ไทยปะทะกัมพูชา

ด่วน! ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด! มีประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. มีผลบังคับใช้แล้ว! กองกำลังบูรพาได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกและมาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพาที่ 166/2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด โดยอ้างอิงอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้คือ การห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด

มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ลดความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 อย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล และการตรวจค้นที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบหรือกระทบต่อความมั่นคง

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 4 อำเภอที่กล่าวมาข้างต้น ควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเคอร์ฟิว

  • การเดินทาง: การเดินทางในช่วงเวลาเคอร์ฟิวเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
  • ธุรกิจ: ธุรกิจบางประเภทอาจได้รับผลกระทบเนื่องจากต้องปิดทำการก่อนเวลา 19.00 น.
  • ชีวิตประจำวัน: ประชาชนอาจต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิว

คำแนะนำสำหรับประชาชน

  • ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อม: เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • ให้ความร่วมมือ: ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการ

สถานการณ์ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว นี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การทำความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้ทุกคนสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

การประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ถึงแม้ว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภัยคุกคามและรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ด่วน ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามออกนอกเคหสถาน 19.00-05.00 น.

กต. ยันนายกฯ ไทย ไม่รับข้อเสนอมาเลเซีย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการรายงานข่าวว่าประเทศไทยตอบรับข้อเสนอจากมาเลเซียเกี่ยวกับการหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สื่อต่างประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญดังนี้

ประการแรก กรณีที่มีรายงานข่าวว่าไทยตอบรับข้อเสนอนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับการหยุดยิง นายนิกรเดชได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง นายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย ทั้งสิ้น รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในหลักการและแนวทางที่ได้วางไว้

ประการที่สอง เกี่ยวกับการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 คณะฯ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการให้ความร่วมมือกับอาเซียนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง

ประการที่สาม ไทยได้รับคำชี้แจงจากกัมพูชาผ่านเลขาธิการสหประชาชาติเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิดใหม่ อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากกัมพูชาได้บ่ายเบี่ยงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด ดังนั้น ไทยจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญา และในระหว่างนี้ ไทยจะยังคงดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนต่อไป

แจ้งเตือนคนไทยในกัมพูชา พิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่

ประการสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งเตือนคนไทยที่อยู่ในกัมพูชา ซึ่งมีอยู่ประมาณ 600-1,200 คน ให้พิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชา และงดเว้นการเดินทางเข้ากัมพูชาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการระมัดระวังตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ กระทรวงการต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือให้ประชาชนบริโภคข่าวสารด้วยความระมัดระวัง เพื่อสื่อสารไปยังประชาคมระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย และยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและความโปร่งใส

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การออกมาแถลงการณ์ที่ชัดเจนของกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและนานาชาติ รวมถึงเป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยึดมั่นในหลักการสากล

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย

ผบ.ตร. สั่งทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผบ.ตร. สั่งยกระดับการป้องกันในพื้นที่ส่วนหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินมาตรการตาม “แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” โดยเน้นการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ผบ.ตร. สั่งตำรวจทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดน โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อปฏิบัติตามข้อสั่งการของ ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัด

ผบ.ตร. สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็นหน่วยหลักในการรับผิดชอบภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน สนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหน้า รักษาความปลอดภัยชายแดนเคียงข้างกองทัพ รวมถึงการอพยพครู-นักเรียนในโรงเรียน ตชด.

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 และ 3 ซึ่งมีพื้นที่ติดกับชายแดนไทย – กัมพูชา เตรียมพร้อมกำลังสนับสนุนการปฏิบัติ และกำชับให้ทุกหน่วยยกระดับการปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์ส่วนหลัง โดยจัดชุดปฏิบัติการตำรวจออกตรวจตรา เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชนในช่วงที่มีการอพยพ

ตำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจิตอาสา ช่วยเหลือประชาชนในการอพยพไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ กว่า 110,000 ราย โดยระดมกำลังตำรวจกว่า 4,200 นาย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในศูนย์พักพิง

พล.ต.อ.สำราญฯ เน้นย้ำให้ตำรวจติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติเมื่อได้รับการร้องขอ พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลระวังภัย และป้องกันเหตุไม่สงบ รวมถึงตรวจตราบุคคลต้องสงสัยที่อาจสร้างความวุ่นวายในพื้นที่

ตำรวจทางหลวงเพิ่มความเข้มงวด ป้องกันภัยแทรกซ้อน

ในส่วนของตำรวจทางหลวง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. ได้มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผกก.6 บก.ทล. บูรณาการกำลังตำรวจทางหลวงในพื้นที่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการอพยพประชาชนและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงวันที่ 7–9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ตำรวจทางหลวงได้ตั้งจุดตรวจบนถนนสายยุทธศาสตร์ เพื่อ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ว่าที่ พ.ต.อ.วิษณุ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการตรวจค้นรถต้องสงสัยที่อาจลักลอบขนอาวุธ เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด หรืออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) โดยเฉพาะบนเส้นทางมุ่งสู่พื้นที่สำคัญ เช่น ค่ายทหาร สนามบิน โรงพยาบาล และศูนย์อพยพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ป้องกันภัยแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้น

หากประชาชนมีเบาะแส แจ้งเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทางสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งตำรวจทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญแจงปมสแกมเมอร์

“รังสิมันต์ โรม” เผย วงกมธ.ความมั่นคงฯ พรุ่งนี้ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง.-หน่วยงานเกี่ยวข้องเพียบ ปมฟอกเงินกลุ่มทุนกัมพูชา โยงสแกมเมอร์ พ่วง MOU ดีอีกับธุรกิจในเครือ “เบน สมิธ” เรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 10 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) เวลา 9.30 น. กรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงฯ ตามกันต่อในกรณีของเบน สมิธ-ยิมเลียก และพวก ตลอดจนถึงกรณีของ Prime Opportunity Fund VCC ที่ปรากฏว่าเป็นเครือข่ายของนายเบน สมิธ โดยได้ทำ MOU กับกระทรวง DE มีความคืบหน้าอย่างไรจะได้รายงานพี่น้องประชาชนต่อไป

โดยสาระสำคัญในหนังสือนัดประชุมของ กมธ.ความมั่นคงฯ ระบุว่า จะพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการฟอกเงินของกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ กรณีของ Huione Group นายฮุนโต และกรณีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก

ทั้งนี้ กมธ.ความมั่นคงฯ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี รมว.ดีอี ประธานกรรมการธุรกรรม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เลขาธิการ ปปง. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) และผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.ตม.)

“โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

การที่ กมธ.ความมั่นคงฯ เชิญบุคคลสำคัญหลายฝ่ายเข้าร่วมประชุม แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว การฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ และ MOU ที่ทำกับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ทำไมเรื่อง “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ ถึงสำคัญ?

ประเด็นนี้มีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความมั่นคงของประเทศ: การฟอกเงินและการทำธุรกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก
  • ผลกระทบต่อประชาชน: สแกมเมอร์และการหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก การติดตามและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
  • ความโปร่งใส: การทำ MOU กับบริษัทต่างชาติควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการติดตามความคืบหน้า และหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการประชุม

จากการประชุมที่กำลังจะเกิดขึ้น คาดว่าจะได้รับข้อมูลและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ความคืบหน้าในการดำเนินการกับกลุ่มทุนกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์
  • รายละเอียดและความโปร่งใสในการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี
  • แนวทางในการแก้ไขปัญหาการฟอกเงินและการหลอกลวงออนไลน์
  • มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม หวังว่าการประชุม “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของทุกคน

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราและสังคมโดยรวม

ที่มา – “โรม” เผย กมธ.มั่นคงฯ เชิญนายกฯ-รมว.ดีอี-ปปง. แจงปมสแกมเมอร์ต่อพรุ่งนี้

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ ทำให้มีความจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลามบานปลาย ข่าวล่าสุดแจ้งว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพอย่างเร่งด่วน

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทาง กปช.จต. ได้รายงานว่า พบการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนาม ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย เพื่อเป็นการป้องกันและตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุง ทาง กปช.จต. จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ” ที่ตั้งอยู่ใน อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา

การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นจึงได้มีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทำไมต้องทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ?

การทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อตัดเส้นทางการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ และสกัดกั้นการเสริมกำลังของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการนี้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรและชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่ความปลอดภัยของประเทศชาติย่อมต้องมาก่อน

สถานการณ์ชายแดนมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรที่จะรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

สำหรับประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพในครั้งนี้ ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีในเร็ววัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์:

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)
  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ: บริเวณใกล้เคียงสะพานจัยจุมเนี้ยะ อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา
  • ระยะเวลาในการอพยพ: ภายใน 3 ชั่วโมง
  • รัศมีการอพยพ: เกิน 1.5 กิโลเมตรจากสะพาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของทุกฝ่ายมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง หวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ตื่นตระหนก เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ด่วน แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพภายใน 3 ชม. ไทยต้องทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ”

“อนุทิน” เช็กมือถือ ทรัมป์เตรียมโทรให้หยุดยิง

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ปรากฏข้อความแจ้งเตือนว่า “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิงในสถานการณ์ชายแดน สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

“อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่สมาชิกรัฐสภากำลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 จังหวะที่นายอนุทินกำลังดูโทรศัพท์มือถือ ช่างภาพก็สามารถจับภาพหน้าจอมือถือของท่านได้ เผยให้เห็นข้อความที่ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น เตรียมที่จะโทรศัพท์ถึงประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อขอให้ยุติการยิง

หลังจากได้รับข้อความดังกล่าว นายอนุทินได้โทรศัพท์กลับไปเพื่อพูดคุยในรายละเอียดเป็นเวลาประมาณ 3 นาที แต่รายละเอียดของการสนทนานั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

ทำไม “ทรัมป์” ถึงยื่นมือเข้ามาประสานให้หยุดยิง?

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประสานให้หยุดยิง แต่มีความเป็นไปได้หลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา การเข้ามาไกล่เกลี่ยอาจเป็นไปเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ความขัดแย้งและความไม่สงบในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาจึงอาจเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
  • บทบาทผู้นำ: ในฐานะมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกามักแสดงบทบาทในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ การเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งจึงอาจเป็นไปเพื่อแสดงบทบาทผู้นำ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงของการเข้ามามีบทบาทของนายทรัมป์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอการเปิดเผยต่อไป

เหตุการณ์ “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิงแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การเข้ามามีส่วนร่วมของบุคคลระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและส่งผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการใช้โทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลสาธารณะ เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจออาจถูกเผยแพร่และนำไปสู่การตีความต่างๆ ได้

เรื่องราวของ “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การรักษาความสงบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างระมัดระวัง

ที่มา – “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง

ด่วน! กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

สถานการณ์ชายแดนระอุ! เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและแพทย์เข้าบังเกอร์อย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

จากรายงานข่าวล่าสุดที่ได้รับมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่า กระสุน BM-21 ได้ตกบริเวณใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้บริหารโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและทีมแพทย์ทั้งหมดไปยังบังเกอร์หลบภัยที่เตรียมไว้เป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่า “ด่วน! เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 เวลา 08.40 น. “กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก” และพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัด ปัจจุบัน ศปก.ทก.2 ได้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัยเรียบร้อย และได้ให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักษ์ต่อไป กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง”

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง การโจมตีหรือการยิงเข้าใกล้โรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

ถึงเเม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที เเต่เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจเเละความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วย ญาติ เเละบุคลากรทางการเเพทย์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพนมดงรักได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

  • การประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์เพิ่มเติม
  • การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนและพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความเปราะบาง และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน มีแต่จะสร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ด่วน กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” เร่งอพยพผู้ป่วย-แพทย์เข้าบังเกอร์

สดุดี! พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย พลีชีพปราสาทคนา

สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา ถูกสะเก็ดระเบิด BM-21 ถล่ม โลกออนไลน์ร่วมอาลัยความหาญกล้า

วันที่ 10 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์พร้อมใจร่วมไว้อาลัย และสดุดีทหารกล้าคนที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” สังกัด ร.23 พัน.3 กองพันสุรินทร์ พลีชีพเพื่อชาติ ในสมรภูมิปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่า จากเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไทยสูญเสียกำลังพลทหารกล้ารายที่ 5 คือ “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” อายุ 20 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวอีสานจากบ้านภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทยในสมรภูมิปราสาทคนาอย่างห้าวหาญ เสียชีวิตหลังถูกสะเก็ดระเบิดจาก BM-21 ของกัมพูชา ขณะกำลังรักษาตัวที่ รพ.พนมดงรัก.

สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา

เหตุการณ์การเสียสละของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ในสมรภูมิปราสาทคนา สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ การจากไปของเขาไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียลูกชาย หลานชาย และเพื่อนของใครหลายๆ คน เรื่องราวของพลทหารเทิดศักดิ์เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินของเรา

การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทหารต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับกองกำลังต่างชาติ การเหยียบกับระเบิด หรือการถูกโจมตีด้วยอาวุธหนัก แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่ทหารไทยก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงของประเทศชาติ

ร่วมสดุดีวีรกรรม พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย

การสดุดีวีรกรรมของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความอาลัย แต่ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติของผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เราสามารถร่วมกันสดุดีวีรกรรมของท่านได้หลายวิธี เช่น การแชร์เรื่องราวของท่านบนโซเชียลมีเดีย การร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวของท่าน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงท่าน

นอกจากนี้ เรายังสามารถแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจแก่ทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนได้ โดยการส่งจดหมายหรือของขวัญให้กำลังใจ หรือการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นให้แก่หน่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้ทหารรู้สึกว่าพวกเขายังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ

การสูญเสีย พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของความสงบสุขและความเป็นเอกราชของชาติ เราควรที่จะร่วมกันรักษาความสงบและความมั่นคงของประเทศชาติให้คงอยู่สืบไป เพื่อให้สมกับความเสียสละของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อชาติ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย และทหารกล้าทุกท่านที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

พวกเราคนไทยจะไม่ลืมความเสียสละของท่าน

ที่มา – สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน: ทำลายล้าง!

ปืนไร้แรงสะท้อนกลับ หรือ ปรส. (Recoilless Rifle) คือปืนใหญ่ขนาดเบาที่ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยทหารขนาดเล็กสามารถพกพาไปใช้งานได้สะดวก คล้ายกับบาซูก้า แต่ปืนไร้แรงสะท้อนสามารถยิงกระสุนได้หลากหลายชนิดมากกว่า

แรงสะท้อนของ ปืนไร้แรงสะท้อน ถูกออกแบบมาเพื่อชดเชยแรงถีบ ทำให้ลำกล้องปืนบางลงและเบาขึ้น เหมาะสำหรับการเป็นอาวุธหนักที่พลประจำการ 2-3 คนสามารถนำติดตัวไปได้ สามารถยิงจากไหล่โดยทหารราบเพียงคนเดียว ติดตั้งบนรถทหาร หรือติดตั้งในบังเกอร์ ปืน ปรส. มอบพลังโจมตีแบบปืนใหญ่ขนาดเล็กให้กับหน่วยทหารเคลื่อนที่มาตั้งแต่ต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารที่นิยมใช้ปืนชนิดนี้คือ หน่วยพลร่ม หน่วยรบพิเศษ และหน่วยทหารที่ต้องรบบนพื้นที่ภูเขา

แม้จะถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษ ปืนไร้แรงสะท้อน ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นอาวุธต่อต้านรถถังที่ทรงพลังและสามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทหารฝ่ายตรงข้ามได้

อย่างไรก็ตาม เกราะรถถังในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้อาวุธต่อต้านรถถังโบราณอย่างปืน ปรส. ถูกมองว่าล้าสมัย แต่ด้วยการปรับปรุงลูกปืน ปรส. และเทคนิคใหม่ ๆ ทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีอย่างหนึ่งของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ประโยชน์ใช้สอยในการทำลายเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ปรส. มีกระสุนหลากหลายประเภท รวมถึง HEAT, HE, flechette และอื่น ๆ เพื่อใช้ยิงทำลายเป้าหมายที่หลากหลายในสนามรบ

ปืนไร้แรงสะท้อนบางรุ่นมีน้ำหนักเบาพอที่จะประทับบ่ายิง หรือติดตั้งในยานพาหนะทางทหารขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการทำลายบังเกอร์ หรือหยุดยั้งยานเกราะทหารราบได้ ในขณะที่มีระยะยิงไกลกว่าอาวุธติดตัวของทหารราบส่วนใหญ่ ตัวอย่างคือ SPG-9/9M ปรส. ของโซเวียต ซึ่งมีระยะยิงกระสุนแรงสูงไกลเกิน 4,000 เมตร

ปรส. นับเป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่มีความมุ่งหมายทางยุทธวิธี 2 ประการคือ ภารกิจหลักใช้ยิงต่อสู้รถถัง ส่วนภารกิจรองใช้ยิงสังหารบุคคลและทำลายสิ่งกำบัง จัดเป็นอาวุธวิถีราบลำกล้องเรียบ ทำการเล็งด้วยวิธีการเล็งตรง มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดลำกล้อง 57 มม. , 75 มม. , 84 มม. , 106 มม. เป็นอาวุธยิงสนับสนุนของทหารราบในการดำเนินกลยุทธ์ทั้งการตั้งรับและเข้าตี

ปืน ปรส. มีลูกกระสุนหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น High Explosive (HE) กระสุนระเบิดแรงสูงสังหารบุคคล High Explosive Anti Tank (HEAT) กระสุนระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง High Explosive Dual Purpose (HEDP) กระสุนระเบิดแรงสูง

แรงสะท้อนกลับหรือแรงถีบจากระบบปืนที่ติดตั้งบนยานพาหนะ อาจทำให้รถจิ้บคันเล็กพลิกคว่ำได้ กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน กล่าวคือ ในทุกแรงกระทำจะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันเสมอ โมเมนตัมที่ปรากฏภายในระบบปืนในระหว่างการยิงอาวุธ จะเท่ากันและตรงข้ามกับผลรวมของโมเมนตัมที่ส่งไปยังกระสุนที่ยิงออกจากระบบปืน รวมถึงก๊าซขับดันที่ถูกขับออกจากระบบปืน การลดแรงถีบกลับให้น้อยที่สุด ช่วยลดอันตรายจากแรงสะท้อนที่เกิดจากการยิง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พันเอกเรเน อาร์. สตัดเลอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้พัฒนาปืนไร้แรงถีบกลับน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ได้ปืนยิงจากไหล่ที่สามารถขับเคลื่อนกระสุนระเบิดขนาด 3 ปอนด์ (1.36 กิโลกรัม) ด้วยความเร็วปลายปากกระบอกปืน 1,200 ฟุตต่อวินาที (366 เมตร/วินาที)

แนวคิดนี้ ถูกนำมาใช้ในปืน ปรส. ไร้แรงถีบกลับ M40AD ขนาด 106 มม. ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งสามารถปล่อยก๊าซเชื้อเพลิงออกมาผ่านปลอกกระสุนแบบเจาะรูระหว่างหัวกระสุนและท้ายปืน ส่วนปืนฮาววิตเซอร์ไร้แรงถีบกลับ LG 42 ขนาด 105 มม. ของเยอรมัน ใช้จานระเบิดที่ท้ายปืน เพื่อกักเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยการจุดระเบิด แทนที่จะใช้ห้องกระสุนแบบเจาะรูเพื่อระบายแรงระเบิด

ประสิทธิภาพอยู่ที่ความร้ายแรงของพลังการทำลาย ด้วยอัตราการยิงที่สูงกว่าระบบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง (ATGM) ส่วนใหญ่ที่ 5 นัดหรือมากกว่าต่อนาที ปรส. จึงมีประโยชน์ในฐานะอุปกรณ์สนับสนุนการยิงที่สามารถเพิ่มอำนาจการยิงของอาวุธอื่นๆ ไปยังเป้าหมายต่างๆ ได้

สามารถย่อยกระสุนได้หลายนัดเพื่อทำลายรถถัง จากนั้นก็สังหารกำลังพลที่กำลังออกจากพื้นที่ด้วยกระสุนหัวรบระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ ในการต่อสู้ระยะประชิดหรือการซุ่มโจมตี ปรส. สามารถทำลายยานพาหนะ นอกเหนือจากรถถังหลัก บางชนิดสามารถสร้างความเสียหายหรือทำลายรถถังหลัก (MBT) ทั้งจากด้านข้างหรือด้านหลัง

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน

ข้อจำกัดของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ เนื่องจากการยิงทำให้เกิดควันและเสียงดังสนั่น ปรส. ส่วนใหญ่ติดตั้งค่อนข้างสูง พลยิงอาจโดนสอยร่วงได้ และต้องบรรจุกระสุนด้วยมือจากท่ายืนหรือคุกเข่า ซึ่งทำให้ต้องเสี่ยงกับการถูกยิงสวนกลับ

ปรส. รุ่นเก่ามีน้ำหนักมากจนต้องแยกชิ้นส่วนและบรรจุกระสุนใส่ยานพาหนะเพื่อเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการยิงและการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วหลังจากยิง ตัวอย่างหนึ่งของความคล่องตัวต่ำคือ B-10 รุ่นเก่าของรัสเซีย (มีน้ำหนัก 85 กิโลกรัมเมื่อลากจูง และ 72 กิโลกรัมเมื่อไม่ลากจูง) ด้วยระยะยิงต่อต้านเกราะ 400-1,000 เมตร การยิงครั้งแรกจะต้องแม่นยำและรุนแรงสูงสุด มิฉะนั้น พลประจำรถจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ทหารจึงใช้อาวุธรุ่นเก่าเหล่านี้เฉพาะในการป้องกันและซุ่มโจมตีแบบผสมผสาน เพื่อเสริมอำนาจทางการยิง

เครื่องยิงรุ่นเก่าบางรุ่นได้รับการดัดแปลงเพื่อลดน้ำหนัก และแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นส่วนสำหรับการเคลื่อนที่แบบถอดประกอบได้ Type 65 ของจีนเป็นรุ่นน้ำหนักเบากว่า B-10 ที่ 28 กิโลกรัม และใช้กระสุนที่ได้รับการปรับปรุง ส่วน M79 ของเซอร์เบียก็มีน้ำหนักน้อยกว่า 30 กิโลกรัมเช่นกัน ด้วยศูนย์เล็งที่ได้รับการปรับปรุง จึงมีระยะต่อต้านเกราะที่ 670-1,000 เมตร ระยะที่ไกลขึ้นช่วยเพิ่มความอยู่รอดของพลยิง ไม่ต้องเข้าไปใกล้เป้าหมาย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบและถูกยิงสวนกลับ

สรุปเกี่ยวกับปืนไร้แรงสะท้อน

โดยรวมแล้ว ปืนไร้แรงสะท้อน เป็นอาวุธที่มีประโยชน์อย่างมากในสนามรบ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ด้วยความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย และความสะดวกในการพกพา ทำให้มันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ทหารราบและหน่วยรบพิเศษ

ที่มา – ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน พี่จ่าจัดม้าทองไม่เหลือซาก

Scroll to top