ไทยปะทะกัมพูชา

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน ตอบแทนความเสียสละ! ข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย กองทัพบกเตรียมมอบสิทธิประโยชน์มากมายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เล็งเห็นถึงความทุ่มเทเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้กรมกำลังพลทหารบกพิจารณามาตรการส่งเสริมความก้าวหน้าเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและชดเชยโอกาสในการเตรียมตัวสอบคัดเลือกเข้ารับราชการประจำปีงบประมาณ 2569

สิทธิพิเศษที่กำลังพลจะได้รับ

เพื่อเป็นการตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วง กองทัพบกจึงได้เตรียมมอบสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ

  • คะแนนเพิ่มพิเศษ: กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติราชการสนามตามแนวชายแดน จะได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ 15% ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบก ปี 2569 โดยจะมีการบวกเพิ่มจากสิทธิเดิมที่มีอยู่
  • โควตานักเรียนนายสิบ: ทหารกองประจำการที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามและสมัครใจขอเลื่อนปลดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับสิทธิคะแนนเพิ่ม 15% พร้อมโควตานักเรียนนายสิบทหารบกจำนวน 156 อัตรา

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

การดูแลกำลังพลที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและอนาคตทางการงานของกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ โดยได้สำรองที่นั่งเพิ่มเติมดังนี้:

  • นักเรียนนายสิบทหารบกจำนวน 50 อัตรา
  • บรรจุเป็นนายทหารประทวนจำนวน 30 อัตรา

หน่วยต้นสังกัดจะทำการสำรวจรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการระดับ ทบ. พิจารณาต่อไป

สำหรับกำลังพลที่สนใจและมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถสมัครผ่านระบบ One Stop Service ประเภทนายทหารประทวน ประจำปี 2569 ได้ทางเว็บไซต์: https://recruitment.rta.mi.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 14 มกราคม 2569

การที่ ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพบกมีต่อกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบแทนความกล้าหาญ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่พร้อมจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างสุดความสามารถ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทหารทุกนายจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ การ ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารกล้า

ที่มา – ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดนตอบแทนความเสียสละ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส.: พีระพันธุ์ ซัดยาแรง!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตั้งเป้า 69 สส. พร้อมส่งขบวนคาราวาน “อีสานต้องดีกว่านี้” “พีระพันธุ์” ลั่นคนโกงต้องใช้ยาแรง! ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ร่วมประกาศความพร้อมเดินหน้าการเมืองเชิงรุก มอบหมายให้ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร นำขบวนคาราวานลงพื้นที่อีสาน ภายใต้แคมเปญ “อีสานต้องดีกว่านี้”

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มอบหมายให้นายเกรียงไกรมาศ นำเสนอนโยบายพลังงานของพรรค เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ไฮไลต์สำคัญคือนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย และลดค่าน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือ 25 บาทต่อลิตร

นายเกรียงไกรมาศ ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาใจจากนายพีระพันธุ์ถึงคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวอีสาน “คุณพีระพันธุ์ย้ำกับผมเสมอว่า พี่น้องชาวอีสานต้องได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันราคาถูก ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น”

บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์ได้กล่าวทักทายผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ต้องอาศัยพลังงานเชื้อเพลิง พร้อมทดลองสวมบทบาทเป็นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ และรถตุ๊กๆ ก่อนกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ มาจากต้นทุนพลังงานที่ต้องลดลง”

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ต่อมา นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามทำงานและเตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยส่งคนไปรับฟังเสียงสะท้อนในทุกภาค ยืนยันว่าทุกภาคมีปัญหาเหมือนกันคือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องพลังงาน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรค

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาพลังงานมีมานานแล้ว และไม่เคยมีการแก้ปัญหาให้จบสิ้น แต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “เบอร์ 6 ไม่โกหก”

เมื่อถามถึงนโยบายยาแรงปราบคนโกง นายพีระพันธุ์ตอบว่า การคอร์รัปชันในบ้านเราหนักขึ้นทุกวันเหมือนมะเร็งที่ลามหนักขึ้นทุกวัน วันนี้ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเด็ดขาดและเฉียบขาดกับสิ่งเหล่านี้

ส่วนเรื่องการซื้อเสียง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เขารู้กันทั้งเมือง มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ไม่รู้

เป้าหมาย รทสช.: 69 สส. และนโยบายเด็ดขาด

ในการปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนหาเสียงตามปกติ ไม่เคยโกหกประชาชน และทุกอย่างที่คิดเป็นนโยบาย จะไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นนโยบายที่ขอโอกาสประชาชนไปทำงาน

เมื่อถามว่า รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. หรือไม่ นายพีระพันธุ์ เผยว่า มันก็น่าจะได้อย่างนั้น เพราะตนมีนโยบายหลัก 6 เรื่อง ตรงกับเบอร์ 6 ของพรรค

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาในการสร้างรั้ว ว่า เวลานี้สิ่งที่ติดขัดอันดับแรกคือ MOU 2543 ที่ทำให้เป็นปัญหาหลายเรื่อง

“MOU 2543 เราได้อะไร ถ้าเราไม่ได้อะไรแล้วจะเก็บไว้ทำไม” นายพีระพันธุ์กล่าว และว่า เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจนตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเจรจาอะไรแล้ว

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วน MOU 2544 เป็นเรื่องในทะเล ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเกเรมา 52 ปี ทำอย่างไรจะเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ เลยทำข้อตกลงเพื่อเจรจา มันจะเจรจาได้อย่างไรเพราะมันของเรา

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ MOU 2543 เป็นเรื่องดินแดนประเทศกลับดำเนินการช้า นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็แปลกใจตอนทำไม่เห็นต้องถาม พอตอนเลิกทำไมต้องถาม

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งเป้า 69 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาพลังงานและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายที่เด็ดขาดและจริงจังของพรรค จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนตามาเรีย–สัตตะโสม

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ พร้อมพักค้างคืนกับกำลังพลที่หน้าแนว

วันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” เผยแพร่ภาพของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ขณะลงพื้นที่แนวตามาเรีย–สัตตะโสม อยู่ร่วมกับกำลังพล ใช้ชีวิตเรียบง่าย ให้กำลังใจ และกำชับการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย เพราะเป็นพื้นที่ที่เคยทำงานและปฏิบัติการมาก่อน

ทั้งนี้ พลโทวีระยุทธ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจเยี่ยมกำลังพลแนวตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์จริง เข้าใจภูมิประเทศจากประสบการณ์ตรง พร้อมกำชับการปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบและปลอดภัยสูงสุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำระดับสูงลงมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของทหาร ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีประสบการณ์ในพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม มาก่อน ได้กำชับการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ย่อมเป็นการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

ความสำคัญของพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด การที่กองทัพภาคที่ 2 ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในพื้นที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลความมั่นคงของประเทศ

นอกเหนือจากการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความมั่นคงในระยะยาว การที่ทหารและประชาชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะทำให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมตามปกติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา การกระทำเช่นนี้ย่อมสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพล และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติตาม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทหารกล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม เป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยคลิปภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต อันมีชื่อว่า “โล่เหล็ก” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังพล ยานเกราะ และรถถังในการโอบล้อมแนวรบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายได้ถอดอาวุธและขอยอมแพ้แต่โดยดี ซึ่งเป็นผลงานของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 หรือที่รู้จักกันในนาม “อัศวินแห่งสนามรบ”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต พร้อมระบุข้อความว่า สมรภูมิซำแตในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งเกียรติยศในการรบบริเวณปีกซ้ายของยุทธบริเวณกันทรลักษ์ การปะทะในพื้นที่นี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและเด็ดขาดระหว่างหน่วยยานเกราะและรถถังของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันจากการยิงสนับสนุนและการยิงเล็งตรงอย่างต่อเนื่อง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต

ภารกิจหลักในพื้นที่ซำแตคือการทำหน้าที่เป็น “โล่เหล็ก” เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังยานเกราะและรถถังในการโอบตีแนวรบที่สำคัญในพื้นที่ภูผี สัตตะโสม และพระวิหาร การรักษาความมั่นคงของปีกซ้ายถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสู่ชัยชนะในยุทธบริเวณทั้งหมด และซำแตได้ทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างสมศักดิ์ศรี

ชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลงานของ “อัศวินแห่งสนามรบ” หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ผู้ซึ่งยึดมั่นในวินัย ความกล้าหาญ และการทำงานเป็นทีม แม้ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากไฟสงคราม หน่วยยังคงสามารถรักษาพื้นที่ ยับยั้งการโอบตี และคุ้มครองเพื่อนร่วมรบได้อย่างเด็ดเดี่ยว

ความสำคัญของยุทธการพิทักษ์ซำแต

ซำแตไม่ได้เป็นเพียงชื่อของพื้นที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละและความภาคภูมิใจของทหารไทย เป็นเกียรติยศที่ถูกจารึกไว้ด้วยหัวใจของนักรบ และจะถูกเล่าขานในนามของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ตลอดไป

สรุป: ยุทธการพิทักษ์ซำแต แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแนวรบเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของกองทัพไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เปิดยุทธการพิทักษ์ซำแต เบื้องหลัง 18 เชลยศึกกัมพูชา ถอดปืน ขอยอมแพ้

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบกโพสต์ด้อยค่า ปชช.

จากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและการเป็นทหารนั้น ได้ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาในสังคมออนไลน์

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่เจ้ากรมข่าวทหารบกออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะที่ด้อยค่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาชน (ปชช.) พร้อมทั้งแนะนำให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเหมือนกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ผ่านมา

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบทบาทของทหารมืออาชีพเป็นอย่างมาก และขอให้ทหารทุกคนยึดแบบอย่างการวางตัวของ ผบ.ทบ. เป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชน

พล.ท. ธีรนันท์ โต้กลับ ประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

ในขณะที่ พล.ท. ธีรนันท์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนโพสต์นั้นเป็นการอธิบายว่า วาทกรรมด้อยค่าต่างๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกของทหารทั้งกองทัพ โดยมีคนพยายามอธิบายว่าหมายถึงนายพลบ้าง หรือหมายถึงทหารไม่ดีบ้าง ทำให้ทหารที่เหลือต้องยอมให้นักการเมืองและผู้สนับสนุนใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา

พล.ท. ธีรนันท์ ยังกล่าวว่า ตนเขียนข้อความอย่างชัดเจน แต่กลับมีหลายคนไม่อ่านและเข้ามาตอบโต้ด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา แต่ตนไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรู้สึกอะไรเลย เพราะหลายคนไม่รู้จักตน และที่สำคัญคือหลายคนไม่อ่านสิ่งที่ตนเขียน

พล.ท. ธีรนันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนต้องการสื่อคือ ทหารคนอื่นไม่เกี่ยวกับการกระทำของทหารเลว และการใช้วาทกรรมด้อยค่าเหมารวมนั้นกระทบความรู้สึกและความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ นอกจากนี้ การปรามาสว่ากองทัพรบที่ไหนก็แพ้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง และการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน

ในส่วนของประเด็นที่มีผู้สงสัยว่าตนเคยไปรบหรือไม่ พล.ท. ธีรนันท์ กล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าตนทำอะไรมาบ้าง เพราะภารกิจมีความหลากหลายและมีชั้นความลับ

เรื่องทั้งหมดนี้ พล.ท. ธีรนันท์ โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวของตนเอง และไม่ได้มีเจตนาให้เป็นไวรัล หากทำให้ใครเดือดร้อนก็ขออภัย

ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

  • หลายคนไม่อ่านสิ่งที่โพสต์และเข้ามาแสดงความเห็นโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ
  • หากต้องการวิพากษ์วิจารณ์ทหารคนใด ก็ควรกระทำโดยไม่เหมารวมทหารทั้งกองทัพ
  • หากมีการพูดจาพาดพิง ดูถูกเหยียบย่ำ ก็ควรขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความภาคภูมิใจของผู้คน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

ที่มา – “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชน.- “พล.ท. ธีรนันท์” โต้กลับทันที

กองทัพเรือรับคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน“ด่านบ้านแหลม”

กองทัพเรืออำนวยความสะดวกในการรับคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน “ด่านบ้านแหลม” พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนการคัดกรองและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้การเดินทางกลับเป็นไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย น.อ.ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคคลสัญชาติไทย จำนวน 162 คน ที่เดินทางกลับประเทศไทย ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การเดินทางกลับประเทศของคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน “ด่านบ้านแหลม” เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระบบ และปลอดภัย ภายใต้กรอบของกฎหมายและมาตรการที่กำหนด โดยคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ

สำหรับบุคคลสัญชาติไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศ ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ที่ถูกทางการต่างประเทศเนรเทศกลับมานั้น ทางการไทยจะดำเนินการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดและรอบคอบ โดยจะพิจารณาถึงสาเหตุและที่มาของการถูกเนรเทศ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ และมีความเกี่ยวข้องหรือเข้าร่วมกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่างๆ หรือไม่ ทั้งนี้ จะดำเนินการตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

กองทัพเรือรับคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน“ด่านบ้านแหลม”

บุคคลทั้งหมดที่เดินทางกลับมาจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ตรวจสอบ และดำเนินการตามขั้นตอนของหน่วยงานสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

ขั้นตอนการรับคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน “ด่านบ้านแหลม”

  • ตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น
  • ตรวจสอบเอกสารการเดินทาง
  • สอบสวนประวัติและสาเหตุการเดินทางกลับ
  • ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (หากมี)

การที่กองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้แก่คนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน “ด่านบ้านแหลม” แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยที่มีต่อประชาชนชาวไทยในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบประวัติและคัดกรองโรคยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและสุขภาพของประชาชนในประเทศอีกด้วย

การเดินทางกลับประเทศของคนไทยกลุ่มนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีระบบการจัดการที่ดีในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและทรัพยากรจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรนำไปเป็นแบบอย่างในการจัดการกับสถานการณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและดูแลคนไทยในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ การมีช่องทางการติดต่อที่สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จะช่วยให้คนไทยในต่างแดนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – กองทัพเรือ อำนวยความสะดวก รับคนไทย 162 คน กลับประเทศผ่าน “ด่านบ้านแหลม”

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมนายเจษฎ์ โทณะวณิก นำผู้สมัคร สส.กทม. พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ

พรรครักชาติได้นำดอกเบญจมาศสีขาว มาร่วมแสดงความเคารพและระลึกถึงคุณงามความดีของทหารกล้าที่ได้สละชีพเพื่อปกป้องชาติไทย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่แสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาฟ้องร้องให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของกัมพูชา โดยนายเจษฎ์กล่าวว่า กัมพูชาต่างหากที่ต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหาย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การที่นายสม รังสี กล่าวหาว่าไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกัมพูชาต่างหากที่ยังคงคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง การกล่าวหาเช่นนี้เป็นการบิดเบือนความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน

“คนที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เราคือกัมพูชา ไม่ใช่เราจ่ายค่าเสียหายให้กัมพูชา” นายเจษฎ์กล่าวอย่างหนักแน่น

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างผู้นำและนักการเมืองของทั้งสองประเทศ

ทำไมพรรครักชาติจึงให้ความสำคัญกับการสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นการปลุกจิตสำนึกรักชาติและความสามัคคีในหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรครักชาติออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสม รังสี ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติไทย พรรครักชาติเห็นว่าการกล่าวหาของนายสม รังสี เป็นการยั่วยุและสร้างความแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

การออกมาแสดงจุดยืนของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ดังนั้น เราจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อย้ำเตือนถึงความเสียสละและปลุกจิตสำนึกรักชาติ

ที่มา – พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

Scroll to top