ข่าวทั่วไป

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืน มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ โดยเจ้าของที่ดินที่มีชื่อถือครอง ได้นำหลักฐานพร้อมมอบฉันทะที่ดินคืนให้กับทางมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสองมูลนิธิเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ เกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ในโครงการต่างๆ โดยในเช้าวันดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี สรวีย์ เหมือนเพ็ชร นายอำเภอหนองม่วง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ลงพื้นที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์

การตรวจสอบในครั้งนี้ มีเพียงผู้ดูแลโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ให้การต้อนรับ และนำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์นิเวศน์ให้คณะตรวจสอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการของโครงการเข้าร่วมชี้แจง ซึ่งผลการตรวจสอบในวันแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

การดำเนินการโอนที่ดินคืนมูลนิธิ

นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ บุญยกาญจนพล รองประธานมูลนิธิอาทรประชานาถ ได้นำหลักฐานเอกสารการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 4 แปลง ที่ผู้ถือครองอยู่และมีการมอบฉันทะให้มาดำเนินการโอนที่ดินให้กับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ รวมทั้งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอนที่ดินของผู้ที่ถือครองในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ เพื่อโอนให้กับทางมูลนิธิธรรมรักษ์ไปดำเนินการต่อ โดยมูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดินทั้งหมด

นายเฉลิมพล พลมุข เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินเป็นไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอโคกเจริญ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนไร่ได้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้เจ้าของที่ดินได้มอบอำนาจให้ดำเนินการโอนคืน และต้องตรวจสอบจำนวนผู้มอบอำนาจให้ชัดเจน สำหรับโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก็มีการโอนคืนมาแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 ซึ่งได้โอนให้กรมสามัญศึกษาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือที่ดินที่มีชื่ออดีตไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ครอบครอง มีประมาณ 740 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของทายาท

การดำเนินการผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เฝ้าดูความโปร่งใส และความเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง การที่มูลนิธิต่างๆ ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค และประชาชนทั่วไป

ทำไมการโอนที่ดินคืนจึงสำคัญ?

การที่ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความโปร่งใสขององค์กร การคืนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ยากไร้และส่งเสริมการศึกษา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของมูลนิธิในสายตาของสาธารณชน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

สส.แจ้งความ! สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับหญิงสาวที่ใช้เบอร์โทรศัพท์ปริศนาติดต่อมาเพื่อขอซื้อเสียงโหวตในร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ โดยนายชัชวาลได้มอบหลักฐานเป็นคลิปเสียงสนทนาทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 มาตรา 176

นายชัชวาลให้สัมภาษณ์ว่า จุดประสงค์ของการแจ้งความครั้งนี้คือต้องการให้มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ปรากฏชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนา ในคลิปเสียง เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวกับที่ติดต่อ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 ของพรรค ซึ่งได้มีการพบปะพูดคุยกันแล้ว นายชัชวาลมองว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่การใช้นอมินีเพียงชั้นเดียว แต่อาจมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น การตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจมากน้อยเพียงใดอาจไม่สำคัญเท่ากับการสืบสวนว่าใครเป็นผู้สั่งการ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า

นายชัชวาลย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 เมื่อหญิงคนดังกล่าวได้ติดต่อกับ สส.วีรนันท์ก่อน โดยระหว่างการสนทนามีการพูดคุยกับบุคคลที่สามด้วย จากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 หญิงคนนี้ได้โทรศัพท์มาหานายชัชวาลโดยตรง

ทั้งนี้ นายชัชวาลกล่าวว่า “ขอย้ำอีกครั้ง ผมไม่เคยกล่าวหาใคร เพราะอาจเป็นขบวนการสร้างเรื่องเพื่อต้องการดิสเครดิต สส. ของพรรคประชาชนก็ได้”

ตำรวจเร่งสอบสวน “สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต”

นายชัชวาลกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนาของผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะสามารถเรียกตัวมาสอบสวนได้อย่างไม่ยาก ทุกอย่างจะได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือการที่ สส.พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านการทุจริตและการซื้อเสียงในวงการการเมือง การที่นายชัชวาลเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีขบวนการดิสเครดิตอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นการเปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาถึงแรงจูงใจและความซับซ้อนของเรื่องนี้

การดำเนินการของ สส. ชัชวาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มคนที่คิดจะใช้วิธีการที่ไม่สุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การเปิดโปงขบวนการสส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา

การที่ สส. ชัชวาลเน้นย้ำว่า เขาไม่ได้กล่าวหาใคร แต่ต้องการให้มีการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ถือเป็นท่าทีที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล การปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อเสียง หากเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนจนพบผู้บงการเบื้องหลังได้ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

การที่ สส. กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้หรือไม่ และจะมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไร เพราะผลลัพธ์ของคดีนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและอนาคตของการเมืองไทย

การที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา จะช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงและผลกระทบที่เกิดขึ้น การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่สนับสนุนการซื้อเสียง และเลือกนักการเมืองที่มีคุณธรรม จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหานี้

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออก วัดพระบาทน้ำพุ

คณะกรรมการวัดยืนยัน “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดบอกหากลาออกจริง ต้องได้รับหนังสือแล้ว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยลูกศิษย์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยว่า ตอนนี้หนังสือในการยื่นลาออกยังไม่มาถึงตนเอง หากมีการลาออกจริง ตนต้องได้รับหนังสือแล้ว และจะต้องส่งต่อไปยังเจ้าคณะอำเภอ จากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจะต้องลงนามแล้วส่งขึ้นไปให้เจ้าคณะจังหวัดได้ลงนามเป็นองค์สุดท้าย จึงจะถือว่าการลาออกจากเจ้าอาวาสเสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือก็ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เหตุผลที่ยังไม่ลาออกของ หลวงพ่ออลงกต

ส่วนการที่ท่านจะลาออกนั้น คงจะเป็นเหตุผลที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้เจ้าหน้าที่มาสอบสวนได้ ซึ่งการที่มีตำแหน่งอยู่ก็จะถือว่าไม่ใช่พระสงฆ์ทั่วไป เหมือนยังรับราชการอยู่นั่นเอง ทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่ศรัทธาในวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะและบทบาทของหลวงพ่ออลงกต ในการดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัดได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินงานของวัดจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีทีมงานและผู้ช่วยที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่

ข่าวการลาออกที่ยังไม่เป็นความจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม การยืนยันจากคณะกรรมการวัดและเจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุและพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดแห่งนี้

การที่หลวงพ่ออลงกตยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ร่วมกันสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุและเป็นกำลังใจให้หลวงพ่ออลงกตกันนะคะ!

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

คนไทยสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% ดีลอยท์เผย

ดีลอยท์ เผยผลสำรวจ พบว่า คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยปัจจัยเรื่องค่าครองชีพ และความคุ้มค่ายังเป็นจุดสำคัญ ทำให้การเลือกรถไฟฟ้า BEV ปรับตัวลง

นายมงคล สมผล Automotive Sector Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 1,000 คน พบว่าคนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% จากปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สวนทางกับแนวโน้มทั่วโลก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รถยนต์สันดาปเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม ไทยก็เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีสัดส่วนความสนใจประเภทเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสมดุลกัน โดย 36% ของผู้บริโภคไทยกล่าวว่า รถคันต่อไปที่จะซื้อเป็นรถสันดาป ตามมาด้วยปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV ที่ 21% รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ที่ 20% และไฮบริด หรือ HEV ที่ 17% ซึ่งถ้าเทียบกับภูมิภาค ยกเว้นสิงคโปร์ ผู้ทำแบบสอบถามจะสนใจรถยนต์สันดาปมากกว่า 50%

ขณะที่การขาดแคลนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยน่ากังวลหลัก แต่คนไทยกลับกังวลเรื่องนี้น้อยสุดในภูมิภาคและปรับตัวลงกว่า 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 26% ในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จของประเทศที่เพิ่มขึ้น

แต่สิ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุด คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ระยะทางการวิ่ง และระยะเวลาการชาร์จ โดยผลสำรวจระบุว่า คนไทยมีพฤติกรรมใจร้อนที่สุดในภูมิภาค และเกือบครึ่งคาดหวังว่าแบตเตอรี่รถ BEV ควรจะชาร์จจาก 0% ถึง 80% ภายในไม่เกิน 20 นาที

เมื่อเจาะจงก็พบว่า 40% คาดหวังว่าการชาร์จหนึ่งครั้งต้องเดินทางได้มากกว่า 400 กม.ขึ้นไป โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการชาร์จรถนอกบ้าน คือ เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ความปลอดภัยส่วนบุคคล และจุดที่ตั้งหาง่ายเข้าถึงสะดวก

ส่วนปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนไทยสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามลำดับ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงถูกลง สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์การขับขี่ เช่น เสียงเงียบ หรือการเร่งตัวดี และมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งภูมิภาคต่างตั้งใจว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อรถยนต์คันต่อไป และให้ความสำคัญของภาพลักษณ์ของแบรนด์กับความคุ้นเคยรถยนต์น้อยลงไปอยู่เป็น อันดับที่ 5 และ 6 ในการตัดสินใจเลือกซื้อ

โดยคนในไทยให้ความสำคัญมากที่สุด คือ คุณภาพตัวรถ ราคา และออฟชั่น หรือฟีเจอร์ต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์จากคุณค่าที่จับต้องได้ของตัวรถยนต์ มากกว่าการพิจารณาเรื่องแบรนด์

นายโชดก ปัญญาวรานันท์ ผู้จัดการอาวุโส แผนก Growth ดีลอยท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในไทยมีแนวโน้มที่จะขับรถทางไกลต่อเดือนมากสุดในภูมิภาค (มากกว่า 100 กม.) และครึ่งหนึ่งใช้รถยนต์ทุกวัน เพราะฉะนั้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะเป็นสิ่งยังจำเป็นต้องทำต่อไป

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนไทยต้องการลดความจำเป็นในการไปเยี่ยมชมตัวแทนจำหน่ายด้วยตนเอง ในขณะที่ 93% ยังยืนยันว่าต้องการสัมผัสรถยนต์จริงก่อนซื้อ และ 90% ต้องการทดลองขับก่อน สะท้อนถึงความต้องการประสบการณ์ในการซื้อแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์

เมื่อเทียบกับภูมิภาค คนไทยให้ความสำคัญมากที่สุดกับรถยนต์ประกอบในประเทศ ซึ่ง 71% มองเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพการประกอบรถยนต์ของไทย และอาจรวมถึงราคาที่ถูกลงตามมาด้วย

นอกจากนี้ ยังให้ความไว้วางใจตัวแทนจำหน่าย หรือ Dealer มากกว่าผู้ผลิตในการบริหารจัดการข้อมูลของรถ ตอกย้ำบทบาทที่สำคัญของเครือข่าย Dealer ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาคที่เชื่อมั่นในผู้ผลิตรถยนต์เป็นหลัก

“ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไวกว่าที่คิด การนำเสนอสินค้าและบริการที่ครอบคลุมและตอบทุกโจทย์ของผู้บริโภค อาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการมุ่งพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว”

แต่ปัจจัยกดดันตอนนี้สำหรับผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในไทย คือสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากไทยมีหนี้เสียที่มีอยู่ระบบมาก จนทำให้ธนาคารเคร่งครัดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงตัวเลขยอดขายรถมือสองเพิ่มขึ้นเป็นอุปสรรคต่อรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อรถยนต์สันดาปที่มีวงจรอะไหล่ครบถ้วน เข้าถึงง่ายกว่า มูลค่าในการขายต่อที่ดี และเบี้ยประกันรถที่คาดเดาได้

ดีลอยท์ พบว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อายุระหว่าง 18-34 ปีมีแนวโน้มชัดเจนว่าสนใจครอบครองรถยนต์ส่วนตัวน้อยลง แต่หันไปเลือกใช้บริการเดินทางรวมครบวงจร เช่น การประสานแพล็ตฟอร์ม Carsharing เข้ากับขนส่งมวลชน หรือ Mobility-as-a-Service (MaaS) มากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ (55%) รองจากเวียดนาม (67%) และอินโดนีเซีย (58%)

รวมถึง สอดคล้องกับความสนใจในบริการรถยนต์แบบบอกรับสมาชิก (Subscription) ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ของภูมิภาค (49%) รองจากเวียดนาม (66%) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในระบบนิเวศยานยนต์ในการปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้น

“แม้ว่าบรรยากาศในอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะในประเทศไทยขณะนี้อาจดูไม่คึกคัก แต่สิ่งที่สำคัญคือการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทาย แต่ยังแฝงไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้”

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในภูมิภาคเปิดรับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในรถยนต์อย่างกว้างขวาง โดยคนไทย (75%) มองว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบของยานยนต์เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเป็นอันดับที่สามในภูมิภาคตามหลังเวียดนาม (84%) และอินโดนีเซีย (78%) เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมในระดับสูงเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคในไทย 74% มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในภูมิภาคกลับแสดงความกังวลหากอนาคตใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทควบคุมการขับขี่โดยตรง โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคเกือบครึ่งหนึ่งแสดงความกังวลต่อการมีรถยนต์ไร้คนขับในพื้นที่ใกล้บ้าน และความกังวลนี้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกเมื่อเป็นกรณีของรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติบนทางหลวง ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีการให้บริการในภูมิภาคก็ตาม

นายซองจิน ลี Southeast Asia Automotive Sector Leader, ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีขนาดใหญ่ ระบบนิเวศซับซ้อนและหยั่งรากลึก เมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะเกิดผลกระทบขนาดใหญ่และระยะยาว ดังนั้น ต้องคำนึงถึงมุมมอง ความต้องการ และความพร้อมของผู้บริโภคเป็นพื้นฐานสำคัญ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา รวดเร็ว โดยผู้ซื้อเริ่มมองรถยนต์ไม่ใช่เป็นเพียงสินทรัพย์การลงทุนระยะยาว แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องตอบสนองความต้องการในปัจจุบันและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แนวโน้มนี้บ่งชี้ว่ารถยนต์อาจเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว หรือ FMCG ที่ถูกจับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในอนาคต

คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%

ทำไมคนไทยถึงหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%?

จากผลสำรวจของดีลอยท์นี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ อย่าลืมพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้รอบด้าน

คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ดีลอยท์ เผยผลสำรวจ พบคนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

รัฐบาลจัดงาน “รัชกาลที่ 8” ครบ 100 ปี

รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาส“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในวันที่ 20 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดงานในครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในนามรัฐบาลแล้ว

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างสมพระเกียรติ โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • พิธีบวงสรวงและแถลงข่าว: วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
  • กิจกรรมระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568: จัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ

  • พิธีทางศาสนา: พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน เวลา 07.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ: วันเสาร์ที่ 20 กันยายน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและดวงตราไปรษณียากร: โดยกรมธนารักษ์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมรูป: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • กิจกรรมจิตอาสาถวายพระราชกุศล: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ: ถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
  • การแสดงเฉลิมพระเกียรติ และการสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม
  • การจัดร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์
  • นิทรรศการสวนแสงอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
  • กิจกรรม Night Museum พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ดิสสเทวมหาเถร)
  • กิจกรรมนพปูชนีย์ และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา “หมู่ ๙”
  • การประดับไฟโดยรอบบริเวณวัดสุทัศนเทพวราราม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือที่ระลึกเรื่อง “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงช่วงเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชย์ของ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เตรียมตัวพบกับกิจกรรมอันหลากหลายและยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทั่วประเทศ!

ที่มา – รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

“บิ๊กเล็ก” ลั่น! ไม่รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ยืนยันหนักแน่นว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน พร้อมเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

“หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

จากการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นหลักของการสัมภาษณ์อยู่ที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี-ตราด ที่มีกระแสข่าวว่าการประชุมไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เนื่องจากทางกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอต่างๆ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในหลายประเด็น เช่น เรื่องทุ่นระเบิดและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความคืบหน้ากรณีรั้วลวดหนามชายแดน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุมต่างๆ ที่ถูกเลื่อนออกไปนั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า “ไม่มีอะไร” และวิเคราะห์ว่าทางกัมพูชามักใช้ทีมงานชุดเดียวกันในการประชุมต่างๆ ทำให้การเจรจาอาจล่าช้า แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะมีการแบ่งทีมงานที่ชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน ซึ่งมีการกดดันจากมวลชนชาวกัมพูชาต่อทหารไทย หลังจากการติดตั้งรั้วลวดหนาม พล.อ.ณัฐพล อธิบายว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (JBC) ซึ่งจะต้องมีการชี้เขตแดนให้ชัดเจนต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุม สมช. ในวันนั้น จะมีมติให้ถอนรั้วลวดหนามออก เพื่อรักษาสันติภาพตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย พล.อ.ณัฐพล ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่จริงๆ รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก” ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความชัดเจนของ พล.อ.ณัฐพล ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน นั้น เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

กองทัพบกออกมาโต้ตอบข่าวปลอมที่เผยแพร่คลิปวิดีโอการรื้อถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากความเป็นจริง หลักเขตแดนที่ถูกต้องจะต้องมีข้อความสลักไว้ 3 ภาษาอย่างชัดเจน

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พันโทหญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการรื้อถอนหลักคอนกรีตบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพันโทหญิง ญดา ยืนยันว่าภาพที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน และไม่ใช่หลักเขตแดนที่แท้จริงอย่างแน่นอน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพบก พบว่าหลักคอนกรีตที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าวมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างไปจากหลักเขตแดนที่ได้มีการสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462-2463 อย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือหลักเขตแดนที่ถูกต้องตามสนธิสัญญานั้น จะต้องมีข้อความที่สลักไว้เป็น 3 ภาษาอย่างชัดเจน ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเขมร เพื่อเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องและเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

กองทัพบกเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกและความสับสนในสังคมได้ กองทัพบกตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทุกท่าน ในการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสารก่อนที่จะทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง จึงอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้ กองทัพบกจึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคดิจิทัลนี้ อย่าให้ข่าวปลอมอย่างกรณี กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม มาทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความแตกแยกในสังคม พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป

กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความปลอดภัยและความสงบสุขภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การที่กองทัพบกออกมา กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยของกองทัพที่มีต่อความรู้สึกของประชาชน และเป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

ที่สำคัญ อย่าลืมว่า กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม และขอให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูล ร่วมกันตรวจสอบข่าวสารและส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวลวง

ที่มา – กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

Scroll to top