ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

เปิดรายชื่อ กำลังพล 3 นาย เหยียบกับระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยรายชื่อ กำลังพล ทั้ง 3 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เมื่อเวลา 15.45 น. ได้เกิดเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิด PMN-2 ในระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย

เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

รายชื่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีดังนี้

  1. พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัด ร.23 พัน.1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างขาด ซึ่งเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
  2. จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน สังกัด ร้อย.อวบ.ที่ 2 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหลัง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
  3. พลทหาร ธรรณ์ณธร เทากระโทก ร้อย.อวบ.ที่ 1 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือซ้าย

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งขณะนี้อาการของผู้บาดเจ็บอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ต่อมาในเวลา 18.20 น. ได้มีรายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยทหารจาก พัน.ร.22 ได้จัดกำลังพลออกลาดตระเวนระหว่างฐานปฏิบัติการ บริเวณหน้าบังเกอร์ 11–12 ด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้เหยียบเข้ากับกับระเบิดแสวงเครื่องชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นระเบิดร้ายแรงที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย

PMN-2 คืออะไร ทำไมถึงอันตราย

PMN-2 เป็นกับระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เป้าหมายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยมักจะถูกฝังไว้ใต้ดินและยากต่อการตรวจจับ ทำให้เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เหตุการณ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงและความท้าทายในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากกับระเบิดและวัตถุระเบิดต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อตรวจจับและทำลายวัตถุระเบิด

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ให้คำมั่นว่าจะให้การช่วยเหลือและดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย และเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และเป็นกำลังใจให้พวกเขามีความเข้มแข็งและปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

กองทัพภาค 2 สรุปผลประชุม RBC: ไม่ยั่วยุ-หยุดข่าวปลอม

กองทัพภาค 2 แถลงหลังการประชุม RBC สรุป 11 ข้อ หวังให้กัมพูชาร่วมมือในการ “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ย้ำว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไม่มีการยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นทางทหารหรือพลเรือน ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดตามแนวชายแดน รวมถึงหยุดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างประเทศ

กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คำแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย

การประชุม RBC สมัยวิสามัญนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโท โปว เธง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน โดยใช้ทุกกลไกที่จำเป็นเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการปะทะบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความสามัคคี

ด้วยความตั้งใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงใน 11 ข้อสรุปสำคัญ ดังนี้:

  1. ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างกองทัพภาค ภูมิภาคทหาร และหน่วยต่างๆ ตามแนวชายแดน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะ และเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
  3. ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม (fake news) เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และมุ่งแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
  4. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขยายขอบเขตและระดับของความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายทหารหรือพลเรือน อันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
  5. การดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย อาจกระทำได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
  6. ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน
  7. ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และเห็นชอบให้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
  8. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งชุดประสานงาน (Coordinating Group : CG) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารในทุกระดับ
  9. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  10. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อการประท้วงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
  11. ให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือนหลังจากการประชุมครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการประชุม RBC

เป้าหมายหลักของการประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม คือ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การงดเว้นการยั่วยุและการเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

โดยสรุป การประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีความปลอดภัยและมั่นคง

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

กกล.บูรพา แจงภาพชาวกัมพูชาปักธงชาติ

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ได้ออกมาชี้แจงกรณีภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติกัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าเป็นเพียงการสร้างคอนเทนต์เท่านั้น ซึ่งทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามและสั่งให้นำธงลงเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.20 น. เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 1” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า กกล.บูรพา ชี้แจงเรื่องการปักธงกัมพูชาที่บ้านหนองจาน เป็นการสร้างคอนเทนต์ และได้สั่งให้เอาธงลงแล้ว

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติกัมพูชามาปักเสาธงบริเวณด้านหน้าแนวลวดหนามในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

ปัจจุบัน (27 สิงหาคม 2568) จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาได้นำธงชาติผืนดังกล่าวออกไปจากพื้นที่แล้ว และทางทหารกัมพูชาได้ทำการห้ามปรามการกระทำดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดการณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างคอนเทนต์เพื่อเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์เท่านั้น

กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน

เหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจานนั้น สร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนบางส่วน ซึ่งทาง กกล.บูรพา ได้เร่งออกมาชี้แจงเพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน โดยยืนยันว่าสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นปกติ และมีการประสานงานกับหน่วยงานของกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่หรือเชื่อต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคมได้

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องชาวกัมพูชาปักธงชาติ?

การชี้แจงเรื่อง ชาวกัมพูชา ปักธงชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และความรู้สึกของประชาชน การปล่อยให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแพร่กระจายออกไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้

ดังนั้น การที่ กกล.บูรพา ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและชัดเจน จึงเป็นการดำเนินการที่เหมาะสมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างระมัดระวัง และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน

สำหรับประชาชนที่อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ ชาวกัมพูชา ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กองทัพภาคที่ 1 และสื่อมวลชนหลัก เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การแก้ไขปัญหาและความเข้าใจผิดต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กกล.บูรพา แจงภาพ “ชาวกัมพูชา” ปักธงชาติที่บ้านหนองจาน ยันถูกสั่งให้นำออกแล้ว

จับตา! ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ชาวบ้านชายแดนไม่ไว้ใจ

จับตาการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่าง ทภ.2 (ไทย) และ ภท.4 (กพช.) ที่ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านแนวชายแดน ยันไม่ไว้ใจ บอกคุยกันกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังมาจากพื้นที่จริง ก่อนการประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งสำคัญนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2 ไทย) และ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ภท.4 กพช.) โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลเอก โปว เฮง รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วมประชุมในครั้งนี้

โดยบรรยากาศการประชุมไม่ได้ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมประชุมแต่อย่างใด แต่มีการจัดเตรียมที่ห้องแถลงข่าวไว้ที่สำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ เพื่อรอแม่ทัพภาคที่ 2 มาแถลงการณ์ผลการประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนก่อนการประชุม พบว่าเสียงส่วนมากยังคงไม่เชื่อใจกัมพูชา แม้จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ตาม

โดย นายสมเกียรติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านแซร์ไปร อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งบ้านหมู่บ้านติดชายแดน เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าที่ขายของในหมู่บ้านติดชายแดน ทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่แบบหวาดระแวง การใช้ชีวิตค้าขายก็ลำบาก ภาระหนี้สินก็เยอะ ขายของยากไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะกลัวไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะประชุม RBC เสร็จ ตนก็ไม่ไว้ใจกัมพูชา คุยกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม กัมพูชาเที่ยวแต่จะรอบกัด ทำให้ทหารไทยเราต้องมาเสียชีวิต ต้องขาขาดตั้งหลายนาย ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านติดชายแดนไม่เชื่อใจเขมรอีกแล้ว ตนไม่อยากให้เปิดด่าน ปิดไว้อย่างนี้ดีกว่า หรือถ้ารบกันก็อยากให้รบกันให้จบจบไปเลย

“วันนี้หลังจากที่คุย RBC เสร็จ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ตนและครอบครัวก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าข้าวของไว้ตลอดเวลา” นี่คือความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความกังวลของประชาชนในพื้นที่

จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน การหารือและข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทำไมชาวบ้านชายแดนถึงไม่ไว้ใจ แม้มีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา?

คำถามนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในอดีต ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ถึงแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงไม่ใช่แค่การหารือในระดับรัฐ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การ จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การติดตามข่าวสาร แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พวกเขาต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จของการประชุมจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อตกลง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ “ทภ.2 – ภท.4” ชาวบ้านชายแดน ยันไม่ไว้ใจ

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

กระทรวงการต่างประเทศประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประณามกัมพูชาที่ใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ยืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย และเร่งส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตทั่วโลก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเหตุการณ์ที่มวลชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน สตรี เด็ก และผู้สูงอายุในการรื้อลวดหนาม และก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าบ้านหนองจานนั้นตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามในอดีต แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU2543 โดยไทยได้คัดค้านและประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ได้ตอบสนองใดๆ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ พร้อมย้ำว่าการวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยนั้นไม่ขัดต่อข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการป้องกันการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีคลิปวิดีโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าทหารกัมพูชาปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนาม สร้างสถานการณ์ที่เป็นการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง เช่น การตะโกนไล่ทหารไทย และแสดงท่าทีพร้อมที่จะก่อความรุนแรง มีภาพสตรีอุ้มทารกเข้าไปเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการยั่วยุดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปล่อยให้ประชาชนของตนเองเป็นผู้ออกหน้าแทน ทั้งที่ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารควรจะอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประชาชน

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

ประเทศไทยขอประณามฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กบังหน้าเสมือนโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งการจัดฉากโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือด้วย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังมีหนังสือตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และดำเนินกรอบในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม โดยมีภารกิจสำคัญในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่กัมพูชาลอบวางระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย จนเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลายครั้ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังจะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้แสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และขัดต่อหลักกติกาสากลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอ การใช้ทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร หรือการผลักดันเด็ก สตรี และผู้สูงอายุให้ออกมาเป็นหน้าด่าน รวมถึงพฤติกรรมล่าสุดในการยั่วยุเพื่อนำประชาชนมาเป็นโล่มนุษย์

ทำไมกัมพูชาถึงใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน?

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความกดดันต่อประเทศไทยในประเด็นพื้นที่ชายแดน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจานเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและควรได้รับการประนาม

การที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาประณามอย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทยก็ควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ทั้งที่เป็นเขตแดนไทย

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ 4 จังหวัดตามแนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีการปะทะ พร้อมทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ-ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ เพื่อรองรับประชาชนที่อพยพจากอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์นั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว พบว่า การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับและดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนจากอำเภอกาบเชิง อพยพเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 อยู่เคียงข้างประชาชน และจะทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

จากสถานการณ์ที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ความกระจ่างแล้วว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนยังคงเป็นปกติ และไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ข่าวดังกล่าวสร้างความสบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลังจากที่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันสถานการณ์ชายแดนปกติ

การยืนยันสถานการณ์ปกติจากกองทัพภาคที่ 2 ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดได้

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดสุรินทร์ ก็ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดตั้งศูนย์ฯ และลดความกังวลที่ไม่จำเป็นลงได้ ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ การมีสติและความรอบคอบในการรับข้อมูลจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความเสียหายได้

ความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทุกคนในการร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

วีระแจ้งเอาผิด ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

นายวีระ สมความคิด แจ้งความเอาผิด ม.157 กับแม่ทัพภาคที่ 1 และผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กรณีปล่อยให้ชาวกัมพูชายึดครองที่ดินทำกินของคนไทยในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว งานนี้ร้อนถึงผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ต้องติดตามกันยาวๆ ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

“วีระ” แจ้งเอาผิด ม.157 ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระแก้ว สาขาอรัญประเทศ, เจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดสระแก้ว, พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายวีระกล่าวว่า การแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในหมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่ามีชาวกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในที่ดินทำกินของตนเอง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และที่สำคัญคือมีการปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ นายวีระยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้กล่าวในการชี้แจงต่อผู้ช่วยทูตทหารประจำอาเซียน 8 ประเทศ (IOT) ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ ทำให้ชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน (น.ส.3 และ ส.ค.1) เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะคำพูดดังกล่าวถูกนำไปขยายผลโดยสื่อกัมพูชาว่าที่ดินบริเวณชายแดนเป็นของกัมพูชาไปแล้ว

“ผมในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน จึงต้องดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน และเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ” นายวีระกล่าว

ทำไมวีระถึงแจ้งเอาผิดมาตรา 157 กรณีปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน?

การตัดสินใจของนายวีระในการแจ้งความเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งการปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามายึดครองที่ดินทำกินของคนไทย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

คดีนี้ถือเป็นคดีที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ความเดือดร้อนของประชาชน และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การรุกล้ำที่ดิน การลักลอบเข้าเมือง และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นความท้าทายที่หน่วยงานภาครัฐต้องให้ความสนใจและแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ

การที่นายวีระ สมความคิด ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่มีอำนาจและหน้าที่ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการดูแลประชาชนอย่างจริงจัง การละเลยหรือปล่อยปละละเลย จะนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะแก้ไข

โดยสรุปแล้ว เรื่องราวของวีระที่ออกมาแจ้งความเอาผิดกรณี ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน นั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์นี้ และนี่ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความเป็นธรรม แต่มันคือการรักษาซึ่งแผ่นดินไทย

ที่มา – “วีระ” แจ้งเอาผิด ม.157 แม่ทัพภาค 1-ผู้ว่าฯ สระแก้ว ปล่อยกัมพูชายึดที่ดินทำกิน

เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชา กลับประเทศ

เสธ.เบิร์ด ลุยบ้านหนองจาน ตอกย้ำแผ่นดินไทย ซัด ฮุนเซน ไม่ได้โง่แต่ขี้โกง จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ หากนิ่งไทยจะเดินหน้าผลักดันเอง

วันที่ 26 ส.ค. 68 ที่บ้านหนองจาน ต.โดนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ บ้านหนองจาน ว่า จุดที่เรายืนอยู่ในขณะนี้คือ บ้านหนองจานอยู่ในเขตของประเทศไทยปัจจุบันตอนนี้ หลักเขตที่ไทยและกัมพูชายอมรับตรงกัน คือหลักเขตที่ 46 และ 47 ซึ่งมีหลักเขตอยู่จริง แต่พื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ระหว่างหลักเขตพื้นที่ 46 และ 47 เราอ้างสิทธิ์ไม่ตรงกัน นั่นหมายความว่ามีพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันอยู่ แต่สิ่งที่แน่ที่สุดคือ หลักเขตที่กัมพูชาได้เซ็นยอมรับเมื่อปี 49 ที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์ มันมีหมู่บ้านของเขาที่ล้ำมาในแผ่นดินไทยอย่างชัดเจน ตนฝากไปถึงว่าผู้ที่มาเซ็นยอมรับไว้เมื่อปี 49 ว่าคุณจะต้องจัดการกับหมู่บ้านเหล่านี้ โดยทำแผนอพยพประชาชนให้แล้วเสร็จ และจะต้องมีเวลากำหนด คุณต้องอพยพออกไป เพราะนี่เป็นการละเมิดอย่างชัดเจน

แต่หมู่บ้านแห่งนี้อาจจะมีข้อแตกต่างจากบ้านหนองหญ้าแก้วนิดหน่อยคือ บ้านหนองหญ้าแก้วไม่ได้เป็นพื้นที่ศูนย์อพยพมาก่อน แต่พื้นที่บ้านหนองจานเป็นศูนย์อพยพมาก่อน แต่ตนยืนยันเหมือนเดิมว่าพื้นที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้เป็นแผ่นดินไทย สิ่งที่เราได้เปรียบคือไม่ว่าคุณจะยอมรับหลักเขตหรือไม่ แต่ตรงนี้คุณล้ำเขตแดนอย่างแน่นอน ฮุน เซนไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนโกง มันถึงพยายามที่จะฮุบเอาแผ่นดินของไทยไป

“เราอยากเรียกร้องให้อพยพประชาชนชาวกัมพูชาที่ล่วงล้ำแผ่นดินไทยออกไป ซึ่งมีประมาณ 50 ครัวเรือนในพื้นที่เกือบ 60 ไร่ ถ้าไม่เป็นไปตามข้อตกลงนั้น เราจะใช้สิทธิ์ผลักดันต่อไป ฮุน เซน ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนขี้โกง แม้กระทั่งเส้นที่เขาอ้างสิทธิ์ก็ยังล้ำมาในแผ่นดินไทย จึงเรียกร้องให้เขาทำแผนอพยพประชาชนออกไป ส่วนพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิ์จะต้องมาคุยกันต่อในการประชุม JBC จุดที่เราเรียกร้องอยู่นอกเหนือ MOU43 เพราะเขาล้ำมาในแผ่นดินไทย ถ้าเขายังไม่ยอมทำ เราก็ต้องทำแผนของเรา เพื่อผลักดันเขาออกไป”

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นี่

เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

จากกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พล.ต.วันชนะ สวัสดิ์ดี หรือ เสธ.เบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดอธิปไตย

ทำไมต้อง เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

การที่ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ นั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ: การที่ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทยถือเป็นการละเมิดอธิปไตย
  • เพื่อป้องกันความขัดแย้ง: การที่ประชากรของทั้งสองชาติอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
  • เพื่อการบริหารจัดการ: การมีประชากรที่ไม่ได้อยู่ในระบบทะเบียนราษฎรทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ยาก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ การที่ เสธ.เบิร์ด จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องแผ่นดินไทย

การดำเนินการเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

แน่นอนว่าปัญหาชายแดนเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบคอบ แต่การที่ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – เสธ.เบิร์ด ลุยบ้านหนองจาน ซัด ฮุนเซน ไม่ได้โง่แต่ขี้โกง จี้อพยพคนกัมพูชากลับประเทศ

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพหากต้องการ

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “ภูมิธรรม” สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เพื่อดำเนินการทันที

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนกองทัพในการดูแลสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความอ่อนไหวและอาจมีการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาได้

นายภูมิธรรมได้กล่าวขอบคุณทหารหาญทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการทางทหาร หรือการใช้โล่มนุษย์โดยอาศัยประชาชนนำหน้าในการเคลื่อนไหวต่างๆ ท่านรองนายกฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ หากกองทัพต้องการอุปกรณ์หรือทรัพยากรเร่งด่วนใดๆ ก็ตาม ขอให้แจ้ง ศบ.ทก. (ศูนย์บัญชาการทางทหาร) เพื่อดำเนินการประสานงานและจัดการให้ทันที

ทำไมการสนับสนุนกองทัพจึงสำคัญ?

การสนับสนุนกองทัพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ชายแดนมีความตึงเครียด การมีทรัพยากรและอุปกรณ์ที่เพียงพอจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแสดงออกถึงการสนับสนุนและความห่วงใยจากรัฐบาลและประชาชนก็เป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า

“ภูมิธรรม” สั่งการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

นอกจากเรื่องสถานการณ์ชายแดนแล้ว นายภูมิธรรมยังได้สั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตามสถานการณ์พายุคาจิกิอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบ cell broadcast เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการกู้ภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ

“ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

การสั่งการของ “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในทุกสถานการณ์

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

Scroll to top