ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วน เคลื่อนจรวด BM-21

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่าทหารกัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธเข้าพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ถอนกำลัง แต่การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

พลโท บุญสิน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งไทยได้ประท้วงไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงที่กำลังมีการรับมอบตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 และตำแหน่งสำคัญในกองทัพ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบ เพราะผู้สืบทอดทำหน้าที่อำนวยการยุทธมาอย่างต่อเนื่อง รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเป็นอย่างดี รัฐบาลชุดใหม่ก็ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น ไม่มีรอยต่อที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของไทย

การตอบโต้และความอดทนของไทย

สำหรับกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กและขว้างระเบิดเข้ามาในพื้นที่ ไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้ความอดทนและรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เสียงปืนหรือระเบิดต้องตรวจสอบให้ชัดเจน และผู้นำทหารทั้งสองประเทศต้องพูดคุยกัน เมื่อถามถึงการตอบโต้ พลโท บุญสิน ชี้ว่าต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างทหารและรัฐบาล โดยพิจารณาข้อดีข้อเสียต่อชาติ หากเหตุผลไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสีย แต่ถ้ามีเหตุผลไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหน้าทหารมีอำนาจเต็ม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีพนักงานขนส่งโพสต์ภาพรถถังชายแดน ซึ่งแม่ทัพขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ให้เผยแพร่ภาพหรือพิกัดทางการทหาร เพราะอาจเป็นภาพเก่าและขัดกับข้อตกลงหยุดยิง เพื่อรักษาความลับทางราชการ สำหรับกระแสข่าวระเบิดลงเนิน 498 ช่องบก อุบลราชธานี อยู่ระหว่างตรวจสอบ และจะเก็บหลักฐานเพื่อประท้วงกับคณะผู้สังเกตการณ์หรือ IOT

มุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโท บุญสิน ยิ้มตอบคำถามเรื่องทหารไทยเลิกเป็นสุภาพบุรุษ โดยยืนยันว่ากองทัพต้องรักษาความสุภาพบุรุษ แต่เมื่อมีเหตุและเงื่อนไขที่เหมาะสม จะทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างมีเหตุผล ไม่ตามกระแส ท่านไม่กังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะเกษียณในไม่กี่วัน เพราะผู้สืบทอดพร้อมและเคยอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด การทำงานกับรัฐบาลก็ราบรื่น โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยกลาโหมที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น

ท่านเตรียมลงพื้นที่ติดตามจนวันสุดท้าย และหลังเกษียณยังคงเป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. สำหรับคำสั่งจากนายกฯ อนุทิน ที่ให้ทหารตัดสินใจทันที ถือเป็นเรื่องดี แต่เรื่องสำคัญต้องผ่าน สมช. เพื่อพิจารณาภาพรวม ยืนยันว่ากัมพูชายังใช้อาวุธใหญ่ไม่ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นรังแก หากเริ่มช้าอาจเสียเปรียบ แต่ต้องดูตามห้วงเวลา

  • การเคลื่อนย้ายจรวด BM-21: สัญญาณเตือนภัยชัดเจน
  • ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง: ความอดทนและการประท้วง
  • การรับมอบตำแหน่ง: ไม่กระทบความมั่นคง
  • บทบาทประชาชน: ช่วยรักษาความลับทางทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตา แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง ลองแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เพื่อนๆ และอย่าลืมติดตามอัปเดตจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ในสถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียด โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดน

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ซึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรีตราด ได้โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่า การปิดเรียนครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัยจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ดังกล่าวมีความตึงเครียดสูง และอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในพื้นที่โดยรอบโรงเรียน

ประกาศระบุว่า โรงเรียนมีความห่วงใยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชน ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสดูแลความปลอดภัยสูงสุด โรงเรียนจึงอาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ประกาศหยุดเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สาเหตุหลักของการปิดเรียนจากความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ สถานการณ์ลุกลามจนมีรายงานการเคลื่อนไหวของกำลังทหารเพิ่มขึ้น สร้างความไม่สงบให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ตั้งอยู่ในโซนที่เสี่ยงภัยโดยตรง จึงต้องตัดสินใจปิดเรียนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงเรียนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การปิดเรียนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องนักเรียน แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนทั้งหมด

ผลกระทบต่อการศึกษาและชุมชนในพื้นที่

การปิดเรียนกรณีพิเศษของโรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ส่งผลกระทบต่อตารางการเรียนการสอนของนักเรียนกว่า 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวบ้านในพื้นที่ชนบทใกล้ชายแดน ผู้ปกครองบางรายต้องปรับแผนการทำงานเพื่อดูแลบุตรหลานที่บ้าน ขณะที่ครูและบุคลากรก็ต้องเตรียมแผนการเรียนรู้ทางไกลหรือชดเชยบทเรียนในภายหลัง

  • ความปลอดภัยเป็น優先สูงสุด: โรงเรียนให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าการเรียนรู้ชั่วคราว
  • การสื่อสารกับผู้ปกครอง: โรงเรียนจะแจ้งอัปเดตผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
  • มาตรการรองรับ: เตรียมระบบออนไลน์สำหรับการเรียนต่อเนื่องหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ในมุมกว้างขึ้น สถานการณ์ชายแดนนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก ชาวบ้านหลายครอบครัวพึ่งพาการค้าข้ามแดน จึงเกิดความลำบากในการดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

แนวทางแก้ไขและการเตรียมพร้อมในอนาคต

เพื่อรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคมได้วางแผนพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรในการจัดการวิกฤต นอกจากนี้ ทางการไทยและกัมพูชาก็กำลังเจรจาผ่านช่องทาง外交เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเชื่อว่าสถานการณ์นี้อาจคลี่คลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในข้อตกลงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การปิดเรียนครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการเสริมสร้างสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ในฐานะที่ติดตามข่าวการศึกษาและสถานการณ์ชายแดน สิ่งสำคัญคือเราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของเด็กๆ หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือชุมชนใกล้เคียง อย่าลืมติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงเรียนและหน่วยงานรัฐ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ดีขึ้น

ที่มา – “โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม” ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความสงบ แต่กลับมีความเงียบผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน กลุ่มชาวกัมพูชาที่ปกติจะรวมตัวกันจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงบางตากว่าทุกวันก่อนหน้า จากการใช้ภาพมุมสูงสำรวจ พบว่ามีชาวกัมพูชาเหลืออยู่น้อยมาก ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในฝั่งกัมพูชา

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวกัมพูชาจะบางตา แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประมาณ 10-20 นาย ปักหลักตรึงกำลังตามแนวชายแดน ทั้งในจุดสูงชันและบริเวณแนวรั้วกั้น พวกเขาดูแลการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวฝั่งไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความน่าสนใจให้กับผู้คนที่ติดตามสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวมักคึกคักด้วยกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาและการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การเฝ้าระวังของกองกำลังบูรพา

ด้านกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้จัดกำลังพลลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยใช้ทั้งการตรวจการณ์ภาคพื้นดินและการบินโดรนสำรวจภาพมุมสูง เพื่อประเมินความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ทหารไทยยืนยันว่า แม้บรรยากาศจะดูเงียบสงบ แต่ก็ยังคงต้องรักษาความรัดกุม เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เพื่อเพิ่มกำลังในจุดเสี่ยงต่างๆ

ทหารเฝ้าระวังชายแดน

ชาวบ้านในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้วให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยระบุว่าบรรยากาศวันนี้แตกต่างจากปกติ "ปกติจะเห็นคนฝั่งกัมพูชารวมตัวกันเยอะมาก แต่เช้านี้แทบไม่มีเลย เห็นมีแต่ทหารเขมรยืนคุมอยู่" ชาวบ้านบางรายยังคงเดินทางมาส่งเสบียงข้าวน้ำให้ทหารไทยตามแนวชายแดน เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้สั่งเพิ่มกำลังสังเกตการณ์และประสานกับฝ่ายปกครองท้องถิ่น เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในหมู่บ้านชายแดนอย่างใกล้ชิด

ความเงียบผิดปกติใน ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ อาจเป็นสัญญาณว่าฝั่งกัมพูชากำลังปรับแผนหรือเตรียมการบางอย่าง ซึ่งทางไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในอดีต พื้นที่ชายแดนนี้เคยมีเหตุการณ์ตึงเครียดหลายครั้ง เช่น การประท้วงหรือการบุกรุก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันเสมอ สำหรับวันนี้ แม้จะไม่มีเหตุร้าย แต่ความสงบที่มากเกินไปกลับสร้างความกังวลให้กับทุกฝ่าย

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อความผิดปกติครั้งนี้ เช่น การเมืองภายในกัมพูชา หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่อาจซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างโดรนและกล้องวงจรปิดที่ใช้ในการเฝ้าระวัง ช่วยให้ไทยสามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันท่วงที

  • การลดลงของชาวกัมพูชา: อาจเนื่องจากคำสั่งจากทางการหรือเหตุผลอื่น
  • การตรึงกำลังทหารกัมพูชา: แสดงถึงความระมัดระวังสูง
  • มาตรการฝั่งไทย: ลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร สถานการณ์ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ เราเชื่อว่าการประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชาจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากมีการสื่อสารที่เปิดกว้างมากขึ้น

เชิญชวนให้คุณติดตามข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแบ่งปันมุมมองของคุณในความเห็นด้านล่างนี้

ที่มา – ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง? จับตาสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ซึ่งสร้างความกังวลถึงการเตรียมปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นต่อฝ่ายไทย นอกจากนี้ ยังมีรายงานเสียงปืนเล็กและระเบิดขว้างใกล้แนวชายแดนในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง หนุนชายแดนตึงเครียด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง การกระทำดังกล่าว รวมถึงการนำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง บริเวณตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ซึ่งห่างจากแนวปฏิบัติการฝั่งไทยเพียง 300 เมตรเท่านั้น

นอกจากนี้ ในพื้นที่ช่องกร่าง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารไทยได้ยินเสียงปืนและตรวจพบแสงไฟใกล้แนวลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นความพยายามของทหารกัมพูชาที่จะเข้ามาตรวจสอบแนวการวางกำลังและยั่วยุฝ่ายไทย ในเวลาต่อมา ยังมีเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นการใช้ระเบิดขว้างเพื่อตรวจสอบแนววางกำลัง

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเป็นการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยอาวุธ เพื่อนำไปสู่การอพยพประชาชนกัมพูชาและสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างภาพว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ริเริ่มความรุนแรง

ท่าทีของไทยต่อการที่กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง

แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในหลักการอดกลั้นและปฏิบัติด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยก็พร้อมที่จะปฏิบัติการเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

นอกจากสถานการณ์ชายแดนแล้ว ยังมีรายงานการดำเนินงานด้านจิตอาสาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วยจิตอาสา ได้เข้าดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำความสะอาดตกแต่งสถานที่ พร้อมทาสี แก่โรงเรียนบ้านโคกกรม ซึ่งได้รับความเสียหายจากการปะทะระหว่างไทย – กัมพูชา ในอดีต

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือข่าวปลอม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การที่กัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราหวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย และทั้งสองฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ตรวจพบทหารกัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง คาดเตรียมปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว


กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนถึง 3 จุด พร้อมทั้งปรับปรุงฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบรถบัสต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะใช้ในการลำเลียงกำลังพลเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนจำนวน 3 จุด บริเวณช่องกร่าง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนจำนวน 2 ครั้ง เหนือเนิน 527 และรถบัสต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งคาดว่าเป็นการลำเลียงกำลังพลเข้ามาเสริมกำลัง

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่แนวชายแดนมากยิ่งขึ้นในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิด แต่ประเด็นเรื่องพรมแดนและความมั่นคงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้าใจและการเจรจาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดย ศอ.จอส.พระราชทาน พล.ร.6 ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้และเงินบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การเฝ้าระวัง การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – ตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน มีรถบัสต้องสงสัย คาดลำเลียงกำลังพลเติมเข้าพื้นที่

ไทยจัดกำลังพล! ติดตามสถานการณ์กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน โดยทหารกัมพูชาใช้ปืนเล็ก ซึ่งคาดว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายเรา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมคือ ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.22 น. โดยทหารกัมพูชาจำนวน 4 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภูผี ได้เข้ามาบริเวณแนวรั้วลวดหนามตรงข้ามฐานป่ามัน ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงได้ใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงจำนวน 3 นัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ และไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC)

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ซำแตจำนวน 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยยังคง ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา ประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการรับข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ล่าสุด: ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงท่าทีที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทำให้ฝ่ายไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ การ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การร่วมมือกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง และต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือ และการมีสติในการรับข้อมูลข่าวสาร คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา เตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ทบ. ขอความร่วมมือ ปชช. ปลอดภัยชายแดน

กองทัพบก (ทบ.) ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมเผย 3 แนวทาง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่น การมอบสิ่งของเยี่ยมกำลังพลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบล่วงหน้า ห้ามเข้าพื้นที่หน่วยทหารแนวชายแดน และงดเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

จากสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงมีการปฏิบัติการทางทหารและการละเมิดมาตรการหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลัง การลักลอบใช้ทุ่นระเบิด การนำโดรนบินตรวจการณ์ รวมถึงการกระทำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่

ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ กองทัพบกจึงขอความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

กองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการขอความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

3 แนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน กองทัพบกจึงได้กำหนดแนวทาง 3 ข้อ ดังนี้

  1. การมอบสิ่งของและเยี่ยมกำลังพล: ผู้ที่มีความประสงค์จะมอบสิ่งของหรือเยี่ยมกำลังพล จะต้องประสานงานกับหน่วยที่รับผิดชอบล่วงหน้า และดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่หน่วยทหารกำหนดไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย
  2. การเดินทางเข้าพื้นที่ที่ตั้งหน่วยทหารตามแนวชายแดน: ไม่อนุญาตให้ประชาชนหรือบุคคลภายนอกเข้าไปประกอบกิจกรรมใด ๆ ในบริเวณแนวการวางกำลังของหน่วยทหาร หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ จะต้องได้รับการอนุมัติจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
  3. การเผยแพร่ข้อมูลและภาพถ่ายการปฏิบัติการทางทหาร: ขอความร่วมมือประชาชนและองค์กรต่าง ๆ งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพถ่ายที่อาจบ่งชี้ถึงการปฏิบัติการทางทหาร เช่น แผนที่ที่แสดงการวางกำลัง ภูมิประเทศสำคัญในพื้นที่ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของหน่วยทหาร เพื่อรักษาความลับทางราชการและความปลอดภัยของกำลังพล

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างยิ่ง และการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ประชาชนให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนนั้น ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประเทศชาติอีกด้วย

ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน และร่วมมือกันป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพบกขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กองทัพบก ในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ ให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติตามมาตรการที่กองทัพบกขอความร่วมมือ เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติของเรา มาร่วมมือกันสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และเป็นกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเสียสละ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง

ที่มา – ทบ. เผย 3 แนวทาง ขอความร่วมมือ ปชช. ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยพื้นที่ชายแดน

Scroll to top