วัน: 19 สิงหาคม 2025

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ส่งรักษาต่อ รพ.พระมงกุฎเกล้า

ข่าวเศร้าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ เมื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการดูแลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ จำนวน 5 นาย โดยใช้เครื่องบิน C295 หรือที่รู้จักกันในชื่อ CASA จากอุบลราชธานี สู่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เครื่องบินลำดังกล่าวได้เดินทางถึงกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กรมการขนส่งทหารบก (ศคย.ขส.ทบ.) ดอนเมือง ในเวลา 11.50 น. ทันทีที่ถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริและสารวัตรทหารบกได้เร่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ขบวนรถพยาบาลได้ใช้เส้นทางจากดอนเมือง ขึ้นทางยกระดับโทลเวย์ เชื่อมต่อด่วนดินแดง ต่างระดับมักกะสัน และลงสู่ถนนพหลโยธินบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้มีประชาชนที่ทราบข่าวต่างให้กำลังใจและชื่นชมในความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ขอให้ทุกท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

รายชื่อทหารทั้ง 5 นาย ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วย

  • ร.ต. ธนาวุธ เวชสงเคราะห์
  • จ.ส.อ. ธานี พาหา
  • ส.อ. ต้าน สีใส
  • อส.ทพ. สิทธิเดช สวัสดิ์สูงเนิน
  • พลทหารวีรทัศน์ สุขประเสริฐ

กำลังใจเพื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ

ขอส่งกำลังใจให้กับ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ทุกนาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ประชาชนคนไทยทุกคนขอขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของท่านที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่พร้อมจะปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต เราในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ความกล้าหาญและความเสียสละของ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ในครั้งนี้ จะเป็นที่จดจำและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนไทยทุกคน ในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – 5 ทหารกล้า บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

มอยส์ผิดหวัง! จุดโทษปัญหา – ‘การตัดสินใจที่แย่’

มอยส์ผิดหวัง! จุดโทษปัญหา – ‘การตัดสินใจที่แย่’

เนื้อหานี้ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่ของคุณ

เกิดข้อผิดพลาด

เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน กล่าวว่าเขารู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของวิดีโอช่วยตัดสิน (VAR) ที่สำคัญ ซึ่งทำให้ลีดส์ชนะ 1-0 โดยยืนยันว่า เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ ทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม

การตัดสินใจที่ค้านสายตานี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงหลังจบเกม โดยมอยส์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาถึง ‘การตัดสินใจที่แย่’ ที่ส่งผลกระทบต่อทีมของเขาอย่างมาก เขาเน้นย้ำว่าทาร์คอฟสกี้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว และไม่สมควรที่จะถูกลงโทษด้วยการเสียจุดโทษ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม เมื่อผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ให้กลับไปดูจังหวะที่ทาร์คอฟสกี้เข้าปะทะกับผู้เล่นลีดส์ในกรอบเขตโทษ หลังจากดูภาพช้าแล้ว ผู้ตัดสินตัดสินใจให้เป็นจุดโทษ ซึ่งเป็นประตูชัยของลีดส์ในที่สุด

มอยส์แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า ‘การตัดสินใจที่แย่’ นี้เป็นการทำลายความพยายามของทีมตลอดทั้งเกม เขายังตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการใช้ VAR และเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น

อะไรทำให้การตัดสินใจนี้เป็นการ ‘การตัดสินใจที่แย่’?

ความเห็นของมอยส์ได้รับการสนับสนุนจากนักวิเคราะห์และแฟนบอลจำนวนมากที่มองว่าการตัดสินใจให้จุดโทษนั้นไม่ยุติธรรม พวกเขาชี้ให้เห็นว่าทาร์คอฟสกี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำฟาวล์ และการสัมผัสตัวเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากนี้ บางคนยังตั้งข้อสังเกตว่า VAR ควรจะใช้เฉพาะในกรณีที่เกิดความผิดพลาดที่ชัดเจนและร้ายแรงเท่านั้น และจังหวะนี้ไม่เข้าข่ายดังกล่าว

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้เอฟเวอร์ตันต้องเผชิญกับความยากลำบากในการลุ้นหนีตกชั้นต่อไป มอยส์หวังว่าทีมของเขาจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้ในเกมต่อไป และจะไม่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ค้านสายตาเช่นนี้อีก

สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของ VAR ในวงการฟุตบอล และความจำเป็นในการปรับปรุงการใช้งานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น แม้ว่า VAR จะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผู้ตัดสินในการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการแทรกแซงของ VAR นั้นเหมาะสมหรือไม่ในบางสถานการณ์

จากมุมมองของแฟนบอล การตัดสินใจเช่น ‘การตัดสินใจที่แย่’ สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นในเกมการแข่งขัน และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและความไม่ไว้วางใจในระบบ VAR

การตัดสินใจให้จุดโทษดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตัดสินใจที่เป็นธรรมและถูกต้องในเกมฟุตบอล การตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลการแข่งขันและขวัญกำลังใจของทีม

ในท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ และแม้แต่เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดก็ไม่สามารถกำจัดการตัดสินใจที่ค้านสายตาได้อย่างสมบูรณ์

ที่มา – ‘It’s a really poor decision’ – Moyes upset over controversial penalty

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

“กองทัพอากาศ” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet TH” ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาในแวดวงการทหารและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในศักยภาพของกองทัพไทย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า “พวกเราคือ Hunter ‘นักล่า ผู้พิฆาตไพรี’ Alpha Jet TH ฝูงบิน 231 กองบิน 23 พร้อมปฏิบัติการด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของนักรบทางอากาศ และศักยภาพของเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet TH) ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ

เครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ การที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การโจมตีเป้าหมาย หรือการสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

การปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบุคลากรของกองทัพอากาศในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ความสำคัญของ Alpha Jet ในภารกิจของกองทัพอากาศ

Alpha Jet ถือเป็นเครื่องบินโจมตีที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพอากาศมาอย่างยาวนาน ด้วยสมรรถนะที่คล่องตัวและหลากหลาย ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการปรับปรุงให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืนยิ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เพื่อดำรงให้กองทัพอากาศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ และปกป้องพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึกศัตรู ดังคำกล่าวที่ว่า น่านฟ้าไทย จะไม่ให้ใครย่ำยี

การเปิดเผยภาพเครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพอากาศในการปกป้องประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ไม่หวังดีว่ากองทัพไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะตอบโต้ทุกภัยคุกคาม

การพัฒนาศักยภาพของกองทัพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการฝึกฝนบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้กองทัพสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ทัพฟ้า” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet” ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจ! พร้อมช่วยชาติต่อ

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

จากเหตุการณ์ปะทะเดือดที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี ทำให้ “พลทหารตะวัน สิงห์เรือง” ต้องสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาซ้าย แต่เขายืนยันว่าไม่เสียใจ และหากหายดี อยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะเก็ดระเบิดจากฝั่งกัมพูชาทำให้ดวงตาซ้ายของเขาไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พบกับพลทหารตะวัน ที่บ้านเกิดใน จ.กำแพงเพชร เขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงเหตุการณ์ปะทะที่ดุเดือดระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ภูมะเขือ เขาถูกสะเก็ดระเบิดจนสูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างซ้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พลทหารตะวันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาใช้ดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวในการมองเห็น ส่วนขาข้างขวาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตก ทำให้เดินไม่คล่องแคล่ว เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขายืนยันว่า “ไม่เสียใจ เพราะมันคือการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทย”

สถานการณ์การสู้รบยังไม่จบสิ้น พลทหารตะวัน ยังคงมีความปรารถนาที่จะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนทหารในการป้องกันประเทศ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ดวงตาทำให้ต้องพักรักษาตัวก่อน เขาเคยคุยกับเพื่อนว่าหากถูกเรียกตัวไปแนวหน้า เขาเต็มใจที่จะไปช่วย

ในวันที่ถูกระเบิดถล่ม พลทหารตะวันและเพื่อนทหารหลบอยู่ในคูเลต ทหารรุ่นน้องได้ปรับวิทยุ ซึ่งอาจทำให้ข้าศึกสามารถระบุพิกัดโจมตีได้ หลังถูกระเบิดก็หมดสติไป หัวหน้าหมู่มาปลุก พลทหารตะวัน ให้ตื่น เขาได้ช่วยทหารรุ่นน้องให้หลบเข้ามาในหลุมโดยใช้ตัวเองบังไว้ “หากหายดี ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าให้จบ เพราะเป็นความฝันของชายชาติทหารที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนไทย” เขากล่าว

ความรู้สึกของพลทหารตะวัน

ด้านนางศรสวรรค์ คล่องแคล่วมีชัย ป้าของพลทหารตะวัน เล่าว่า สภาพจิตใจของหลานชายไม่ค่อยดีนัก แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในมีความกังวลหวาดระแวง ได้ยินเสียงอะไรก็จะผวา ขาจะขยับตลอดเวลาเหมือนจะวิ่งหนี มือจะยกขึ้นมาป้องกันใบหน้า และมักจะพูดให้ทุกคนหลบภัยอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลทหารตะวันจะกลับมาพร้อมกับการสูญเสียดวงตา นางศรสวรรค์ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่หลานชายได้รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและสูญเสีย แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ที่มา – “พลทหารตะวัน” ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

“เท้ง” ฟังเสียง ชรบ. จี้รัฐบาลเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่รับฟังเสียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทับทิมสยาม ชื่นชมจิตใจที่เสียสละปกป้องประเทศ พร้อมจ่อตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว ด้านผู้ใหญ่บ้านโอดครวญกระสุนไม่พอใช้ ขณะที่ “วิโรจน์” รับเรื่องอาวุธเป็นการบ้านเร่งแก้ไข

“เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความเห็นและสถานการณ์ในพื้นที่จาก ชรบ.

ชรบ. ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบักดอง, ตำบลกันทรอม และตำบลห้วยจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์อพยพสมัยสงครามเขมรแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการที่ฝั่งกัมพูชาบุกเข้ามา

นางสายสมร บุตรพา ผู้ใหญ่บ้านทับทิมสยาม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “พวกเราทำมาโดยตลอดในเรื่องการปราบปราม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางหมู่บ้านพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนอพยพออกไป หลายท่านละทิ้งบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ต้องไปให้ไกล มีศูนย์พักพิงที่ไหนที่สามารถดูแลได้ก็ไป ด้วยกำลังของพวกเราที่ต้องดูแลลาดตระเวน ตรวจรถเข้าออก คนแปลกหน้า เพราะพื้นที่ของเราเป็นจุดเสี่ยงอย่างมาก เพราะห่างจากกัมพูชาไม่ไกล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออาวุธปืน อยากได้อาวุธปืนใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงลูกกระสุนปืนที่ให้ครบถ้วน ตอนนี้บางหมู่บ้านให้ 20 นัด บางหมู่บ้าน 40 นัด ซึ่งไม่เพียงพอ”

นางสายสมร กล่าวต่อว่า “ในห้วงของการเกิดศึกสงครามในประเทศกัมพูชา ในช่วงเขมรแดง เขาเข้ามาปล้นที่นี่ มาปล้นพี่น้องทับทิมสยาม ถ้าพูดไปสิ่งที่ไม่กลัวคือปืนใหญ่ แต่เรากลัวเขมรจะบุกเข้ามา เพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเขมรแดง ที่มีปัญหากันกับประเทศเขา แต่เป็นฝั่งเราและกัมพูชาที่มีปัญหากัน ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ทางชุด ชรบ. ซึ่งทำงานลาดตระเวน เปลี่ยนเวรกัน จะต้องใช้ส่วนนี้เป็นสิ่งกำบัง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ “เราต้องการค่าตอบแทน เนื่องจากเราไม่มีสวัสดิการ เราเป็นจิตอาสา ชุดเราก็ซื้อกันเอง ต้องใส่เพื่อความภาคภูมิใจ ใส่ไปเหมือนมีพลัง ทำให้พวกเราเกิดพลังที่จะต้องดูแลปกป้องผู้อื่นแผ่นดินไทย ชรบ. เราเกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เป็นจิตอาสาตัวจริง ยิ่งเราเป็นหมู่บ้านชั้นใน ใกล้ชายแดนยิ่งหนัก เพราะไม่มีใครมองเห็นความเป็นอยู่ยากลำบาก สิ่งที่เราได้กินได้อยู่นั้นเราได้มาจากประชาชนด้วยกันเอง ได้ M150 มาม่า ปลากระป๋อง ให้พวกเราบ้าง เราขยับไปไหนไม่ได้ เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เราต้องดูแลทรัพย์สินให้กับประชาชน อยากให้ท่านเป็นตัวแทนให้พวกเราที่ทำงาน ไม่หวังอะไร แต่วันนี้ท่านมาเห็นแล้วว่าพวกเราอยู่อย่างไร ทุกหมู่บ้านแนวตะเข็บถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์”

ชรบ. ส่วนใหญ่กล่าวว่า กระสุนปืนที่ใช้ลาดตระเวนมีไม่เพียงพอ บางหมู่บ้านได้เพียง 20-40 นัด นอกจากนี้ ในหมู่บ้านก็มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ทำร้ายร่างกาย ชรบ. ด้วย ตนทราบว่ามีเงินเยียวยา มีสวัสดิการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่าดูแลพวกเราตอนถึงปลายทางแล้ว หรือตอนสงบแล้ว เราไม่ได้กลัวแค่กัมพูชา ในระหว่างที่เราปฏิบัติหน้าที่ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

“ของเราเยอะมาก 157,000 เม็ด เป็นโอทอปบ้านดิฉันเองค่ะ แค่ระวังผู้ป่วยติดยาก็ลำบากแล้ว อยากจะสะท้อนตรงนี้ว่า ชรบ. ไม่ได้ป้องกันภัยสงคราม แต่ทำงานทุกอย่าง นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและสายข่าวฝั่งกัมพูชาด้วย” ชรบ. กล่าว

ณัฐพงษ์ เตรียมตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง “เงินเยียวยารายครอบครัว”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันพฤหัสบดีนี้ (21 ส.ค.68) ตนจะเอาข้อเสนอต่างๆไปตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถ้าวันนี้ตนไม่มาที่นี่ไม่ได้มาฟังปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจในเชิงลึก

“หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นจิตอาสา แต่ผมคิดว่าท่านทำมากกว่าจิตอาสา คือเสียสละ ผมเป็นนักการเมือง เราทุกคนพูดว่าเราอาสามาทำงานการเมือง เพราะพวกเราไม่มีใครบังคับ แต่พวกผมได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่เคยบอกว่าพวกผมเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ผมนับถือใจพวกท่านในการป้องกันประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โจทย์ของพวกเราเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกท่านไม่เสียสละจนเกินตัว เราทำเท่าที่เราพอจะทำได้ คนละเล็กละน้อยช่วยกันปกป้องประเทศ ปกป้องหมู่บ้านของเราให้ดีที่สุด เรื่องเงินเยียวยาหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ทุกท่านในที่นี้ก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตกผลึกมาแล้วระดับหนึ่งในการลงพื้นที่ ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นมาตรการตอบโจทย์คือเรื่องเงินเยียวยารายครัวเรือน งบประมาณบางส่วนบางที่ลงมาไม่ถึงประชาชน บางครั้งรัฐบาลประกาศมาตรการลงมาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ทำให้เห็นว่าการออกมาตรการส่วนกลางเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมีปัญหาในระดับปฏิบัติ

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลมีความคิดจะเอาเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่ง ชรบ.มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านพร้อมอพยพ เพราะคนที่ไว้วางใจเฝ้าบ้านให้

“ไก่ก็ต้องเฝ้า หมูก็ต้องดู ผู้ติดยาก็ต้องระวัง เขมรก็ต้องดู แล้วยังมีโดรนอีก ผมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยววันพฤหัสนี้จะถามว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อไหร่” นายวิโรจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องกระสุนปืน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าปืนไม่มีลูก แล้วจะพกไปทำไม ตนขอแจ้งงบประมาณปี 2569 อนุมัติให้ซื้ออาวุธกระสุนปืนและเสื้อเกราะให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ตนเข้าใจว่าจะมีการจัดสรรให้ ชรบ.ส่วนหนึ่ง

“แต่ผมกลัวระบบการจัดสรรแบบหารยาวให้ทุกหน่วย ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้ในหน่วยที่มีความจำเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นสูงสุด เดี๋ยวผมจะติดตาม เรากลัวโจรจะมาปล้นชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาวุธต่างๆมีความจำเป็นเราจะรับเป็นการบ้านในเรื่องนี้ให้” นายวิโรจน์ กล่าว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของ ชรบ. ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องหมู่บ้านและประเทศชาติ การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเหล่านี้

ที่มา – “เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

Vardy ใจจดจ่อซบ Celtic – ข่าวลือ

Vardy ใจจดจ่อซบ Celtic – ข่าวลือ

กองหน้ามากประสบการณ์กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมทีมแชมป์สก็อตแลนด์ และ Rangers เชื่อมโยงกับแบ็กซ้าย Serie A…

Jamie Vardy อดีตกองหน้าของ Leicester City และทีมชาติอังกฤษ “ใจจดจ่อ” ที่จะย้ายไปร่วมทีม Celtic และร่วมงานกับ Brendan Rodgers อีกครั้ง โดยตั้งเป้าที่จะเล่นฟุตบอลต่อไปจนถึงอายุ 40 ปี

Rangers ได้รื้อฟื้นความสนใจในตัว Anass Salah-Eddine แบ็กซ้ายของ Roma อีกครั้ง โดยมีทีม Elche จากสเปนให้ความสนใจในตัวดาวเตะวัย 23 ปีรายนี้เช่นกัน

Calvin Stengs แนวรุกของ Feyenoord วัย 26 ปี กำลังเป็นที่สนใจของ Celtic

Rangers ปฏิเสธข้อเสนอจาก Lille ที่จะขอยืมตัว Hamza Igamane กองหน้าไปใช้งาน

Dundee ได้เจรจากับ Celtic เกี่ยวกับข้อตกลงการยืมตัว Colby Donovan ขณะที่ Ayr United ก็สนใจในตัวแบ็กขวาวัย 18 ปีรายนี้เช่นกัน

Celtic มีแนวโน้มที่จะได้รับเงินจำนวนเจ็ดหลักจากการย้ายทีมของ Ben Doak อดีตผู้เล่นของพวกเขาจาก Liverpool ไป Bournemouth

Dor Turgeman กองหน้าของ Maccabi Tel Aviv ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีข่าวเชื่อมโยงกับ Rangers ใกล้ที่จะย้ายไปร่วมทีม New England Revolution ใน MLS

Brighton เป็นหนึ่งในบรรดาสโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่จับตาดู Keir McMeekin นักเตะทีมชาติสกอตแลนด์ชุดอายุต่ำกว่า 16 ปีของ Hearts อย่างใกล้ชิด

มีรายงานว่า James McPake อดีตนายใหญ่ของ Dunfermline เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงที่จะเข้ามาแทนที่ Rhys McCabe ที่ Airdrieonians

Inverness Caledonian Thistle ได้พูดคุยกับ Celtic เกี่ยวกับข้อตกลงความร่วมมือที่เป็นไปได้ในฤดูกาลนี้

Vardy กับโอกาสในการย้ายทีมซบ Celtic

ข่าวลือที่ว่า Jamie Vardy “ใจจดจ่อ” ที่จะย้ายไปร่วมทีม Celtic นั้นสร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์เป็นอย่างมาก การย้ายทีมครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการรวมตัวกันอีกครั้งของ Vardy กับ Brendan Rodgers อดีตผู้จัดการทีมของเขา ซึ่งเคยร่วมงานกันที่ Leicester City และประสบความสำเร็จอย่างมาก

Vardy ในวัย 37 ปี ยังคงเป็นกองหน้าที่อันตรายและมีประสบการณ์สูง การย้ายมา Celtic จะช่วยเพิ่มมิติในเกมรุกของทีมแชมป์สก็อตแลนด์ได้เป็นอย่างดี และจะเป็นการเสริมทัพที่แข็งแกร่งเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า

นอกจาก Vardy แล้ว Celtic ยังมีข่าวเชื่อมโยงกับ Calvin Stengs กองหน้าของ Feyenoord อีกด้วย หากทั้งสองคนย้ายมาร่วมทีม Celtic จริง จะทำให้แนวรุกของทีมแข็งแกร่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของ Rangers คู่แข่งร่วมเมือง ก็มีความเคลื่อนไหวในการเสริมทัพเช่นกัน โดยพวกเขากำลังให้ความสนใจในตัว Anass Salah-Eddine แบ็กซ้ายของ Roma การย้ายทีมครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งแบ็กซ้ายของ Rangers และเป็นการตอบโต้การเสริมทัพของ Celtic อีกด้วย

การแข่งขันระหว่าง Celtic และ Rangers ในฤดูกาลหน้า คาดว่าจะดุเดือดและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การเสริมทัพของทั้งสองทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินแชมป์ในฤดูกาลหน้า

การที่ Vardy “ใจจดจ่อ” ที่จะย้ายไป Celtic แสดงให้เห็นถึงความน่าดึงดูดของลีกสก็อตแลนด์ และความทะเยอทะยานของผู้เล่นในการประสบความสำเร็จกับสโมสรใหญ่ การย้ายทีมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัว Vardy และ Celtic เอง

ไม่ว่าดีลนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ข่าวลือนี้ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอล Celtic และ Rangers อย่างมาก และเป็นการส่งสัญญาณว่าทั้งสองทีมกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่ดุเดือดในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ที่มา – Vardy has ‘heart set’ on joining Celtic – gossip

ครม.แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. สุรศักดิ์ขึ้น พช.

ครม. มีมติแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ล็อตใหญ่ 25 เก้าอี้ โดย “สุรศักดิ์” ผู้ว่าฯ หนองบัวลำภู ขึ้นเป็นอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน แทน “สยาม” พร้อมทั้งแต่งตั้ง “ทศพล” เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ และมีการย้าย 7 ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ากรุ นั่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 25 ตำแหน่งด้วยกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

  1. นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  3. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  4. นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  5. ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  6. นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  7. ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  8. นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  9. นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ
  10. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ไปเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
  11. นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่
  12. นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
  13. นายนริศ นิรามัยวงศ์ พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
  14. นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
  15. นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  16. นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
  17. นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
  18. นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  19. นางสาวชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  20. นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง
  21. นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
  22. นายชยชัย แสงอินทร์ พ้นจากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม
  23. นายสมบัติ ไตรศักดิ์ จากผู้ตรวจราชการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี
  24. นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
  25. นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี

จับตาการแต่งตั้งโยกย้าย ครม.

การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดหลายท่านเข้าสู่ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการประเมินผลงานในอนาคต นอกจากนี้ การที่นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงและพัฒนาทีมผู้บริหารของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นหรือไม่

ที่มา – ครม. แต่งตั้งโยกย้ายอธิบดี-ผวจ. “สุรศักดิ์” ขึ้นอธิบดี พช. “ทศพล” นั่งผู้ว่าฯ เชียงใหม่

สหรัฐฯ **เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีอยู่เกินกำหนดและละเมิดกฎหมาย ขณะที่มีจำนวนน้อยที่ถูกยกเลิกเพราะถูกระบุว่ามีการสนับสนุนการก่อการร้าย เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสร้างความกังวลให้กับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

มาตรการดังกล่าว สะท้อนแนวทางที่เข้มงวดด้านการอพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะต่อวีซ่านักเรียน ที่ถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ทั้งในส่วนของการตรวจสอบประวัติบนโซเชียลมีเดียและการขยายขั้นตอนคัดกรองผู้สมัครวีซ่า ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เผยว่า วีซ่าราว 4,000 ฉบับถูกเพิกถอนเพราะผู้ถือวีซ่าละเมิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ยังรวมถึงความผิดฐานเมาแล้วขับหรือยาเสพติด รวมถึงคดีลักทรัพย์ ขณะเดียวกันมีนักเรียนประมาณ 200–300 รายที่ถูก**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** ในข้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย โดยอ้างอิงกฎในคู่มือการทูตของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งระบุถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมหรือมีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายว่า “ไม่สามารถขอวีซ่าได้”

แม้เจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยว่านักเรียนที่ถูกเพิกถอนวีซ่าสนับสนุนกลุ่มใด แต่ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ หลังจากที่เขากล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็น “ศูนย์รวมการต่อต้านชาวยิว” เนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้ชาวปาเลสไตน์ในช่วงสงครามกาซา

การปะทะกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถือเป็นกรณีเด่นที่สุด เมื่อทรัมป์สั่งระงับงบสนับสนุนการสอบสวน และขู่จะยกเลิกสถานะยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปประกาศเพิ่มทุนวิจัยเพื่อดึงดูดนักวิชาการและนักศึกษาออกนอกสหรัฐฯ

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้เพิกถอนวีซ่าหลายร้อยถึงหลายพันราย รวมถึงนักเรียนด้วย โดยให้เหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ “ขัดต่อผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” เจ้าหน้าที่รัฐบาลยังย้ำว่า ผู้ถือวีซ่านักเรียนและกรีนการ์ดที่สนับสนุนชาวปาเลสไตน์หรือวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล อาจถูกเพิกถอนสถานะและเนรเทศได้ โดยมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของชาติและถูกตีตราว่า “สนับสนุนฮามาส”

กรณีที่สร้างความสนใจคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยทัฟส์ชาวตุรกีรายหนึ่งถูกกักตัวกว่า 6 สัปดาห์ในศูนย์กักกันผู้อพยพที่รัฐหลุยเซียนา หลังจากเขียนบทความวิจารณ์ท่าทีของมหาวิทยาลัยต่อสงครามในกาซา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาล

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่า มาตรการเข้มงวดดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 1 และสะท้อนถึงแนวทางการเมืองที่ใช้การควบคุมการอพยพและการศึกษาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์มากกว่าการคุ้มครองความมั่นคงโดยตรง

**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** จริงหรือ?

สถานการณ์การ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน** นี้กำลังสร้างความตื่นตระหนกและความไม่แน่นอนให้กับนักเรียนต่างชาติที่วางแผนจะไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าเศร้าใจเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกฎระเบียบและข้อกำหนดของวีซ่านักเรียนอย่างละเอียด

สิ่งที่ควรทำหากกังวลเรื่องการ**เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน**

  • ตรวจสอบกฎระเบียบวีซ่าอย่างละเอียด: ทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อกำหนดทั้งหมดของวีซ่านักเรียนของคุณ เพื่อปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่า: หากคุณมีข้อสงสัยหรือข้อกังวลใด ๆ เกี่ยวกับสถานะวีซ่าของคุณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าเพื่อขอคำแนะนำ
  • รักษาความประพฤติที่ดี: หลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจละเมิดกฎหมายหรือข้อกำหนดของวีซ่า

การศึกษาต่อในต่างประเทศเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นและมีค่า การเตรียมตัวและความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จและหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพิกถอนวีซ่านักเรียน 6,000 คน

Scroll to top