ไฟป่า

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา รวม 8 จุด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามีอัปเดตร้อนๆ เกี่ยวกับกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชากันเลย กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์สรุปสถานการณ์ไฟป่าบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พบจุดเกิดเหตุไฟป่ารวมทั้งสิ้น 8 จุด โดยไฟส่วนใหญ่ลุกไหม้ฝั่งกัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนไทยไม่กี่กิโลเมตร สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้ ไม่มีไฟลุกลามเข้าพื้นที่ไทยแต่อย่างใด

ช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ไฟป่ามักเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยเฉพาะในป่าชายแดนที่แห้งแล้งและเข้าถึงยาก สาเหตุหลักมาจากการจุดไฟเผาป่าเพื่อหาของป่า การทำเลื่อยไม้ หรือแม้แต่ฟ้าผ่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ส่งกำลังพลลาดตระเวนและตั้งจุดเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องความมั่นคงและป้องกันไฟลามข้ามแดน สิ่งสำคัญคือช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และสุขภาพประชาชนจากควันพิษที่อาจพัดมา

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา

มาดูรายละเอียดสถานการณ์แต่ละจังหวัดกันแบบเจาะลึกเลยครับ

กองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี

พื้นที่ช่องบก: สถานการณ์ปกติ ไม่มีไฟป่าเกิดขึ้น

พื้นที่ช่องอานม้า:

  • ไฟลุกบริเวณด้านทิศใต้เนิน 500 พื้นที่ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ห่างแนวชายแดนประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

จังหวัดศรีสะเกษ

จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่มีจุดไฟหลายแห่ง รายละเอียดดังนี้

  • พื้นที่ซำแต, โดนตรวล, ภูผี, สัตตะโสม, พนมประสิทธิโส, ช่องตาเฒ่า: ไฟด้านทิศใต้พื้นที่ซำแต ห่าง 2.8 กม. และปราสาทโดนตรวล ห่าง 1.7 กม. ฝั่งกัมพูชา

พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย, ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์, ช่องสะงำ (อ.ภูสิงห์): สถานการณ์ปกติ

  • ช่องทับอู: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างแนวชายแดน 800 เมตร
  • ช่องกระบาลกระใบ (อ.ขุนหาญ): ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 800 เมตร

จังหวัดสุรินทร์

  • ช่องคลาคะมุม: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 700 เมตร
  • ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยี: สถานการณ์ปกติตลอดวัน
  • พื้นที่คนา: ไฟด้านทิศใต้ ห่าง 1.5 กม.
  • ปราสาทตาควาย: ไฟด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่าง 5 กม.
  • ช่องกร่าง, ตาเมือนธม: สถานการณ์ปกติ

จังหวัดบุรีรัมย์

พื้นที่ช่องสายตะกู: สถานการณ์ปกติ ไม่มีรายงานไฟป่า

สรุปภาพรวมและแนวโน้ม

จากรายงานกองทัพภาคที่ 2 ไฟป่าแนวชายแดนไทยกัมพูชา พบว่าฝ่ายไทยยังคงยึดครองพื้นที่สำคัญและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม การปฏิบัติหลักคือการลาดตระเวนรบในพื้นที่เสี่ยง วางจุดเฝ้าตรวจ และเสริมฐานปฏิบัติการเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคต แม้ไฟจะอยู่ฝั่งกัมพูชา แต่เราต้องระวังควันไฟและการลุกลามจากลมแรง

ในความเห็นส่วนตัว สถานการณ์นี้สะท้อนความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมืออาชีพ ไม่เพียงปกป้องพรมแดน แต่ยังช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ ลดมลพิษ และส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ประชาชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ควรเตรียมพร้อม เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงจุดไฟ และรายงานเหตุร้ายทันที

CTA: ช่วยกันติดตามและแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ สามารถเช็คอัปเดทล่าสุดได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” สรุปสถานการณ์ “ไฟป่า” แนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” รวม 8 จุด

เจ้าหน้าที่บินฮ.พบช้างป่าวิ่งหนีไฟป่าภูเขียว

เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้อยากชวนทุกคนมาติดตามเรื่องราวสุดระทึกจากจังหวัดชัยภูมิ ที่เกิดไฟป่าลุกลามหนักมาก ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ต้องบินเฮลิคอปเตอร์สำรวจ แล้วเจอภาพช้างป่าวิ่งหนีไฟป่าอย่างตื่นตระหนกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว น่าหดใจแทนสัตว์ป่าจริงๆ ครับ

สถานการณ์ไฟป่าที่ลุกลามในชัยภูมิ

เริ่มจากวันที่ 13 ก.พ. 2567 ไฟป่าพุ่งขึ้นบนเทือกเขาภูแลนคา อุทยานแห่งชาติตาดโตนและภูแลนคา ลุกลามกว่า 5,000 ไร่ สาเหตุหลักมาจากชาวบ้านลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ หาของป่าอย่างผักหวาน หรือเห็ดป่า ทำให้เพลิงลามหนักเพราะเป็นพื้นที่เขาสูงชัน หน้าผา รถดับเพลิงเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องตรึงกำลังทั้งคืน ใช้เวลานับวันกว่าจะควบคุมได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทส. ห่วงใยมาก สั่งการให้ พล.ต.ท.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษา รมว.ทส. ลงพื้นที่อำเภอคอนสวรรค์ ประชุมร่วมหน่วยงานดับไฟ กรมฝนหลวงช่วยบินโปรยน้ำวันละ 25 เที่ยว เที่ยวละ 500 ลิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิยังบินร่วมด้วย สถานการณ์ค่อยๆ คลี่คลาย แต่ยังเฝ้าระวัง PM2.5 ตามมา

เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

หลังไฟป่าภูแลนคาคลี่คลาย ก็มีรายงานไฟป่าใหม่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ลุกลามหลายร้อยไร่ จากบ้านหนองปล้องถึงบ้านสะพุงเหนือ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง เจ้าหน้าที่เลยใช้ฮ.กระทรวงทส. บินสำรวจ พบควันพวยพุ่ง เปลวไฟลุกโหมป่าแห้งทั่วเขา

ระหว่างบิน เห็นเจ้าหน้าที่กำลังดับไฟอยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีช้างป่า 1 ตัววิ่งหนีไฟป่าขึ้นเนิน ห่างจากทีมดับเพลิงแค่ 300 เมตร! กลัวอันตรายเลยรีบแจ้งถอนกำลังบางส่วนออกมา ภาพนี้สะเทือนใจมาก ช้างป่าต้องหนีตายแบบนี้เพราะมนุษย์จุดไฟเผาเพื่อความสะดวกส่วนตัว

ที่น่าดีใจ บนสันเขายังเขียวชะอุ่ม มีแหล่งน้ำต้นกำเนิดแม่น้ำชี ไหลลงเขื่อนลำสะพุง สัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ เจ้าหน้าที่ระดมกำลังจากเขตทุ่งกะมัง 30 นาย และภูเขียว 20 นาย นำอุปกรณ์ขึ้นเขา คาดดับได้ใน 2 วัน พล.ต.ท.นันทชาติ ชมทีมงานทุ่มเท แม้บางจุดเดินเท้า 4 กม. รถเข้าไม่ได้

สาเหตุและผลกระทบของไฟป่า

ไฟป่าครั้งนี้ส่วนใหญ่จากมนุษย์ จุดเผาหญ้าแห้งเพื่อหาของป่า ทำให้สัตว์อย่างเต่าป่า ไก่ป่าตายเยอะเพราะหนีไม่ทัน ป่าเสียหายมหาศาล ส่งผลต่อระบบนิเวศ น้ำ อากาศ ลามถึงชุมชนได้ง่าย

  • สาเหตุหลัก: ลอบเผาป่าล่าสัตว์ หาผักหวาน
  • ปัญหา: พื้นที่ชัน บุคลากรน้อย เครื่องมือขาด รถเข้าไม่ได้
  • มาตรการ: ใช้ฮ.โปรยน้ำ ระดมกำลัง สั่งฮ.เพิ่มจาก รมว.ทส.

เจ้าหน้าที่พบปัญหาหนัก แต่ทีมงานอย่างนายเฉลิมพงษ์ ฝอยทอง ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 และอื่นๆ สู้สุดใจ

สุดท้าย เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เป็นเครื่องเตือนใจว่าป่าคือบ้านสัตว์ป่า เราไม่ควรทำลาย มนุษย์ต้องรับผิดชอบ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไฟมาบ้านเรา เราจะหนียังไง ช้างป่าก็เหมือนกัน ช่วยกันงดเผาป่า ห้ามปรามชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถ้าจับได้มีคดีรออยู่

ความเห็นผมนะ ปัญหาไฟป่าจะหมดได้ถ้าทุกคนตระหนัก รัฐต้องอบรมชาวบ้าน เพิ่มเครื่องมือ สนับสนุนฮ.แบบนี้บ่อยๆ มาช่วยกันปกป้องป่าไทยกันเถอะครับ แชร์โพสต์นี้ สร้างความตระหนัก!

ที่มา – เจ้าหน้าที่บิน ฮ. พบ “ช้างป่า” วิ่งหนี “ไฟป่า” ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว

ผู้ว่าฯโคราชยันไฟป่าสะแกราชเพลิงสงบ สาเหตุไม่ชัด

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ว่าฯ โคราช นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ที่ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ยืนยันว่าเพลิงได้สงบแล้ว แม้สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ หลังจากเพลิงลุกโหมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 12 กุมภาพันธ์

ผู้ว่าฯโคราชลงพื้นที่ไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

ไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

เหตุการณ์ ไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เริ่มต้นจากจุดเกิดเหตุทางทิศเหนือ ห่างจากสถานีประมาณ 2-3 กิโลเมตร ก่อนลุกลามเข้ามาในพื้นที่ป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสถานี สถานีนี้อยู่ภายใต้สังกัดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพื้นที่ป่ารวมกว่า 6,400 ไร่

ในช่วงเช้าวันที่ 14 ก.พ. ยังคงมีจุดร้อน 5 จุด เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้านำอุปกรณ์ดับไฟเข้าไป พร้อมเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบินทิ้งน้ำดับเพลิงถึง 16 เที่ยว สุดท้ายควบคุมเพลิงได้หมดสิ้นตอน 13.00 น.

เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนดับไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

ผู้ว่าฯ โคราช กล่าวชื่นชมการบูรณาการกำลังจากหลายหน่วยงาน รวมกว่า 200 คน ทั้งเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยฯ กรมป่าไม้ หน่วยกู้ภัยท้องถิ่น จิตอาสา และอาสาสมัครป้องกันภัย

  • เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำ 16 เที่ยว
  • กำลังพลเดินเท้าดับจุดร้อน
  • หน่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจิตอาสา
เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

นายสุรชิต แวงโสธรณ์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เปิดเผยว่า พื้นที่ที่ไหม้เป็นป่าเต็งรัง ซึ่งตามธรรมชาติในฤดูแล้งจะสะสมเชื้อเพลิงและผลัดใบเป็นปกติ การฟื้นฟูระบบนิเวศจะเกิดขึ้นเองในระยะยาว โดยความเสียหายไม่รุนแรงมากนัก

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบหลักคือคุณภาพอากาศ ในจุดเพลิงมีฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน แต่บริเวณสถานีปกติ แผนต่อไปคือจ้างชาวบ้านช่วยดับจุดไฟหลงเหลือตามตอไม้ คาดว่าคุณภาพอากาศกลับปกติภายในเย็นวันนี้

ผลกระทบไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช

สาเหตุไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชและแนวทางป้องกัน

สาเหตุยังอยู่ระหว่างสอบสวน อาจมาจากมนุษย์หรือธรรมชาติ แต่ในฤดูแล้งแบบนี้ ไฟป่ามักเกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่ จุดเผาเศษวัสดุ หรือฟ้าผ่า เพื่อป้องกันในอนาคต ควรหลีกเลี่ยงการจุดไฟแจ้งป่า สร้างแนวกันไฟ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นแหล่งพันธุกรรมพืชหายากและระบบนิเวศที่สมดุล แม้เพลิงจะสงบ แต่การฟื้นฟูต้องใช้เวลา ชาวโคราชและประชาชนทั่วไปควรช่วยกันรณรงค์ลดไฟป่าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

คำแนะนำ: หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อเห็นควัน หรือจุดไฟผิดกฎหมาย ช่วยกันปกป้องป่าไทย ติดตามข่าวสารและเคล็ดลับป้องกันไฟป่าเพิ่มเติมในบล็อกของเราได้เลย!

ที่มา – ผู้ว่าฯ โคราช ยันไฟป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพลิงสงบแล้ว สาเหตุยังไม่ชัด

วิกฤต! พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียอ่วมไฟป่า

ออสเตรเลียกำลังเผชิญวิกฤต พิษคลื่นความร้อน ทุบสถิติ อุณหภูมิพุ่งสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดไฟป่ารุนแรงอย่างน้อย 6 จุดทั่วประเทศ สถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ นักดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

สถานีโทรทัศน์ ABC News รายงานว่า ไฟป่า 2 จุดอยู่ใน “ระดับฉุกเฉิน” หลายชุมชนได้รับการแจ้งเตือนให้อพยพ เฝ้าระวัง หรือหาที่หลบภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเตือนว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

กรมอุตุนิยมวิทยาเผยว่า บางพื้นที่ในรัฐวิกตอเรียมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ แตะ 48.9 องศาเซลเซียส ขณะที่เมลเบิร์นวัดได้ 40 องศาเซลเซียส

คริส ฮาร์ดแมน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างยากลำบาก

ขณะนี้ไฟป่าที่แคมเปอร์ดาวน์และออตเวย์สอยู่ในระดับฉุกเฉิน และไฟป่าที่ลาร์ราลีก็น่ากังวลอย่างมาก

เจสัน เฮฟเฟอร์แนน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชนบท (CFA) กล่าวว่า ไฟป่าที่ออตเวย์สอาจทำให้เกิด “ฝนลูกไฟ” ซึ่งสามารถกระเด็นไปติดและก่อให้เกิดไฟไหม้จุดใหม่ลามไปข้างหน้าได้

ยังไม่ทราบความเสียหายจากไฟป่าทั้งหมด แต่อลิสแตร์ เดรย์ตัน รองผู้ควบคุมสถานการณ์ของออสเตรเลีย ระบุว่ามีรายงานว่าบ้านเรือนบางส่วนถูกไฟไหม้

นอกจากรัฐวิกตอเรียที่ห้ามจุดไฟโดยเด็ดขาดแล้ว รัฐเซาท์ออสเตรเลียก็ประกาศเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า “รุนแรงที่สุด” เช่นกัน

นางแคโรไลน์ แมคเอลเนย์ หัวหน้าฝ่ายสาธารณสุขของรัฐวิกตอเรีย เตือนว่า สภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่องนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัวเสี่ยงมากที่สุด

“ความร้อนจัดอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น เพลียแดดและโรคลมแดด และยังสามารถกระตุ้นภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้”

พิษคลื่นความร้อน: วิกฤตที่ออสเตรเลียต้องเผชิญ

ผลกระทบจากพิษคลื่นความร้อน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเกิดไฟป่าเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง การเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การรับมือกับพิษคลื่นความร้อนและไฟป่า

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควร:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมอพยพหากได้รับคำสั่ง
  • ดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด
  • อยู่ในที่ร่มหรือห้องปรับอากาศ

พิษคลื่นความร้อน เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

วิกฤต พิษคลื่นความร้อน ที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญอยู่เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราทุกคนมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบนี้ได้ โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

ที่มา – พิษคลื่นความร้อน ออสเตรเลียรับมือไฟป่ารุนแรง อุณหภูมิพุ่งเฉียด 50 องศา

กรมทางหลวงชนบท คุมไฟป่า-หมอกควัน ลด PM 2.5


กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควัน พร้อมออกมาตรการเข้มงวดเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพและทัศนวิสัยในการขับขี่ นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบสภาพยานพาหนะของหน่วยงาน เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

กรมทางหลวงชนบท คุมไฟป่า-หมอกควัน ลด PM 2.5

มาตรการหลักที่กรมทางหลวงชนบทนำมาใช้ในการกรมทางหลวงชนบท คุมไฟป่า-หมอกควัน ลด PM 2.5 มีดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงข่ายทางหลวงชนบทอย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่ออกสำรวจและดูแลจัดการวัชพืชข้างทางให้เรียบร้อย ป้องกันการเผาวัชพืชในเขตทางหลวงชนบท
  • การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ในเขตทาง เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน
  • การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ สำหรับการรองรับกรณีเกิดเหตุไฟไหม้ข้างทาง และพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
  • สำหรับโครงการก่อสร้างถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทช. กำชับให้ผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานเพิ่มรอบในการรดน้ำ เพื่อช่วยลดฝุ่นในพื้นที่ก่อสร้าง
  • การตรวจเช็คค่าควันดำจากท่อไอเสียของเครื่องจักรและยานพาหนะของหน่วยงาน เพื่อตรวจหาค่าไอเสีย ฝุ่นละออง หรือ PM2.5 ที่เกินมาตรฐาน

มาตรการเร่งด่วน! กรมทางหลวงชนบท คุมไฟป่า-หมอกควัน ลด PM 2.5

นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบท ยังได้เน้นย้ำให้สำนักงานทางหลวงชนบท (สทช.) และแขวงทางหลวงชนบท (ขทช.) ทั่วประเทศ ตรวจสอบสภาพเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน ห้ามใช้เครื่องจักรที่ก่อให้เกิดเขม่าควันดำ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วกับเครื่องจักร และให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนด เลือกใช้เกรดน้ำมันให้เหมาะสมตามมาตรฐาน เพื่อช่วยลดการปล่อยมลพิษจากการปฏิบัติงาน

การดำเนินงานเชิงรุกของกรมทางหลวงชนบทในการกรมทางหลวงชนบท คุมไฟป่า-หมอกควัน ลด PM 2.5 ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชน

การป้องกันไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการลดฝุ่น PM2.5 เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กรมทางหลวงชนบทจึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ หากพบเห็นเหตุไฟป่าหรือการเผาวัชพืชในเขตทางหลวงชนบท สามารถแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ที่ สทช. ขทช. และ บทช. ในพื้นที่ หรือแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146

ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน มาตรการของกรมทางหลวงชนบทเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กรมทางหลวงชนบท ออกมาตรการคุมไฟป่า-หมอกควัน ลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5

ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน: เสียชีวิต 1 บ้านวอด 300

สถานการณ์ ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน ในรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ สร้างความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิต บ้านเรือนถูกเผาทำลาย และพื้นที่ป่าถูกเผาวอดเป็นบริเวณกว้าง แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะพยายามควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ก็ยังน่าเป็นห่วง

เหตุการณ์ ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวออสเตรเลียเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปกับกองเพลิง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัครต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดับไฟ

ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน

ไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้นในออสเตรเลียครั้งนี้ มีสาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แห้งแล้ง และมีลมกระโชกแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียรุนแรงขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดของไฟป่าออสเตรเลีย

ล่าสุด มีรายงานว่า ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน อยู่กว่า 30 จุดทั่วรัฐวิกตอเรีย โดย 10 จุดเป็นจุดที่น่ากังวลเป็นพิเศษ ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 350,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 2.187 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย และบ้านเรือนถูกทำลายไปกว่า 300 หลัง

ทางการออสเตรเลียได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐวิกตอเรีย และระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเครื่องบินดับเพลิงกว่า 70 ลำ เพื่อควบคุมสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังได้มีการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังที่ปลอดภัย

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ไฟป่าก็ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากสภาพอากาศยังคงร้อนและแห้งแล้ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ทางการออสเตรเลียคาดว่า ไฟป่าอาจจะยังคงลุกไหม้อยู่ต่อไปอีกหลายสัปดาห์

ผลกระทบจากไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วรัฐวิกตอเรีย รวมถึงในเขตปริมณฑลของเมลเบิร์นด้วย ควันจากไฟป่าทำให้ประชาชนหลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการป้องกันไฟป่า เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่าได้ โดยการหลีกเลี่ยงการจุดไฟในพื้นที่แห้งแล้ง การดับไฟให้สนิทหลังใช้งาน และการแจ้งเหตุไฟไหม้ให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยเร็ว

นอกจากนี้ เรายังสามารถสนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัครที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าได้ โดยการบริจาคเงิน สิ่งของ หรืออาสาสมัครช่วยเหลือ

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับผลกระทบ
  • เหตุการณ์ ไฟป่าออสเตรเลียยังลุกโชน ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า ภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ

    ที่มา – ไฟป่าออสเตรเลีย ยังลุกโชน 30 จุด คร่าแล้ว 1 ศพ บ้านวอด 300 หลัง

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบแอตแลนติก

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 แล้ว โดยพยากรณ์อากาศคาดว่า มันจะทำให้เกิดฝนตกหนักที่หมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก สถานการณ์ล่าสุดนี้สร้างความกังวลให้กับหลายพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 16 ส.ค. 2568 เฮอริเคน “เอริน” กลายเป็นเฮอริเคนลูกแรกในฤดูพายุฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกประจำปี 2568 ที่ทวีกำลังขึ้นสู่ระดับ 5 โดยปัจจุบันมันเคลื่อนตัวอยู่ห่างจากเกาะแองกีลา ไปทางเหนือราว 170 กม. โดยมีความเร็วลมสูงสุดเกือบ 255 กม./ชม.

ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHC) คาดการณ์ว่า พายุเอรินจะทวีกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่มันเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกในน่านน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ จนเข้าสู่สัปดาห์หน้า การเปลี่ยนแปลงความรุนแรงนี้ทำให้ต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

คลื่นทะเลที่เกิดจากอิทธิพลของพายุเอรินจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน, เกาะเปอร์โตริโก, เกาะฮิสปันโยลา และหมู่เกาะเติร์กแอนด์เคคอส ตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ ก่อนที่คลื่นจะกระจายไปถึงหมู่เกาะบาฮามาส, เบอร์มิวดา และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า ผลกระทบนี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตที่กว้างขวางของเฮอริเคน “เอริน”

NHC คาดด้วยว่า พายุเอรินจะทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วพื้นที่ทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด, หมู่เกาะเวอร์จิน และเปอร์โตริโก ตลอดวันอาทิตย์นี้ ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มได้

เอรินยังทำให้เกิดความกังวลเรื่องไฟป่า โดยนายแอนดรูว์ ซิฟเฟิร์ต นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสขององค์กร บีเอ็มเอส กรุ๊ป (BMS Group) ระบุว่า หากเอรินขยายตัวกลายเป็นไซโคลนเขตร้อนขนาดใหญ่และรุนแรงนอกชายฝั่ง มันอาจส่งลมแล้งรุนแรงไปทั่วภูมิภาค เสี่ยงทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น ความเสี่ยงจากไฟป่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญในการประเมินผลกระทบ

ด้านบริษัทผู้จัดการหลักทรัพย์ “ทเวลฟ์ ซีเคียวริส” (Twelve Securis) คาดการณ์ว่า เฮอริเคน “เอริน” จะอยู่ห่างจากชายฝั่งมากพอ ทำให้ฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ รอดพ้นจากความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ และสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้

พยากรณ์อากาศคาดด้วยว่า พายุลูกนี้จะเคลื่อนตัวผ่านทางเหนือของหมู่เกาะลีเวิร์ด ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางขึ้นเหนือ ระหว่างชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ กับเกาะเบอร์มิวดาในช่วงประมาณวันจันทร์ (18 ส.ค.) การเปลี่ยนแปลงทิศทางของพายุจะส่งผลต่อพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

การเตรียมพร้อมรับมือ เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5

จากสถานการณ์เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การเตรียมพร้อมอาจรวมถึงการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น การอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น และการระมัดระวังภัยจากน้ำท่วมและดินถล่ม

  • ตรวจสอบสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมพร้อมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการอพยพหากจำเป็น
  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์พายุนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย

ที่มา – เฮอริเคน “เอริน” ทวีกำลังเป็นระดับ 5 กระทบหมู่เกาะในแอตแลนติก

วิกฤติ! **ไฟป่ารุนแรง** ถล่มกรีซ-สเปน

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! ไฟป่ารุนแรงกำลังโหมกระหน่ำหลายประเทศในยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรีซและสเปน ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตไฟป่ารุนแรงในยุโรปตอนใต้

ไฟป่ารุนแรงในกรีซและสเปน

ในกรีซ นักดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมไฟป่ารุนแรงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วบริเวณชานเมืองปาทรัส ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ ไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและธุรกิจจำนวนมากในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ รวมถึงเกาะซาคินทอสและเกาะเคฟาโลเนีย ซึ่งต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีรายงานไฟป่ารุนแรงในเกาะคีออสและพื้นที่แผ่นดินใหญ่ทางตะวันตก หน่วยป้องกันพลเรือนได้ออกประกาศเตือนภัยผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากกว่า 20 ครั้ง พร้อมทั้งคำสั่งอพยพและคำแนะนำด้านความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ในสเปน ไฟป่ากำลังเผาผลาญพื้นที่หลายแห่งทั่วคาบสมุทรไอบีเรีย ท่ามกลางคลื่นความร้อนจัดที่แผ่ปกคลุม โดยบางพื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส นักดับเพลิงสามารถควบคุมไฟที่ปะทุขึ้นนอกกรุงมาดริดเมื่อคืนวันจันทร์ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่สถานการณ์ยังคงน่ากังวล ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 1 ราย และพื้นที่กว่า 6,250 ไร่ถูกเผาทำลาย ไฟป่าในแคว้นคาสตีลและเลออน อันดาลูเซีย และกาลิเซีย ยังคงมีการออกคำสั่งอพยพประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในโปรตุเกส เจ้าหน้าที่กว่า 700 นายกำลังต่อสู้กับไฟป่าในเมืองทรันโกโซ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดวิกฤตในยุโรปตะวันตกเฉียงใต้ อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ทำให้การดับไฟเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ผลกระทบจากไฟป่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ไฟป่าในยุโรปเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยากต่อการควบคุมมากขึ้น สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียบ้านเรือน ที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากไฟป่ารุนแรงเหล่านี้ยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฏจักรของน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณจำนวนมาก

  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: ควันและฝุ่นละอองจากไฟป่าส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก ไอ หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดและโรคหัวใจ
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ไฟป่าทำลายพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ และทรัพย์สิน ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ไฟป่าทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า ทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำ

การป้องกันและรับมือกับไฟป่ารุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การดับไฟ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการวางแผนจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากไฟป่าในอนาคต

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่าได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ไม่เผาขยะหรือวัชพืช และแจ้งเหตุไฟไหม้ให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

ที่มา – ไฟป่ารุนแรงถล่มกรีซ-สเปน ท่ามกลางคลื่นความร้อนยุโรปยังไม่ทุเลา

Scroll to top