โหวตนายกคนนอก

อนุทินดีเบต? ภท.พร้อมเลือกตั้ง โยนถาม “อนุทิน”

สส.แนน เผย ภูมิใจไทยสั่งจัดทัพผู้สมัครสส. รองรับเลือกตั้ง บอก เตรียมพร้อมปกติไม่เกี่ยวเพื่อไทยขู่ยุบสภา ยัน สมาชิกพรรคสแตนบายอยู่กทม.พร้อมประชุมสภาตลอด โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่ามีการพิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องรอประธานสภาฯว่าจะออกวาระใหม่หรือไม่ รวมถึงการหารือเรื่องการเตรียมความพร้อม โดยให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค เตรียมเสนอชื่อผู้สมัครสส. ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อถามย้ำว่า การเตรียมชื่อผู้สมัครสส. เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เราทุกคนทราบดีว่า ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงท่าทีพรรคของพรรคประชาชน เรื่องข้อเสนอยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราพูดคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพรรคมีมติชัดเจนว่า หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห. มีสิทธิ์ไปพูดคุยข้อเสนอต่างๆ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้งหรือไม่ หากพรรคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สส.ของพรรคสแตนบายในกทม.ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอยู่ในช่วงสมัยประชุม ซึ่งพรรคมีความพร้อมในการประชุมสภาฯ วันพุธ พฤหัสบดี และวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนมีท่าทีชัดเจนอาจจะประชุมพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าพรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภาหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่ มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด ใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็อยู่ที่การกระทำในอนาคต ทั้งนี้ ในที่ประชุมพรรคได้พิจารณาข้อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเสนอให้แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห.

“ศุภชัย” ซัด “เดชอิศม์” หลังยกปม ฮั้ว สว.-เขากระโดง โจมตีพรรคภูมิใจไทย

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รมช.มหาดไทย กล่าวพาดพิงถึงพรรคภท. ว่า คดีความต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน เวลานี้ยังไม่มีข้อเท็จจริง ในส่วนคดีเขากระโดงที่นายเดชอิศม์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มาวันแรกก็ดูคึกคักว่าจะเพิกถอน ผ่านมาไม่รู้กี่เดือนก็ยังไม่ได้ทำ และควรรอกระบวนการของศาลที่จะต้องตัดสินคดี พร้อมย้ำว่าทั้งหมดคือเรื่องทางการเมือง โดยยืนยันว่า ทั้งสองประเด็นนี้ยังมีผู้บริสุทธิ์อยู่ นายเดชอิศม์ไม่ควรยกเรื่องเหล่านี้มาโจมตี อ้างว่าพรรคภท.เป็นพรรคที่น่ารังเกียจ ไม่น่าจะคุยด้วย และอยากกล่าวเตือนว่านายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การกระทำก็ย่อมผูกพันกับพรรค ต้องเรียนรู้กับการเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองที่ดี

เมื่อถามว่าเป็นการกล่าวหาที่แรงไปหรือไม่ ว่าคดีฮั้วเลือก สว. เลวร้ายกว่าการทำรัฐประหารร้อยครั้ง นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายเดชอิศม์ กล่อมตัวเอง แต่เข้าใจ ว่าคนที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วหลุดออกไป ก็คงยังทำใจไม่ได้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงอำนาจการยุบสภา โดยนายศุภชัย กล่าวว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ขอเตือนว่าอย่าทำ และปล่อยให้กระบวนการเดินไปด้วยตัวเอง

โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยและการตอบสนองต่อข้อเสนอการดีเบตจากพรรคประชาชนกำลังเป็นที่จับตามอง การตัดสินใจของนายอนุทินจะเป็นอย่างไร และพรรคจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

อนาคตการเมืองไทยกับข้อเสนอดีเบต “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มขยับตัวและวางแผนกลยุทธ์ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากพรรคประชาชนที่ต้องการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบต ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การที่พรรคประชาชนเสนอให้ อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตนั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการประชันวิสัยทัศน์และนโยบายระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง การตอบสนองของพรรคภูมิใจไทยต่อข้อเสนอนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพรรคตัดสินใจตอบรับ จะเป็นการแสดงความมั่นใจในนโยบายและศักยภาพของพรรค แต่หากปฏิเสธ ก็อาจถูกมองว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยยังเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่พรรคสั่งให้จัดทัพผู้สมัคร ส.ส. และเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและขยายฐานเสียงของพรรค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ยังคงเป็นอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความเหมาะสมต่างๆ

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายภายในพรรคเอง การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเตือนเรื่องการกล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างมาก การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดได้

การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอให้อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตเป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่น่าติดตาม การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” คาด ประชุม สส. พรรคประชาชน วันนี้ ยังไม่ได้สรุปโหวตใครนั่งนายกฯ มอง ยุบสภาหรือไม่ ต้องถามเพื่อไทย ชี้ การเมืองชะงักไม่ได้ ย้ำ รับฟังทุกความเห็น

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคประชาชน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. กันวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าจะให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้ต้องรับฟังความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช่แค่รับฟังความคิดเห็นของ สส. แต่รวมถึงคณะทำงานของพรรคที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ด้วยเช่นกัน รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อดูว่าข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ว่าสามารถตัดสินใจเลือกได้เลยหรือไม่ เพราะมีการเอา MOU มากางให้ดูไปแล้ว ว่าพรรคที่อยากจะเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคิดอย่างไรบ้าง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบภายในวันนี้หรือไม่ แต่คิดว่าในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ เราพยายามจะหาคำตอบให้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของประชาชน และให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่บอกว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตใครเลย และพรรคเพื่อไทยจะยุบสภานั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องเป็นคนตอบ ในส่วนของเราเตรียมไว้ทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองขนาดนี้หยุดชะงักไม่ได้ ทั้งเรื่องปากท้อง และสถานการณ์ชายแดน ในส่วนของเราจะตัดสินใจ โดยนำทีโออาร์ และประเทศชาติเป็นตัวตั้ง และต้องยอมรับว่าขณะนี้ยังให้คำตอบใดๆ ไม่ได้ เพราะต้องรอฟังเสียง สส. ต่อให้ได้มากที่สุด

ส่วนกรณีคนที่มายื่นหนังสือเราก็รับฟังทั้งหมด และมีความเห็นที่หลากหลาย ในด้านหนึ่งก็มีคนมองว่าเราควรนำรัฐบาลเองหรือไม่ แต่เรายืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่จัดตั้งรัฐบาลเพราะเราไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารับฟังทุกเสียงและเชื่อว่า สส. ที่จะมาร่วมประชุมก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนเสียงประชาชนที่ได้ไปรับฟังในพื้นที่

เมื่อถามว่ามองอย่างไรหากพรรคตัดสินใจไม่เลือกโหวตใครเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ข้อนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เรารับฟัง ส่วนตัวตอบไม่ได้ ต้องใช้ระบบจัดการของพรรค เพื่อรับฟังความเห็น ท้ายที่สุดจะออกมาอย่างไร พรรคจะมีการแถลงเอง ซึ่งใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราประกาศมาโดยตลอดว่าอยากให้มีการยุบสภา และเตรียมตัวเลือกตั้ง เราพร้อมตลอด

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันนี้ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าจะไปทางใดทางหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประเมินคาดเดากันไปต่างๆ ในส่วนของพรรคยังไม่มีคำตอบว่าไปในทิศทางใด และสัปดาห์นี้จะมีการนัดประชุมสภาพิเศษไปแล้ว แต่กรณีถ้ามีเหตุจำเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะสามารถชิงธงนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็สามารถเปลี่ยนวาระการประชุมได้ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภา และเชื่อว่าประธานสภาจะฟังเสียงสมาชิกส่วนมาก

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ถัดไปมีไทม์ไลน์ทางการเมืองตลอด ทั้งวันที่ 9 กันยายน และวันที่ 10 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะให้ทำประชามติกี่ครั้ง เราต้องคิดบนพื้นฐานนี้ด้วย เข้าใจว่าวันนี้จะได้คำตอบหรือไม่ สุดท้ายก็จะมีการสื่อสารกัน และในวันพรุ่งนี้ยังมีการประชุม ส.ส. ตามปกติ

สำหรับพรรคประชาชนมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นโจทย์การเมืองใหญ่ เพราะเป็นการวางรากฐานโครงสร้างทั้งหมด ถ้าพรรคใดรับเงื่อนไขนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา

ส่วนรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ มองว่า ตนไม่รู้จะเชื่อใคร ว่ากูรูทางกฎหมายก็เรื่องหนึ่ง ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ ตนคิดว่า รักษาการนายกฯ ก็มีอำนาจที่จะตัดสินใจ แต่จะถูกหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง การที่ 2 พรรคใหญ่ ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาพูดคุยกับเรา ก็ทำให้ทราบว่าเขารับเงื่อนไขเราได้มากแค่ไหน

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

ทำไมนายณัฐวุฒิคาดการณ์ว่า ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ?

จากบทสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. ในวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สส. คณะทำงานของพรรคในจังหวัดต่างๆ รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่และทำการตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยมีการนำ MOU มากางให้ดู เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงานของพรรคที่ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตให้ใครเลย และพรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภา โดยย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ แต่พรรคประชาชนก็เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองไม่สามารถหยุดชะงักได้ และการตัดสินใจของพรรคจะต้องนำเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นโจทย์การเมืองที่สำคัญ และพรรคใดที่ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาของพรรคประชาชน

โดยสรุปแล้ว ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการพิจารณาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจของพรรคเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคประชาชนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อนำพาประเทศชาติไปข้างหน้า

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เราต้องรอติดตามผลการประชุมและการแถลงการณ์ของพรรคต่อไป

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” คาดวันนี้ ปชน. ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ ให้พรรคไหน เหตุต้องฟังทุกความเห็น

เพื่อไทยพร้อม! ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อม ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ โดยสนับสนุนการจัดตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 พรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่ภาพและข้อมูลของนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคฯ ผ่านทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความที่ระบุถึงความพร้อมในการเสนอชื่อนายชัยเกษมฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

นายชัยเกษม นิติสิริ ถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงกฎหมายและการเมืองของไทย มีประสบการณ์มากมายทั้งในฐานะอัยการสูงสุด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นที่ยอมรับว่าเป็นนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และมีบทบาทสำคัญในหลายเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศ

พรรคเพื่อไทยยังได้เน้นย้ำถึงประวัติการศึกษา เส้นทางการทำงาน ประสบการณ์ที่สำคัญ รวมถึงบทบาททางการเมืองของนายชัยเกษมฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2557 ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชัยเกษมฯ ได้เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาลในการเจรจากับคณะรัฐประหาร ณ สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยยืนยันจุดยืนของรัฐบาลรักษาการว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะและรายบุคคล ก่อนที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศยึดอำนาจในเวลาต่อมา

พรรคเพื่อไทยพร้อมส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ

สำหรับจุดยืนทางการเมืองของนายชัยเกษม นิติสิริ นั้น ได้ย้ำมาโดยตลอดว่าหลักนิติรัฐคือทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง และเห็นว่าการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองจะนำไปสู่ความแตกแยกและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัยเกษมฯ มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นอุปสรรคสำคัญต่อพัฒนาการประชาธิปไตย และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเสนอให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่า “การรัฐประหารเป็นความผิดอาญาฐานกบฏ และไม่มีอายุความ” เพื่อป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต

ทำไมต้อง “ชัยเกษม นิติสิริ”?

การเสนอชื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันวาระสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการสร้างหลักนิติรัฐที่เข้มแข็งในสังคมไทย

เส้นทางของนายชัยเกษม นิติสิริ ผสมผสานประสบการณ์ด้านกฎหมายกับการเมืองได้อย่างลงตัว เป็นผู้ที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยและนิติรัฐ มุ่งหวังที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และผลักดันให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางประชาธิปไตย

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย และสร้างความปรองดองเพื่อนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างระบบการเมืองที่เป็นธรรมและยั่งยืน

การที่พรรคเพื่อไทยประกาศความพร้อมในการส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ถือเป็นความหวังที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้กับประชาชน

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ประกาศพร้อมแล้ว ส่ง “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ พร้อมแก้ รธน. 60

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

“พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ท่ามกลางสถานการณ์การเจรจาขอเสียงโหวตนายกฯ ที่กำลังเข้มข้น “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ส่งกำลังใจให้พรรคประชาชน และ “หัวหน้าเท้ง” หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความให้กำลังใจลงในโซเชียลมีเดีย โดยแท็กไปที่เพจพรรคประชาชน และไอจีส่วนตัวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ หัวหน้าเท้ง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสรวงศ์ เทียนทอง, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายชูศักดิ์ ศิรินิล พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ), นายเดชอิศม์ ขาวทอง (พรรคประชาธิปัตย์), นายชัยชนะ เดชเดโช (พรรคประชาธิปัตย์) และนายประภัตร โพธสุธน (พรรคชาติไทยพัฒนา) เดินทางมาที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล

โดยทางฝั่งพรรคประชาชนมี นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค, นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค เข้าร่วมหารือ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค ได้เดินทางมาเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน สถานการณ์การเมืองจึงมีความน่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

พรรคประชาชนกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยในวันที่ 1 กันยายน เวลา 13.00 น. นายณัฐพงษ์ ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค รวมถึง สส. เพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ นอกจากนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

ทำไม “พิธา” ถึงให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”?

การที่ “พิธา” ออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” อาจเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลและพรรคการเมือง แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความหวังว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

  • พรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรในการโหวตนายกฯ?
  • การตัดสินใจของพรรคจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หรือไม่?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการตัดสินใจของพรรคอย่างไร?

ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจ และรอคอยคำตอบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ของ “พิธา” ครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องให้เห็นถึงความหวังและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์การเมืองที่ดีขึ้น

ติดตามข่าวสารและผลการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้ในวันที่ 1 กันยายนนี้ มาร่วมกันจับตาดูว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

ที่มา – “พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ช่วงดีลขอเสียงโหวตนายกฯ

โพลชี้: พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทย เอื้อคดี สส.

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหากพรรคประชาชนจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยกังวลถึงข้อตกลงลับเพื่อช่วยเหลือคดีของอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการจับมือกันของสองพรรคใหญ่นี้จะส่งผลเสียต่อการเมืองมากกว่าผลดี

สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับ “ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชน” โดยสอบถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ผลปรากฏว่า 30.5% ไม่อยากเห็น และ 12.9% ไม่อยากเห็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจบางส่วนระบุว่า อยากเห็นอย่างยิ่ง 13.5% และอยากเห็น 12.8% ส่วนที่เหลือ 20.2% ไม่แน่ใจ

เหตุผลที่พรรคประชาชนอาจสนับสนุนภูมิใจไทย

เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุดที่พรรคประชาชนอาจตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย พบว่า:

  • 42.5% ระบุว่า เพื่อทำข้อตกลงทางการเมืองในการช่วยเหลือกลุ่ม ส.ส. 44 คน ให้พ้นผิด
  • 17.4% เชื่อว่ามีอุดมการณ์และนโยบายที่สอดคล้องกัน
  • 15.5% มองว่าเพื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 10.4% เห็นว่าเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ต่อไปได้

ผลเสียหรือผลดีจากการจับมือของพรรคใหญ่?

เมื่อถามถึงมุมมองว่าการที่พรรคใหญ่สองพรรคจับมือกันจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อระบบการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไรบ้าง พบว่า:

  • 62.9% เห็นว่ามีผลเสียมากกว่า
  • 7.7% เชื่อว่ามีผลดีมากกว่า
  • 29.4% ยังไม่แน่ใจ

จากผลสำรวจนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงกังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส การช่วยเหลือพวกพ้อง และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบการเมืองโดยรวมของประเทศ ความโปร่งใสและความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญนี้

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทย สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน ประชาชนต้องการเห็นการเมืองที่ใสสะอาด ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทยจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทยหรือไม่ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองไทยในอนาคต

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจับมือกันของพรรคการเมืองต่างๆ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ที่มา – โพลไม่หนุนพรรคประชาชนโหวตให้ภูมิใจไทย ชี้หากจับมือเอื้อช่วยคดี 44 สส.ก้าวไกล

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

ภคมน ชี้ โลโก้และสีประจำพรรค ส้ม-น้ำเงิน

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสีประจำพรรค โดยเน้นย้ำว่า โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน พร้อมแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากพรรค

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับโทนสี “ส้ม+น้ำเงิน” บนโต๊ะงานเลี้ยงของพรรคประชาชน นางสาวภคมนได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “จินตนาการลึกล้ำนะคะ จริงๆ ดิฉันเชื่อว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทราบดีว่าสีประจำพรรคตั้งแต่อดีตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน คือสีส้ม น้ำเงิน กลับไปดูป้ายหาเสียงหรือแผ่นพับของพรรคก็ได้ หรือแม้แต่โลโก้พรรคที่ขึ้นทะเบียนกับ กกต. ก็มีสีน้ำเงินอยู่ด้วย”

นางสาวภคมน ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนรับฟังข่าวสารทางการจากพรรคเป็นหลัก อย่าเพิ่งด่วนสรุปหรือจินตนาการไปเอง

ภคมนย้ำ โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน จริงแท้แน่นอน

เพื่อยืนยันคำกล่าว นางสาวภคมนได้โพสต์ภาพโลโก้ของพรรคประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยสีขาว น้ำเงินเข้ม และขาว อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า สีส้ม-น้ำเงิน นั้น เป็นสีที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พรรคยังใช้ชื่อเดิม

ทำไมสีส้ม-น้ำเงินจึงสำคัญต่อพรรคประชาชน

การที่นางสาวภคมนต้องออกมาเน้นย้ำถึง โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสีในการสร้างการรับรู้และความจดจำให้กับพรรค สีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารอัตลักษณ์ของพรรคไปยังประชาชน การที่พรรคมีสีประจำที่ชัดเจนจะช่วยให้ประชาชนจดจำและเชื่อมโยงสีนั้นเข้ากับพรรคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การแข่งขันทางการเมืองมีความเข้มข้น การมีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและจดจำง่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

นอกจากนี้ การที่นางสาวภคมนแนะนำให้ประชาชนรับฟังข่าวสารทางการจากพรรค ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่ข่าวสารมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

  • สีส้มและสีน้ำเงินเป็นสีที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พรรคยังใช้ชื่อเดิม
  • การมีสีประจำพรรคที่ชัดเจนช่วยสร้างการจดจำให้กับประชาชน
  • การรับฟังข่าวสารทางการจากพรรคเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

การออกมาเน้นย้ำเรื่อง โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน ของนางสาวภคมนในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์และการสื่อสารทางการเมือง การที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและต้องการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนเกี่ยวกับพรรค

ในปัจจุบันการรับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและหลากหลาย การตรวจสอบข้อมูลและแยกแยะข่าวที่เป็นจริงออกจากข่าวปลอมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “ภคมน” ชี้ โลโก้และสีประจำพรรคคือ ส้ม-น้ำเงิน แนะฟังข่าวทางการของพรรค

พรรคประชาชน ย้ำ! เหตุใดได้ 143 สส.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย และยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคใด ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดหลักการ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (29 ส.ค.) ว่าหากรักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภา และไม่มีบุคคลใดในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้เป็นขั้นต่ำ

  • นายกฯ คนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.
  • คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็วและไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
  • พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

ทางพรรคประชาชนขอย้ำว่าหากประเทศมีนายกฯ คนใหม่ตามเงื่อนไขนี้จริง พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้กลไกสภา (รวมถึงกลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151) ในการควบคุมรัฐบาลให้รักษาสัญญาตามเงื่อนไข และในการตรวจสอบรัฐบาลในกรณีที่มีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

หลังจากได้ประกาศเงื่อนไขดังกล่าว ทางพรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาขอเข้าพบผู้บริหารพรรคประชาชนเพื่อรับทราบรายละเอียดเมื่อวานเย็น แต่ทางผู้บริหารพรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางพรรคเพื่อไทย โดยเห็นแต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของแกนนำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนขอย้ำว่าทางเรายังไม่มีการตกลงใดๆ กับพรรคใด และพร้อมจะพิจารณากับข้อเสนอของทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะยึดหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

  • หากพรรคใดพร้อมจะตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ขอให้พรรคดังกล่าวแถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและทำความเข้าใจ 3 เงื่อนไขของเราอย่างถ่องแท้ โดยทางเรายินดีหารืออย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบเจตนารมณ์และชี้แจงรายละเอียด
  • กระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ จะเกิดขึ้นหลังจากพรรคที่พร้อมตอบรับเงื่อนไข ได้มีการแถลงและพูดคุยกับเราอย่างเป็นทางการเท่านั้น

พรรคประชาชนขอยืนยันว่าเราตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพราะเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2566 ทางเราจึงขอยืนยันว่าเราจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดกับหลักการของพรรคหรือคำพูดที่เราเคยให้ไว้กับประชาชน แต่จะเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนยึดมั่น

พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส.

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนได้ 143 สส.

การที่พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนมีจำนวน ส.ส. ถึง 143 คนนั้น เป็นผลมาจากการที่พรรคได้นำเสนอแนวทางและนโยบายที่ตรงใจประชาชน รวมถึงความชัดเจนในจุดยืนและหลักการของพรรคที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง การที่พรรคประชาชนย้ำถึงความตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และเป็นการยืนยันว่าจะไม่ทรยศต่อความคาดหวังของประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนวางเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือการสนับสนุนบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่พรรคเชื่อมั่น ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในอนาคตจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการและความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อรักษาความไว้วางใจที่ได้รับมา และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนต่อไป การที่พรรคย้ำถึงความตระหนักในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรค

พรรคประชาชนกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยยึดมั่นในหลักการที่ได้ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่พรรคตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พรรคสามารถรักษาจุดยืนและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ที่มา – พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันไม่ทำลายหลักการที่ประชาชนมอบให้

Scroll to top