ทรัมป์ขู่! อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลง
โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า เขาจะอนุมัติให้อิสราเอลกลับไปดำเนินมาตรการทางทหาร หากกลุ่มฮามาสไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังฮามาสมีท่าทีว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ครบ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (เมื่อ 15 ต.ค. 2568) ระบุว่า เขาจะพิจารณาอนุมัติให้อิสราเอลกลับมาปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอีกครั้ง หากกลุ่มฮามาสปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง หลังกลุ่มติดอาวุธนี้มีทีท่าว่าจะไม่สามารถคืนร่างตัวประกันได้ทั้งหมด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้รับร่างที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่เสียชีวิตอีก 2 ร่าง จากเจ้าหน้าที่กาชาด ซึ่งรับส่งมอบจากกลุ่มฮามาสมาอีกทอดหนึ่งแล้ว และตอนนี้ร่างทั้งสองจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการระบุตัวตน เพื่อยืนยันว่าเป็นใคร
แต่กลุ่มฮามาสบอกด้วยว่า พวกเขาไม่สามารถค้นหาและนำร่างตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลง
ต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า กองทัพของอิสราเอลสามารถกลับสู่ถนนในฉนวนกาซาได้ “ทันทีที่ผมเอ่ยปาก” ซึ่งเป็นการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว
“ผมต้องรั้งพวกเขาไว้” นายทรัมป์กล่าวถึงกองกำลัง IDF และรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู “ผมพูดคุยกับบีบี [เนทันยาฮู] อย่างชัดเจนในเรื่องนี้” “สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับฮามาส จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว”
ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสต้องส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมด 28 ราย ให้แก่อิสราเอล ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาส่งคืนร่างให้อิสราเอลแล้ว 8 ร่าง รวม 2 รายล่าสุดซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าใช่หรือไม่ สถานการณ์การส่งมอบร่างตัวประกันยังคงเป็นประเด็นหลัก
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยืนยันในวันพุธ (15 ต.ค.) ว่า หนึ่งในร่างที่ฮามาสส่งคืนกลับมานั้น ไม่ใช่ร่างของหนึ่งในตัวประกันที่สูญหาย ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดทั้งวัน โดยฝ่ายอิสราเอลระบุว่าจะไม่ประนีประนอมในเรื่องการส่งคืนตัวประกัน
ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง
สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส ท่าทีของทรัมป์ที่ขู่จะอนุมัติการโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองฝ่าย
ผลกระทบจากคำขู่ของทรัมป์ต่อข้อตกลงหยุดยิง
คำขู่ของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงได้หลายประการ:
- เพิ่มแรงกดดันต่อฮามาส: ฮามาสอาจรู้สึกถูกกดดันให้ต้องดำเนินการตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
- ลดความน่าเชื่อถือของคนกลาง: หากทรัมป์อนุมัติการโจมตีต่อ แม้ว่าฮามาสจะพยายามทำตามข้อตกลงแล้วก็ตาม อาจทำให้บทบาทของคนกลางในการเจรจาในอนาคตลดลง
- เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรง: การขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง และทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม
การที่ทรัมป์ออกมาขู่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของสหรัฐฯ ต่อการดำเนินการของฮามาส และความมุ่งมั่นที่จะให้อิสราเอลได้รับการตอบสนองต่อการจับตัวประกัน
ความท้าทายในการส่งคืนร่างตัวประกัน
การที่ฮามาสอ้างว่าไม่สามารถค้นหาร่างตัวประกันได้ทั้งหมด หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าฮามาสมีความสามารถและความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างแท้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ การที่อิสราเอลพบว่าร่างที่ส่งคืนมานั้นไม่ใช่ตัวประกันที่สูญหาย ยิ่งเป็นการเพิ่มความระแวงและความไม่ไว้วางใจ
ดังนั้น ข้อตกลงหยุดยิงและข้อตกลงในการคืนร่างตัวประกันจึงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีที่แข็งกร้าวของทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของข้อตกลงนี้อย่างมีนัยสำคัญ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
การที่ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความ conflict ระหว่างอิสราเอลและฮามาสนั้นยังคงเปราะบาง และพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ การเจรจาและหาทางออกทางการทูตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย
ที่มา – ทรัมป์ขู่ไฟเขียวให้อิสราเอลโจมตีต่อ หากฮามาสไม่ทำตามข้อตกลงหยุดยิง