วัน: 2 ตุลาคม 2025

ปลัดดีอีตั้งทีมสอบกรณีไชยชนกแฉสินบน 40 ล้าน

ในสถานการณ์ที่ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กำลังระบาดหนักในประเทศไทย การเปิดเผยของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับการถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล ยิ่งทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้น ล่าสุด “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้โปร่งใสและเร่งด่วน

“ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายไชยชนกได้กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ติดต่อมาทางอ้อม เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการละเว้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์อื่นๆ การเปิดเผยนี้ไม่เพียงสร้างความตกใจให้กับสาธารณชน แต่ยังจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐมนตรีให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ปลัดกระทรวงได้เปิดเผยถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลภายนอกทั้งหมด ยกเว้นตัวท่านเองที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูงสุด คณะกรรมการนี้คาดว่าจะมีสมาชิกไม่เกิน 10 คน โดยดึงตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญๆ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

กระบวนการสอบสวนและระยะเวลาที่คาดการณ์

การตั้งทีมสอบในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ โดยคณะกรรมการจะเริ่มทำงานทันทีหลังจากได้รับรายชื่อสมาชิกภายใน 1-2 วัน และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2567 ตามข้อสั่งการของนายไชยชนก ปลัดกระทรวงยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดจะยึดหลักข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หากพบผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงข้าราชการในกระทรวงดีอี จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีข้อยกเว้น

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในไทยกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง โดยเฉพาะการโจมตีผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินนับพันล้านบาทต่อปี การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านต่อเดือนนี้ บ่งชี้ถึงขนาดของเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนและมีทุนหนา การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ตอบโต้เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนขยายการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปราบปรามแก๊งเหล่านี้ให้เด็ดขาด เช่น การเพิ่มมาตรการทางเทคโนโลยี การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน และการประสานงานข้ามชาติ เนื่องจากแก๊งสแกมมักมีฐานที่มั่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ตัวแทนจาก บช.ก. จะช่วยในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่าย
  • DSI จะรับผิดชอบด้านคดีพิเศษที่ซับซ้อน
  • ป.ป.ท. และ ปปง. จะตรวจสอบการทุจริตและการฟอกเงินที่อาจเกี่ยวข้อง

การดำเนินการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากสแกมเมอร์ หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งเบาะแสกับตำรวจหรือกระทรวงดีอีโดยตรงเพื่อช่วยเหลือการสอบสวน

สุดท้าย การตั้งทีมสอบครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมดิจิทัล หากผลการสอบสวนออกมาดี จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกครั้ง เมื่อศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติออกคำเตือนฉุกเฉินเกี่ยวกับคลื่นพายุซัดฝั่งที่อาจสูงถึง 3 เมตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน จึงกลายเป็นข่าวร้อนที่ทุกคนจับตามอง

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

พายุโซนร้อนแมตโมกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วลม 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรงก่อนพัดขึ้นฝั่งเกาะลูซอนในช่วงเช้าวันศุกร์ คลื่นพายุซัดฝั่งเกิดจากกระแสลมแรงที่ผลักดันน้ำทะเลจำนวนมหาศาลเข้าหาชายฝั่ง ซึ่งอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิต

แม้รัฐบาลยังไม่สั่งอพยพอย่างเป็นทางการ แต่กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมตัวรับมือกับฝนตกหนักและทะเลที่ปั่นป่วน โดยเฉพาะเรือทุกประเภทที่อาจเผชิญความเสี่ยงสูง การมาถึงของพายุนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากฟิลิปปินส์เพิ่งผ่านพ้นแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 72 ราย บ้านเรือนเกือบ 600 หลังพังทลาย และประชาชนนับพันต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยเพราะหวั่นอาฟเตอร์ช็อก

ผลกระทบจากพายุแมตโมและภัยพิบัติอื่นๆ ในฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตแปซิฟิกไฟร์ริงส์ จึงเผชิญพายุโซนร้อนและไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ 20 ลูก โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลูซอนที่มีประชากรหนาแน่นและเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูง นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ทำให้พายุรุนแรงขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นบัวลอยคร่าชีวิต 37 รายและบังคับให้ 400,000 คนอพยพ ขณะที่พายุไต้ฝุ่นรากาซาในปลายเดือนกันยายนก็ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย

เพื่อรับมือกับ ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เก็บเสบียงอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรคให้พร้อม รวมถึงหลีกเลี่ยงพื้นที่ชายฝั่งที่ลุ่มต่ำ นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

ภัยพิบัติเหล่านี้ไม่เพียงกระทบชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและการประมงที่เป็นเสาหลักของประเทศ ฟิลิปปินส์ได้พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อช่วยชีวิตผู้คน แต่ความยากจนของประชาชนหลายล้านคนยังเป็นอุปสรรคใหญ่ในการฟื้นฟู

  • เตรียมแผนอพยพครอบครัวล่วงหน้า
  • ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับภัยพิบัติ
  • สนับสนุนโครงการลดโลกร้อนเพื่อป้องกันพายุรุนแรงในอนาคต

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราควรตระหนักถึงผลกระทบของพายุแมตโมและช่วยเหลือด้วยการบริจาคหรือแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ฟิลิปปินส์ก้าวผ่านวิกฤตนี้ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

หลวงตาสินทรัพย์ ระดมทุน 15 ล้าน สร้างถนนช่องอานม้า

หลวงตาสินทรัพย์ เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 มีข่าวดีจากวงการสงฆ์และกองทัพ เมื่อหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือที่รู้จักในนามพระสิ้นคิด เตรียมนำเงินระดมทุนจำนวน 15 ล้านบาท มอบให้กับกองทัพ เพื่อนำไปก่อสร้างถนนชายแดนที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ความยาวประมาณ 14 กิโลเมตร โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความมั่นคงชายแดน แต่ยังสะท้อนถึงจิตใจเมตตาของหลวงตาที่มุ่งช่วยเหลือสังคมและชาติ

หลวงตาสินทรัพย์ เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

เรื่องราวเริ่มต้นจากเมื่อ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะนายทหาร เดินทางเข้าเยี่ยมและสนทนาธรรมกับหลวงตาสินทรัพย์ ที่วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ในระหว่างนั้น กองทัพได้นำเสนอโครงการก่อสร้างถนนป้องกันชายแดน ณ ช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หลวงตาเห็นถึงความสำคัญของโครงการนี้ จึงอาสารับเป็นเจ้าภาพระดมทุนทันที โดยชี้แจงว่ากองทัพไม่ได้มาขอเงิน แต่หลวงตาเห็นว่าความมั่นคงของชาติคือเรื่องที่ไม่ควรรอช้า

การระดมทุนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ภายในวันแรกที่ประกาศที่เมืองโบราณ ยอดเงินทะลุ 11-12 ล้านบาทไปแล้ว เมื่อยอดใกล้ครบ ผู้บริจาคบางส่วนคิดว่าครบแล้ว จึงหยุดชะงัก แต่หลวงตาได้อัพเดทยอดเงินในช่วงกลางคืนว่ายังไม่ถึงเป้า ทำให้ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ รีบสมทบจนครบ 15 ล้านบาท ในที่สุด ประกาศยืนยันตอนตี 4 ของวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก “พุทธอุทยานที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์”

หลวงตาสินทรัพย์ ระดมทุนสร้างถนนช่องอานม้า

กำหนดมอบเงินในวันออกพรรษา

การมอบเงินอย่างเป็นทางการกำหนดไว้ในวันออกพรรษา วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนา เพจดังกล่าวได้โพสต์ประกาศข่าวบุญใหญ่ว่า ด้วยพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ งบประมาณ 15 ล้านบาทครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขออนุโมทนาในกุศลผลบุญครั้งนี้ แก่ทุกท่านที่ร่วมด้วยแรงกาย แรงใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

หลวงตาสินทรัพย์ แสดงความรู้สึกต่อโครงการนี้ว่า ไม่มีความหนักใจหรือกังวลใดๆ เพราะโครงการนี้เกิดจากความเมตตาและเห็นถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม เมื่อทหารนำเสนอโครงการ หลวงตาตั้งงบ 15 ล้านบาททันที และสั่งให้เริ่มทำเมื่อฝนหยุด เพื่อความมั่นคงของชายแดน

โครงการถนนช่องอานม้า

เมินดราม่าไม่ใช่กิจของสงฆ์

แม้จะมีดราม่าจากสังคมที่ตั้งคำถามว่าการระดมทุนสร้างถนนไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่หลวงตาสินทรัพย์มองว่า สิ่งใดที่เป็นความดีและกุศลทั้งปวง ล้วนเป็นกิจของสงฆ์ทั้งสิ้น การช่วยเหลือไม่ว่าจะมนุษย์ สัตว์ หรือชาติ ย่อมเกิดจากเมตตา ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญ หลวงตามองว่านี่คือการทำความเจริญรุ่งเรืองให้กับสังคม

โครงการสร้างถนนช่องอานม้าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งและป้องกันชายแดนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากปัญหาชายแดน และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการผสานพลังระหว่างสงฆ์ กองทัพ และประชาชน

  • การระดมทุนสำเร็จในเวลาไม่กี่วัน แสดงถึงศรัทธาของประชาชน
  • หลวงตาเน้นย้ำถึงเมตตาและกุศลเป็นหลัก
  • โครงการนี้จะมอบในวันสำคัญทางศาสนา

หลวงตาสินทรัพย์ ถือเป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสังคมมาอย่างยาวนาน โครงการนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาชายแดน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมทำความดี

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าความศรัทธาและจิตใจเมตตาสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ หากเราทุกคนช่วยกัน ประโยชน์จะตกถึงชาวบ้านชายแดนโดยตรง ลองนึกภาพถนนใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น สนับสนุนโครงการดีๆ แบบนี้กันเถอะ

ที่มา – “หลวงตาสินทรัพย์” เตรียมนำเงินระดมทุน 15 ล้าน มอบให้กองทัพ สร้างถนนช่องอานม้า

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ในวงการราชการไทย ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก เมื่อ ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารงานราชการ ซึ่งผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากบทบาทของเธอในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่าราชินีหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในนามผู้กองแคท ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักเลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว การยอมรับนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ผู้กองแคทเป็นใคร? เธอเป็นข้าราชการหญิงที่เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านการปกครองและเลขานุการกรม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลและการจัดการปัญหาสังคมต่างๆ การลาออกของเธอจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

รายละเอียดการยื่นลาออกและสถานะปัจจุบัน

เมื่อสื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมการปกครองได้ลงนามอนุมัติการลาออกหรือยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบเพียงว่า “ยังไม่ทราบ” เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการภายในยังคงดำเนินต่อไป และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

การลาออกครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตของผู้กองแคท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองหรือประเด็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารปกครองท้องถิ่น จึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: แรงกดดันทางการเมือง
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการทำงานของกรมการปกครอง
  • กระบวนการ: รอการอนุมัติจากอธิบดี

จากประสบการณ์ในอดีต การลาออกจากราชการของข้าราชการระดับกลางมักเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งภายในหรือภายนอก เช่นเดียวกับกรณีของผู้กองแคท ที่อาจกำลังหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าการลาออกนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการทำงานของสำนักเลขานุการหรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การยอมรับจากปลัดมหาดไทยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ากระทรวงกำลังพยายามจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปสู่ประเด็นใหญ่กว่า เช่น การทุจริตหรือการแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนต่างรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรณี ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานในราชการไทย ที่มักเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างหน้าที่และชีวิตส่วนตัว หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจอาชีพราชการ

สุดท้ายนี้ การลาออกครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบวก หากนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิง “เบน สมิธ”

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง หลังจากที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือดถึงการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่พาดพิงถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องแน่นอน โดยอ้างว่าขณะนี้มีคดีความกว่า 270 คดีค้างอยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งรวมถึงนักการเมืองหลายรายด้วย สิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม พูดถึงนั้น ร้อยเอกธรรมนัส มองว่าเป็นการนำข้อมูลจากข่าวที่มาจากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกลุ่มพลังงานต่างชาติมาโยงใยโดยไม่มีมูล เขายังตั้งคำถามว่าการรับข้อมูลเหล่านี้มาจากแหล่งไหน และขู่ว่าจะฟ้องทั้งคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยคาดว่าผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจะรวมตัวฟ้องเป็นจำนวนหลักพันล้านบาท

ร้อยเอกธรรมนัส เน้นย้ำว่าชีวิตของเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาใดๆ มาก่อน เขามีอาชีพที่ชัดเจน ก่อนเข้าสู่การเมืองก็เสียภาษีอย่างถูกต้อง รายได้ทุกส่วนถูกสำแดงครบถ้วน การนำภาพถ่ายส่วนตัว เช่น การรับประทานอาหารกับอดีตนายกรัฐมนตรีหรือการทำบุญ มาบิดเบือนเพื่อสร้างเรื่องราว ก็เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ปากกล้าขาสั่น อย่ามาเล่นกับผม” และยืนยันว่าจะฟ้องทุกคนที่คอมเมนต์หรือพูดจาในสภาที่ทำให้เขาเสียหาย โดยตอนนี้มีคดีฟ้องไปแล้วกว่า 100 คดี

การตอบโต้ต่อข้อกล่าวหาเรื่องสแกมเมอร์

เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับนายเบน สมิธ ร้อยเอกธรรมนัส ตอบกลับอย่างแรงว่า “สแกมเมอร์จะบ้าหรือไง คนอย่างผมไปยุ่งกับสแกมเมอร์” เขายังเผยว่าตนเองมีส่วนช่วยเหลือในการจับกุมสแกมเมอร์ โดยประสานงานกับตำรวจไซเบอร์มาตลอด และเรียกร้องให้ผู้กล่าวหาต้องรับผิดชอบต่อคำพูดที่ไม่มีมูลจริง สำหรับบุคคลที่ถูกพาดพิง เขายืนยันว่าเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจถูกกฎหมาย แต่ได้รับความเสียหายจากข่าวลือเหล่านี้ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ยังแสดงความมั่นใจในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่เตรียมเชิญเขาไปให้ข้อมูล โดยกล่าวว่า “เชิญสิครับ พร้อม คุณเตรียมตัวก็แล้วกัน สำนักข่าวที่นำเสนอแบบผิดๆ จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคุณจะกลับหลังหันไม่ทัน” เขายืนยันว่าไม่โกรธ แต่หากใครกล้าพูด ก็ต้องพร้อมรับชะตากรรม เช่น ไปขึ้นศาลที่พะเยา และไม่ยอมรับคำขอโทษเพื่อถอนฟ้อง

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย โดยเฉพาะการใช้อภิปรายในสภาเพื่อโจมตีคู่แข่ง ซึ่งอาจนำไปสู่คดีความจำนวนมาก ร้อยเอกธรรมนัส ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การที่ถูกโจมตีแบบนี้กลับทำให้เขาดู “หล่อขึ้นสวยขึ้น” และไม่หนักใจเพราะผ่านอะไรมาเยอะแล้ว แต่เสียงดังในสัมภาษณ์นั้นเพื่ออธิบายว่าต้องพร้อมรับผลที่ตามมาเมื่อพูดเรื่องไม่จริง

  • จุดสำคัญ: ร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์
  • การดำเนินคดี: ฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง รวมค่าเสียหายพันล้าน
  • คำเตือน: พูดเรื่องไม่จริงต้องรับชะตากรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าการโจมตีส่วนตัว หากคุณสนใจประเด็นการเมืองล่าสุด สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง

ที่มา – “ธรรมนัส” จ่อฟ้อง “โรม” พาดพิงรู้จัก “เบน สมิธ” เตือนพูดเรื่องไม่จริงต้องพร้อมรับชะตากรรม

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 สมาคมอุทยานแห่งชาติได้เคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น โดยบุกไปที่สภาเพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เกี่ยวกับการบุกรุกป่าไม้อย่างหนัก นำโดยนายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ และนายวันชัย อรุณประภารัตน์ นายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งสองสมาคมได้ยื่นหนังสือคัดค้านต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ กรณีร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชนและพรรคประชาชาติ

สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช เปิดเผยถึงเหตุผลหลักในการคัดค้านว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ นี้ไม่เพียงแต่จะยกเลิกโทษให้ผู้บุกรุกป่าเท่านั้น แต่ยังมีการหลบซ่อนเจตนาที่จะคืนที่ดินของรัฐที่ถูกยึดคืนแล้วให้กลับไปเป็นของผู้บุกรุกเดิม ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่ง นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังมีผลย้อนหลังไปถึงก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้เปิดช่องให้บุคคลทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า นายทุนใหญ่ ผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่นักการเมืองที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ไปด้วย

การบุกรุกป่าไม้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน สมาคมอุทยานฯ มองว่าร่างกฎหมายนี้จะยิ่งเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ครอบครองป่าอย่างผิดกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่พึ่งพาทรัพยากรป่าไม้ หากปล่อยให้ผ่านไป อาจนำไปสู่การสูญเสียป่าไม้เพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบต่อระบบนิเวศ การป้องกันน้ำท่วม และความหลากหลายทางชีวภาพ

ขั้นตอนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า

เพื่อต่อต้านอย่างเด็ดขาด สมาคมฯ วางแผนเดินหน้าคัดค้านหลายช่องทาง ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ จะมีการนัดยื่นหนังสือต่อ สว. ชีวะภาพ ชีวะธรรม เพื่อรวบรวมเสียง สว. ให้ครบ 25 คน แล้วส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญและมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดจริง ส.ส. ที่เสนอและรับหลักการอาจถูกตัดสิทธิทางการเมือง ส่วนพรรคการเมืองที่เสนออาจถูกยุบพรรคได้ นอกจากนี้ กลางเดือนตุลาคม สมาคมฯ จะยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

ปัญหาการบุกรุกป่าในประเทศไทยมีมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าทะลุซอยที่ถูกครอบครองโดยกลุ่มทุนใหญ่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องป่าไม้ ซึ่งเป็นมรดกธรรมชาติของชาติ การนิรโทษกรรมเช่นนี้จึงถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต สมาคมอุทยานฯ จึงเรียกร้องให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันคัดค้าน เพื่อรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การบุกรุกป่าเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ
  • ผลกระทบทางกฎหมาย: อาจนำไปสู่การละเมิดรัฐธรรมนูญ
  • ผลกระทบต่อสังคม: เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนมากกว่าประชาชน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยังชี้ว่าการปกป้องป่าไม้เป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากร่างกฎหมายนี้ผ่าน ไทยอาจสูญเสียพื้นที่ป่าอีกมาก ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่ออนาคตของชาติ

ในฐานะที่ปรึกษาด้าน SEO สำหรับบล็อกสิ่งแวดล้อม การนำเสนอประเด็นเช่น สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค ช่วยเพิ่มการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้อ่าน หากคุณสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมลงชื่อคัดค้าน เพื่อปกป้องป่าไม้ของเรา

สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวของสมาคมอุทยานฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมายและธรรมชาติ หวังว่าประชาชนจะตื่นตัวและสนับสนุนการคัดค้านนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – สมาคมอุทยานฯ บุกสภาค้านหนัก พ.ร.บ.นิรโทษฯรุกป่า ชี้โทษถึงขั้นยุบพรรค

พัทลุงเปิดงานแข่งโพน ลากพระ ชิงถ้วยพระราชทาน

จังหวัดพัทลุงกำลังคึกคักไปด้วยบรรยากาศแห่งประเพณีอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ งานนี้ไม่เพียงแต่สืบสานประเพณีเก่าแก่ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนของพัทลุง

จ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในค่ำคืนวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ เวทีกลางหน้าสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พัทลุง นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ และอดีตนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดงานประเพณีนี้อย่างเป็นทางการ งานจ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ตุลาคม 2568 โดยความร่วมมือจาก อบจ.พัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง สถานที่จัดงานอยู่หน้าสำนักงาน อบจ.พัทลุง และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย

การแข่งขันโพนในครั้งนี้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ที่หลากหลาย เพื่อให้ทุกกลุ่มอายุมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นโพนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และโพนเยาวชน การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้งานนี้มีความสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันลากพระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน สร้างความตื่นเต้นและสีสันให้กับผู้ชม

ภาพงานประเพณีแข่งโพน พัทลุง

กิจกรรมเด่นในงานประเพณีแข่งโพน-ลากพระ

นอกจากการแข่งขันหลักแล้ว งานจ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยว

  • การประกวดเรือพระและขบวนแห่เรือพระ: ชมความสวยงามและความประณีตของเรือที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตร ซึ่งสะท้อนถึงฝีมือช่างท้องถิ่น
  • การประกวดธิดาโพนและหนุ่มโพนเมืองลุง: กิจกรรมที่คัดเลือกสาวงามและหนุ่มหล่อในชุดประจำท้องถิ่น เพิ่มความสนุกสนานและบรรยากาศแห่งเทศกาล
  • การแข่งขันซัดต้ม: กีฬาท้องถิ่นที่ทดสอบความแข็งแกร่งและทีมเวิร์คของผู้เข้าแข่งขัน
  • การแสดงดนตรีลูกทุ่งของนักเรียน: เด็กเยาวชนจากโรงเรียนในพื้นที่มาร่วมแสดงเพลงพื้นบ้าน สร้างแรงบันดาลใจให้ نسلใหม่รักวัฒนธรรม
  • ถนนคนเดิน: พื้นที่สำหรับค้าขายสินค้าท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และสินค้าพื้นบ้าน ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย
ภาพขบวนแห่ในงานพัทลุง

งานนี้ถือเป็นการแข่งขันโพนชิงถ้วยพระราชทานเพียงแห่งเดียวในประเทศ ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ผู้เข้าร่วมงานไม่เพียงได้เพลิดเพลินกับการแสดงและการแข่งขัน แต่ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและอาหารพื้นบ้านของชาวพัทลุงที่แสนอร่อย เช่น ขนมโพน วุ้นกะทิ และอาหารทะเลสดใหม่

ประโยชน์ของงานประเพณีต่อชุมชนพัทลุง

การจัดงานจ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ ไม่ได้มุ่งแต่ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชาวบ้านในพื้นที่ต่างตื่นตัวกับการเตรียมงาน ทำให้เกิดรายได้จากการขายสินค้าและบริการ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสอนลูกหลานให้รู้จักประเพณีบรรพบุรุษ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ลองมาเยือนพัทลุงในช่วงนี้ แล้วคุณจะได้เห็นความงดงามของประเพณีไทยที่แท้จริง อย่าพลาดโอกาสนี้ในการเข้าร่วมงานและสร้างความทรงจำ难忘

ที่มา – จ.พัทลุง จัดยิ่งใหญ่ เปิดงานประเพณี “แข่งโพน-ลากพระ” ชิงถ้วยพระราชทานฯ

หวังให้ซากะโชว์ – ทีม FPL ประจำสัปดาห์

ความลำบากเชิงสัมพัทธ์ของลิเวอร์พูล, ฟอร์มของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ และการเดินทางที่ยากลำบากไปยังเชลซี ทำให้ง่ายต่อการละเลยสินทรัพย์ของพวกเขาและยึดติดกับเออร์ลิง ฮาลันด์ที่กำลังร้อนแรงเป็นกัปตันในสัปดาห์นี้

และถ้าคุณยังไม่ได้ทำ นี่คือสัญญาณของคุณในการโหลดผู้เล่นอาร์เซนอล เนื่องจากพวกเขามีเส้นทางที่ดีที่สุดของทีมใด ๆ ในหกเกมสัปดาห์ถัดไป

นี่คือทีม FPL ประจำสัปดาห์ของคุณ

ทีมประจำสัปดาห์ถูกเลือกตามราคา FPL ปัจจุบันเพื่อให้พอดีกับงบ £100m เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่น Free Hit

อย่าพลาด Q&A พิเศษ FPL กับผู้เชี่ยวชาญ FPL Heisenberg สดบนเว็บไซต์ BBC Sport เวลา 15:30 BST ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม

ทีมสัปดาห์ที่แล้วทำผลงานอย่างไร?

มันคือการแสดงของเออร์ลิง ฮาลันด์และอ็องตวน เซเมนโย โดยไม่มีผู้เล่นอื่นที่คืนทุน สรุป ทั้งหมด 53 คะแนน

หวังให้ซากะโชว์ – ทีม FPL ประจำสัปดาห์ที่เจ็ด

ผู้รักษาประตูและแนวรับ

นิก โปป์, นิวคาสเซิ่ล, ผู้รักษาประตู, £5m – น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (h)

นิวคาสเซิ่ลมีจำนวนคลีนชีตมากกว่าทีมใด (4) ในขณะที่ฟอเรสต์ทำประตูได้เพียงหนึ่งลูกในสี่เกมล่าสุด

ผู้จัดการ FPL กำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในทีมเซอร์ไพรส์ฤดูกาลที่แล้ว

แม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนยิง (22) มากที่สุดของทีมใดในสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ยากที่จะเชื่อมั่นในพวกเขาเมื่อต้องเล่นนอกบ้านกับแนวรับที่แข็งแกร่งของนิวคาสเซิ่ล – มีเพียงอาร์เซนอล (3.9) ที่มี expected goals conceded (xGC) ต่ำกว่านิวคาสเซิ่ลที่ 4.6

มาร์กอส เซเนซี่, บอร์นมัธ, £4.9m – ฟูลแฮม (h)

มีเหตุผลในการเลือกเซเนซี่

1 – แนวรับของบอร์นมัธแทบไม่สะดุดแม้จะสูญเสียผู้เล่นหลักสามคนในช่วงซัมเมอร์ พิจารณาพวกเขาเป็นตัวเลือกที่ดีโดยรวม

2 – คุณอาจสังเกตเห็นว่าเขากลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคะแนนการมีส่วนร่วมทาง防守 (defcon) โดยมีโบนัสสองคะแนนในห้าจากหกเกม

3 – ฟูลแฮมอาจขาดกองหน้าที่มีประสบการณ์ โดยโรดริโก มูนิซและราอูล ฮิเมเนซอาจบาดเจ็บทั้งคู่

กาเบรียล (£6.2m) และเจอร์เรียน ทิมเบอร์ (£5.8m), อาร์เซนอล – เวสต์แฮม (h)

เวสต์แฮม (h), ฟูลแฮม (a), คริสตัล พาเลซ (h), ซันเดอร์แลนด์ (a), เบิร์นลีย์ (a)

นั่นคือเส้นทางที่หวานสำหรับอาร์เซนอล และมันสมเหตุสมผลที่จะลงทุนในแนวรับของพวกเขา

กาเบรียลเพิ่มภัยคุกคามทำประตูที่ชัดเจนให้กับโอกาสคลีนชีตที่แข็งแกร่ง – เขาถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนนาทีที่ 60 ในกลางสัปดาห์ แต่ดูเหมือนจะเป็นการป้องกัน

ในขณะที่ทิมเบอร์ – นอกเหนือจากการทำสองประตูกับลีดส์ – ได้ทำแปดปาสีและสร้างโอกาสใหญ่สองครั้ง ไม่มีผู้เล่นอาร์เซนอลคนไหนทำได้มากกว่านี้

แดน เบิร์น, นิวคาสเซิ่ล, £5m – น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (h)

เลือกเบิร์นด้วยเหตุผลเดียวกับผู้รักษาประตูโปป์

เขากำลังเผชิญหน้ากับทีมฟอเรสต์ที่ไร้ฟัน และเบิร์นสะสมคะแนน defcon ในสามจากหกเกม

กองกลาง

หวังให้ซากะโชว์ฟอร์มเด็ด

อ็องตวน เซเมนโย, บอร์นมัธ, £7.8m – ฟูลแฮม (h)

ชื่อแรกในรายชื่อตัวจริงในตอนนี้ เซเมนโยล้มเหลวในการคืนทุนเพียงเกมเดียวในฤดูกาลนี้ – set and forget

ไบรอัน เอ็มเบโม, แมนฯ ยูไนเต็ด, £8.1m – ซันเดอร์แลนด์ (h)

เอ็มเบโมถึงเวลาที่แล้ว! มีจำนวนยิงมากกว่ากองกลางคนอื่น และมีเพียงเซเมนโยที่ยิงในกรอบมากกว่า

รวมกับ xG สูงสุดในลีกของยูไนเต็ด คุณรู้สึกว่ากำลังจะมี haul มา

นั่นจะเกิดขึ้นกับซันเดอร์แลนด์ไหม? พวกเขายอดเยี่ยมในด้าน防守และปิดน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ไว้สัปดาห์ที่แล้ว แต่คุณยังคงชื่นชอบยูไนเต็ดที่จะทำประตูสองสามลูกที่บ้าน – ภัยคุกคามรุกของพวกเขาไม่ได้เป็นปัญหาในฤดูกาลนี้

บุคาโย ซากะ, อาร์เซนอล, £9.8m – เวสต์แฮม (h)

ซากะคือผู้ชายที่ถูกลืมใน FPL หลังจากอาการบาดเจ็บต้นฤดูกาล แต่เส้นทางเกมที่ juicy สำหรับอาร์เซนอล โดยเริ่มจากเวสต์แฮมที่กำลังดิ้นรน หมายความว่าเขาอาจกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในเร็ว ๆ นี้

แนวรับของเวสต์แฮมไม่ได้น่าประทับใจในเกมแรกภายใต้นูโน เอสปิริโต ซานโต และแน่นอนว่าจะไม่น่ากลัวปืนใหญ่

ซากะจะกลับมาลุ้นจุดโทษจากวิคเตอร์ โกเคเรสตอนที่ฟิตอีกครั้งไหม? เขาเป็นตัวเลือกที่ดีโดยไม่ต้อง และยอดเยี่ยมถ้ามี

อิสมายลา ซาร์, คริสตัล พาเลซ, £6.4m – เอฟเวอร์ตัน (a)

ต่อการเริ่มต้น ซาร์มี xG สูงสุดในหมูากองกลาง (เขาอยู่อันดับเจ็ดในสถิตินั้นฤดูกาลที่แล้ว)

เขาทำประตูในสามจากสี่การเริ่มต้นและเผชิญหน้ากับเอฟเวอร์ตันที่ฟอร์มตกในสามเกมล่าสุด – ไม่เหมือนพาเลซที่ไม่แพ้ 18 นัด

กองหน้า

เออร์ลิง ฮาลันด์ (กัปตัน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้, £14.4m – เบรนท์ฟอร์ด (a)

ยากที่จะทิ้งฮาลันด์ออกจากทีมในตอนนี้ไม่ว่าจะเจอคู่แข่งไหน แต่การเดินทางไปเบรนท์ฟอร์ดนี้เป็นเกมที่เอื้ออำนวย

เดอะบีส์มีแนวรับที่อยู่ในท็อปโฟร์จากล่างสำหรับประตูที่เสียและ expected goals conceded มีเพียงเบิร์นลีย์ที่ยอมรับยิงมากกว่า

ออลลี่ วัตคินส์, แอสตัน วิลล่า, £8.7m – เบิร์นลีย์ (h)

วัตคินส์ทำประตูได้ในที่สุดสำหรับฤดูกาลและวิลล่าก็เช่นกัน – พวกเขาจะผลิตฟุตบอลที่ดีกว่านี้ในช่วงที่เหลือของฤดูกาลแน่นอน

กองหน้าอังกฤษไม่ได้ยอดเยี่ยมเท่าไหร่ ด้วยยิงเพียงเก้าทั่วฤดูกาล

แต่เขากำลังเผชิญหน้ากับแนวรับที่แย่ที่สุดในลีกและมีประวัติสามฤดูกาลติดต่อกันอย่างน้อย 15 ประตู ดังนั้นมั่นใจในการเริ่มต้นเขา

ม้านั่งสำรอง

คาร์ล ดาร์โลว์, ลีดส์, £4m, ผู้รักษาประตู – สเปอร์ส (h)

โมอิเซส ไกเซโด, เชลซี, £5.7m – ลิเวอร์พูล (h)

โอมาร์ อัลเดเรเต้, ซันเดอร์แลนด์, £4.1m, แนวรับ – แมนฯ ยูไนเต็ด (a)

ไลล์ ฟอสเตอร์, เบิร์นลีย์, £5m, กองหน้า – แอสตัน วิลล่า (a)

ต้นทุนทีมรวม: £96.9m

หวังให้ซากะโชว์ฟอร์มเด็ดใน FPL สัปดาห์นี้! ถ้าคุณกำลังมองหาทีมที่สมดุลและมีโอกาสคืนทุนสูง ลองนำทีมนี้ไปปรับใช้ดู เพื่อเพิ่มคะแนนใน Fantasy Premier League ของคุณ

ที่มา – Hoping for a Saka show – FPL team of the week

ทักษิณ ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ กระทรวงยุติธรรม

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยล่าสุดมีข่าวว่า “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อพิจารณาใหม่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองธรรมดา แต่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมและการเมืองที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น

ทักษิณ ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ กระทรวงยุติธรรม

วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับกรณีที่นายทักษิณได้ยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่สอง หลังจากรอบแรกไม่เป็นผล รมว.ยุติธรรมคนใหม่ได้เปิดเผยว่ากรณี “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 นั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมแล้ว เพื่อให้มีการพิจารณาข้อกฎหมายใหม่ โดยได้มอบหมายให้ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาช่วยตรวจสอบและประมวลผล

กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนเดิมได้เสนอเรื่องไปยัง สลค. แต่ตอนนี้เรื่องถูกส่งกลับมาให้คนใหม่ เพื่อให้มีความเห็นส่วนตัวก่อนเสนอกลับไปใหม่ รมว.รุทธพล ระบุว่า จะให้เวลาคณะกรรมการ 3 วัน คาดว่าจะสรุปได้ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม หรือจันทร์ที่ 6 ตุลาคม จากนั้นจึงนำเสนอ สลค. อีกครั้ง เหตุผลหลักคือ เพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดกระบวนการขออภัยโทษของทักษิณ

การยื่นขออภัยโทษของนายทักษิณครั้งนี้ถือเป็นรอบที่สอง หลังจากรอบแรกที่ยื่นไปยังพระบรมมหาราชวังผ่าน สลค. ไม่ได้รับการอนุมัติ กรณีนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่นายทักษิณถูกตัดสินจำคุก โดยเฉพาะคดีหมิ่นพระบรมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นคดีเก่าที่สร้างความฮือฮาในสังคมไทยมานาน กระทรวงยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบว่าการขออภัยโทษนี้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2528 หรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ สลค. ส่งเรื่องกลับกระทรวงยุติธรรม แสดงให้เห็นว่ามีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขของผู้ต้องขัง การมีพฤติกรรมที่ดี และเหตุผลที่สมควรได้รับอภัยโทษ นอกจากนี้ ยังอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องรีเซ็ตกระบวนการใหม่

  • การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อกฎหมาย
  • กำหนดเวลา 3 วันในการสรุปผล
  • เสนอเรื่องกลับ สลค. หลังจาก รมว.ยุติธรรมพิจารณา
  • เหตุผลหลัก: เพื่อความโปร่งใสและถูกต้อง

นอกจากประเด็นหลักแล้ว กรณีนี้ยังจุดประกายให้สังคมไทยถกเถียงกันถึงความยุติธรรมในระบบกฎหมาย โดยเฉพาะสำหรับบุคคลสำคัญทางการเมือง ผู้สนับสนุนนายทักษิณมองว่านี่เป็นโอกาสให้เขาได้กลับสู่สังคมอย่างสงบสุข ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกังวลว่าจะเป็นการแทรกแซงจากอิทธิพลทางการเมือง

ในแง่กว้างขึ้น การขออภัยโทษไม่ใช่เรื่องแปลกในไทย แต่สำหรับคดีของทักษิณ มันเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของเขา ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ หากคณะกรรมการสรุปว่าสามารถขอได้ อาจนำไปสู่การพิจารณาจากพระบรมมหาราชวังในที่สุด

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมต้องยึดหลักกฎหมายเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบยุติธรรมไทยในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองไทยเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – “ทักษิณ” ยื่นทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษรอบ 2 สลค. ส่งเรื่องกลับ “กระทรวงยุติธรรม”

Scroll to top