ เช่น งานบวชนาค งานสรงน้ำพระพุทธรูป และงานถือน้ำพิพัฒน์ต่อหน้าพระพุทธรูป

กิจกรรมเด่นในงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง

งานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง ไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นเทศกาลรื่นเริงที่ชาวบ้านจากหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียงมาร่วมกัน จัดขึ้นช่วงเดือนหกตามจันทรคติ หรือเดือนพฤษภาคม ก่อนฤดูทำนา ชาวบ้านจะตั้งขบวนแห่บั้งไฟรอบหมู่บ้าน สร้างความสนุกสนานด้วยการแข่งจุดบั้งไฟ ถ้าบั้งไฟของคุ้มไหนลอยสูงสุดและไม่แตก จะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าแตกกลางอากาศหรือซุ จะโดนลงโทษด้วยการโยนลงโคลนหรือตม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทุกคนหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน

  • การเตรียมบั้งไฟ: ชาวบ้านช่วยกันผูกบั้งไฟจากหลอดไม้ไผ่ขนาดใหญ่ ใส่ดินปืนและวัตถุระเบิดทำเอง ต้องใช้ฝีมือชำนาญเพื่อให้ลอยสูง
  • ขบวนแห่: แห่บั้งไฟด้วยรถ牛车หรือรถกระบะ ประดับธงและดอกไม้ สร้างขบวนที่ยาวเหยียด
  • การจุดแข่ง: จุดบั้งไฟแข่งกันตอนค่ำ ไฟสว่างไสวท้องฟ้า เหมือนดอกไม้ไฟขนาดยักษ์
  • กิจกรรมประกอบ: มีการละเล่นพื้นบ้าน อาหารอีสาน และตลาดนัด

ประเพณีนี้ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ชาวบ้านรุ่นใหม่ก็ยังสืบต่อ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ความเชื่อและวัฒนธรรมยังคงอยู่ นอกจากอำเภอโนนแดงแล้ว ประเพณีบุญบั้งไฟยังมีในหลายพื้นที่อีสาน เช่น ยโสธร เลย ศรีสะเกษ แต่ที่อ.โนนแดง มีเอกลักษณ์ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดและรางวัลสำหรับผู้ชนะ

ประวัติศาสตร์และความหมายของประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง

ตามตำนาน ชาวอีสานเชื่อว่าพญาแถนเป็นเทพผู้ดูแลฝน หากไม่พอใจจะกักฝนไว้ในถังบั้งไฟจึงเป็นสัญลักษณ์ในการส่งสารถึงท่าน ประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สะท้อนวิถีเกษตรกรรมที่พึ่งพาฝนฟ้าอย่างมาก ในปัจจุบัน ยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ UNESCO ควรพิจารณา

หากคุณเป็นคนชอบเทศกาลวัฒนธรรม อย่าพลาดงานประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง ปีหน้า ลองมาสัมผัสความตื่นเต้นและความศรัทธาของชาวอีสานด้วยตัวเอง จะได้เข้าใจว่าทำไมประเพณีนี้ถึงอยู่คู่ภาคอีสานมานานหลายร้อยปี ประเพณีบุญบั้งไฟ อ.โนนแดง ไม่ใช่แค่งานบุญ แต่เป็นหัวใจของชุมชนที่เต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

ที่มา – เปิดงาน “ประเพณีบุญบั้งไฟ” อ.โนนแดง พร้อมสืบสานประเพณีขอฝนของภาคอีสาน

สวนสัตว์โคราช ประกาศชื่อลูกฮิปโปแคระ ‘หมูแดง’

เฮฮือฮ่า! สวนสัตว์โคราช ประกาศชื่อ “ลูกฮิปโปแคระ” ตัวใหม่ขวัญใจมหาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ หลังจากที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดอันดับหนึ่งจากผู้ร่วมสนุกทั่วประเทศ ชื่อสุดน่ารักที่ชนะใจทุกคนคือ “หมูแดง” หลานชาย (หรือหลานสาว?) ของเจ้า “หมูเด้ง” ฮิปโปแคระดังจากสวนสัตว์เขาเขียว งานนี้ทำเอาทุกคนยิ้มแก้มปริเลยล่ะ!

สวนสัตว์โคราช ลูกฮิปโปแคระ ‘หมูแดง’ โหวตถล่มทลาย

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. สวนสัตว์นครราชสีมา หรือที่เรารู้จักกันในชื่อสวนสัตว์โคราช จัดพิธีประกาศผลอย่างยิ่งใหญ่ มีนางจงกลณี แก้วสด ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มาร่วมเป็นประธานด้วย ผลโหวตอย่างเป็นทางการจากผู้ร่วมสนุกทั้งสิ้น 371,509 รายชื่อ ชื่อ “หมูแดง” คว้าคะแนนสูงสุดไปครองแบบไม่ต้องลุ้น! น้องแค่นี้ก็กลายเป็นซุปตาร์ตัวน้อยทันที

ลูกฮิปโปแคระ หมูแดง สวนสัตว์โคราช

ที่มาของสวนสัตว์โคราช ลูกฮิปโปแคระ น้องหมูแดง

นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เล่าว่า น้องหมูแดงเกิดจากโครงการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ฮิปโปแคระระดับชาติ พ่อคือ “บ่าวขนุน” จากสวนสัตว์เชียงใหม่ แม่คือ “เจ๊หมูกรอบ” จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ทั้งคู่จับคู่กันตั้งแต่ปลายปี 2567 และน้องหมูแดงก็ลืมตาดูโลกเมื่อ 22 มีนาคม 2568 ถือเป็นลูกฮิปโปแคระตัวแรกของสวนสัตว์โคราชเลยนะคะ สุดยอดมาก!

ส่วนเจ้า หมูเด้ง ที่สวนสัตว์เขาเขียว จังหวัดชลบุรี มีศักดิ์เป็นน้าของน้องหมูแดง หลังจากทีมสัตวแพทย์เช็กสุขภาพเรียบร้อยว่าสมบูรณ์แข็งแรง ก็เปิดให้คนเข้าไปชมตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ และเปิดโหวตชื่อที่กระแสล้นหลามเกินคาดจริงๆ

พิธีประกาศชื่อลูกฮิปโปแคระ สวนสัตว์โคราช

ทำไมสวนสัตว์โคราช ลูกฮิปโปแคระ ถึงฮิตขนาดนี้?

ฮิปโปแคระหรือ Pygmy Hippopotamus เป็นสัตว์หายากจากทวีปแอฟริกา ขนาดตัวเล็กกว่ารุ่นใหญ่ หนักแค่ 200-275 กิโลกรัม นิสัยขี้อาย ชอบว่ายน้ำและกินใบไม้ ผลไม้ รากไม้ น้องหมูแดงตอนนี้อายุแค่เดือนกว่าๆ แต่กินเก่ง นอนเก่ง น่ารักสุดๆ ไปเลย!

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ทำให้สวนสัตว์โคราชกลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดฮิต กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยนะคะ

  • ความน่ารักของน้องหมูแดง: ตาแป๋ว หูแหลม ตัวกลมๆ เดินโยกๆ
  • ครอบครัวฮิปโปแคระ: พ่อบ่าวขนุน แม่เจ๊หมูกรอบ น้าหมูเด้ง
  • กิจกรรมสนุก: โหวตชื่อ โปรโมชั่นเที่ยวสวนสัตว์
  • ประโยชน์อนุรักษ์: ขยายพันธุ์ เพิ่มประชากรในกรงเลี้ยง

ถ้าคุณกำลังมองหาที่เที่ยววันหยุด สวนสัตว์โคราช ลูกฮิปโปแคระ น้องหมูแดง รอคุณอยู่! ไปถ่ายรูปเซลฟี่ อัดคลิปติ๊กต็อกกันเถอะ รับรองฟินสุดๆ บรรยากาศดี สัตว์น่ารักครบ ยังมีเสือ สิงโต ลิง ชมฟรีด้วยบางตัว

ในมุมมองของผม การอนุรักษ์แบบนี้ไม่ใช่แค่ช่วยสัตว์ แต่ยังสร้างความสุขให้คนด้วย รีบไปพบ น้องหมูแดง ที่ส่วนแสดงฮิปโปแคระ สวนสัตว์นครราชสีมา ทุกวันเลยนะคะ อย่าพลาด!

ที่มา – สวนสัตว์โคราช ประกาศชื่อ “ลูกฮิปโปแคระ” หลังได้คะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

จ่อเรียกสอบขบวนการใบเกิดทิพย์เอี่ยวจีนเทา

จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา” กว่า 27 ราย กำลังเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดนครราชสีมา ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เตรียมดำเนินการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนอย่างเร่งด่วน หลังจากนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา”

เหตุการณ์นี้เกิดจากการตรวจสอบเอกสารทะเบียนราษฎรของเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง ซึ่งพบความผิดปกติในการออกใบเกิดให้บุคคลต่างด้าว โดยเฉพาะชาวจีนที่เรียกกันว่า “จีนเทา” ซึ่งหมายถึงชาวจีนที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย แต่พยายามแทรกซึมเข้ามาอยู่ในระบบของไทย ขบวนการดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยมีการเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาทต่อราย ทำให้เกิดการทุจริตครั้งใหญ่

กรมการปกครองได้ประสานงานตรวจสอบหลังพบความผิดปกติ และยืนยันแล้วว่ามีอย่างน้อย 27 รายที่ได้รับใบเกิดปลอม โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พฤติการณ์คือการปลอมแปลงเอกสารแจ้งเกิด เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถสวมสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ ของคนไทย เช่น สวัสดิการ สิทธิการศึกษา หรือแม้กระทั่งการถือครองที่ดิน

พัฒนาการล่าสุดของคดีจ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่าตำรวจได้รับแจ้งความแล้ว แต่ยังรอเอกสารรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้ง 27 รายจากนายกเทศมนตรี ในสัปดาห์หน้าจะเรียกสอบปากคำผู้แจ้งความ เจ้าหน้าที่ทะเบียน และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนส่งต่อให้ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการทางกฎหมาย

ปัญหาใบเกิดทิพย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา “จีนเทา” มักใช้ช่องโหว่ระบบทะเบียนเพื่อหลบหนีการตรวจสอบ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ เช่น การแย่งงานคนไทย หรือการฟอกเงินผ่านกิจการผิดกฎหมาย การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการ

  • พบผู้กระทำผิดอย่างน้อย 27 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
  • เรียกรับผลประโยชน์รายละ หลักหมื่นบาท
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลางเข้าไปมีส่วน
  • เตรียมส่งเรื่อง ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.

เพื่อป้องกันปัญหานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มระบบตรวจสอบดิจิทัล เช่น การใช้ฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยง biometric หรือ AI ในการตรวจใบหน้าและลายนิ้วมือ นอกจากนี้ การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอย่างเด็ดขาดจะเป็นตัวอย่างที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการทุจริตในระดับท้องถิ่นยังรุนแรง ประชาชนควรติดตามและรายงานเบาะแส หากพบความผิดปกติในทะเบียนราษฎรใกล้บ้านคุณ ชวนเพื่อนๆ แชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และสนับสนุนการปราบปรามทุจริตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา”

Scroll to top