ไฟใต้

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุสลด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ หลังคนร้ายลงมืออย่างอุกอาจกลางจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งออกคำสั่งให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. บูรณาการกำลังติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย อย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ทันที เพื่อดูสถานการณ์และวางมาตรการป้องกันในอนาคต อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่องดังต่อไปนี้:

  • เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีด้วยกฎหมายสูงสุด
  • เยียวยาครอบครัวเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ
  • ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ให้รัดกุมกว่าเดิม
  • สร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

สถานการณ์รุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขบวนการก่อการร้ายยังคงมีเป้าหมายในการสร้างความหวาดกลัว แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวลอย่างแน่นอน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อจากนี้จะต้องมีความแม่นยำและตอบโต้กับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดที่สุด

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ทหารกล้า” ทุกนายที่ต้องจากไปในปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หากคุณติดตามข่าวสารความมั่นคง จะพบว่าความสามัคคีของคนในชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ร่วมกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย มอบ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่เยียวยาสูงสุด

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนนายกฯ

ในสถานการณ์ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมานาน “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความหวังให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ดูแลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด

“อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินได้เปิดเผยหลังหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความเข้าใจกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาในพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนมุสลิม นายกฯ ระบุว่า ได้ขอให้ “วันนอร์” สั่งการในนามของตนได้เลย โดยใช้แนวทางไมตรีจิตและความเป็นพี่น้อง ไม่ใช่การใช้กฎหมายหรืออำนาจแบบแข็งกร้าว ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยอย่างเต็มที่

การขยายผลคดียิง ส.ส.กมลศักดิ์

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันคือคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งตำรวจจับผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะขยายผลไปถึงผู้บงการอย่างแน่นอน นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีตัดตอน ต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อความยุติธรรมและสร้างความเชื่อมั่น

  • จับกุมผู้กระทำผิดเรียบร้อย
  • สอบสวนขยายผลถึงผู้บงการ
  • ยืนยันไม่มีการแทรกแซงหรือตัดตอน

คำแนะนำจาก “วันนอร์” และการลงพื้นที่

นายวันมูหะมัดนอร์ให้คำแนะนำมากมาย โดยยืนยันว่ายังแข็งแรงพอที่จะลงพื้นที่ร่วมคณะนายกฯ และพร้อมร่วมหารือกับประเทศมุสลิม ด้วยเครือข่ายที่กว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ นายอนุทินชื่นชมและมองว่าเป็นโอกาสดีที่จะเร่งรัดภารกิจให้สำเร็จ หากช่วยคลี่คลายปัญหาสามจังหวัดชายแดนได้ แค่นี้ก็คุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับพลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่มีความขัดแย้ง ทุกอย่างมุ่งสู่ความมั่นคงของประเทศ

การแต่งตั้งนายฐนัตถ์ หัวหน้าคณะเจรจาสันติสุข

นายอนุทินยังประกาศแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากมีเครือข่ายแน่น รอบรู้ข้อมูลเชิงลึก และเคยทำงานร่วมกันมานาน เหมาะสมกับสมัยเจรจาที่สองของรัฐบาลชุดนี้ คาดว่าจะนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืน

ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นบาดแผลเก่าของชาติที่ต้องการแนวทางสร้างสรรค์แบบนี้ การมอบอำนาจให้ “วันนอร์” ซึ่งมีอิทธิพลในชุมชนมุสลิม จะช่วยประสานทุกฝ่ายได้ดี โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและฝ่ายปกครอง หลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาต้องอาศัยความไว้วางใจและเครือข่ายท้องถิ่น ซึ่ง “วันนอร์” มีครบถ้วน หากดำเนินต่อเนื่อง ก็น่าจะเห็นความคืบหน้าภายในปีนี้

คุณคิดอย่างไรกับการมอบอำนาจนี้? มันจะนำสันติสุขมาสู่ชายแดนใต้ได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ให้อำนาจ “วันนอร์” สั่งการแก้ชายแดนใต้ เสมือนเป็นนายกฯ

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า-กต.เจรจา

“อนุทิน” ย้ำให้ มท.ภ.4 ทำงานเต็มกำลัง สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยประชาชน มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 11.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 56 จ.สงขลา โดยมี นายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาสพรรคภูมิใจไทย และนายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ รอให้การต้อนรับ จากนั้นนายอนุทินและคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ โดยพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมประชุม โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ตนและคณะ มาตรวจเยี่ยมหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความห่วงใยต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพราะสถานการณ์ยังมีความอ่อนไหวและมีความท้าทาย จึงขอให้แม่ทัพภาค 4 นำความผาสุกมาสู่สังคมและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะที่ผ่านมา ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง และพร้อมสนับสนุนหน้าที่ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และรักษาอธิปไตยของชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด

สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยปชช.

นายอนุทิน กล่าวว่า เพื่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขอให้ 1. ยกระดับงานด้านการข่าวเชิงรุก ด้วยการทำงานให้เร็วกว่าผู้ก่อเหตุหนึ่งก้าวเสมอเป็นอย่างน้อย 2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกัน ผู้ที่กระทำผิดและใช้ความรุนแรงจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด และ 3. ผนึกกำลังทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ต้องทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตยของชาติ เพราะฉะนั้น จึงให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ให้ความสำคัญกับภารกิจการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยเฉพาะการควบคุมมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับต้น ๆ เพราะห้วงที่ผ่านมามีความถี่ของเหตุการณ์และการเกิดเหตุขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่องทางข้ามแดนต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเอื้อในการที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ยึดมั่นว่าความมั่นคงที่แท้จริง คือ การที่พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวง และรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ว่าตนได้รับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ และได้ให้ความมั่นใจกับทุกหน่วยงานว่า ขอให้บูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่ ตนที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ขอให้การทำงานกลับมาเป็นหนึ่งเดียวเหมือนอดีต และการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการทำงานด้านการข่าวเน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อถามถึงกรณีแต่งตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทำงานร่วมกับ พล.อ.สมศักดิ์ มานานตั้งแต่เป็นเลขาธิการสมช. เมื่อรมว.กลาโหมเสนอชื่อมา ก็มั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพและมีประสบการณ์การทำงาน มั่นใจว่าการเจรจาสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับความเป็นห่วงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนเป็นห่วงความปลอดภัยประชาชน แต่ไม่ห่วงเรื่องความสามารถของกองทัพไทย ความสามารถในการดำเนินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ห่วงเรื่องความตั้งใจของตน ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในทุกภารกิจ ที่จะทำให้ผลลัพธ์บรรลุผลสำเร็จ

เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ

เมื่อถามว่าเหตุปล้นทองที่นราธิวาส และเหตุระเบิดหลายจุดในจ.ยะลา มีการรายงานอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการอย่างเต็มที่ และพื้นที่สามจังหวัดใต้มักเกิดเหตุบ่อยเพราะภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้ผู้กระทำผิดสามารถข้ามแดนได้ทันทีในระยะเวลาอันสั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องตั้งชุดตรวจลาดตระเวน ปิดช่องทางออกตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้บูรณาการการทำงานรักษากฎหมายให้เข้มข้น สำหรับการก่อเหตุในช่วงเปลี่ยนถ่ายกำลังพลถือเป็นการท้าทายหรือไม่นั้น เราอ่านใจเขาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่เขาวางแผนไว้แล้ว แต่มาสอดคล้องกับจังหวะพอดีที่มีการเปลี่ยนผ่าน ทั้งแม่ทัพภาค 4 เลขาศอ.บต. ผวจ.หรือแม้กระทั่งนายกฯ เราไม่มีช่วงทดลองงาน เข้ามาต้องทำงานได้เลยจะไม่บอกว่าเพราะเราเข้ามาใหม่เกิดก่อนแล้ว 2-3 เดือนค่อยว่าใหม่ไม่ใช่แน่นอน หากมีคนที่เข้ามาใหม่ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เมื่อถามถึงการติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่หลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่มีฝ่ายนโยบายมีหน้าที่สนับสนุน เมื่อถามว่าจะมีแผนระยะยาวป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุไปประเทศเพื่อนบ้าน มีโอกาสที่จะทำแนวรั้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพจะดำเนินการทุกอย่างในการรักษาอธิปไตยไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้ามีการล่วงละเมิดกฎหมายมีความอันตรายต่ออธิปไตยต่อประชาชนเราพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ กรณีนำ รมว.ต่างประเทศรวมคณะมาด้วยนั้น จะพูดคุยประเด็นอะไรถึงมาเลเซียเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามองประเทศมาเลเซียเป็นประเทศมหามิตร มีการแสวงหาความร่วมมือ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระดับผู้นำประเทศ และปัญหากับกัมพูชา ทางมาเลเซียก็พยายามนำไปสู่การเจรจาสู่สันติภาพ วันนี้เรามาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้เชิญ รมว.การต่างประเทศเพื่อมาพูดคุยกัน วันที่ 12 ต.ค. รมว.การต่างประเทศก็จะไปมาเลเซียไปพบกับทีมของกัมพูชาในระดับรัฐมนตรี มาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ อะไรที่นำไปสู่การเจรจาลดความรุนแรงนำไปสู่สันติภาพเราให้ความร่วมมือ จุดยืนของเราไม่มีเปลี่ยนแปลง เราไม่พูดคุยไม่ได้ เราต้องพูดคุยไป แต่จุดยืน 4 ข้อต้องได้รับการตอบสนองก่อนการบรรลุข้อตกลงใด ๆ

จากนั้นเวลา 14.05 น. นายอนุทิน เสร็จภารกิจการประชุมมอบแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเดินทางต่อไปยังค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รพ.สงขลานครินทร์ ม.สงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเจรจากับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

สถานการณ์คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าจริงหรือไม่?

จากข้อมูลล่าสุด นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่าการคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความท้าทายอยู่ การเจรจาที่จะมีขึ้นกับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน

การคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า: รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนมาสู่พื้นที่

ที่มา – นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า- กต. คุยทีมกัมพูชา 12 ต.ค. นี้

Scroll to top