'เนทันยาฮู' ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างแดน

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำ “อิสราเอลจะไม่โจมตีในกาตาร์อีก”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่นครเยรูซาเล็ม ว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะ “ปกป้องตนเองนอกพรมแดน” และจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ความเห็นของเนทันยาฮูมีขึ้นหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีผู้นำฮามาสในกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 6 คน แต่ผู้นำของพวกเขาปลอดภัย

การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้ให้ความมั่นใจกับกาตาร์ว่า “สิ่งเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนดินแดนของพวกเขา”

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่ เนทันยาฮูตอบสั้นๆ ว่า “เราทำด้วยตัวเอง จบ” ขณะที่รูบิโอตอบคำถามจาก BBC ว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือไม่ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษา “ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรในอ่าวอาหรับ”

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด โดยรูบิโอได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าอิสราเอล “ไม่มีพันธมิตรที่ดีกว่านี้แล้ว”

การประชุมของทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาหรับจัดการประชุมสุดยอดเพื่อแสดงการสนับสนุนกาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกระงับการใช้ “มาตรฐานสองชั้น” และลงโทษอิสราเอล ต่อมา เมื่อถูกถามว่าอิสราเอลมีหลักประกันว่าจะไม่โจมตีประเทศอีกหรือไม่ ทรัมป์กล่าวซ้ำสองครั้งว่าเนทันยาฮู “จะไม่โจมตีกาตาร์”

กาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา รวมถึงเป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างฮามาสกับอิสราเอล โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2012

รายงานระบุว่า รูบิโอจะเดินทางต่อไปยังกาตาร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ เนทันยาฮูได้บอกกับนักข่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลนั้น “ทนทานเหมือนหินในกำแพงตะวันตก” ขณะที่ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม

นอกจากนี้ คาดว่าเนทันยาฮูและรูบิโอได้หารือกันเกี่ยวกับแผนการทางทหารของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้รื้อถอนอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตี้ต่อไป และตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง

การประชุมของเนทันยาฮูและรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ออสเตรเลีย และเบลเยียม จะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์.

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก ยิ่งเป็นการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความมั่นใจกับกาตาร์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ตระหนักถึงความสำคัญของกาตาร์ในฐานะพันธมิตรและผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคนี้

อนาคตจะเป็นอย่างไร หากอิสราเอล โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

หากอิสราเอลตัดสินใจที่จะ โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก จริง อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงหลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นที่ตั้งของผู้นำฮามาส
  • การตอบโต้จากกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาคที่ขยายวงกว้าง
  • การประณามจากนานาชาติ และแรงกดดันต่ออิสราเอล

ดังนั้น การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: