ไทยรัฐฉบับพิมพ์

ไต้หวันร่วมปูทางอย่างครบวงจร: อนาคตเศรษฐกิจไทย

ในยุคที่โลกหมุนไปด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของประเทศไทย ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เมื่อไต้หวันร่วมปูทางอย่างครบวงจรกับไทย เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง

ไต้หวันร่วมปูทางอย่างครบวงจร เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย

ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย ได้ออกมาฉายภาพทิศทางความร่วมมือที่น่าสนใจ โดยระบุว่า ไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการขยายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และระบบนิเวศ AI อย่างเต็มรูปแบบ การที่ไต้หวันเลือกเข้ามาลงทุนในไทยด้วยตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเงิน แต่คือการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ก้าวสำคัญเมื่อไต้หวันร่วมปูทางอย่างครบวงจรในด้านบุคลากร

นอกจากเรื่องการผลิตแล้ว โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองฝ่ายยังเน้นไปที่ “การพัฒนาทักษะมนุษย์” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีการมอบทุนการศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาอาชีวศึกษาได้ฝึกงานจริงในบริษัทชั้นนำของไต้หวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการ Demand ด้านทักษะใหม่ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

หากพูดถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขยายตัวของอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  • การจ้างงานที่มีทักษะสูงขึ้นและค่าตอบแทนที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล
  • ความเป็นไปได้ในการพัฒนาพลังงานสะอาดเพื่อรองรับโรงงานอุตสาหกรรมไฮเทค

หลายคนอาจสงสัยว่า ในท่ามกลางความผันผวนของการเมืองระหว่างประเทศ การร่วมมือครั้งนี้จะมั่นคงหรือไม่ คำตอบคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยและไต้หวันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยสร้างรากฐานความเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน การบริหารจัดการให้ความสัมพันธ์เป็นคู่ขนานไปกับบริบทโลก คือหัวใจที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไปต่อได้อย่างราบรื่น

โดยสรุปแล้ว การที่ทั้งสองภูมิภาคเดินหน้าจับมือกันถือเป็นจังหวะที่ลงตัวที่สุด นวัตกรรมจะช่วยให้ประเทศเราแข็งแกร่งและฟื้นฟูต่อทุกสถานการณ์ได้ดีขึ้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต นับว่าเป็นทิศทางที่น่าภูมิใจและควรค่าแก่การสนับสนุนต่อไป

ที่มา – ไต้หวันร่วมปูทางอย่างครบวงจร

กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเดินผ่านอาคารพาณิชย์เก่าแก่ในกรุงเทพฯ แล้วแอบเสียวหลังกันบ้างใช่ไหมครับ? โดยเฉพาะเวลาเห็นกันสาดที่ดูเก่าและทรุดโทรม ล่าสุดทาง กทม. ไม่นิ่งนอนใจ เดินหน้ามาตรการเข้มกับเหตุการณ์ กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนครับ

กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง

เหตุการณ์ล่าสุดที่ถนนดินสอ เขตพระนคร เป็นตัวอย่างที่ดีครับ ที่ทางสำนักการโยธาและสำนักงานเขตได้เข้าตรวจสอบและพบอาคารพาณิชย์ที่มีความเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่ดำเนินการได้อย่างทันท่วงที โดยทาง กทม. ได้เข้ามารื้อถอนกันสาดที่มีปัญหาและปรับปรุงให้ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่สัญจรไปมาครับ

วิธีสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร

การจะเป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง เราต้องรู้จักสังเกตความผิดปกติรอบตัวครับ หากใครที่พักอาศัยหรือทำงานใกล้กับอาคารเก่า ลองหมั่นสังเกตสัญญาณอันตรายเหล่านี้ดูนะครับ:

  • เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ผนังหรือรอยต่อของกันสาด
  • ปูนมีการแตกล่อนจนเห็นเหล็กเส้นข้างใน
  • กันสาดมีลักษณะเอียงตัวผิดปกติ หรือมีอาการหย่อนคล้อย
  • มีเศษวัสดุร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ

หากพบเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เขตทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดเพราะ กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง เอาไว้เพื่อให้ทุกคนช่วยกันป้องกันแต่เนิ่นๆ ครับ

ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของเมืองหลวง การติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสิ่งของรอบตัวถือเป็นหน้าที่สำคัญครับ เพราะ กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง โดยขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบจุดเสี่ยงที่ไหนให้รีบแจ้งสายด่วน กทม. 1555 หรือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่นั้นๆ ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบโครงสร้าง ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตครับ

ที่มา – กทม.ล้อมคอกภัยกันสาดโค่นถล่ม เตือน ประชาชนพบสัญญาณเสี่ยงให้รีบแจ้ง

สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ: ศิลปะและประวัติศาสตร์

ภายใต้ร่มเงาเขียวขจีของสถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย บนถนนวิทยุ บรรยากาศยามบ่ายวันนั้นอบอวลไปด้วยเรื่องราวในอดีตผ่านนิทรรศการ สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ ซึ่งจัดแสดงผลงานของ เธโอ ไมเออร์ ศิลปินชาวสวิสผู้หลงรักเมืองไทยอย่างสุดหัวใจ โดยการนำชมสุดเอกซ์คลูซีฟจาก ท่านทูตเปโดร สวาห์เลน

สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ: สื่อกลางแห่งมิตรภาพ

นิทรรศการนี้เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-สวิส ที่รวบรวมผลงานหายากกว่า 21 ชิ้นของ เธโอ ไมเออร์ ผู้ได้รับการขนานนามว่า “โกแก็งแห่งสวิตเซอร์แลนด์” ศิลปินผู้นี้ได้เปลี่ยนผ่านชีวิตจากบาเซิล สู่บาหลี และสุดท้ายคือประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่น่าสนใจผ่าน สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนในยุคนั้นได้อย่างลึกซึ้ง

เบื้องหลังภาพเขียนและรอยยิ้มแห่งมิตรไมตรี

ความสำเร็จของ เธโอ ไมเออร์ ในเมืองไทยเกิดขึ้นได้จากมิตรภาพอันยาวนานกับราชสกุลรังสิต โดยเฉพาะหม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต ผู้เปิดประตูให้ศิลปินชาวสวิสได้สร้างสรรค์ผลงานที่บ้านพักริมแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่ จากการพำนักชั่วคราวสู่ที่ตั้งรกรากลึกซึ้ง งานศิลปะของไมเออร์ไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่คือการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นว่า สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างสองวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

  • ภาพสตรีไทยไร้ชื่อผลงาน: เปี่ยมด้วยความสงบนิ่งและมีพลัง
  • ภาพพอร์เทรตของ หม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา: ความสง่างามที่โดดเด่น
  • ภาพทิวทัศน์ทุ่งนาเพชรบุรี: แรงบันดาลใจจากดินแดนสยามที่กว้างใหญ่

นอกจากศิลปะแล้ว ท่านทูตเปโดรยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงประทับในสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงโครงการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นผลงานที่ท่านทูตภาคภูมิใจที่สุดก่อนอำลาตำแหน่ง

ในมุมมองของผม สิ่งที่นิทรรศการนี้บอกเราไม่ใช่แค่เรื่องของสุนทรียภาพ แต่คือการเตือนใจว่าการเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันคือหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นผ่านผืนผ้าใบหรือโครงการทางสังคม ความร่วมมือระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นแบบอย่างของมิตรภาพที่ยั่งยืนสืบไป

ที่มา – สายสัมพันธ์สวิสผ่านผืนผ้าใบ

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยขณะนี้ เมื่อครอบครัวของไรเดอร์ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนท้าย ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากคู่กรณีซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. มีอาการเมาสุราขณะขับรถและก่อเหตุสลดใจ หลายฝ่ายต่างออกมาร่วมค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับรายนี้ เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสวนทางกับหลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น

สาเหตุของการรวมตัวค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจรงค์ ผอ.สำนักสืบสวนฯ ก่อเหตุเมาแล้วขับพุ่งชนไรเดอร์จนเสียชีวิต ซ้ำร้ายยังมีความพยายามที่จะหลบหนีและหาคนรับผิดแทน ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการระดับสูง การที่หน่วยงานต้นสังกัดมีการลงนามคำสั่งโยกย้ายให้นายจรงค์ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและได้รับเงินเพิ่มพิเศษ จึงเป็นที่มาของการค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับจากนักการเมืองและภาคประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • ครอบครัวผู้สูญเสียกังวลถึงความไม่โปร่งใสของคดี
  • กระแสสังคมกดดันให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำสั่งเลื่อนตำแหน่ง
  • เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและจริยธรรมโดยเร่งด่วน

ทางด้านญาติของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาที่เป็นเงินก้อนเท่านั้น แต่ต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และไม่ต้องการให้การเป็นข้าราชการระดับสูงมาเป็นเกราะป้องกันความผิดที่เกิดขึ้น โดยมองว่าคำสัมภาษณ์ของคู่กรณีและการแสดงออกที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวเลยแม้แต่น้อย

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงความย้อนแย้งขององค์กร ป.ป.ช. ว่าควรมีมาตรฐานในการจัดการข้าราชการที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การปูนบำเหน็จให้คนทำผิดท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย เพราะการขับรถเมาสุราจนมีผู้เสียชีวิตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตรวจสอบทุจริตอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า ทาง ป.ป.ช. จะมีการทบทวนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัวไรเดอร์ผู้โชคร้ายได้มากน้อยเพียงใด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการใช้อภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ต้องการเห็นในยุคที่ทุกอย่างควรโปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – ค้านเลื่อนตำแหน่ง “ผอ.ป.ป.ช.” เมาแล้วขับ ลูกไรเดอร์โร่เข้าพบตำรวจ ร้องขอความเป็นธรรมคดี

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี

ข่าวใหญ่ที่ทุกคนรอคอย ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี ในที่สุดตำรวจก็บุกจับตัวผู้ต้องหาคนสำคัญได้แล้ว หลังจากก่อเหตุยิงถล่มรถของ ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาและความกังวลในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นอย่างมาก

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี

ชุดสืบสวนจาก บช.น. ร่วมกับสืบสวนภาค 7 และสืบสวนกาญจนบุรี ได้ไล่ล่าติดตาม ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนายทหารนาวิกโยธิน วัย 40 กว่าๆ ซึ่งเป็นมือยิงหลักในคดีนี้ หลังจากหลบหนีไปกบดานที่พื้นที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ตำรวจบุกจับได้ทันก่อนที่เขาจะเผ่นข้ามแดนไป เบื้องต้นควบคุมตัวมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ เพื่อขยายผลหาแรงจูงใจและผู้บงการเบื้องหลัง

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี: พื้นหลังเหตุการณ์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 เวลาตี 1 เศษ กลุ่มคนร้ายขับรถกระบะสีดำประกบรถของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ขณะจอดหน้าบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คนร้ายยิงถล่มอย่างไม่ยั้ง ทำให้คนขับและตำรวจคุ้มกันบาดเจ็บ แต่ ส.ส.กมลศักดิ์โชคดีรอดชีวิตมาได้ คดีนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปัญหาความไม่สงบและผลประโยชน์ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ ตำรวจจับผู้ต้องหาได้ 4 คนแล้ว ได้แก่

  • นายสมพร ลังเดช อดีตเรือโทนาวิกโยธิน หน้าที่ประสานงานและชี้เป้า
  • นายอลาวี อาแว คนขับรถกระบะก่อเหตุ
  • นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถที่ช่วยชำแหละรถกระบะ
  • นายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพราน อีกหนึ่งมือยิง

เหลือเพียง ร.อ.วิโรจน์ ที่เป็นหัวโจกและยืมรถกระบะจาก กอ.รนม.จ.นราธิวาส มาออกก่อเหตุ ซึ่งตำรวจออกหมายจับในข้อหาหนักหลายกระทง

รายละเอียดข้อกล่าวหาและการจับกุม

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยผิดกฎหมาย, พกพาอาวุธในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, และยิงปืนในที่ห้าม การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อ 22 เมษายน 2567 โดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. นำทีมบุกที่สะพานมอญ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี พื้นที่ที่ใกล้ชายแดนมาก ผู้ต้องหาพยายามหลบหนีแต่ถูกตะครุบได้ทัน

การสืบสวนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจหลายแห่ง ที่ใช้ข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีติดตามร่องรอย ทำให้จับผู้ร้ายได้อย่างรวดเร็ว สังขละบุรีเป็นพื้นที่ชนกลุ่มน้อยมอญและใกล้เมียนมา จึงเป็นจุดหลบภัยยอดนิยมของผู้ร้ายข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองในภาคใต้ พรรคประชาชาติซึ่งมี ส.ส.กมลศักดิ์ เป็นสมาชิก มักถูกมองว่าเป็นตัวแทนมุสลิมปาทานี ทำให้ตกเป็นเป้าของกลุ่มขัดแย้งต่างๆ ตำรวจกำลังเค้นสอบเพื่อหาความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบหรือผลประโยชน์อื่นๆ

เหตุการณ์ ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทย แม้ผู้ต้องหาจะมีประวัติทหารเก่า แต่กฎหมายยังคงอยู่เหนือกว่า การจับกุมครั้งนี้จะช่วยคลายความกังวลของประชาชนในพื้นที่ และป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ยังต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการคุ้มครอง ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และข่าวอาชญากรรมอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม “สังขละบุรี” คุมเค้นถึงคนบงการ

ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วงกัมพูชาเคลมชุดไทย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดียกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง กัมพูชาเคลมชุดไทย ซึ่งทำให้ภาคประชาชนหลายสิบคนต้องออกโรงปกป้องวัฒนธรรมไทยของเราอย่างเป็นกันเองและจริงจัง ใครที่รักชุดไทย วัฒนธรรมไทย ต้องไม่พลาดบทความนี้เลยนะครับ

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนนำโดย ม.ล.กานตพงศ์ วรวุฒิ พร้อมด้วยพลังโซเชียลกว่า 50 คน ได้แต่งกายด้วยชุดไทยสวยงาม เดินทางไปยังกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อแสดงจุดยืนและร้องเรียนให้หน่วยงานรัฐบาลดำเนินการเชิงรุกในการปกป้องชุดไทย จากกรณีที่กัมพูชากำลังพยายามเคลมชุดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่ยูเนสโกในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัด วธ. และนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มารับฟังข้อเสนอแนะจากทุกคนอย่างใกล้ชิด

ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วง “กัมพูชา” เคลมชุดไทย จี้ วธ.เปิดเผยข้อมูล-ทำงานเชิงรุก

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทุกคนเห็นด้วยกันว่าการที่ กัมพูชาเคลมชุดไทย นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ชุดไทยเป็นสัญลักษณ์ของความงามและเอกลักษณ์ไทยที่สืบทอดมาหลายร้อยปี ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ชาติไทย ม.ล.กานตพงศ์ วรวุฒิ ตัวแทนกลุ่ม กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “การออกมาเรียกร้องครั้งนี้เพราะกัมพูชาไม่หยุดที่จะลอกเลียนแบบวัฒนธรรมไทย ถึงแม้ภาครัฐจะมีกรอบการทำงานที่อาจทำให้ขยับตัวลำบาก แต่ภาคประชาชนอย่างเราต้องร่วมกันปกป้องบ้านเมือง ไม่ให้ถูกปล้นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและจิตใจของเรา”

ท่านยังชื่นชมนายทุนการทำงานของ วธ. ที่มีการจัดโรดโชว์และเผยแพร่ชุดไทยทั้งในและต่างประเทศ แต่ย้ำว่ายังไม่พอ เพราะเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเล่นหนัก จัดโรดโชว์ในสื่อโซเชียลอย่างต่อเนื่อง นำภาพชุดไทยมาตัดต่อให้เป็นของตัวเอง ลบฐานข้อมูลมรดกวัฒนธรรมไทยออกไป และที่แย่กว่านั้นคือผู้นำกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือภริยาก็ยังสวมชุดไทยไปเปิดงานต่างๆ ราวกับเป็นของเขาเอง

เหตุผลหลักที่ทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว

  • กัมพูชาเผยแพร่ข่าวปลอมและตัดต่อภาพชุดไทยในโซเชียลมีเดียอย่างหนัก
  • มีการลบข้อมูลมรดกวัฒนธรรมไทยออกจากฐานข้อมูลสากล
  • ผู้นำกัมพูชาสวมใส่ชุดไทยในงานสำคัญ สร้างความสับสนให้ชาวโลก
  • ยูเนสโกใกล้พิจารณาขึ้นทะเบียน หากปล่อยไว้ชุดไทยอาจถูกอ้างสิทธิ์

ดร.ธรรม์ธนลาภ ลาภรวย ตัวแทนอีกคนหนึ่ง เน้นย้ำว่า “เราไม่ได้ต้องการให้รัฐรุกรานใคร แค่อยากให้แสดงความขัดแย้งต่อข่าวปลอมจากกัมพูชา และขอให้ วธ. เผยแพร่ข้อมูลจริงในทุกแพลตฟอร์ม เพื่อที่ประชาชนจะได้นำไปโต้แย้งได้อย่างมีหลักฐาน ไม่ต้องค้นเองให้เหนื่อย”

กระทรวงวัฒนธรรมตอบรับอย่างไรบ้าง

ทางฝั่งนางโชติกา รองปลัด วธ. ขอบคุณภาคประชาชนที่มาให้ข้อมูล และยืนยันว่าไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ วธ. ให้ความสำคัญกับการปกป้องวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้รับจะนำไปปรับปรุงการทำงาน โดยเฉพาะการเผยแพร่ฐานข้อมูลชุดไทยทั้งภาษาไทยและอังกฤษให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และยินดีเชิญภาคประชาชนมาร่วมเป็นคณะทำงานในกิจกรรมต่างๆ ด้วย ฟังดูดีเลยนะครับ เหมือนรัฐและประชาชนจับมือกันปกป้องของดีของไทย

ประเด็น กัมพูชาเคลมชุดไทย นี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ย้อนไปก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องมวยไทย ผ้าไหม ส้มตำ และอื่นๆ ที่กัมพูชาพยายามเคลม ชุดไทยเองก็มีรากฐานจากประเพณีไทยโบราณ เช่น ชุดทูหยี่ ชุดลูกไม้ ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือช่างไทยและวัฒนธรรม 궁중 หากเราปล่อยไว้ อนาคตมรดกชาติเราอาจหายไปได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผม การปกป้องวัฒนธรรมไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐ แต่เป็นของทุกคน สวมชุดไทยในวันสำคัญ แชร์ข้อมูลจริงในโซเชียล ร่วมกิจกรรมโรดโชว์ของ วธ. ช่วยกันทำให้โลกเห็นว่าชุดไทยคือของไทยแท้ๆ ครับ

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองมาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้องกันเถอะครับ มาสนับสนุนการปกป้องวัฒนธรรมไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ภาค ปชช.ออกโรงปกป้องวัฒนธรรม ห่วง “กัมพูชา” เคลมชุดไทย จี้ วธ.เปิดเผยข้อมูล-ทำงานเชิงรุก

สนพ.เฝ้าระวังอีสุกอีใส ระบาด พบผู้ป่วย 752 ราย

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้ข่าวสุขภาพร้อนๆ มาอีกแล้ว เมื่อ สนพ.เฝ้าระวังอีสุกอีใส ระบาด อย่างหนัก โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ที่กำลังเพิ่มจำนวนผู้ป่วยแบบก้าวกระโดด พบแล้วถึง 752 ราย ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 7 มี.ค. 69 เลยทีเดียว วันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ แนวโน้ม และวิธีป้องกันแบบละเอียด เป็นกันเอง เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่กำลังกังวลใจ ไปดูกันเลยนะคะ!

อีสุกอีใส ระบาด: สถานการณ์ล่าสุดในกรุงเทพฯ

นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) ของ กทม. ได้ออกมาแถลงและสั่งการให้ทุกโรงพยาบาลในสังกัดเฝ้าระวังสถานการณ์ อีสุกอีใส ระบาด อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 0-14 ปี ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยพุ่งสูงในช่วงต้นปี มกราคมถึงเมษายน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระบาดวิทยาที่มักระบาดหนักในฤดูหนาวต่อฤดูร้อนนั่นเองค่ะ

ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า กลุ่มอายุ 5-9 ปี และ 10-14 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะเป็นวัยเรียนที่ต้องรวมตัวกันในโรงเรียน สถานศึกษา ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ง่าย หากไม่มีการควบคุมที่ดี

อีสุกอีใส ระบาด ในกลุ่มเด็ก: ตัวเลขที่น่าตกใจ

  • ผู้ป่วยสะสม: 752 ราย (1 ม.ค. – 7 มี.ค. 69)
  • กลุ่มเสี่ยงหลัก: เด็ก 0-14 ปี โดยเฉพาะ 5-9 และ 10-14 ปี
  • สาเหตุหลัก: การรวมกลุ่มในโรงเรียนและฤดูกาลที่เหมาะสม

นี่คือเหตุผลที่ สนพ.เฝ้าระวังอีสุกอีใส ระบาด อย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

มาตรการเชิงรุกป้องกันอีสุกอีใส ระบาด จากสนพ.

สนพ.ไม่ได้นั่งรอเฉยๆ นะคะ แต่ได้ประสานงานกับสำนักการศึกษาและเครือข่ายโรงเรียนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อดำเนิน School Surveillance หรือการเฝ้าระวังในโรงเรียนแบบเชิงรุก โดยคัดกรองเด็กตั้งแต่หน้าประตูโรงเรียน ถ้าพบเด็กมีไข้ ผื่นแดง หรือตุ่มน้ำใส ก็แยกกักตัวและแจ้งผู้ปกครองทันที ดีมากเลยใช่มั้ยคะ!

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำมาตรการ “ปิด-ล้าง-เลี่ยง” ที่ทุกคนทำตามได้ง่ายๆ

  • ปิด: พิจารณาสั่งปิดชั้นเรียนชั่วคราว หากพบผู้ป่วยจำนวนมาก เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ
  • ล้าง: ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิด ประตู โต๊ะเรียน อย่างสม่ำเสมอ
  • เลี่ยง: หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มใกล้ชิดกับผู้มีอาการ

ในโรงพยาบาลเอง ก็มีการจัดระบบคัดกรองผู้ป่วยอาการผื่นคัน มีไข้ แยกจากผู้ป่วยทั่วไป เพื่อลดการแพร่เชื้อในห้องนั่งรอ นอกจากนี้ ยังสำรองเวชภัณฑ์สำคัญอย่างยาต้านไวรัส Acyclovir และอุปกรณ์ดูแลแผลให้เพียงพอต่อความต้องการ

คำเตือนพิเศษสำหรับหญิงตั้งครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ หากไม่มีภูมิคุ้มกันต่ออีสุกอีใส และไปสัมผัสผู้ป่วย อาจเสี่ยงทำให้ทารกในครรภ์พิการได้นะคะ สนพ.แนะนำให้รีบพบแพทย์ภายใน 72-96 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาฉีดสารภูมิคุ้มกัน VZIG หรือรับยาต้านไวรัสทันที

อีสุกอีใสคืออะไร และป้องกันอย่างไร?

อีสุกอีใส หรือ Chickenpox เป็นโรคติดต่อเฉียบพลันจากไวรัส Varicella-zoster Virus (VZV) แพร่ทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพอง อาการหลักคือ ไข้ ปวดเมื่อย ตามด้วยผื่นแดง คัน ตุ่มน้ำใสที่แตกเป็นสะเก็ดภายใน 5-7 วัน โรคนี้ส่วนใหญ่หายเองในเด็ก แต่ผู้ใหญ่หรือคนภูมิต่ำอาจแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดบวม

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ วัคซีนอีสุกอีใส ฉีด 2 เข็มในเด็กอายุ 12-15 เดือน และ 4-6 ปี ตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ล้างมือบ่อย สวมแมสในที่แออัด และหลีกเลี่ยงผู้ป่วยก็ช่วยได้มาก

จากสถิติปีก่อนๆ อีสุกอีใส ระบาด มักพุ่งสูงในเดือนมีนาคม-พฤษภาคา เพราะอากาศร้อนชื้น เหมาะกับการแพร่เชื้อ ดังนั้นช่วงนี้พ่อแม่ต้องจับตาลูกหลานให้ดีเลยค่ะ

เคล็ดลับจากเรา: ถ้าลูกรักมีอาการเริ่มต้น อย่ารอช้า รีบพาไปหาหมอเพื่อรับยาแก้คัน ลดไข้ และป้องกันแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนล่วงหน้าเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพครอบครัว สนับสนุนให้ทุกโรงเรียนและชุมชนเข้มแข็งป้องกัน อีสุกอีใส ระบาด ไปด้วยกันนะคะ! ติดตามอัปเดตสุขภาพเพิ่มเติมในบล็อกเราได้เลย

ที่มา – สนพ.เฝ้าระวัง “อีสุกอีใส” ระบาด พบผู้ป่วยแล้ว 752 ราย จับตาเด็กอายุ 0-14 ปี ติดเพิ่ม

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ

ในสถานการณ์การสู้รบที่กำลังรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กระทรวงสาธารณสุข หรือ สธ. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อ สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการคัดกรองโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพจิต และการจัดสถานพยาบาลเพื่อส่งกลับภูมิลำเนา ทำให้คนไทยที่กลับบ้านรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ครอบคลุมทุกมิติ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีฉุกเฉินในต่างประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว แผนนี้ประสานงานกับสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ ก่อนกำหนดรูปแบบช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบหลัก ได้แก่

  • ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • ดูแลผู้เดินทางกลับในด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ
  • จัดโรงพยาบาลรับส่งต่อทั้งทางกายและจิตใจ

แผน สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ นี้ อ้างอิงจากประสบการณ์ปี 2566 ที่เคยจัดการคนไทยกลับจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ขั้นตอนคัดกรองที่สนามบินหลัก

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ระบุว่า การรับมือจะใช้แนวทางเดิมที่พิสูจน์แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก

  1. คัดกรองสุขภาพทางกาย: กรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมืองและ บน.6 ดอนเมือง สสจ.สมุทรปราการดูแลสุวรรณภูมิ สสจ.ระยองดูแลอู่ตะเภา
  2. คัดกรองโรคติดต่อ: กองด่านควบคุมโรคที่ 1-3 ดูแล 3 สนามบินหลัก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  3. คัดกรองสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตดูแล 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  4. โรงพยาบาลรับส่งต่อ: สถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต
  5. ดูแลต่อเนื่อง: สสจ.และโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

กระบวนการดูแลเริ่มจากจุดตรวจสุขภาพที่สนามบิน หากบาดเจ็บจะส่งพบแพทย์ทันที หากสงสัยโรคติดเชื้อจะเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเตรียมห้องพัก隔离ไว้ หากปกติจะประเมินสุขภาพจิต เยียวยาทางใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานช่วยสิทธิแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมช่วยด้านสังคม ส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในแผนสธ.

นอกจากโรคติดต่อแล้ว สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ สธ. ให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ประสบภัยสงครามอาจมีอาการ PTSD หรือเครียดสะสม กรมสุขภาพจิตจึงจัดทีม專家ประจำสนามบินทุกแห่ง รวมถึงศูนย์ต่อเนื่องในท้องถิ่น เพื่อให้การฟื้นฟูครอบคลุม

แผนนี้ไม่เพียงช่วยคนไทยที่ทำงานในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นแบบอย่างให้ระบบสาธารณสุขไทยรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคต เช่น การแพร่ระบาดหรือภัยพิบัติ

ผู้เขียนเห็นว่า การเตรียมพร้อมล่วงหน้าของ สธ. แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังกังวล สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อปรึกษาสุขภาพจิตได้ทันที อย่าลังเลที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวนะครับ

ที่มา – สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า จ่อร้อง สคบ.

วันนี้เรามีเรื่องร้อนในวงการศัลยกรรมความงามมาฝากกันค่ะ กับกรณี โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์สาววัย 25 ปี ร้องเรียนผ่านเพจดัง “สายไหมต้องรอด” หลังจ่ายเงินกว่า 4 แสนบาทเพื่อแก้ทรงจมูกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดังย่านพระราม 3 แต่กลับเจอปัญหาจมูกเน่า ติดเชื้อหนัก โรงพยาบาลไม่ยอมรับผิดชอบเต็มที่ สร้างความเดือดร้อนทั้งกายและใจ

โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 25 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ขายของออนไลน์ เดินทางไปปรึกษาโรงพยาบาลศัลยกรรมขนาดใหญ่ย่านพระราม 3 เพื่อแก้ทรงจมูกเดิมที่ทำจากโรงพยาบาลอื่นมาไม่สวยและมีปัญหาหักเล็กน้อย แพทย์ดังของโรงพยาบาลยืนยันว่าทำได้ คิดค่าบริการ 400,000 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดที่สอบถามมาประมาณ 700,000 บาท เธอจึงตัดสินใจทำเพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงโรงพยาบาลที่มีดาราคนดังไปทำเยอะ

ขั้นตอนศัลยกรรมคือการเอาซิลิโคนเก่าออก แล้วเปลี่ยนเป็นกระดูกซี่โครงของตัวเอง แต่หลังทำได้แค่ 1 เดือน จมูกเริ่มมีอาการผิดปกติ ด้านในอักเสบ เจ็บปวด เนื้อจมูกกัดกินแกนลึกจนติดเชื้อหนัก เธอรีบกลับไปแจ้งโรงพยาบาล แต่ได้รับคำตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษา ปัจจุบันจมูกบานเกือบขาด โรงพยาบาลเสนอเงินชดเชยทีละน้อย จาก 10,000 , 50,000 จนถึง 100,000 บาท แต่เธอต้องการคืนเต็มจำนวนเพราะเป็นเงินเก็บจากรีวิวสินค้า

ผลกระทบหลังโวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า

ไม่ใช่แค่จมูกเสีย แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปทั้งหมด รักษาด้วยยาทายาขี้ผึ้งมา 7 เดือนแล้ว ยังหายใจลำบากเหมือนเป็นหวัดตลอด มีอาการแพนิก กลัวพูดถึงเรื่องนี้ ไม่กล้าเปิดรับรีวิว ถ่ายรูปหน้าตัวเองเพราะขาดความมั่นใจ รายได้หดหาย ก่อนหน้านี้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก มีคนทักมาบอกว่าเคยทำกับหมอคนเดียวกันและเจอปัญหาเดียวกัน แต่ไม่กล้าต่อสู้เพราะกลัว เธอทำตามคำแนะนำโรงพยาบาลทุกอย่างแต่ไม่ดีขึ้น และยังไม่เคยได้คำขอโทษจากโรงพยาบาลเลย

สิทธิผู้บริโภคในกรณีศัลยกรรมจมูกผิดพลาด

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ยืนยันว่าจะพาผู้เสียหายไปร้องเรียน สคบ. เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยชี้ว่าผู้เสียหายพักจมูกมา 6 เดือนแล้วก่อนแก้ จ่ายเงินก้อนเพราะเชื่อใจโรงพยาบาล แม้โรงพยาบาลมองว่า 4 แสนเป็นยอดน้อย แต่สำหรับคนเก็บเงินมาทำ มันมหาศาล ควรรับผิดชอบให้สมน้ำสมเนื้อ

  • อาการที่พบ: จมูกอักเสบ ติดเชื้อ เนื้อกัดกิน หายใจติดขัด
  • เงินชดเชยที่เสนอ: 10,000 – 100,000 บาท (ไม่พอใจ)
  • ขั้นตอนต่อไป: ร้อง สคบ. ขอคืนเงินเต็มจำนวน รักษาที่อื่น
  • คำเตือน: ตรวจสอบรีวิวแพทย์และโรงพยาบาลให้ดีก่อนทำ

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่อยากศัลยกรรมจมูกหรือความงามอื่นๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ตรวจสอบใบอนุญาตแพทย์ สถานพยาบาล และสิทธิผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค หากเกิดปัญหา รีบเก็บหลักฐาน ร้องเรียน สคบ. หรือเพจช่วยเหลือผู้บริโภคได้ทันที

ในมุมมองของเรา การศัลยกรรมมีความเสี่ยงสูง อย่าหลงชื่อเสียงดาราเพียงอย่างเดียว ควรปรึกษาหลายที่ ทำสัญญาชัดเจน หากคุณเคยเจอปัญหาคล้ายกัน แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดต่อ สคบ. เพื่อปกป้องสิทธิ์ตัวเองและผู้อื่นนะคะ

ที่มา – โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด

Scroll to top