โดรนตรวจจับความร้อน

“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

กลายเป็นประเด็นที่ชวนให้ลุ้นระทึกและน่าเห็นใจเจ้าของไม่น้อยเลยครับ สำหรับกรณีที่มี“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เจ้าโต สุนัขพิตบูลลูกผสมวัย 2 ปี น้ำหนักตัวเกือบ 75 กิโลกรัมตัวนี้ ได้หายไปจากสวนหลังจากที่มีคนงานเผลอเปิดประตูทิ้งไว้ ทำให้มันหลุดออกไปพร้อมกับเพื่อนสุนัขพันธุ์ไทยอีกหลายตัว แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือในขณะที่เพื่อนๆ ของมันทยอยกลับเข้าสวน แต่เจ้าโตกลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เจ้าของและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างพากันหวาดวิตกเกรงว่าสุนัขตัวใหญ่จะไปทำร้ายคน หรือเกิดความเครียดจนคุมไม่อยู่

เหตุการณ์ระทึกเมื่อ “พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้โดรนตรวจจับความร้อน ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนภารกิจค้นหาในครั้งนี้ด้วยครับ ทีมเจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้บินตรวจสอบพื้นที่ตลอดแนว ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงดึกดื่น เพื่อหวังจะพบตัวเจ้าโตให้เร็วที่สุด ถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ทางเจ้าของจะยืนยันว่าเจ้าโตเป็นสุนัขนิสัยขี้เล่นและไม่เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวมาก่อน แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตบวกกับสัญชาตญาณสัตว์เลี้ยงที่หลุดหายไป การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับความปลอดภัยของคนในชุมชนครับ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา นั้นเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการประตูรั้วของคนงานตัดทุเรียน นี่จึงเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิตบูลหรือสุนัขที่มีพละกำลังมาก ควรจะมีมาตรการป้องกันที่รัดกุมมากกว่าปกติ ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าโต มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • เพศผู้ สีน้ำตาล อายุประมาณ 2 ปี
  • น้ำหนักตัวประมาณ 75 กิโลกรัม
  • มีจุดสังเกตคือตัวค่อนข้างใหญ่และสูงประมาณ 80 เซนติเมตร

ในขณะนี้ทางครอบครัวของเจ้าโตยังคงมีความพยายามออกตามหาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลดละความพยายาม เพราะรักสุนัขเหมือนสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังมีการตั้งสินน้ำใจให้สำหรับผู้ที่พบเห็นและแจ้งเบาะแส ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าของที่กำลังร้อนใจในขณะนี้ หากใครพบเห็นสุนัขลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อแจ้งข้อมูลได้ทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การมีสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ในความดูแล ไม่ว่าจะนิสัยดีเพียงใด การควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เจ้าของต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นครับ สุดท้ายนี้หวังว่าเหตุการณ์ค้นหาจะจบลงด้วยดีและเจ้าโตจะได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของเจ้าของอย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – “พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

“ตี๋ ภัทรพงษ์” แท็กทีมสู้ไฟป่า “ส้มสู้ไฟป่า”

ช่วงฤดูแล้งปีนี้ ภาคเหนือกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 อีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหนัก ล่าสุด ตี๋ ภัทรพงษ์ หรือนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ผู้จัดการทีมส้มสู้ไฟป่า แท็กทีม สส.พรรคประชาชนจากจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เดินหน้าปฏิบัติการ ส้มสู้ไฟป่า season 2 อย่างเข้มข้น แม้สภาฯจะยังไม่เปิดประชุม แต่ทีมงานไม่รอช้า ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันที

ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟป่า season 2

ส้มสู้ไฟป่า

วันที่ 8 มีนาคม 2567 สส.ภาคเหนือพรรคประชาชน นำโดยตี๋ ภัทรพงษ์ ร่วมกับสส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล, พุธิตา ชัยอนันต์, วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก จากเชียงใหม่ และสส.ลำพูน เดินทางลงพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด, แม่ออน, สันทราย, สันป่าตอง, หางดง, แม่วาง จ.เชียงใหม่ และอำเภอเมือง, แม่ทา จ.ลำพูน เพื่อประสานงานดับไฟป่าและป้องกัน

ปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่านี้ต่อยอดจาก “ก้าวไกลสู้ไฟป่า” และ season 1 เริ่ม season 2 ตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เน้นภารกิจหลักคือลาดตระเวนด้วยโดรนตรวจจับจุดความร้อน ดับไฟด้วยวิบากไฟฟ้าเข้าพื้นที่ลึก เครื่องฉีดน้ำ เครื่องเป่าลม และสร้างแนวกันไฟ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ทีมส้มสู้ไฟป่าใช้โดรนลาดตระเวน

ผลงานเด่นของปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่า

ตั้งแต่เริ่ม season 2 จนถึงวันที่ 8 มีนาคม ทีมทำภารกิจได้น่าประทับใจ:

  • ดับไฟป่า 26 ภารกิจ ระยะทาง 40 กิโลเมตร
  • สร้างแนวกันไฟ 13 กิโลเมตร
  • บินโดรนลาดตระเวนกว่า 14 ชั่วโมง ระยะทาง 326 กิโลเมตร จาก 68 เที่ยวบิน

ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการลดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 จากไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในภาคเหนือทุกปี ส่งผลให้อากาศคุณภาพแย่ สุขภาพประชาชนเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ เศรษฐกิจท่องเที่ยวเสียหายหนัก

ดับไฟป่าด้วยวิบากไฟฟ้า ส้มสู้ไฟป่า

สาเหตุไฟป่าและแนวทางแก้ไข

ตี๋ ภัทรพงษ์ ระบุว่า ไฟป่ามีสาเหตุหลากหลาย ซึ่งทีมได้ศึกษาจากการลงพื้นที่:

  • จุดไฟเพื่อล่าสัตว์หรือหาของป่า
  • ไฟลุกลามจากพื้นที่เกษตรกรรม
  • ไฟข้ามแนวกันไฟเดิม
  • การจุดไฟโดยผู้ไม่ประสงค์ดี

เป้าหมายหลักคือลด PM2.5 สนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ขาดงบประมาณ และผลักดันนโยบายผ่านสภา พรรคประชาชนยึดหลัก “การทำงานฝ่ายนิติบัญญัติที่ดีต้องลงมือทำก่อน” เพื่อร่างกฎหมาย ตรวจสอบงบ และอภิปรายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเร่งรื้อฟื้นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดทันทีที่รัฐบาลใหม่จัดตั้ง

แนวกันไฟป่าโดยทีมส้มสู้ไฟป่า
สส.พรรคประชาชนลงพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูน

จากประสบการณ์หลายปี ทีมมั่นใจว่าไฟป่าแก้ได้ถ้ารัฐบาลจริงจัง การใช้เทคโนโลยีอย่างโดรนและยานพาหนะไฟฟ้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ ปฏิบัติการส้มสู้ไฟป่าคือตัวอย่างการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด สร้างอากาศสะอาดยั่งยืน ลองติดตามผลงานทีมส้มต่อไป และช่วยกันรณรงค์ไม่เผาในที่โล่งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “ตี๋ ภัทรพงษ์” แท็กทีม สส. ภาคเหนือ พรรคประชาชน ปฏิบัติการ “ส้มสู้ไฟป่า”

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย

กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 37 คน ขณะลักลอบเข้าประเทศไทยบริเวณชายแดนโคกสูง โดยใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดน

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 (ฉก.ตชด.4) ได้ลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจแนวชายแดน บริเวณหลักเขตแดนที่ 47-48 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตประเทศไทย จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมทั้งหมด

จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 37 คน (ชาย 22 คน และหญิง 15 คน) ทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตเข้าประเทศ (พาสปอร์ตหรือวีซ่า)

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานให้การว่าเดินทางมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจยและเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นผู้จัดหาและนำมาส่งใกล้ชายแดน เพื่อรอจังหวะลักลอบเข้าไทย โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อทำงานรับจ้างทั่วไปและในโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสมุทรปราการ โดยจ่ายค่านายหน้าคนละประมาณ 3,000–5,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งหมดไปยังที่ทำการหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 เพื่อทำบันทึกจับกุม และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองโรคและเตรียมผลักดันกลับประเทศ

ทางการเน้นย้ำว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีตรวจจับ เช่น โดรนตรวจความร้อน กล้องวงจรปิด และหน่วยเฝ้าตรวจเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมแรงงานกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงและความผิดทางกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันชายแดน

การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การค้ามนุษย์ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย แนวชายแดนโคกสูงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประเทศ

การ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย ควรเป็นอุทาหรณ์ให้ตระหนักถึงผลเสียของการลักลอบเข้าเมือง และหันมาทำงานอย่างถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาประเทศ

ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา – กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

Scroll to top