โจมตีทางอากาศ

อิสราเอลโจมตี ตึกสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่าน คาดว่ากำลังเลือกผู้นำคนใหม่

อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่อาคารที่พำนักของ “สภาผู้เชี่ยวชาญ” ของอิหร่าน โดยอ้างว่าการโจมตีเกิดขึ้นในขณะที่สภากำลังจะโหวตเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้ยิ่งรุนแรงขึ้น

อิสราเอลโจมตี ตึกสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่าน คาดว่ากำลังเลือกผู้นำคนใหม่

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากอิสราเอลเมื่อวันอังคารที่ 3 มี.ค. 2569 ว่า อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอาคารที่พำนักของสภาผู้เชี่ยวชาญในเมืองกอม (Qom) ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิหร่าน สภาดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนต่อไป ท่ามกลางสงครามที่กำลังดุเดือดระหว่างแนวร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

อิสราเอลโจมตี ตึกสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่าน คาดว่ากำลังเลือกผู้นำคนใหม่: รายละเอียดสำคัญ

แหล่งข่าวเผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นขณะที่สมาชิกสภา 88 คนซึ่งเป็นนักบวชชั้นผู้ใหญ่กำลังลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่ หลังจากอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สื่อรัฐบาลอิหร่านระบุว่าสามารถอพยพผู้คนออกจากอาคารได้ทันก่อนการโจมตี ทำให้ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ เมื่อค่ำวันจันทร์ อาคารพำนักของสภาผู้เชี่ยวชาญในกรุงเตหะรานก็ถูกโจมตีเช่นกัน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างอำนาจหลักของอิหร่าน เพื่อขัดขวางการสืบทอดอำนาจ

บทบาทสำคัญของสภาผู้เชี่ยวชาญในระบบการปกครองอิหร่าน

สภาผู้เชี่ยวชาญ หรือ Assembly of Experts เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน สมาชิกทั้ง 88 คนมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ สภานี้จึงเป็นหัวใจของระบอบการปกครองแบบเทโอเครซีของอิหร่าน

  • หน้าที่หลัก: คัดเลือกผู้นำสูงสุด
  • จำนวนสมาชิก: 88 คน นักบวชชั้นสูง
  • สถานที่ประชุม: เมืองกอมและเตหะราน
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: เร่งเลือกผู้นำใหม่หลังคาเมเนอีเสียชีวิต

การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง แต่ยังส่งสัญญาณถึงความพยายามในการล้มล้างโครงสร้างอำนาจอิหร่านทั้งระบบ

บริบทสงครามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และกลุ่มตัวแทนอย่างฮิซบอลเลาะห์และฮูธี สงครามล่าสุดเริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ทำให้คาเมเนอีเสียชีวิต ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากสภาผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถเลือกผู้นำใหม่ได้ทันเวลา อาจนำไปสู่ความวุ่นวายภายในอิหร่าน เช่น การแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมและปฏิรูป นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค

อิสราเอลโจมตี ตึกสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่าน คาดว่ากำลังเลือกผู้นำคนใหม่ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่โลกต้องจับตา อาจนำไปสู่การขยายวงสงครามหรือการเจรจาสันติภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงในตะวันออกกลางยังคงเปราะบาง สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์น่าจะสนับสนุนอิสราเอลต่อไปเพื่อกดดันอิหร่าน ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

เรียกดูข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – อิสราเอลโจมตี ตึกสภาผู้เชี่ยวชาญอิหร่าน คาดว่ากำลังเลือกผู้นำคนใหม่

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ เมื่อกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “Epic Fury” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน โดยในช่วง 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญมากกว่า 1,250 จุด สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของระบอบอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์ชั้นนำมากมาย เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน เป้าหมายหลัก ได้แก่ เรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน

อิสราเอลประเมินผู้เสียชีวิตนับพัน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่ามีสมาชิก IRGC เสียชีวิตมากกว่า 1,500 นายนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้อมูลนี้มาจากการประเมินเบื้องต้นหลังการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าคือ 555 ศพในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างในการนับจากฝ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ ปฏิบัติการ Epic Fury ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในการโจมตีแบบแม่นยำ โดยใช้ขีปนาวุธนำวิถีและการบินเหนือศัตรู ทำให้ลดความเสี่ยงต่อกำลังพลฝ่ายตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในปฏิบัติการ

  • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1: สำหรับโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่
  • เครื่องบินขับไล่ F-16: สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ
  • เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์: ฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่
  • เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี: โจมตีทะเลและชายฝั่ง
  • ยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่เปิดเผย: เพิ่มความลับในการรบ

การโจมตีจำนวนมากในเวลาอันสั้นเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านหรือพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีน สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

จากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. แสดงถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีและการประสานงานกับอิสราเอลที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เสี่ยงต่อการขยายวงสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอิหร่านอาจใช้สงคราม不对称 เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือผ่านกลุ่มตัวแทน

นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ชัดเจน โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังข่าวนี้แพร่ออกไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้值得ติดตาม เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและเสถียรภาพภูมิภาคเอเชีย

ติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ เหตุการณ์รุนแรงล่าสุดในตะวันออกกลางที่กำลังเป็นที่จับตามองของโลก กรุงเบรุตถูกโจมตีทางอากาศหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงและบาดเจ็บจำนวนมาก

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เลบานอนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ตลอดทั้งวัน การโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ฐานที่มั่นและสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธชาวชีอะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน รวมถึงอาจมีบุคคลระดับสูงของกลุ่มอิสลามิก ญิฮาด ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ

สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดชุดเล็กเข้าไปในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลก่อนหน้านี้ ทำให้อิสราเอลตัดสินใจตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารที่กว้างขวางกว่ามาก โดยโจมตีทั้งในเลบานอนตอนใต้และชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์มานานหลายสิบปี

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่อิสราเอลยืนยันว่าการโจมตีเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันตัวเองและหยุดยั้งภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย ด้านเลบานอนรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิม 31 ศพ พุ่งเป็น 52 ศพ และมีผู้บาดเจ็บถึง 154 ราย ตามประกาศของหน่วยจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ

  • ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือนในชานเมืองเบรุต
  • โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งถูกทำลาย รวมถึงอาคารที่พักอาศัย
  • มีรายงานการช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ล้นมือ
  • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์สัญญาจะตอบโต้อย่างรุนแรง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ปะทุขึ้น ในอดีตทั้งสองฝ่ายเคยปะทะกันหนักหน่วงในสงครามเลบานอนปี 2006 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพัน สถานการณ์ปัจจุบันอาจนำไปสู่การลุกลามที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบทบาทของอิหร่านที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง

บริบทประวัติศาสตร์และสถานการณ์ล่าสุด

อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ฮามาสบุกอิสราเอลเมื่อตุลาคม 2566 ฮิซบอลเลาะห์ได้เข้าร่วมสนับสนุนพันธมิตรปาเลสไตน์ โดยยิงจรวดข้ามพรมแดนเป็นระยะๆ ทำให้อิสราเอลต้องตอบโต้เพื่อรักษาความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอิสราเอลใช้เครื่องบินรบ F-35 และขีปนาวุธนำวิถีที่แม่นยำ เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอจากพื้นดินแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวาง สหประชาชาติและสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเลบานอนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว รวมถึงราคาน้ำมันโลกที่อาจผันผวนหากความขัดแย้งลุกลาม

สำหรับชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพในตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ

ที่มา – อิสราเอลโจมตีเลบานอนทั้งวัน อ้างถล่มฮิซบอลเลาะห์ ดับพุ่ง 52 ศพ

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว ข่าวช็อกโลกนี้มาจากสำนักข่าว ILNA ของอิหร่านที่รายงานเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2569 โดยระบุว่านายมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ซึ่งเคยเป็นประธานาธิบดีอิหร่าน 2 สมัยระหว่างปี 2548-2556 เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ร่วมมือกัน

สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการโจมตีมุ่งเป้าไปที่บ้านพักของอาห์มาดิเนจาดในย่านนาร์นัค (Narnak) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน ส่งผลให้เขาและองครักษ์หลายคนเสียชีวิตทันที สื่อต่างประเทศยืนยันว่าการโจมตีเกิดขึ้นในช่วงดึก ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงในพื้นที่นั้น

ประวัติของมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด

ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบิล และนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน เขาเป็นนักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมที่โด่งดังจากนโยบายต่อต้านตะวันตก โดยเฉพาะการปฏิเสธการมีอยู่ของอิสราเอลและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้กลายเป็นตัวละครสำคัญในเวทีการเมืองโลก

หลังจากครบวาระประธานาธิบดี อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้แต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่งในสภาวินิจฉัยความเหมาะสม ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาสำคัญที่มีสมาชิก 48 คน ช่วยให้คำแนะนำแก่สำนักงานผู้นำสูงสุด แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่ยังคงมีต่อการเมืองอิหร่านแม้จะพ้นจากตำแหน่งหลักแล้ว

บริบทของการโจมตีทางอากาศ

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล-สหรัฐฯ ทวีความรุนแรงในช่วงหลัง โดยเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดที่อาจนำไปสู่การตอบโต้เดือดดาลจากอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการลับที่มุ่งกำจัดผู้นำสายแข็งของอิหร่าน

  • เป้าหมาย: บ้านพักในย่านนาร์นัค เตหะราน
  • ผู้เสียชีวิต: อาห์มาดิเนจาดและองครักษ์
  • ผู้ก่อการ: อิสราเอลและสหรัฐฯ ร่วมมือ
  • เวลาที่เกิดเหตุ: ช่วงดึกวันเสาร์

ข่าวนี้สร้างความฮือฮาในหมู่สื่อโลก โดย Jerusalem Post ก็รายงานคล้ายกัน สะท้อนถึงสถานการณ์ที่เปราะบางในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การสูญเสียอาห์มาดิเนจาดอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพรรคอนุรักษ์นิยมของอิหร่าน และกระตุ้นให้รัฐบาลเตหะรานตอบโต้อย่างรุนแรงต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ผู้สังเกตการณ์คาดการณ์ว่านี่อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่สงครามเปิดเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการเจรจานิวเคลียร์ที่กำลังค้างคา

จากประวัติศาสตร์ อาห์มาดิเนจาดเคยกล่าวสุนทรพจน์ที่ประชุมสหประชาชาติหลายครั้ง โดยเรียกร้องให้อิสราเอลถูกลบออกจากแผนที่โลก คำพูดเหล่านี้ทำให้เขาเป็นศัตรูตัวฉกาจของตะวันตก การสังหารครั้งนี้อาจถูกมองว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเมืองระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ลองนึกภาพถ้าผู้นำคนสำคัญถูกกำจัดแบบนี้บ่อยๆ โลกจะวุ่นวายแค่ไหน ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

อย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ และสมัครรับข่าวสารจากเราเพื่ออัปเดตข่าวร้อนๆ ก่อนใคร!

ที่มา – สื่ออิหร่านเผย มาห์มูด อาห์มาดิเนจาด อดีต ปธน.ถูกสังหารแล้ว

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อโรงเรียนหญิงล้วนในเมืองมินาบ ประเทศอิหร่าน ถูกโจมตีทางอากาศจากอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 165 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและบุคลากรหญิง

ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว

สำนักข่าวฟาร์สของรัฐบาลอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยได้ยุติลงแล้ว หลังจากทีมกู้ภัยค้นพบศพทั้งหมดภายใต้ซากปรักหักพังของอาคารโรงเรียนที่ถูกทิ้งระเบิดถึง 3 ครั้ง โฆษกกระทรวงศึกษาธิการอิหร่านยืนยันว่าโรงเรียนแห่งนี้อยู่ใกล้ฐานทัพทหารเพียง 61 เมตร แต่ถูกแยกออกอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2559

สหรัฐฯ และอิสราเอลตอบโต้อย่างไร

ด้านสหรัฐฯ นายทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลาง (CENTCOM) ระบุว่า “เรารับทราบรายงานความสูญเสียพลเรือนและกำลังตรวจสอบอย่างจริงจัง” ขณะที่กองทัพอิสราเอลก็ชี้แจงว่า “ยังไม่ยืนยันการโจมตีในพื้นที่นั้น แต่กำลังเร่งตรวจสอบร่วมกับสหรัฐฯ” เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เกิดคำถามถึงความแม่นยำของปฏิบัติการทางทหารที่อาจส่งผลกระทบต่อพลเรือน

โรงเรียนหญิงล้วนแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานศึกษาธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการศึกษาสตรีในอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพ แต่ถูกปรับให้เป็นโรงเรียนตั้งแต่ปี 2559 ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าการโจมตีนี้ตั้งใจหรือเป็นอุบัติเหตุจากความใกล้ชิดกับเป้าหมายทหาร

ผลกระทบและบริบทความขัดแย้ง

เหตุการณ์ ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี เกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค รายงานจาก CNN ยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดทั้งหมดได้ แต่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นความเสียหายหนักหน่วง

  • ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงและครูหญิง
  • โรงเรียนถูกระเบิด 3 ครั้งติดต่อกัน
  • อยู่ห่างฐานทัพทหาร 61 เมตร
  • กู้ภัยยุติแล้ว ไม่พบผู้รอดชีวิตเพิ่ม
  • อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ-อิสราเอลละเมิดกฎหมายมนุษยธรรม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้บาดเจ็บอีกนับร้อยรายที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง สร้างความโศกสลดให้กับครอบครัวและสังคมอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านประกาศไว้อาลัยและสัญญาจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด

บทวิเคราะห์: สงครามที่ไม่มีผู้ชนะ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงของพลเรือนในสงครามสมัยใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ผสมผสานระหว่างพลเรือนและทหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชี้ว่าการโจมตีโรงเรียนใกล้ฐานทัพอาจเป็นความผิดพลาดทางข้อมูลข่าวกรอง หรือตั้งใจเพื่อกดดันอิหร่าน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันนำไปสู่โศกนาฏกรรมมนุษย์ที่ไม่อาจย้อนคืนได้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เช่นนี้เน้นย้ำความจำเป็นของการเจรจาสันติภาพและการหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ไม่เลือกหน้า หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ความสูญเสียจะยิ่งเพิ่มขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ดับพุ่ง 165 ศพ โรงเรียนหญิงล้วนอิหร่านโดนโจมตี กู้ภัยยุติค้นหาแล้ว

ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

ในเหตุการณ์ที่สะเทือนโลกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว หลังจากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล นี่คือข่าวที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลก ทำให้หลายฝ่ายจับตามองสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุชัดเจนว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้เสียชีวิตแล้ว ข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

เนื้อหาข้อความจากทรัมป์แบบเต็มๆ

ทรัมป์เขียนว่า “คาเมเนอี หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เสียชีวิตแล้ว นี่ไม่เพียงแต่เป็นความยุติธรรมสำหรับประชาชนชาวอิหร่าน แต่ยังรวมถึงชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน และผู้คนจากหลายประเทศทั่วโลก ที่ถูกสังหารหรือทำให้พิการโดยคาเมเนอีและแก๊งอันธพาลกระหายเลือดของเขา เขาไม่สามารถหลบหนีหน่วยข่าวกรองและระบบติดตามที่ล้ำสมัยของเราได้ และจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล ไม่มีสิ่งใดที่เขาหรือผู้นำคนอื่นๆ ที่ถูกสังหารไปพร้อมกับเขาจะทำได้”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงโอกาสสำหรับชาวอิหร่านในการทวงคืนประเทศ โดยชี้ว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองทัพ และกองกำลังความมั่นคงต่างๆ กำลังมองหาการคุ้มครองจากสหรัฐฯ เขาเตือนว่า “ตอนนี้พวกเขาสามารถรับการคุ้มครองได้ แต่ในภายหลังพวกเขาจะได้รับเพียงความตายเท่านั้น!”

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลัง ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

  • โอกาสเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน: ชาวอิหร่านอาจลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
  • การตอบโต้จากกลุ่ม IRGC: อาจเกิดความแตกแยกภายใน
  • สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเสริมสร้างอิทธิพลมากขึ้น
  • ปฏิกิริยาจากนานาชาติ: จีนและรัสเซียอาจประณามการโจมตีนี้

ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ IRGC และตำรวจรวมตัวกับผู้รักชาติชาวอิหร่านอย่างสันติ เพื่อนำพาประเทศกลับสู่ความยิ่งใหญ่ โดยระบุว่าการทิ้งระเบิดจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ข้อความปิดท้ายด้วย “ขอขอบคุณสำหรับความสนใจของคุณในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในภูมิภาค แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับประชาชนอิหร่านที่เบื่อหน่ายกับการปกครองแบบเผด็จการมานาน นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการต่อต้านระบอบอิสลามิสต์สุดโต่ง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การทิ้งระเบิดอย่างหนักและแม่นยำจะยังคงดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าภัยคุกคามทั้งหมดถูกกำจัด สิ่งนี้จะนำไปสู่สันติภาพถาวรหรือไม่ ต้องติดตามต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึกได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญในโลกการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์ยืนยัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตแล้ว

ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว

ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว นี่คือประเด็นร้อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเชื่อว่าอายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ NBC News ทรัมป์ตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานข่าวที่แพร่สะพัด โดยระบุว่า “ผมได้พูดคุยกับหลายคนแล้ว เราเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง” และเสริมว่า “ผู้นำจำนวนมากของพวกเขาก็ถูกสังหารเช่นกัน” คำกล่าวนี้สอดคล้องกับที่เขาบอกกับ ABC News ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในอิหร่าน “ประสบความสำเร็จแล้ว”

ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว: รายละเอียดคำพูด

ราเชล สก็อตต์ ผู้สื่อข่าวการเมืองอาวุโสของ ABC News เล่าว่า ทรัมป์เพิ่งบอกเธอว่าเขา “เชื่อว่า” ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิตแล้ว เมื่อถูกถามว่าทราบ “อย่างแน่ชัด” หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมไม่อยากพูดอะไรอย่างแน่ชัดจนกว่าผมจะเห็นข้อมูลด้วยตัวเอง แต่เราเชื่อว่าเขาเสียชีวิตแล้ว” เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “และผู้นำส่วนใหญ่ของพวกเขาก็หายไปแล้ว ไม่ใช่แค่จากสถานที่แห่งเดียว แต่จากสถานที่อีก 2 แห่งที่เราโจมตีด้วย เราได้รับข้อมูลข่าวกรองที่ดีเยี่ยม ดังนั้นเราจึงคิดว่าผู้นำส่วนใหญ่หายไปแล้ว”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดสูงในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายสำคัญในอิหร่าน เพื่อตอบโต้การกระทำก่อการร้ายและโครงการนิวเคลียร์ อายาตอลเลาะห์ คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุดที่ครองอำนาจมานานนับทศวรรษ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศและทหารของอิหร่าน หากข่าวนี้เป็นจริง จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโครงสร้างอำนาจในอิหร่านและภูมิภาค

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นย้ำถึงความสำเร็จของปฏิบัติการ โดยชี้ว่าข้อมูลข่าวกรองจากหลายแหล่งยืนยันการสูญเสียของผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายคน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและนักการเมืองสำคัญ สิ่งนี้สะท้อนนโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่านตั้งแต่สมัยแรกที่เขาดำรงตำแหน่ง

  • ทรัมป์ยืนยันข้อมูลจากการโจมตี 3 จุดหลัก
  • ผู้นำอิหร่านหลายคนถูกกำจัด
  • ปฏิบัติการประสบความสำเร็จตามข้อมูลข่าวกรอง
  • ยังรอการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หาก ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว เป็นความจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่ในอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น กลุ่มกองกำลังตัวแทนอย่างฮูติในเยเมนหรือเฮซโบลลาห์ในเลบานอน อาจตอบโต้อย่างรุนแรง สหรัฐฯ จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ

ประวัติศาสตร์การเผชิญหน้าสหรัฐฯ-อิหร่านย้อนไปไกล ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 จนถึงการสังหารพลเอกกาเซม สุไลมานีในปี 2020 ซึ่งทรัมป์สั่งการเอง ปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้จึงเป็นจุดสูงสุดของความขัดแย้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การตายของคาเมเนอีอาจเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาสันติภาพใหม่ หากรัฐบาลอิหร่านชุดใหม่แสดงท่าทีเปิดกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในอิหร่านที่อาจยืดเยื้อความขัดแย้ง

ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ทรัมป์เชื่อ ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาจเสียชีวิตแล้ว

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียใต้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

ทางการอัฟกานิสถานประกาศในวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. 2569 ว่ากองทัพของตนสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ของปากีสถานตกได้สำเร็จ พร้อมจับกุมนักบินเอาไว้ ขณะที่ฝ่ายปากีสถานรีบปฏิเสธทันที โดยอ้างว่าเรื่องนี้เป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ลุกลามตั้งแต่วันศุกร์ โดยทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินเข้าใส่กันอย่างดุเดือด

กองทัพอัฟกานิสถานระบุว่าเครื่องบินรบลำดังกล่าวถูกยิงตกในเขตเมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่敏感มาก ผู้สื่อข่าว AFP ยืนยันได้ยินเสียงเครื่องบินเจ็ตบินวนเหนือเมือง ตามด้วยเสียงระเบิดสองครั้งใกล้สนามบิน ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าเห็นบุคคลหนึ่งโดดร่มลงมา ก่อนถูกกำลังทหารอัฟกานิสถานควบคุมตัว

อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้: พยานหลักฐานจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศไทยปากีสถานแจ้ง AFP ว่าไม่มีเครื่องบินใดสูญหาย แต่ภาพและเสียงจากพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ซับซ้อน ปากีสถานเริ่มโจมตีทางอากาศเมื่อวันศุกร์ เป้าหมายหลายเมืองอย่างคาบูลและกันดาฮาร์ ซึ่งเป็นฐานของผู้นำตาลีบัน ไฮบาตุลเลาะห์ อาคุนด์ซาดา สหรัฐฯ แสดงจุดยืนสนับสนุนปากีสถานผ่านช่องทางการทูต โดยยืนยันว่าปากีสถานมีสิทธิป้องกันตัวจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอัฟกานิสถาน

สถานการณ์ชายแดนยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ

รัฐบาลตาลีบันปฏิเสธข้อหาให้ที่พักพิงกลุ่มก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกร้องการเจรจา แต่รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานประกาศว่าเป็น “สงครามเปิดเผย” แล้ว อัฟกานิสถานตอบโต้ด้วยการส่งเครื่องบินโจมตีดินแดนปากีสถาน และรุกคืบตามแนวชายแดนตั้งแต่วันพฤหัสบดี รัฐมนตรีสารสนเทศปากีสถานแถลงโจมตี 37 จุดในอัฟกานิสถาน

  • อัฟกานิสถานอ้างสังหารทหารปากีสถาน 55 นาย จับกุมหลายนาย เสียชีวิตฝ่ายตน 13 นาย
  • ปากีสถานอ้างสังหารนักรบตาลีบันและกลุ่มอื่น 297 นาย เสียชีวิตฝ่ายตน 12 นาย

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากปัญหาชายแดนดิยาร์มันด์ไลน์ที่ไม่เคยแก้ไข และกลุ่มเท็ค (TTP) ที่ปากีสถานกล่าวหาว่าอัฟกานิสถานให้ที่พักพิง สถานการณ์ลุกลามอาจกระทบความมั่นคงภูมิภาค สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ กังวลว่าจะลามสู่สงครามใหญ่

ผลกระทบและมุมมองอนาคต

เหตุการณ์ อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้ เน้นย้ำความเปราะบางของความสัมพันธ์สองชาติ หากไม่มีการเจรจา อาจนำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอัฟกานิสถานที่กำลังฟื้นตัวจากสงครามยาวนาน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้คล้ายความขัดแย้งในอดีตที่นำไปสู่การแทรกแซงนานาชาติ คุณควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงโลก คิดเห็นของคุณคืออะไร? แชร์ในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุด

ที่มา – อัฟกานิสถานอ้าง สอยบินรบปากีสถานร่วง จับกุมนักบินได้

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ สถานการณ์ชายแดนร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังตาลีบันเปิดปฏิบัติการใหญ่โต้กลับปากีสถานแบบไม่ยั้ง!

คุณเคยสงสัยไหมว่าความขัดแย้งชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานจะจบลงเมื่อไหร่? ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัฟกานิสถานภายใต้การนำของตาลีบันได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่บริเวณชายแดน เพื่อตอบโต้การโจมตีทางอากาศจากปากีสถานที่เกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้ทำให้ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก

อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด หัวหน้าโฆษกตาลีบัน โพสต์ผ่านแอป X อย่างเป็นทางการ ระบุว่า “เพื่อตอบโต้การละเมิดชายแดนและการก่อเหตุไม่สงบซ้ำซากโดยทหารปากีสถาน เราจึงเปิดปฏิบัติการชิงจังหวะก่อนขนาดใหญ่ โจมตีฐานบัญชาการและที่ตั้งทหารของปากีสถาน” เขายังอ้างว่าทหารปากีสถานเสียชีวิตจำนวนมาก บางส่วนถูกจับกุม และกองกำลังตาลีบันยึดฐานทัพได้ถึง 15 แห่ง ปฏิบัติการเริ่มต้นราว 20.00 น. วันพฤหัสบดี

ปากีสถานโต้กลับอย่างไร?

ฝั่งปากีสถานไม่ยอม รัฐบาลออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงสารสนเทศว่า ตาลีบันคำนวณผิดพลาด เปิดฉากยิงโดยไม่ยั่วยุในหลายจุดตามแนวชายแดนจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา รายงานเบื้องต้นชี้ว่าฝั่งอัฟกานิสถานสูญเสียหนัก ฐานทัพและยุทโธปกรณ์ถูกทำลาย ปากีสถานยืนยันจะใช้ทุกมาตรการรักษาบูรณภาพดินแดนและความมั่นคงของประชาชน

เหตุการณ์นี้เกิดหลังปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีอัฟกานิสถานต้นสัปดาห์ ทำให้ตาลีบันอ้างมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย แม้ทั้งสองฝ่ายเคยทำข้อตกลงหยุดยิงเดือนตุลาคมปีก่อน แต่การปะทะชายแดนยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

พื้นหลังความขัดแย้งอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

  • ประวัติศาสตร์: ปากีสถานเคยสนับสนุนตาลีบันตั้งแต่ถูกสหรัฐขับไล่ปี 2544 จนตาลีบันกลับสู่อำนาจปี 2564
  • จุดแตกหัก: ปากีสถานกล่าวหาตาลีบันให้ที่พักพิงกลุ่ม TTP (ตาลีบันปากีสถาน) ที่ก่อกบฏต่อรัฐบาล
  • ผลกระทบ: ชายแดนยาว 2,600 กม. กลายเป็นจุด nóngเสมอ ส่งผลต่อความมั่นคงภูมิภาค

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้อาจลุกลามหากไม่มีการเจรจา เพราะทั้งสองฝ่ายมีประวัติยาวนานและผลประโยชน์ทับซ้อน นอกจากนี้ ยังกระทบต่อเสถียรภาพเอเชียใต้ โดยเฉพาะเรื่องผู้ลี้ภัยและการก่อการร้าย

เราสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้จากปัจจัยเหล่านี้:

  • การแข่งขันอิทธิพลในภูมิภาคระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน-จีน
  • ปัญหาชายแดน Durand Line ที่ไม่เคยได้รับการยอมรับเต็มที่
  • การถอนทหารสหรัฐฯ ที่เปิดช่องให้ตาลีบันแข็งแกร่งขึ้น

สถานการณ์ อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ นี้ชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางยังคงอยู่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามต่อเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่ หากชาติมหาอำนาจเข้ามาไกล่เกลี่ย มิฉะนั้นอาจกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ

ที่มา – อัฟกานิสถานเอาคืน โจมตีกองทัพปากีสถาน อ้างทหารดับอื้อ

Scroll to top