ไทยปะทะกัมพูชา

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพหากต้องการ

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด “ภูมิธรรม” สั่งการให้ทุกหน่วยงานสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เพื่อดำเนินการทันที

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนกองทัพในการดูแลสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความอ่อนไหวและอาจมีการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาได้

นายภูมิธรรมได้กล่าวขอบคุณทหารหาญทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการทางทหาร หรือการใช้โล่มนุษย์โดยอาศัยประชาชนนำหน้าในการเคลื่อนไหวต่างๆ ท่านรองนายกฯ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ หากกองทัพต้องการอุปกรณ์หรือทรัพยากรเร่งด่วนใดๆ ก็ตาม ขอให้แจ้ง ศบ.ทก. (ศูนย์บัญชาการทางทหาร) เพื่อดำเนินการประสานงานและจัดการให้ทันที

ทำไมการสนับสนุนกองทัพจึงสำคัญ?

การสนับสนุนกองทัพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ชายแดนมีความตึงเครียด การมีทรัพยากรและอุปกรณ์ที่เพียงพอจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแสดงออกถึงการสนับสนุนและความห่วงใยจากรัฐบาลและประชาชนก็เป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า

“ภูมิธรรม” สั่งการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

นอกจากเรื่องสถานการณ์ชายแดนแล้ว นายภูมิธรรมยังได้สั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ติดตามสถานการณ์พายุคาจิกิอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ระบบ cell broadcast เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการกู้ภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ

“ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและรักษาความมั่นคงของชาติ” นายภูมิธรรมกล่าว

การสั่งการของ “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในทุกสถานการณ์

“ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก. เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลัง และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งทุกหน่วยหนุนกองทัพ หากต้องการอุปกรณ์ใดๆ ให้แจ้ง ศบ.ทก.

“เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ถึงชายแดน หลังท้าชนกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาพยายามรื้อรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยติดตั้งไว้ เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยจำนวนมาก รวมถึง “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” เจ้าหนี้ชื่อดังที่ได้ประกาศว่าจะเดินทางไปยังชายแดนเพื่อแสดงจุดยืน

“เจ๊เอ๋ มาตามนัด” เดินทางถึงชายแดนบ้านหนองจาน

จากเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชาบางส่วนรวมตัวกันประท้วงและพยายามรื้อถอนรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ทำให้สถานการณ์บริเวณนั้นตึงเครียดขึ้นอย่างมาก การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการบุกรุกพื้นที่ แต่ยังรวมถึงการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ไทย ทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” บุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลมีเดีย ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน โดยโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า “พรุ่งนี้เจอกันบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว มันเกินไปแล้วพวกเขมร ไม่นึกถึงตอนมาหาแดรกบนแผ่นดินไทย ใครไปยกมือขึ้น” นอกจากนี้ยังมีการระบุเพิ่มเติมว่า “อยากได้รถดูดส้วมเต็มคัน จำนวน 3 คัน จะยอมเสียสละเป็นคนจับปลายสายเองกับมือ ส่งตรงถึงเขมรแนวรั้วบ้านจาน” ข้อความเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะช่วยเหลือสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ

“ประชาชนไม่ได้อยากปะทะเพราะไม่ใช่หน้าที่ แต่ถ้าผู้นำไม่สามารถควบคุมอะไรได้ประชาชนมันก็ต้องออกมาเองปกป้องแผ่นดินไทย ช่วงเวลาที่พี่น้องสระแก้วเสียสละพื้นที่ให้พวกขโมยเข้ามาอยู่อาศัยทำมาหากิน ไล่ก็ไม่ไป ลาดก็ไม่ลง คนไทยยังไม่ทำอย่างพวกกัมพูชา” เจ๊เอ๋กล่าว

ล่าสุดวันนี้ (26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อติดตามสถานการณ์ภายหลังเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ พบว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคงรายงานว่า กองกำลังทหารที่ประจำการในพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยและปฏิบัติการตามขั้นตอนที่วางไว้ เพื่อยืนยันการรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การประสานงานกับทุกฝ่ายได้เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนให้งดเว้นการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณต่อพี่น้องประชาชนที่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องชายแดน

สถานการณ์ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังทหารอย่างเข้มงวด โดยมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ด้านทางฝั่งกัมพูชายังคงมีชาวบ้านที่ยังนอนเฝ้าอยู่บริเวณรั้วตลอดทั้งคืนแต่ยังไม่มีการก่อความวุ่นวายใดๆ

ขณะที่ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ก็ได้เดินทางมาถึงชายแดนบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้วแล้วเวลานี้ หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ทำไม “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ถึงเป็นที่สนใจ?

การปรากฏตัวของ “เจ๊เอ๋ มาตามนัด” ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามจำนวนมาก การออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • จุดยืนที่ชัดเจน: เจ๊เอ๋แสดงออกถึงความรักชาติและการปกป้องแผ่นดินอย่างชัดเจน
  • การสนับสนุนจากประชาชน: มีผู้คนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ๊เอ๋และพร้อมที่จะสนับสนุน
  • การสร้างความตระหนัก: เหตุการณ์นี้ช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาชายแดนและความสำคัญของการรักษาอธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งสำคัญคือการเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องจัดการด้วยความรอบคอบ การแสดงออกถึงความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม

ที่มา – “เจ๊เอ๋” มาตามนัด เดินทางถึงชายแดนบ้านหนองจาน หลังท้าชนกัมพูชาป่วนรื้อลวดหนาม

“บิ๊กเล็ก” ยันยิงตอบโต้ หากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

“บิ๊กเล็ก” ชี้ มวลชนกัมพูชาป่วนรื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองจาน ทำแบบนี้ในพื้นที่อธิปไตยไทยไม่ได้ จ่อแจ้งความเอาผิดทำลายทรัพย์สินราชการ เล็งใช้ตำรวจควบคุมมวลชน ยัน หากรุกล้ำยิงตอบโต้ได้ทันที

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มวลชนชาวกัมพูชาเข้ารื้อรั้วลวดหนาม บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า จากที่ได้รับรายงานคือผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วจะเดินทางมาพบประชาชนคนไทยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทางกองทัพภาคที่ 1 กองกำลังบูรพา จึงได้วางแนวรั้วลวดหนามเพิ่มเติมเพื่อป้องกันชาวบ้านชาวกัมพูชาจะเข้ามารบกวน ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่วางไว้เดิม

ทั้งนี้ตนได้ให้แนวทางไปว่าเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ประเทศไทย จะทำอย่างนี้ไม่ได้ ผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดทำลายทรัพย์สินทางราชการ และขอให้ดำเนินการตามกฎหมาย อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 อีก ซึ่งผู้ที่จะแจ้งความเป็นใครก็ได้ จะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 หรือจังหวัดสระแก้ว แต่จะต้องไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกเพราะประชาชนรับไม่ได้ อีกทั้งได้สั่งการให้ทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปด้วย เพราะนี่คือพื้นที่อธิปไตยของไทยเขาจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การปฏิบัติการหลังจากนี้จะเป็นในลักษณะการปราบกลุ่มผู้ชุมนุมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า ทางกองทัพภาคที่ 1 เริ่มใช้ LRAD เครื่องมือที่ช่วยสลายการชุมนุมในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติม พิจารณาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังทหารอาจจะดูรุนแรงเกินไป

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ชาวกัมพูชามีความพยายามจะใช้ชาวบ้านเป็นโล่กำแพงมนุษย์ เข้ามาสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่ไทย มีรายงานหรือไม่ว่ามีทหารกัมพูชาอยู่เบื้องหลัง พล.อ.ณัฐพล เผยว่า ไม่ต้องมีข้อมูล เพราะเขายืนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้กองทัพภาคที่ 1 ทำหนังสือประท้วงไป และเรื่องนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม GBC ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ด้วย แต่อย่างไรก็ไม่ได้รอการประชุม GBC เพราะได้สั่งให้ทำหนังสือประท้วงไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนจะถึงขั้นใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือแก๊สน้ำตาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจากการประชุม RBC ของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีข้อตกลงว่าจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้ประสานงานในพื้นที่ วันนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม กองทัพภาคที่ 1 มีการพูดคุยกับทางกัมพูชา เหตุการณ์จึงคลี่คลายลงในตอนหลัง เนื่องจากกัมพูชาเข้าใจแล้วว่าไม่ได้เป็นการวางเพื่อสกัดกั้นเพิ่มเติม แต่เป็นการวางป้องกันเฉพาะกรณี

ในคำถามว่าพื้นที่เขาพระวิหาร มีรายงานสถานการณ์เข้ามาบ้างหรือไม่ เนื่องจากมีการรายงานว่าทางกัมพูชาเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มี เราได้เตรียมพร้อมเอาไว้ ส่วนเจรจาก็เจรจาไป ส่วนเตรียมกำลังก็เตรียมกำลังไป เราจะต้องไม่ยอมมาปฏิบัติการอะไรทางทหารในพื้นที่เป็นอันขาด

ไฟเขียวยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ

เมื่อถามอีกว่าจากที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาระบุ หากมีการล้ำในพื้นที่จะไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ได้ในทันทีนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอน เพราะตนพูดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วหยุดยิงตลอดไป หากเขาล่วงล้ำอธิปไตยก็สามารถทำตามอำนาจหน้าที่ได้เลย กฎใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ได้ให้อำนาจไว้แล้ว ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาค มีอำนาจทำได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าหยุดยิงแล้วอย่างไรก็ไม่ยิง ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน แต่อย่างไรไทยเรามีการเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

ในประเด็นว่าหากมีการปะทะเกิดขึ้นอีกครั้งจะมีการเตรียมพร้อมอพยพประชาชนอย่างไร พล.อ.ณัฐพล บอกว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เช่น เหตุการณ์เมื่อคืนที่ จ.สุรินทร์ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มีการเตรียมศูนย์อพยพเพิ่มเติม ยอมรับว่าทำให้คนในพื้นที่แตกตื่นอยู่เหมือนกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไร เป็นการเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์อะไรไว้ล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีที่ ผู้ว่า บันเตียเมียนเจย ส่งหนังสือมายังผู้ว่าฯ สระแก้ว เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินจะกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องแยกกัน การออกเอกสารสิทธิ์หรือโฉนดเป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย แต่เรื่องความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม โดยมีกระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ต้องแยกออกจากกัน เรื่องเอกสารสิทธิ์ก็ว่ากันไป ส่วนการปกป้องอธิปไตยกระทรวงกลาโหมไม่ยอมอยู่แล้ว.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเเละความปลอดภัยของประชาชนคนไทย การ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน เเต่ทั้งนี้ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

การที่ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” นั้นเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เเละกองทัพก็มีความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การเจรจาเเละการพูดคุยกันระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดเเย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายเเดน เเละปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่กองทัพมีความชัดเจนในเรื่องการ “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ” จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการรุกล้ำอธิปไตยได้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยันกองทัพยิงตอบโต้ได้ทันทีหากกัมพูชารุกล้ำ เล็งใช้กำลัง ตร.ควบคุมมวลชน

ตึงเครียด! ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน สระแก้ว

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด! “ทหารไทย” ยังคงตรึงกำลังอย่างหนาแน่นบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชาได้ประกาศระดมชาวบ้านให้ออกมารวมตัวกันในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่ดินของกัมพูชาร่วมอยู่ด้วย

ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางมาถึงที่บริเวณชายแดน ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาบางส่วนได้บุกเข้ามารื้อรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยได้ทำการติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการรุกล้ำดินแดน นอกจากนี้ ยังมีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนจากฝั่งกัมพูชายังคงทยอยเดินทางเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศบริเวณชายแดนตึงเครียดยิ่งขึ้น กองกำลังทหารไทยได้เสริมกำลังเข้าตรึงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ที่น่าสังเกตคือ ฝั่งกัมพูชาได้เปิดเพลงเสียงดัง คาดว่าเป็นเพลงปลุกใจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความฮึกเหิม เสียงเพลงดังกล่าวดังก้องไปทั่วบริเวณชายแดน สร้างความกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารไทยยังคงตรึงกำลัง

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ทหารไทยยังคงตรึงกำลังอย่างแน่นหนาเพื่อเฝ้าระวังการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับส่วนกลางเพื่อรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ และเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

  • การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดกำลังดำเนินการ
  • ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • เจ้าหน้าที่ไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนเสมอ

การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

การที่ “ทหารไทยตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าสถานการณ์จะตึงเครียด แต่การมีสติและความอดทนจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – สถานการณ์ยังตึงเครียด “ทหารไทย” ตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

กองทัพบก เปิดคลิปสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

“กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติมาโดยตลอด การที่ กองทัพบก เผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตย

วันที่ 25 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก ทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์คลิปวิดีโอ “เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568” พร้อมระบุข้อความว่า

“ที่ทหารไทยสามารถยึดคืนภูมะเขือ หลังถูกกัมพูชาเปิดฉากโจมตีในเช้ามืดวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนในการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ”.

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพชา: ความกล้าหาญที่ต้องจารึก

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ การสู้รบในพื้นที่ชายแดนนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และจากกำลังของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ทหารไทยยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ได้ การกระทำของพวกเขาเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กองทัพบก กับบทบาทในการปกป้องอธิปไตย

กองทัพบก มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกองทัพบกในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในหน้าที่ของตน และมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง

ความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือ

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของทหาร การให้กำลังใจคนที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในสังคม

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือในการปกป้องประเทศชาติของเรา หากเราทุกคนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่ กองทัพบก นำเหตุการณ์นี้มาเผยแพร่ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ และเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทย

ในท้ายที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารหาญที่เสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ คือสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและตอบแทนความกล้าหาญของพวกเขา

ที่มา – “กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา: กต. ซัดใช้เด็กเป็นด่าน

ศบ.ทก. เร่งจ่ายเยียวยา ขออภัยประชาชนล่าช้า เข้มป้องแฮกระบบคอมพิวเตอร์ 24 ชม. ด้าน ก.ต่างประเทศ แจงไทยลุยฟ้องประชาคมโลก ซัดกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นด่านหน้า ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย-ภัยมั่นคง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ชายแดนโดยรวมในห้วงที่ผ่านมาถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังตรึงกำลัง ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของกำลังที่สำคัญ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวตรวจพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดของทหาร BHQ กัมพูชา ในพื้นที่อธิปไตยของไทย แม้ผลักดันกลับไปแล้วแต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงของการประชุม JBC อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาและดูแลสุขภาพจิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งความคืบหน้าในที่ประชุม ศบ.ทก. ว่า สั่งจ่ายเงินเยียวยาประชาชนไปแล้ว โดยวันที่ 26 สิงหาคม 2568 สปน. จะนำงบประมาณสั่งจ่ายไปยังพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดแรก จากนั้นจะเป็น จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ ที่ต่อไป ถ้าประชาชนสามารถยื่นเอกสารได้อย่างครบถ้วน เงินจะถึงท่านได้อย่างเร็ว สปน. เล็งเห็นถึงปัญหาความขัดข้องและความล่าช้าในการสั่งจ่ายงบประมาณไปยังประชาชน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขให้กระบวนการสั่งจ่ายมีความรวดเร็ว ต้องกราบขออภัยประชาชนในโอกาสนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหานี้

ส่วนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการตรวจพบการเข้ามาโจมตีระบบทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยต่างๆ ประชาชนตรวจพบมีการแฮกข้อมูลเข้ามา เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ติดตามสถานการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับ ศบ.ทก. กำหนดท่าทีที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการระหว่างประเทศต่อไปบนข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจน หากมีการตรวจพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนสามารถแจ้งมายังที่ศูนย์ประสานงานการรักษาระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

ทางด้าน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า การดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวที นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีภารกิจเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ นายมาริษ มีกำหนดเข้าพบกับผู้แทนประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นทุ่นระเบิด รวมถึงคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา เพื่อยืนยันหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าไทยยึดมั่นในการเปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโน้มน้าวกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจัง และร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ระเบิดตามแนวชายแดนไทย โดยยังคงยืนหยัดดำเนินการเชิงรุก พร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกสากลทุกขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและจริงใจว่าไทยไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด นอกจากนี้ นายมาริษ ยังกำหนดพบกับสำนักงานใหญ่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอกับทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ผลักดันเด็ก คนชรา และผู้พิการ ให้ออกมาเป็นด่านหน้า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกติกาสากลโดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่าความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครองสูงสุดในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะยังคงร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวาและหลักการสากล โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย พร้อมเร่ง ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน

ขณะที่ น.อ.กฤษณัส กาญจนกุล ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ กองทัพอากาศ ระบุว่า การต่อต้านโดรนผิดกฎหมาย กองทัพอากาศได้บูรณาการทุกเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันยังมีการกำหนดการห้ามบินโดรนในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ทางทหาร หน่วยราชการ และตามแนวชายแดน โดยพื้นที่ที่บินโดรนได้นั้นเป็นไปตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ต้องทำตามข้อกำหนดที่ให้ลงทะเบียนการขึ้นบิน ทำการบินในระยะความสูงไม่เกิน 90 เมตร และสามารถบินได้เฉพาะเวลากลางวัน

โดยหน่วยงานมั่นคงได้บูรณาการขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน ด้วยระบบของทุกหน่วยงานทั้งการค้นหา การสกัดกั้นและทำลาย รวมถึงแลกเปลี่ยนข่าวกรองเพื่อป้องกันและต่อต้านโดรนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อให้การต่อต้านโดรนครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญ การจำกัดโดรนผิดกฎหมายทั้งทหารตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้ผนึกกำลังค้นหาจับกุมผู้ปล่อยโดรนผิดกฎหมายในประเทศไทยอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นการใช้โดรนผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงขอให้แจ้งข้อมูลสำคัญ เช่นวันเวลาที่พบเห็น ลักษณะโดรน รวมถึงภาพถ่าย ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็ว.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเร่งจ่ายเงินเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยและหลักมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน และต้องจับตาดูว่า ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน จะมีความคืบหน้าในการช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

“แม่ทัพภาค 2” เผยโอกาสปะทะรอบใหม่!

“แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้ พร้อมมองผู้เจรจาต้องทันเกม นึกถึงผลประโยชน์ของชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมของกองทัพ

“แม่ทัพภาค 2” กับมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการเตรียมพร้อมในการตอบโต้หากมีการยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สำหรับการตัดสินใจเข้ารับราชการทหาร พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นทหารตำรวจ เพราะเห็นพ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย และความตั้งใจนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลง แม้ในช่วงที่เป็นนักเรียนอาชีวะ

ความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสินกล่าวถึงความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เกิดจากความต่างของความคิดที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าแผ่นดินเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปะทะกันได้ แต่ยังคงยืนยันว่าพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในส่วนของประเด็นยอดภูมะเขือ พลโทบุญสินกล่าวว่า ในยุคของตนต้องไปเอาคืนมา เพราะมีการเข้าอาศัยของคนกัมพูชามานานหลายสิบปีแล้ว และปัจจุบันภูมะเขือมีบรรยากาศที่ดี สามารถไปวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนได้

เมื่อถามถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน พลโทบุญสินกล่าวว่า การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมาน แต่แม่ทัพต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะการปะทะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับการปะทะที่ผ่านมา พลโทบุญสินเห็นว่าเหมาะสมแล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เริ่มก่อน และในกรณีการปิดตาเมือนธม แม้จะเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาเอกภาพและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

“แม่ทัพภาค 2” ยังกล่าวถึงการเจรจาว่า หากทำแล้วเสียผลประโยชน์ก็จะไม่เจรจา และผู้เจรจาต้องทันเกม รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ

ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับชุมชน พลโทบุญสินกล่าวว่า ทหารไม่ได้มีหน้าที่แค่รบ แต่ยังช่วยพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

สำหรับคำถามที่ว่า จะมีการปะทะกันอีกหรือไม่ และมีโอกาสที่ไทยจะยึดพื้นที่อย่างประสาทตาควายกลับมาได้หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำประเทศของคู่ขัดแย้ง และท่าทีของทหารเขมรที่อยู่ตามแนวชายแดน หากเริ่มก่อนไทยก็มีสิทธิ์ตอบโต้

โดยสรุปแล้ว พลโทบุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่หากถูกรุกรานก่อนก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของผู้นำและท่าทีของทหารตามแนวชายแดนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางในอนาคต ความรอบคอบและการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้

“ภูมิธรรม” หนักใจ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

“ภูมิธรรม” รับหนักใจเวลาตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ยันไทยทำงานเก็บหลักฐานทุกเม็ด ย้ำรักษาผลประโยชน์ประเทศ-อธิปไตย ขออย่ากังวล ผู้ว่าฯ สระแก้ว สื่อสารผิดปมเอกสารสิทธิ์บ้านหนองจาน มีหลักฐานยัน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) วันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขของกองทัพภาคที่ 2 จะเหมือนกองทัพภาคที่ 1 หรือจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ว่า คงไม่มี เป็นประเด็นต่อจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ครั้งที่ผ่านมา แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างจากสภาพพื้นที่และสภาพปัญหา โดยพื้นฐานเป็นเรื่องต่อจาก GBC ครั้งที่แล้ว และเป็นเรื่องระดับแม่ทัพไปคุยกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเส้นแดน และทำอย่างไรที่จะทำให้ได้ข้อสรุปตรงกันมากที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แนวโน้มน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ ซึ่งมีเรื่องของรั้วลวดหนามที่แตกต่างจากกองทัพภาคที่ 1 นายภูมิธรรม ตอบว่า เรื่องรั้วลวดหนามอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ได้คุยกันมา เพราะเราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เข้าใจว่าทูตทหารที่กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงไปแล้ว ขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาที่เราหนักใจอยู่บ้างคือ เวลาพูดตกลงกันก็อาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทางกัมพูชา ทางโฆษกของเขาชี้แจงก็อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เห็นปรากฏอยู่เสมอๆ ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว เวลานี้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ มีการรวบรวม

ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไปพบกับคณะกรรมการที่เกี่ยวกับอนุสัญญาออตตาวา เอาหลักฐานทั้งหมดไปคุย เราสู้ในทิศทางของเราอยู่แล้วคือ ใจเย็น รักสันติ และไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตย ขณะเดียวกันก็รวบรวมพยานหลักฐาน ตนได้สั่งการตลอดว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้เก็บหลักฐาน รายละเอียดต่างๆ เสียงตอบรับต่างประเทศค่อนข้างดี รู้สึกว่าสิ่งที่เราพูดมีความชัดเจน ส่วนทางกัมพูชาพูดอะไรของเขาก็พูดไป ก็แล้วแต่ เพราะความจริงคือความจริง ต่างประเทศได้เห็น

ส่วนคำถามว่าขณะนี้กัมพูชามีการชุมนุมเรียกร้องให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามา ถึงขั้นจะตั้งชื่อถนนในกัมพูชาเป็นชื่อของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการพูดคุยระดับทวิภาคีของไทยกับกัมพูชาที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เป็นสิทธิของกัมพูชา เราไม่ก้าวล่วง

ในคำถามว่าครบรอบ 1 เดือน สถานการณ์ไทย-กัมพูชามีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และถ้าไปดูประวัติศาสตร์โลก ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ประเทศไทย การเจรจาเรื่องเขตแดนไม่เคยจบได้ง่ายๆ บางประเทศเป็นหลายๆ สิบปี หรือบางประเทศเป็นร้อยปีก็มี เพราะฉะนั้นตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นในรอบใหม่ จริงๆ เรามีปัญหามาตลอด แต่ก็จบได้เป็นช่วงๆ อยู่ที่ว่าแต่ละช่วงสถานการณ์เป็นอย่างไร อย่าไปกังวลใจ ถ้าเรายังอยู่จุดที่เห็นควรว่าไม่ควรทำให้เกิดสงครามถ้าไม่จำเป็น และยังยืนยันที่จะรักษาผลประโยชน์ อธิปไตยของประเทศ เจรจาจบหรือไม่จบมันยังอยู่แค่ตรงนี้ ไม่รุกล้ำไปไหน

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (IOT) ว่า บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อ้างเป็นพื้นที่ป่า จนทำให้ฝ่ายกัมพูชานำคำพูดดังกล่าวไปแอบอ้างว่า ไม่ใช่พื้นที่ของประเทศไทย ว่า อย่าไปกังวลเรื่องนี้ ผู้ว่าฯ ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด ความจริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวมีหนังสือ สค.1 ซึ่งความจริงผู้ว่าฯ อาจหมายถึงโฉนด เรื่องนี้ความจริงก็ความจริง จะไปอ้างอย่างไรก็หยิบความจริงขึ้นมาพูด ถ้าเรามีโฉนด มี สค.1 มีหลักฐาน ไม่ใช่อยู่ๆ มาสร้างตอนนี้ได้ ขออย่าเป็นกังวลกับคำพูดหรือการเคลื่อนไหวทางโซเชียล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าเป็นการพูดต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจะเป็นหลักฐานได้หรือไม่ว่าอาจเป็นการให้ข้อมูลบิดเบือนจากไทย นายภูมิธรรม ตอบว่า จะบิดเบือนได้อย่างไร การพูดตรงนั้นทำให้เราเสียประโยชน์ด้วยซ้ำไป แต่เมื่อมีหลักฐานมายืนยันและบอกว่าพูดผิด มันก็จบ มนุษย์ก็เป็นแบบนั้น.

“ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

จากกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับบ้านหนองจาน และท่าทีของกัมพูชาที่อาจจะไม่ตรงกับข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ทำให้ นายภูมิธรรม ต้องออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด นั้นยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การมีสติและตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและผลประโยชน์ของชาติ

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง จะช่วยลดความสับสนและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” หนักใจ ตกลงอะไรกัมพูชาไปพูดอีกแบบ ปมบ้านหนองจาน ผู้ว่าฯ สื่อสารผิด

7 จังหวัดชายแดนปกติ! สมช. ถกโดรน-แรงงาน

รัฐบาลเผยสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ ทหารตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะที่บ่ายนี้ สมช. ประชุมกรณีโดรนรุกล้ำอธิปไตย แรงงานกัมพูชาในไทย-กลับเข้าไทย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ 11 จุด ใน 7 จังหวัดว่ายังคงปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ โดยปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ตามสถานการณ์

สำหรับช่วงบ่ายวันนี้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) จะเป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 30/2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหารือแนวทางการบริหารจัดการแรงงานกัมพูชาในไทย และแรงงานกัมพูชาที่จะเดินกลับเข้าทำงานในประเทศไทย รวมทั้งมาตรการปฏิบัติต่อโดรนที่ยังละเมิดอธิปไตยของไทย และรับทราบความก้าวหน้าการเยียวยาประชาชนและในทุกมิติ

สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การประชุมของ สมช. ในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการหารือแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน

ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

  • การบริหารจัดการแรงงานกัมพูชา: การดูแลแรงงานข้ามชาติเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิ์และปฏิบัติอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันการค้ามนุษย์และการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงาน
  • มาตรการต่อโดรนรุกล้ำ: การที่โดรนบินรุกล้ำอธิปไตยของไทยถือเป็นภัยคุกคามที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง การกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจะช่วยป้องกันการกระทำดังกล่าวในอนาคต
  • การเยียวยาประชาชน: การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

ความสำคัญของสถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ

การที่สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติมีความสงบเรียบร้อยนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายแดน รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การรักษาความสงบและความมั่นคงจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงนั้น เป็นเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างงานสร้างรายได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและสงบเรียบร้อย การมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานงานในการแก้ไขปัญหา และการร่วมมือในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน

ความต่อเนื่องในการดำเนินงานและนโยบายต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์บริเวณชายแดนมีความละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อใช้ในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม การลงทุนในการพัฒนาระบบข้อมูลและการวิเคราะห์สถานการณ์ จะช่วยให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าการประชุมของ สมช. จะนำไปสู่แนวทางและมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

ที่มา – สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนปกติ สมช. จ่อถกปมโดรนรุกล้ำ-แรงงานกัมพูชาในไทย

Scroll to top