โหวตนายกใหม่

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

คปท. บุกทำเนียบ ทวง 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาล “อนุทิน”

แกนนำกลุ่ม คปท. เดินหน้าต่อ แถลงหลังจบโหวตนายกฯ คนที่ 32 เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เดินหน้ายื่นอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” ลั่นต้องทำ MOA กับประชาชน พร้อมนัดชุมนุมรอบถัดไป 9 ก.ย. รอฟังคำวินิจฉัยคดีทักษิณ ชั้น 14

วันที่ 5 กันยายน 2568 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ได้แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน และผู้ร่วมชุมนุม ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการโหวตจากสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย

นายพิชิต กล่าวว่า ตั้งแต่เช้าที่เดินทางมายังอาคารรัฐสภา และก่อนหน้านี้ในนามของรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่ได้ไปร่วมกันประกาศจุดยืนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง 3 ครั้ง เราพูดเป็นเสียงเดียวกันมาโดยตลอดว่าวินาทีนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการพรรคเพื่อไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมทั้งประกาศภารกิจ 6 ข้อที่เราต้องเดินต่อ คือ 1. ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เอานายชัยเกษม นิติศิริ เป็นนายกรัฐมนตรี 2. ให้ยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 โดยทันที 3. ถ้าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเว้นการแก้ไขในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 (ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์) 4. ยกเลิกการยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ์ ที่ขยายสิทธิ์การเช่า อสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปีเป็น 99 ปี 5. ยกเลิกพระราชบัญญัติ Entertainment Complex ที่มีคาสิโน และการออนไลน์ และ 6. ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

นายพิชิต กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาเชียร์ใครคนใดคนหนึ่ง การโหวตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภารกิจข้อแรกถือว่าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ยังไม่ถือว่าได้ชัยชนะ เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ยังเหลืออีก 5 ข้อ ที่รัฐบาลต่อไปจะต้องแสดงความรับผิดชอบให้เห็น ซึ่งรัฐบาลของนายอนุทินจะต้องทำ ในเมื่อทำ MOA กับพรรคประชาชนได้ ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องทำ MOA กับพี่น้องประชาชนด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะกลับไปพูดคุยกับคณะใหญ่ แล้วจะทำการบันทึกร่าง MOA เพื่อยื่นให้กับรัฐบาลต่อไป และวันแรกที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน นัดหมายพี่น้องประชาชน ไปพร้อมเพรียงกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามสัญญาอีก 5 ข้อที่เหลือ

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้นัดหมายมวลชนในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะได้อ่านคำวินิจฉัยพิพากษาคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวเดินทางไปที่ดูไบ ไม่ทราบว่าจะกลับมาฟังคำพิพากษาตามนัดหมายหรือไม่ แต่ขอนัดหมายพี่น้องประชาชนไปรวมตัวกันที่สะพานชมัยมารุเชษฐ์ เพื่อลุ้นคำพิพากษาพร้อม ๆ กัน

คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” หลังจากที่ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการเรียกร้องประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน

คปท. คือใคร และมีบทบาทอย่างไร?

คปท. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทในการแสดงออกถึงความต้องการของประชาชนในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กลุ่มนี้มักจะมีการจัดการชุมนุมและการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในประเด็นต่างๆ และเป็นการแสดงออกถึงความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อถึงความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลรับฟังและดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ คปท. ยื่นให้กับรัฐบาลเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง การที่ คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้จะเป็นแรงกดดันให้กับรัฐบาลในการพิจารณาและดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชน

การที่รัฐบาล “อนุทิน” จะสามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ คปท. ได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความสามารถในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนได้ ก็จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ คปท. จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ที่มา – คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

เปิดประวัติ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่นายกฯ

เปิดประวัติ “คุณจ๋า” ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่สตรีหมายเลข 1 สาวสวยผู้ครองใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

ภายหลังจาก นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายเสนอชื่อผู้ชิงนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ นายชัยเกษม นิติสิริ บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย จากนั้นเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปรายก่อนลงมติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายละ 1 ชั่วโมง ก่อนลงมติ

กระทั่งล่าสุด เมื่อเวลา 15.52 น. วันที่ 5 กันยายน 2568 ผลการลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เป็น “ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” ของประเทศไทย

เปิดประวัติ “จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ” ว่าที่นายกรัฐมนตรี

คุณจ๋า ธนนนท์ นิรามิษ เกิดและโตที่จังหวัดระนอง มีพี่สาว 3 คน คุณจ๋าเป็นน้องคนสุดท้าย กระทั่งช่วงมัธยมปลาย ได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กระทั่งจบปริญญาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ครอบครัวคุณจ๋าทำธุรกิจส่วนตัว ขายอะไหล่รถยนต์อยู่ที่จังหวัดระนอง ซึ่งมีพี่สาวรับช่วงต่อจากคุณพ่อคุณแม่ ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจร้านกาแฟ คือ ร้านจ่าจ้า คอฟฟี่ ร้านกาแฟชื่อดังของจังหวัดระนอง ซึ่งเปิดมาแล้ว 17 ปี

จากนั้นได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดร้านใหม่ในกรุงเทพฯ ชื่อ “จาริสต้าร์” ที่ออกแบบสไตล์ชิโน-โปรตุกีสแบบโมเดิร์น ให้บริการทั้งกาแฟ เบเกอรี่ และเมนูสร้างสรรค์ที่นำวัตถุดิบจากบ้านเกิดระนองมาใช้

เส้นทางรัก “คุณจ๋า” กับ “ท่านอนุทิน” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เริ่มต้นจาก “อนุทิน” ขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปงานราชการที่จังหวัดระนอง โดยทางจังหวัดได้มาขอความร่วมมือให้คุณจ๋าเป็นตัวแทนไปรับท่านที่สนามบิน เพราะทางคณะจะมาทานข้าวที่ร้าน ทำให้ครั้งนั้นได้เจอกันครั้งแรก

ส่วนความประทับใจแรกที่ทำให้คุณจ๋าใจฟู คือ ท่านอนุทินถามถึงคุณแม่ จำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ เลยรู้สึกประทับใจ ซึ่งท่านให้ความสำคัญกับครอบครัว เป็นคนรักครอบครัวมากๆ

กระทั่งเดือนพฤษภาคม 2565 ท่านอนุทิน ได้เปิดตัว “คุณจ๋า” ในฐานะภรรยาอย่างเป็นทางการ ด้วยการพาออกงานที่ทำเนียบรัฐบาล.

เรื่องราวความรักของคุณจ๋าและท่านอนุทินเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่เกิดขึ้นจากความเข้าใจและความใส่ใจซึ่งกันและกัน การสนับสนุนกันและกันในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องการงาน ทำให้ทั้งคู่สามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างเข้มแข็ง และในวันนี้ ท่านอนุทินได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ของท่าน พร้อมด้วยกำลังใจและการสนับสนุนจากคุณจ๋า ภรรยาคู่คิดที่อยู่เคียงข้างเสมอมา

บทบาทของคู่สมรสของผู้นำทางการเมืองมักได้รับความสนใจจากสาธารณชนเสมอ คุณจ๋า ธนนนท์ นิรามิษ ว่าที่นายกรัฐมนตรี ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่งในการก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่นี้

ที่มา – เปิดประวัติ “จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ” สาวสวยผู้ครองใจ “อนุทิน” ว่าที่นายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์มีมติ “งดออกเสียง” ในการโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” สร้างความสนใจให้กับแวดวงการเมืองเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์กัน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธาน สส.พรรค ได้แถลงถึงท่าทีของพรรคต่อการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าได้มีการเรียกประชุม สส.พรรคเพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ และรับฟังความคิดเห็นจาก สส.ในแต่ละเขตพื้นที่

ผลสรุปจากการประชุมคือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์จะ งดออกเสียง ในการโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า สส. บางส่วนของพรรคอาจสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย

ประชาธิปัตย์ งดออกเสียง โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีของ สส. 3 ท่านที่เคยลงชื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี นายประมวลกล่าวว่า สส. ทั้ง 3 ท่านไม่ได้เข้าร่วมการประชุม และการลงมติถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคนตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลเบื้องหลังการงดออกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์

ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในพรรค: อาจมี สส. บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อบางราย ทำให้พรรคตัดสินใจเลือกที่จะงดออกเสียงเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพภายใน
  • เงื่อนไขทางการเมือง: อาจมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคไม่สามารถลงมติสนับสนุนผู้ถูกเสนอชื่อรายใดรายหนึ่งได้
  • การรักษาสถานะของพรรค: การงดออกเสียงอาจเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาสถานะของพรรคในระยะยาว และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

การ งดออกเสียง โหวตเลือก นายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และน่าจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต พรรคประชาธิปัตย์จะวางบทบาทของตัวเองอย่างไรต่อไปในสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองล้วนมีความสำคัญต่อทิศทางของประเทศในอนาคต การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจะช่วยให้เราเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อน และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมกับความต้องการของเราได้

ที่มา – พรรค “ประชาธิปัตย์” มีมติ “งดออกเสียง” โหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี”

สภาฯ ยังไม่เริ่มโหวตนายกฯคนที่ 32 ถกเถียงเลื่อน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ยังไม่มีการเริ่มกระบวนการ โหวตนายกฯ คนที่ 32 เนื่องจากเกิดการถกเถียงกันในประเด็นการเลื่อนญัตติขึ้นมาพิจารณาก่อน โดย สส. จากพรรคภูมิใจไทยเสนอญัตติให้เลื่อนวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่พรรคเพื่อไทยคัดค้าน โดยมองว่าไม่ควรเลื่อนและควรเป็นไปตามลำดับเดิมที่วางไว้

เมื่อเวลา 09.41 น. น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอญัตติให้เลื่อนวาระการพิจารณาการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขึ้นมาพิจารณาก่อน ในขณะที่สภากำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. …. ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนหน้านี้แล้ว

นายวัชระพล ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวาระการโหวตนายกฯ คนที่ 32 เนื่องจากเป็นวาระที่สำคัญอย่างยิ่ง และ สส. ควรมีเวลาในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ โดยควรให้เวลาถึง 3 วัน จึงขอให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สอบถามความคิดเห็นจากที่ประชุม เนื่องจากมีข้อเสนอที่แตกต่างกันสองทาง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการลงมติ ถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยังมีสมาชิกต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับญัตติที่มีความแตกต่างกัน และต้องมีการลงมติว่าจะเลื่อนระเบียบวาระหรือไม่ ก่อนที่จะย้ำอีกครั้ง แต่เกิดความผิดพลาดในการพูด ทำให้เกิดเสียงหัวเราะในสภาฯ

ประธานสภาฯ ได้ขอให้สมาชิกแสดงความคิดเห็นสั้นๆ เกี่ยวกับเหตุผลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ในช่วงหนึ่ง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ได้กล่าวชื่นชมประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ที่ทราบดีว่าการพิจารณาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความเห็นเป็นสองทาง ถึงแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็ชื่นชมที่ประธานสภาฯ ยังคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของสภาฯ และบรรจุเรื่องนี้ไว้ในเรื่องด่วนที่ 8

เหตุผลที่ สส. พรรคกล้าธรรมเห็นว่าควรเร่งการโหวตนายกฯ คนที่ 32 เพราะสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้จำเป็นต้องมีรัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาชายแดน และเรื่องภาษี หากเกิดสุญญากาศขึ้น อาจทำให้กระบวนการต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ สส. ส่วนใหญ่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะเพิ่งจะผ่านมาเพียง 2 ปี และเชื่อว่าภารกิจต่างๆ ยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อทำภารกิจเร่งด่วนภายใน 4 เดือนข้างหน้าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงถึงการเสนอชื่อ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี และเห็นว่าไม่ควรเลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะประชาชนกำลังรอคอยที่จะทราบว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไรก็ตาม นายอรรถกร ได้พูดผิดชื่อพรรคหลายครั้งและต้องขอโทษที่พูดผิด

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวอีกครั้งว่า การเสนอญัตติของตนเป็นเพียงการเสนอให้เลื่อนวาระขึ้นมาพิจารณาเท่านั้น หากสามารถเลื่อนขึ้นมาได้ ก็จะมีการอภิปรายต่อไปอีกเป็นเวลานาน จึงขอให้ประธานสภาฯ พิจารณาว่าจะอนุญาตให้ใครอภิปรายได้บ้าง และจะใช้เวลาในการอภิปรายเท่าไหร่ ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เห็นด้วยกับประธานสภาฯ ว่าการเลื่อนวาระหรือไม่นั้นไม่ควรใช้เวลานาน และขอให้ประธานสภาฯ กำหนดเวลาให้ชัดเจน เพราะยังมีวาระอื่นๆ ที่รออยู่

ในระหว่างนี้ นายจุลพันธ์ ได้กล่าวในทำนองว่า การกำหนดเวลาของประธานสภาฯ ที่ 5 นาทีนั้นเหมาะสม และทุกคนควรปฏิบัติตาม โดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นธรรมและเป็นการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน “ท่านไม่ต้องกลัวครับ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีมันก็อยู่ในระเบียบวาระ ยังไงวันนี้มันก็ต้องเดินไปถึง ถ้ามีเสียงครบท่านได้เป็นแน่นอน ใครมีบุญญาวาสนาท่านจะถึง ท่านได้เป็นครับ ไม่ต้องไปห่วง แต่อย่าเริ่มความอยากเป็นรัฐบาลด้วยการปิดปาก” ก่อนที่ประธานสภาฯ จะเข้ามาห้ามปรามและเข้าสู่การอภิปรายของสมาชิกรายอื่นๆ ต่อไป

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ถูกพาดพิงหลายครั้งจากผู้อภิปรายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว จึงต้องหาทางออกมุ่งหน้าสู่การยุบสภา พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนในที่นี้ยืนยันว่าจะเลื่อนวาระการโหวตนายกฯ คนที่ 32 ขึ้นมาพิจารณาก่อน และจะอยู่ร่วมเป็นองค์ประชุมพิจารณากฎหมายอื่นๆ จนจบ

สภาฯ ยังไม่เริ่มโหวตนายกฯคนที่ 32

ทำไมการโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ความท้าทายในการโหวตนายกฯ คนที่ 32

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การแบ่งขั้วอำนาจ และข้อจำกัดทางกฎหมาย การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้การโหวตนายกฯ คนที่ 32 เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การถกเถียงเรื่องการเลื่อนหรือไม่เลื่อนวาระการโหวตนายกฯ คนที่ 32 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การที่ สส. จากพรรคต่างๆ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

การโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเป็นความหวังของประชาชนที่จะได้เห็นประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้กระบวนการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สดใส

ที่มา – สภาฯ ยังไม่เริ่มโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถกเถียงเลื่อน-ไม่เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน

เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ

“สรวงศ์” รับสภาพหาก สส.เพื่อไทย ถอนตัวไม่สู้ต่อ ขอให้บอกกันตรงๆ ยันยื่น “ชัยเกษม” ชิงเก้าอี้นายกฯ คนที่ 32 เผย “อิ๊งค์” ให้กำลังใจผ่านกลุ่มไลน์ ชี้ “ทักษิณ” บินออกนอกประเทศเป็นเรื่องส่วนตัว

วันที่ 5 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมที่ห้องประชุมงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในการประชุมในวันนี้ก็เป็นการแจ้งกับเลขาธิการพรรคของแต่ละพรรคร่วม ในการพูดคุยเพิ่มเติม โดยพรรคเพื่อไทยเป็นหลักในการประชุมในวันนี้ 

ส่วนประเด็นเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ยืนยันว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยยืนยันเหมือนเดิมว่าจะมีการยื่น นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ซึ่งในส่วนของการขอคะแนนเสียงเพิ่มนั้น ตนมีการตามข่าวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังคงยืนยันในเรื่องของเอกสิทธิ์ในการโหวต

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงขวัญกำลังใจของ สส.พรรคเพื่อไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินส่วนตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศ นายสรวงศ์ กล่าวว่า อันดับแรก นายทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย การเดินทางของท่านก็เป็นเรื่องส่วนตัว 

เมื่อถามถึงความพร้อมสำหรับบทบาทการเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง นายสรวงศ์ เผยว่า เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องมีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีการให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายสรวงศ์ ตอบว่า ท่านพิมพ์ข้อความให้กำลังใจในกลุ่มไลน์ ซึ่งตนเองก็ต้องขอขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน และพร้อมที่จะสู้ต่อไป 

เมื่อถามถึงทิศทางของ สส.พรรคเพื่อไทย จะมีงูเห่าเพิ่มหรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ให้ดูกันต่อไป วันนี้เสียงเขาพอ หางอาจจะยังไม่โผล่ เราอยู่กันด้วยความจริงใจอยู่แล้ว ตนเองก็พูดตรงๆ กับสมาชิกไปแล้วว่า ถ้าหาก ไม่มีอุดมการณ์ที่จะสู้ต่อไปด้วยกัน หรือคิดว่าพรรคเพื่อไทยไปต่อไม่ได้แล้ว ก็ขอให้แสดงตัวอย่างชัดเจน โตๆ กันแล้ว ทุกคนมีวุฒิภาวะกันหมด ตนเองพร้อมที่จะสู้กับสมาชิกที่ยังอยู่กับเรา ส่วน 8 งูเห่าของพรรคเพื่อไทย จะมีการขับออกหรือมีบทลงโทษของพรรคหรือไม่นั้น ต้องดูกันต่อไป เพราะเป็นเรื่องในส่วนของคณะกรรมการจริยธรรมของพรรค 

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามย้ำ มีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนที่นายทักษิณจะกลับมาที่ประเทศไทย จะกลับมาจริงหรือไม่ นายสรวงศ์ ยืนยันอีกครั้งว่า นายทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ท่านจะไปก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ซึ่งตนเองก็เข้าใจดี เพราะเคยมีคดีความและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ บางทีชื่อถูกแบล็กลิสต์ในระบบมันยังไม่ถูกเคลียร์ออก พอใช้พาสปอร์ตแตะที่เครื่องอาจจะขึ้นแจ้งเตือนว่าไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่ทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจะมีการตรวจสอบ ส่วนจะกลับมาที่ประเทศไทยแน่นอนหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ.

เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ

“อิ๊งค์” ให้กำลังใจ ชี้ “ทักษิณ” บินนอกเรื่องส่วนตัว

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงน่าติดตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ท่ามกลางกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศของนายทักษิณ ชินวัตร และเรื่องของ สส. งูเห่าในพรรค

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษม เป็นไปตามมติของพรรค และ สส.แต่ละคนมีเอกสิทธิ์ในการโหวต อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าพรรคต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค หากใครที่คิดว่าไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับพรรคเพื่อไทยได้อีกต่อไป ก็ขอให้แจ้งความประสงค์อย่างชัดเจน

แม้จะมีข่าวลือและความไม่แน่นอนต่างๆ เกิดขึ้น แต่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ส่งข้อความให้กำลังใจสมาชิกพรรคผ่านกลุ่มไลน์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไป

การที่เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการรักษาความเป็นเอกภาพ และเดินหน้าตามกระบวนการประชาธิปไตย แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายมากมายก็ตาม

อนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ สส. และการสนับสนุนจากประชาชน การที่เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการเพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ แม้จะมีความเสี่ยง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทาย และมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศชาติไปข้างหน้า

ที่มา – เพื่อไทยส่ง “ชัยเกษม” ชิงนายกฯ “อิ๊งค์” ให้กำลังใจ ชี้ “ทักษิณ” บินนอกเรื่องส่วนตัว

Scroll to top