โจมตีอิหร่าน

ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดประเด็นร้อนที่ทำเอาทั่วโลกต้องจับตามอง เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สหรัฐฯ ได้ดำเนินการทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว เพื่อเอาคืนหลังจากที่เฮลิคอปเตอร์รุ่นอาปาเช่ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตก

ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีรายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐฯ ถูกยิงตก ซึ่งทรัมป์ระบุว่านี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ยอมไม่ได้และจำเป็นต้องมีการตอบโต้ที่รุนแรงและทรงพลัง การตอบโต้ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำขู่ แต่เป็นการลงมือทำจริงเพื่อให้เห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนในทุกสถานการณ์

จุดเริ่มต้นของปัญหาและการตอบโต้

สื่อต่างประเทศรายงานว่าทรัมป์ได้ยืนยันผ่านบทสนทนาว่า การโจมตีตอบโต้ของสหรัฐฯ นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการประกาศแถลงการณ์ ซึ่งเขามองว่านี่คือความจำเป็นที่อิหร่านต้องได้รับบทเรียน ทรัมป์ย้ำชัดว่า ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังฝ่ายตรงข้ามว่าการกระทำที่รุกล้ำกองกำลังสหรัฐฯ จะต้องเจอกับผลลัพธ์ที่สาสม

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของอิหร่านเอง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการโพสต์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียว่า ได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธและส่งโดรนจำนวนมากเพื่อพุ่งเป้าโจมตีฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้อาจลุกลามเป็นการปะทะกันในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

  • กองกำลังสหรัฐฯ ถูกโจมตีด้วยการยิงเฮลิคอปเตอร์ตก
  • ทรัมป์สั่งการตอบโต้แบบจัดหนัก เพื่อให้สมกับการกระทำ
  • อิหร่านไม่ยอมแพ้ ส่งโดรนและขีปนาวุธตอบโต้สหรัฐฯ ทันที
  • มีการรายงานเสียงระเบิดในหลายพื้นที่ของอิหร่าน เช่น เมืองซิริกและเมืองมินาบ

มุมมองต่อวิกฤตความขัดแย้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในช่วงแรกทรัมป์จะเคยพูดเชิงเปรียบเปรยกับสื่อบางสำนักว่าเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อความจริงปรากฏชัดและมีการตอบโต้กลับ เขาก็เปลี่ยนท่าทีให้มีความจริงจังมากขึ้น เรื่องราวของ ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว นี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้กันธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการทำสงครามของทั้งสองฝ่ายที่จ่อรอการปะทุได้ทุกเมื่อ

เหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและตลาดน้ำมันโลก เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือบานปลายจนกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่อีกครั้ง การเมืองโลกเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือการทูตที่อ่อนแออาจไม่สามารถหยุดยั้งปืนใหญ่ได้ในเวลานี้

ที่มา – ทรัมป์โว สหรัฐฯ โจมตีสุดรุนแรง อิหร่านอ้างยิงตอบโต้แล้ว

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นความขัดแย้งที่อาจบานปลายไปสู่การทำสงครามในวงกว้างได้

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ จนตกลงบริเวณนอกชายฝั่งประเทศโอมาน โดยมีรายงานว่าโดรนรุ่นชาเฮดของอิหร่านอาจเข้ามาเกี่ยวพันกับอุบัติเหตุครั้งนี้ ส่งผลให้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันทีเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง

สรุปเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

การดำเนินการของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น “การตอบโต้ที่ได้สัดส่วน” ต่อการก้าวร้าวของอิหร่าน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการเมื่อเวลา 17:00 น. ตามเวลา EDT
  • นักบินทั้งสองคนของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ปลอดภัยดีและได้รับการช่วยเหลือแล้ว
  • สหรัฐฯ เชื่อว่าการเคลื่อนไหวนี้จะไม่กระทบต่อกระบวนการเจรจายุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

ในขณะเดียวกัน ทางด้านอิหร่าน โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ออกมาตอบโต้โดยตั้งข้อสังเกตว่ากองกำลังต่างชาติในภูมิภาคกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดของมนุษย์อยู่เสมอ พร้อมกับเรียกร้องให้กองกำลังเหล่านั้นถอนตัวออกไปเพื่อลดความเสี่ยงจากการปะทะกัน

หากวิเคราะห์ตามหลักการเมืองระหว่างประเทศ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการป้องกันตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันกำลังถึงจุดต่ำสุด เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าทั้งสองฝ่ายจะเลือกใช้แนวทางการทูตเพื่อยุติปัญหา หรือจะเดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพความมั่นคงของโลกด้วยครับ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่ากำลังตอบโต้การโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุจากอิหร่าน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นฐานที่ใช้ปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็ว เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย CENTCOM ย้ำว่านี่เป็นการป้องกันตนเองล้วนๆ เนื่องจาก "ไม่มีการยั่วยุก่อน" จากฝั่งสหรัฐฯ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นทางออกสู่ทะเลของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก การโจมตีในพื้นที่นี้จึงเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบเศรษฐกิจโลกทันที เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

รายละเอียดการโจมตีที่สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน

ตามแถลงการณ์ของ CENTCOM กองทัพอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ ส่งโดรนโจมตี และใช้เรือเล็กจำนวนมากบุกเรือพิฆาตสหรัฐฯ 3 ลำ ได้แก่ USS Truxtun, USS Rafael Peralta และ USS Mason ซึ่งกำลังแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากลมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน โชคดีที่เรือสหรัฐฯ สกัดกั้นได้ทั้งหมด โดยไม่มีทรัพย์สินใดเสียหาย

เป้าหมายที่สหรัฐฯ ถล่มตอบโต้ประกอบด้วย:

  • ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน
  • ศูนย์บัญชาการและควบคุม
  • หน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และลาดตระเวน

การตอบโต้ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งมีกำลังพลและอาวุธครบครันเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า

มุมมองจากฝั่งอิหร่านหลังสหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมาย

สื่อทางการอิหร่านรายงานต่างออกไป โดยระบุว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ที่ท่าเรือบาห์มัน (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ถูกโจมตีจาก "ฝ่ายศัตรู" ระหว่างการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงอิหร่าน สิ่งนี้อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อลดทอนความรุนแรงของการกระทำฝั่งตน

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติย้อนไปไกล โดยเฉพาะ Tanker War ในยุค 80s และเหตุการณ์ล่าสุดอย่างการสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2563 ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก

ในแถลงการณ์ท้ายสุด CENTCOM ย้ำว่า "สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย" แต่จะปกป้องกองกำลังอเมริกันอย่างเต็มที่ หากเกิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลทั่วโลก โดยเฉพาะชาติผู้ซื้อน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นกว่า 5% ทันทีหลังข่าวแพร่ ขณะที่ตลาดหุ้นตะวันออกกลางร่วงหนัก นักวิเคราะห์เตือนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยับยั้งชั่งใจ

สำหรับคนไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า สถานการณ์นี้อาจทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ ดังนั้นควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือ

คำแนะนำ: ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ เมื่อเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ออกมาแถลงอย่างภาคภูมิใจถึงปฏิบัติการทางทหารที่กองทัพอิสราเอลดำเนินการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟและสะพานหลายแห่ง โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านี้ถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและวัตถุดิบสำหรับโจมตีอิสราเอล สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง

เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 โดยเนทันยาฮูได้เผยแพร่ข้อความวิดีโอผ่านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่า “เมื่อวานนี้ นักบินของเราได้ทำลายเครื่องบินขนส่งและเฮลิคอปเตอร์หลายสิบลำที่ฐานทัพอากาศอิหร่าน และวันนี้พวกเขาโจมตีเส้นทางรถไฟและสะพานที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ใช้” เขาย้ำว่าปฏิบัติการนี้มุ่งเป้าไปที่การตัดเส้นทางลำเลียงอาวุธ ไม่ใช่ประชาชนชาวอิหร่าน

รายละเอียดการโจมตีทางรถไฟและสะพาน

กองทัพป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงว่าทำลายสะพานสำคัญ 8 แห่งในพื้นที่ต่างๆ เช่น เตหะราน คาราจ ตาบริซ คาชาน และกอม สะพานเหล่านี้ถูกใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์ทหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานโจมตีเส้นทางรถไฟหลายสายทั่วอิหร่าน สื่อกึ่งทางการ Mehr รายงานผู้เสียชีวิต 2 รายจากเหตุโจมตีสะพานรถไฟในคาชาน หลัง IDF ออกคำเตือนให้ชาวอิหร่านหลีกเลี่ยงทางรถไฟ 12 ชั่วโมง

  • สะพานในเตหะราน: จุดลำเลียงอาวุธหลัก
  • คาราจและตาบริซ: เส้นทางเชื่อมภาคเหนือ
  • คาชานและกอม: ฐานผลิตวัตถุดิบระเบิด

ปฏิบัติการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งอิหร่านถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างฮามาสและฮิซบุลลาห์ ทาง IRGC ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามหลัก โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเป็นเกราะกำบัง

ผลกระทบต่ออิหร่านและภูมิภาค

การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายหนักต่อระบบขนส่งอิหร่าน ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและทหารล่าช้า สื่ออิหร่านรายงานความเสียหายจำนวนมาก แต่ทางการปฏิเสธตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่นอน ในขณะที่สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรสนับสนุนอิสราเอลอย่างเงียบๆ โดยมองว่านี่เป็นการป้องกันตัวที่ชอบธรรม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า IDF ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธนำวิถีและโดรน เพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือนให้เหลือน้อยที่สุด เนทันยาฮูยืนยันว่า “เราไม่ได้โจมตีประชาชนอิหร่าน แต่เป็นระบอบที่กดขี่พวกเขา” คำกล่าวนี้จุดประกายการถกเถียงในโลกออนไลน์ โดยบางฝ่ายมองว่าเป็นการยุยง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2566 ที่ฮามาสโจมตีอิสราเอล อิหร่านถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลัง ทำให้อิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการลับหลายครั้ง ปฏิบัติการล่าสุดนี้ถือเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเงาเริ่มต้น

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการทำลายทางรถไฟ-สะพานจะทำให้อิหร่านสูญเสียความสามารถทางทหารอย่างน้อย 6 เดือน และอาจกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ ซึ่งจะลุกลามเป็นสงครามใหญ่ได้

ในมุมมองของผู้เขียน การโจมตีนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ “ตีรากฐาน” ของอิสราเอลที่ชาญฉลาด แต่ก็เสี่ยงต่อ escalation ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองคลิกติดตามที่นี่ เพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – เนทันยาฮูโว ทำลายทางรถไฟ-สะพานอิหร่าน อ้างใช้ขนส่งอาวุธ

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านให้สิ้นซาก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าจะไม่หยุดยั้งจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN อย่างชัดเจนว่า อิสราเอลมีแผนจะดำเนินการโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เนื่องจากยังมีเป้าหมายสำคัญอีกนับพันแห่งที่ต้องถูกกำจัด เพื่อบ่อนทำลายความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างถาวร

“เรายังมีเป้าหมายอีกหลายพันแห่งรออยู่ข้างหน้า” พลจัตวาเดฟรินกล่าว “เรามีความพร้อมเต็มที่ภายใต้การประสานงานกับพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา โดยแผนการจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลปัสกาของชาวยิวในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า และยังมีแผนลึกล้ำกว่านั้นสำหรับช่วงถัดไป”

ผลการโจมตีที่ผ่านมาและแผนในอนาคต

ตามข้อมูลจาก IDF นับตั้งแต่เริ่มแคมเปญโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพอากาศอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีไปแล้วกว่า 400 ระลอก โดยมุ่งเน้นพื้นที่ภาคตะวันตกและกลางของอิหร่าน เป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร หน่วยโจมตี ป้องกัน และการผลิตอาวุธ

  • โจมตีโรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรน
  • ทำลายฐานทัพและคลังอาวุธ
  • กำจัดเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยสำคัญ
  • ประสานงานกับสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายนับพันแห่ง

พลจัตวาเดฟรินย้ำว่า IDF ไม่ยึดติดกับกำหนดเวลา แต่เน้นบรรลุเป้าหมายหลักคือการบั่นทอนอำนาจของระบอบอิหร่านอย่างรุนแรง การโจมตีหนักหน่วงครั้งนี้ยังผลักดันให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนตัดสินใจเข้าร่วมความขัดแย้ง ต่างจากสงคราม 12 วันในฤดูร้อนปีก่อนที่พวกเขาเลือกนิ่งเฉย

“ในเดือนมิถุนายน มันเป็นแค่ปฏิบัติการจำกัด แต่ตอนนี้เป็นสงครามเต็มรูปแบบ” เดฟรินกล่าว ปฏิบัติการในเลบานอนอาจยืดเยื้อแม้สงครามอิหร่านจบ โดย IDF กำลังเสริมกำลังชายแดนเหนือเพื่อยึดพื้นที่และผลักดันฮิซบอลเลาะห์

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

สถานการณ์ อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ สร้างความกังวลให้ประชาคมโลก โดยอาจนำไปสู่การขยายวงสงคราม สหรัฐฯ สนับสนุนเต็มที่ แต่กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านอย่างฮูธีและฮามาสอาจตอบโต้รุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าการทำลายโครงสร้างทหารอิหร่านจะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงป้องกันภัยคุกคามจากนิวเคลียร์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงศัตรูทุกฝ่าย คุณคิดว่าสงครามนี้จะจบลงอย่างไร? ติดตามข่าวสารล่าสุดและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – อิสราเอลเผย มีแผนโจมตีอิหร่านต่อไปอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโดนโรงเรียน

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง เมื่อโฆษกทำเนียบขาวออกมาแถลงข่าวชัดเจนเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากเหตุการณ์โจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนที่ทำให้มีเด็กเสียชีวิตจำนวนมาก

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 4 มี.ค. 2569 น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ได้จัดการแถลงข่าวที่สร้างความฮือฮา เธอย้ำยืนยันถึง 4 เป้าหมายหลักในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่ใช่เป้าหมายหลักในขณะนี้ ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเรื่องการขยายวงสงครามในภูมิภาค

ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่านอย่างชัดเจน ได้แก่ การทำลายโครงการขีปนาวุธวิถีโค้งของอิหร่าน กวาดล้างกองกำลังทางทะเลในภูมิภาค ทลายเครือข่ายตัวแทนก่อการร้าย และขัดขวางการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ โฆษกยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเป็นผู้โจมตีโรงเรียนประถมหญิงล้วนทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 170 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง

รายละเอียด 4 เป้าหมายหลักที่ทำเนียบขาวย้ำ

  • ทำลายโครงการขีปนาวุธวิถีโค้ง: สหรัฐฯ มุ่งเน้นกำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธที่อิหร่านพัฒนา ซึ่งสามารถโจมตีเป้าหมายในภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว
  • กวาดล้างกองกำลังทางทะเล: ลดขีดความสามารถของกองทัพเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณใกล้เคียง เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล
  • ทลายเครือข่ายตัวแทนก่อการร้าย: ตัดเส้นทางการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายที่อิหร่านให้การหนุนหลัง เช่น ฮิซบุลลาห์และฮูธี
  • ขัดขวางอาวุธนิวเคลียร์: ป้องกันไม่ให้อิหร่านก้าวหน้าไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามระดับโลก

น.ส. ลีวิตต์ ยังเผยว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาจาก “ลางสังหรณ์ที่ดี” บนพื้นฐานข้อมูลข่าวกรองที่ชี้ว่าอิหร่านกำลังวางแผนโจมตีสหรัฐฯ นอกจากนี้ เธอระบุว่าสหรัฐฯ มีอาวุธมากพอสำหรับสงครามยืดเยื้อ และสามารถครองน่านฟ้าอิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ประเด็นโรงเรียนที่ถูกโจมตีกลายเป็นจุดถกเถียงหนัก โฆษกยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธว่าสหรัฐฯ เป็นผู้กระทำ สถานการณ์นี้จุดชนวนการประท้วงทั่วโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

บริบทกว้างขึ้น สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน ท่ามกลางข้อพิพาทนิวเคลียร์และการแทรกแซงในตะวันออกกลาง เหตุการณ์ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน นี้ อาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่านและพันธมิตร เช่น รัสเซียและจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านโยบาย “แรงผลักดันจากลางสังหรณ์” ของทรัมป์เสี่ยงสูง อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ขณะที่ประชาคมโลกเรียกร้องการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะมนุษยธรรม

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพโลก การโจมตีพลเรือนไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ย่อมเป็นโศกนาฏกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจผลกระทบต่อภูมิภาคและไทยที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตสงครามอิหร่านได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทำเนียบขาว ย้ำ 4 เป้าหมายถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ อาจโจมตีโดนโรงเรียน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม.

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ เมื่อกองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า “Epic Fury” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน โดยในช่วง 48 ชั่วโมงแรกมีการโจมตีเป้าหมายสำคัญมากกว่า 1,250 จุด สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของระบอบอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 01:15 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ET) โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์ชั้นนำมากมาย เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, เครื่องบินขับไล่ F-16, เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี เพื่อโจมตีเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน เป้าหมายหลัก ได้แก่ เรือรบและเรือดำน้ำของกองทัพเรืออิหร่าน ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ กองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองบัญชาการกองทัพอากาศของ IRGC

การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อทำลายกลไกด้านความมั่นคงของระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มพันธมิตรของอิหร่าน

อิสราเอลประเมินผู้เสียชีวิตนับพัน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่ามีสมาชิก IRGC เสียชีวิตมากกว่า 1,500 นายนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ข้อมูลนี้มาจากการประเมินเบื้องต้นหลังการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ อย่างไรก็ตาม สมาคมเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ต่ำกว่าคือ 555 ศพในช่วงเช้าวันจันทร์ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างในการนับจากฝ่ายต่างๆ

นอกจากนี้ ปฏิบัติการ Epic Fury ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในการโจมตีแบบแม่นยำ โดยใช้ขีปนาวุธนำวิถีและการบินเหนือศัตรู ทำให้ลดความเสี่ยงต่อกำลังพลฝ่ายตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในปฏิบัติการ

  • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1: สำหรับโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่
  • เครื่องบินขับไล่ F-16: สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ
  • เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์: ฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่
  • เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี: โจมตีทะเลและชายฝั่ง
  • ยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่เปิดเผย: เพิ่มความลับในการรบ

การโจมตีจำนวนมากในเวลาอันสั้นเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ และอาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่านหรือพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีน สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

จากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. แสดงถึงความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีและการประสานงานกับอิสราเอลที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เสี่ยงต่อการขยายวงสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอิหร่านอาจใช้สงคราม不对称 เช่น โจมตีทางไซเบอร์หรือผ่านกลุ่มตัวแทน

นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ชัดเจน โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังข่าวนี้แพร่ออกไป ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้值得ติดตาม เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันและเสถียรภาพภูมิภาคเอเชีย

ติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โว ถล่มอิหร่าน 1,250 จุดใน 48 ชม. อิสราเอลคาดดับนับพัน

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน เรียบร้อยแล้ว! ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่วิดีโอความยาว 8 นาทีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านเรียบร้อย ร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของระบอบการปกครองอิหร่านที่โหดร้ายและอันตรายนี้

ในคลิปดังกล่าว ทรัมป์เน้นย้ำว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องประชาชนชาวอเมริกันจากภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยระบุว่ากิจกรรมก่อการร้ายของอิหร่านเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ กองทัพ ฐานทัพต่างประเทศ และพันธมิตรทั่วโลก ทรัมป์ยังพูดถึงความขัดแย้งยาวนานกว่า 47 ปี ที่ระบอบอิหร่านตะโกนขู่ “ความตายจงมีแด่อเมริกา” และก่อเหตุนองเลือด สังหารหมู่โดยเจาะจงโจมตีสหรัฐฯ ทหารอเมริกัน และผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านอย่างเป็นทางการ

การยืนยันจากปากทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งตึงเครียดมานาน ทรัมป์อธิบายว่าอิหร่านไม่ได้เป็นแค่ภัยต่ออิสราเอลเท่านั้น แต่ยังขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทนก่อการร้าย เช่น ฮิซบอลเลาะห์และฮูธี ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านจึงจำเป็นเพื่อขจัดรากฐานของภัยคุกคามเหล่านี้

ขณะที่ทรัมป์กำลังพักผ่อนที่สโมสรส่วนตัวในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา สถานการณ์ในภูมิภาคก็ร้อนระอุ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ประสานงานโจมตีฐานที่มั่นและโครงสร้างสำคัญของอิหร่านแล้ว โดยยังไม่มีรายละเอียดขอบเขตการโจมตีหรือการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเป็นทางการ แต่นานาชาติต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

เหตุผลหลักที่ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน

  • ปกป้องชาวอเมริกัน: ขจัดภัยคุกคามที่ใกล้ตัวจากระบอบอิหร่าน
  • ตอบโต้การก่อการร้าย: อิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธโจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตร
  • ร่วมมือกับอิสราเอล: เพิ่มความมั่นคงในตะวันออกกลาง
  • ยุติความขัดแย้ง 47 ปี: หยุดคำขู่ “ความตายแด่อเมริกา” และการสังหารหมู่

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในภูมิภาค หากอิหร่านตอบโต้รุนแรง อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

ย้อนประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มเด่นชัดตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่จับตัวประกันชาวอเมริกัน ต่อมาอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ท้าทายนโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ของทรัมป์ในสมัยแรก ล่าสุดการโจมตีของอิสราเอลต่อกองทัพอิหร่านยิ่งจุดชนวนให้สหรัฐฯ เข้าสู่สมรภูมิ

สถานการณ์ปัจจุบันยังคลุมเครือ ขณะที่ผู้นำอิหร่านยังเงียบ แต่มีรายงานข่าวกรองว่ากำลังเตรียมตอบโต้ สหประชาชาติและชาติอาหรับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตมนุษยธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน ทรัมป์ยืนยันปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความมั่นคงให้อเมริกาและโลก แต่ก็เสี่ยงสูงหากไม่มีการทูตสนับสนุน คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ยืนยันเอง เปิดปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน ปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามใกล้ตัว

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนโจมตีอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่านอย่างชัดเจน หลังมีรายงานจากสื่อหลายแห่งว่า พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงจากการโจมตีอิหร่าน ทรัมป์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่าข่าวนี้ผิด 100% และหากเกิดสงคราม สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงตึงเครียด ท่ามกลางการเจรจานิวเคลียร์ที่ไร้ผลลัพธ์ ทรัมป์ปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าพลเอกเคนเตือนถึงปัญหาต่างๆ เช่น สงครามยืดเยื้อ ขาดแคลนอาวุธ และความเสี่ยงต่อทหารสหรัฐฯ และพันธมิตร ทรัมป์ระบุว่า “พลเอกเคนเชื่อว่าเราจะชนะง่ายดาย เขาไม่เคยคัดค้านการโจมตี”

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์เผชิญแรงกดดันจากภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะหลังจากถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 และสั่งโจมตี施設นิวเคลียร์อิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ล่าสุด ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการทหารหากเจรจาไม่สำเร็จ

รายงานจากสื่อชั้นนำเกี่ยวกับความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน

  • The Washington Post: พลเอกเคนเตือนทำเนียบขาวและเพนตากอนถึงการขาดแคลนอาวุธและการขาดการสนับสนุนจากพันธมิตร ซึ่งอาจคุกคามทหารอเมริกัน
  • The Wall Street Journal: เจ้าหน้าที่เพนตากอนกังวลว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศจะถูกใช้จนหมด หากโจมตีเต็มรูปแบบ
  • Axios: เตือนถึงความเสี่ยงติดหล่มสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางอีกครั้ง คล้ายอิรักหรืออัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ผลักดันให้ชะลอการโจมตีเพื่อเปิดทางเจรจา แต่ทรัมป์ยืนกรานว่าตัวเขาเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย และอยากได้ข้อตกลง แต่หากไม่ได้ จะเป็นวันเลวร้ายสำหรับอิหร่าน

การเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เพื่อเตรียมพร้อม สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ รวมเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือรบกว่า 10 ลำ เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ การเคลื่อนไหวนี้ยิ่งทำให้โลกจับตา โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพพลังงานโลก หากเกิดความขัดแย้ง อาจกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหนัก

ย้อนประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านตึงเครียดมานาน ตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามปี 1979 การลอบสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2020 และการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ทรัมป์ยังโจมตีสื่อว่าเป็น “ข่าวปลอม” ที่บิดเบือน โดยย้ำว่าผู้นำคือผู้ตัดสินใจ การเจรจารอบต่อไปกำหนดวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนมาตรการรุนแรง

จากมุมมองของเรา สถานการณ์นี้สะท้อนความซับซ้อนของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ทรัมป์มุ่งแสดงจุดยืนแข็งแกร่งเพื่อต่อรอง แต่ความเสี่ยงสงครามอาจนำภัยคุกคามใหญ่หลวง คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรเจรจาหรือใช้กำลัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

Scroll to top