ใช้หนี้

“เวย์ ไทเทเนียม” รับยืม “เดย์” 2 ล้าน เรื่องฉาวทำพิษ!

“เวย์ ไทเทเนียม” รับทราบข้อหาร่วมฉ้อโกงทรัพย์ แจงยิบปมยืมเงิน “เดย์ ไทเทเนียม” แค่ 2 ล้านบาท ไม่ใช่ 10 ล้าน เผยเรื่องฉาวกระทบงาน สปอนเซอร์หลายเจ้าถอนตัว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่หน้าอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสายหยุด เพ็งบุญชู กล่าวว่า วันนี้พาลูกความเข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” จากกรณีที่นักธุรกิจชื่อดัง โอนเงินเข้าบัญชีของนายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนียม จำนวน 10 ครั้งเป็นเงินจำนวน 14 ล้านบาท ตั้งแต่เดือน มี.ค. 65 ทำให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ โดยเข้าใจว่าร่วมกระทำกับนางไรบีนา หรือ นานา ไรบีนา ภรรยา ในการฉ้อโกง

ในข้อเท็จจริงจากการพูดคุยกับลูกความ พบว่านายปริญญา ไม่ทราบว่าภรรยาติดต่อกับผู้เสียหายให้โอนเงินมาที่บัญชีดังกล่าว โดยทราบเพียงว่านางไรบีนา แจ้งว่าเงินโอนเข้ามาในบัญชี และให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ตามที่บอก โดยเจ้าตัวไม่ทราบว่าแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวมาจากบุคคลใด ทั้งนี้ยังทราบว่านางไรบีนา ได้บอกกับทางผู้เสียหายว่า ไม่ให้นำเรื่องที่ติดต่อกันไปบอกทางนายปริญญา

นายสายหยุด กล่าวด้วยว่า นายปริญญา ทราบเรื่องว่ามีปัญหากับผู้เสียหายในช่วงเดือนตุลาคม ก่อนจะเริ่มมีการใช้หนี้ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม จำนวน 1.5 ล้านบาท โดยเป็นการโอนตรงไปยังผู้เสียหาย นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าในการไปร่วมรับประทานอาหารกับผู้เสียหาย ที่มีทั้งนางไรบีนา และนายปริญญา และนักธุรกิจอีกหลายคน ก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องธุรกิจ ยืนยันว่านายปริญญา ไม่ทราบถึงการลงทุนของนางไรบีนากับผู้เสียหาย และยืนยันว่านายปริญญา ไม่เคยชักชวนใครลงทุน

นายสายหยุด ยืนยันว่า ยอด 14 ล้านบาทในวันนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับยอดเงินจำนวน 50 ล้านบาทในคดีก่อนหน้านี้ ส่วนการชดใช้เงินให้กับผู้เสียหาย นายสายหยุด ยอมรับว่า ขณะนี้ลูกความทั้งสองคนค่อนข้างกระสับกระส่ายในเรื่องการหาเงินมาใช้หนี้ เนื่องจากกระแสข่าวทำให้กระทบกับงานของทั้งคู่ จนถูกยกเลิกงาน และสปอนเซอร์ถอนตัวจากคอนเสิร์ต นอกจากนี้ยังโดนโจมตีจากกระแสข่าวจนทำให้การขายหุ้นร้านตัดผมจากเดิมที่ขายได้ 300 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 180 ล้านบาท รวมถึงกำลังสอบถามเรื่องของบ้านที่กำลังขายว่ามีการติดจำนองกับเจ้าหนี้รายใดหรือไม่ และเท่าที่ดูสินทรัพย์ที่มียังไม่แน่ใจว่า เรื่องแผนการชำระหนี้จะเป็นอย่างไร โดยตอนนี้ยอดความเสียหายที่นางไรบีนา จะต้องชดใช้ ทุกคดีรวมกันอยู่ที่ 152 ล้านบาท ยืนยันว่านางไรบีนาก็จะต้องชดใช้หนี้จำนวนดังกล่าว

ต่อมาประมาณ 13.00 น. ภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการรับทราบข้อกล่าวหา นายปริญญา หรือ เวย์ ไทเทเนียม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า วันนี้ตนมาให้ปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้มีการชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้กับทางเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว

นอกจากนี้ นายปริญญา ยังกล่าวถึงกรณีเพื่อนสนิท เดย์ ไทเทเนียม หรือ เดย์ จำรัส ทัศนละวาด ที่ออกมาพูดถึงความสัมพันธ์ภายในวงไทเทเนียมว่า มีการยืมเงินกันจริง จำนวน 2 ล้านบาท เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการทำข้อตกลงระหว่างตนเองและเดย์ ไทเทเนียม เป็นสัญญาใจ และไม่ได้บอกใคร ในฐานะเพื่อนสนิทที่ร่วมงานกันมา 25 ปี ส่วนที่เดย์ออกมาพูดว่า ยืมเงิน 8 หลักนั้น ตนเองไม่ทราบ ยืนยันยืมแค่ 2 ล้านบาท ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่องพยายามคุยกับเขามาโดยตลอด ส่วนเรื่องการคืนเงิน ในข้อตกลงถ้าเขาต้องการก็จะมาบอก แต่ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ จนกระทั่งมาเห็นคลิปพี่เดย์พูดผ่านโซเชียลยอมรับว่าตกใจ

นายปริญญา กล่าวด้วยว่า หลังเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบกับงาน โดยเฉพาะคอนเสิร์ต มีสปอนเซอร์หลายเจ้าที่ถอนตัว รวมถึงศิลปิน ส่วนจะจัดคอนเสิร์ตอยู่หรือไม่ ต้องขอดูก่อน และหลังจากนี้เรื่องการใช้หนี้ ขอพูดคุยกับทางทีมทนายก่อนว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง ยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เครียด เพราะมีกระแสข่าวที่แรง และเป็นห่วงลูก แต่ตนได้อธิบาย ประคับประคองกันไป ขอยืนยันว่ายังมีสถานะสามีภรรยาของนางไรบีนา หรือ นานา อยู่

“เวย์ ไทเทเนียม” รับยืมเงิน “เดย์” แค่ 2 ล้าน ไม่ใช่ 10 ล้าน รับเรื่องฉาวกระทบงาน

“เวย์ ไทเทเนียม” แจงปมยืมเงิน “เดย์”

จากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับ เวย์ ไทเทเนียม ทำให้หลายคนจับตามองถึงผลกระทบต่างๆ ที่ตามมา ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อทั้งงานและชีวิตส่วนตัวอย่างมาก

สำหรับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับ “เวย์ ไทเทเนียม” ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องจัดการและแก้ไขต่อไป แฟนๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็ให้กำลังใจและรอคอยการกลับมาของเขา

ที่มา – “เวย์ ไทเทเนียม” รับยืมเงิน “เดย์” แค่ 2 ล้าน ไม่ใช่ 10 ล้าน รับเรื่องฉาวกระทบงาน

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้ เตือนเลิกกิจการ

สถานการณ์น่าเป็นห่วงสำหรับ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป และเตือนนักลงทุนว่าอาจต้องเลิกกิจการ! บริษัท อีสต์แมน โกดัก ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แจ้งข่าวร้ายแก่นักลงทุนว่า บริษัทอาจไม่สามารถอยู่รอดต่อไปได้อีกนาน และอาจจำเป็นต้องยุติกิจการที่ดำเนินมายาวนานกว่า 133 ปี

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

ในรายงานผลประกอบการล่าสุดที่เผยแพร่ออกมา โกดัก (Kodak) ได้เตือนว่า พวกเขาไม่มี “สัญญาเงินกู้ผูกมัด” หรือสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการชำระหนี้งวดถัดไป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินกิจการต่อไปของบริษัท

บริษัทโกดัก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุ เคมีภัณฑ์ และบริการที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา กำลังพิจารณาแผนการระดมเงินสดด้วยการหยุดจ่ายเงินในแผนเงินบำนาญของพนักงาน นอกจากนี้ บริษัทยังคาดการณ์ว่ามาตรการกำแพงภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขามากนัก เนื่องจากสินค้าจำนวนมากของโกดักนั้นผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา

“โกดัก” กับความท้าทายในการปรับตัว

นายจิม คอนติเนนซา ซีอีโอของโกดัก กล่าวในรายงานผลประกอบการว่า “ในไตรมาสที่ 2 โกดักยังคงเดินหน้าตามแผนการระยะยาวต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการปรับตัวและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม โฆษกของโกดักได้ออกแถลงการณ์ในวันอังคาร โดยระบุว่า บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถชำระเงินกู้ส่วนใหญ่ได้ก่อนถึงกำหนดชำระ และกำลังพิจารณาแนวทางการแก้ไข ขยายเวลา หรือรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลืออยู่ รวมถึงภาระผูกพันในหุ้นบุริมสิทธิ์

สถานการณ์ที่ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้นี้ แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการปรับตัวของธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในอดีต แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ทันท่วงที

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของโกดัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี: การเกิดขึ้นของกล้องดิจิทัลและสมาร์ทโฟน ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเกี่ยวกับการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมลดลงอย่างมาก
  • การแข่งขันที่รุนแรง: โกดักต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ ที่มีความสามารถในการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วกว่า
  • การบริหารจัดการ: การตัดสินใจทางธุรกิจที่ไม่ถูกต้องในอดีต เช่น การไม่ลงทุนในการพัฒนากล้องดิจิทัลอย่างจริงจัง ทำให้โกดักเสียเปรียบในการแข่งขัน

อนาคตของโกดักยังคงไม่แน่นอน แต่บริษัทกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเงินและปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การที่ “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าบริษัทอาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการอยู่รอดต่อไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “โกดัก” ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขันและอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการในที่สุด

ที่มา – “โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

Scroll to top