ข่าวทั่วไป

ทบ.แจง! พื้นที่บ้านหนองจานอยู่ในเขตไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ “บ้านหนองจาน” ยืนยันว่าเป็นเขตแดนของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่กลับพบว่ามีการขยายชุมชน ซึ่งเป็นการละเมิด MOU43 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประท้วง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย กองทัพบกกล่าวว่า การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่การกำหนดแนวเขตแดน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 13.19 น. กองทัพบกได้ชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยมีประเด็นปัญหาหลักๆ 2 ส่วนคือ:

  1. พื้นที่อ้างสิทธิ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชายังตกลงเรื่องที่ตั้งหลักเขตแดนไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งของตนเอง จึงต้องใช้กลไกทวิภาคี เช่น JBC เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
  2. ในอดีต ช่วงสงครามภายในกัมพูชาปี 2520 รัฐบาลไทยได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว ด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสถานการณ์ปกติ พบว่ามีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่กลับประเทศ และยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การติดตั้งรั้วลวดหนามในบริเวณต่างๆ ไม่ใช่การวางแนวเขตแดน แต่เป็นการวางเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะการป้องกันการลักลอบใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย และเสริมความมั่นคงให้แก่ที่ตั้งกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสร้างถิ่นฐานถาวร ทั้งในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงหรือแก้ไขใดๆ ยืนยันว่าไทยแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนรุกล้ำอธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ และคอยดูว่าหากไทยดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมโลก

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องพื้นที่บ้านหนองจาน

การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยและการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกนำไปบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่เป็นธรรม ทางกองทัพบกจึงขอความร่วมมือในการสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ต่อไปยังสาธารณชน

ประเด็นบ้านหนองจาน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะมีความซับซ้อน แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย ชาวกัมพูชามาขยายชุมชน ละเมิด MOU 43

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

“ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทย สอบข้อเท็จจริง-สรุปรายงาน ปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์” รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ หลังผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันไม่ได้เซ็น ชี้ ยุคนี้ไม่ต้องเดินตามเหมือนก่อน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอในจังหวัดให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ตนได้สอบถามไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะนโยบายของตนพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องมาเดินตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนไม่มีใครมาเดินเหมือนสมัยก่อนที่เดินตามกันเป็นขบวน อธิบดีทุกคนต้องมาเดินตาม ของตนไม่มี เฉพาะตนที่มีปัญหาหรือคนที่มีงานจะต้องคุยกันก็มาแค่นั้น ตรงนี้ทำให้ดูแล้ว

ภูมิธรรม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ได้สอบถามไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการชี้แจงว่า มีคนทำหนังสือขึ้นมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ผู้ว่าฯ ไม่ได้เซ็นลงนาม เสร็จแล้วมีการสแกนขึ้นมา ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งไปแล้วว่าให้ไปตามหาให้ได้และชี้แจงกลับมา โดยให้ไปดำเนินการตามกระบวนการ เป็นเรื่องที่ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยจะต้องไปดูแล

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีการสอบถาม นายเดชอิศม์ หรือไม่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังเลย ตนยังไม่ได้เจอ เมื่อถามย้ำจะต้องมีคำสั่งลงไปหรือไม่ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะไปสอบถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้ทางปลัดเขารับที่จะไปดำเนินการ หาข้อสรุปมา และรายงานให้ตนทราบ.

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

จากกรณีที่มีหนังสือเวียนสั่งนายอำเภอ (นอภ.) ให้รับ “เดชอิศม์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในระหว่างลงพื้นที่ ล่าสุด “ภูมิธรรม” ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าล่าสุด: ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ออกมายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามถึงที่มาและความถูกต้องของหนังสือฉบับนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความชัดเจนว่านโยบายของตนคือการไม่ต้องการให้เกิดการเดินตามหรือการต้อนรับแบบเป็นขบวนเหมือนในอดีต

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือการทำงานที่เน้นความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากมีประเด็นปัญหาหรือเรื่องที่ต้องหารือก็จะมีการพูดคุยกันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากภาพในอดีตที่มักจะมีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก

ทางด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” อย่างละเอียด โดยจะต้องค้นหาต้นตอของผู้ที่ทำหนังสือดังกล่าวขึ้นมาและรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยเร็วที่สุด ขั้นตอนการดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้

ขณะนี้ยังไม่มีการสอบถามไปยังนายเดชอิศม์โดยตรงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไปหลังจากที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานให้มีความกระชับและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการและความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่หนังสือเวียนดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาโดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายืนยันว่าไม่ได้ลงนาม ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการภายในของกระทรวงมหาดไทย และความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการสื่อสารและการสั่งการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ที่จะป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและการกระทำที่ไม่เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

การแก้ไขปัญหาในระยะยาวอาจรวมถึงการทบทวนระเบียบปฏิบัติและคู่มือการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกระดับชั้น

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงและความสามารถในการนำพากระทรวงมหาดไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริหารงานของภาครัฐ

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทยสอบข้อเท็จจริงปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์”

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

สายการบินควอนตัสของออสเตรเลียต้องเจอกับบทลงโทษครั้งใหญ่! ศาลสั่งปรับอ่วม 1,900 ล้านบาท ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด ถือเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการการบินและแรงงานสัมพันธ์

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ศาลออสเตรเลียตัดสินให้สายการบินควอนตัส (Qantas) จ่ายค่าปรับสูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,900 ล้านบาทไทย จากกรณีการเลิกจ้างพนักงานภาคพื้นดินกว่า 1,800 คนอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

สหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย (Transport Workers’ Union – TWU) ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินของศาล โดยระบุว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

รายละเอียดคำตัดสินปรับควอนตัส 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ผู้พิพากษาศาลสหพันธ์ ไมเคิล ลี กล่าวว่า เขาต้องการให้ค่าปรับนี้เป็นตัวอย่างและเป็น “การป้องปรามอย่างแท้จริง” สำหรับนายจ้างรายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควอนตัสเองก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผิดและยินดีที่จะจ่ายค่าปรับ โดยยอมรับว่าการกระทำของบริษัทได้สร้าง “ความเสียหายอย่างแท้จริง” ให้กับพนักงานของตน

วาเนสซา ฮัดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของควอนตัส กรุ๊ป ได้กล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อพนักงาน 1,820 คนที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งเสริมว่าการตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเมื่อห้าปีที่แล้ว เป็นการตัดสินใจที่สร้างความยากลำบากให้กับอดีตพนักงานและครอบครัวของพวกเขาอย่างมาก

การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายปี นับตั้งแต่ควอนตัสตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแลการปฏิบัติการภาคพื้นดินในปี 2020 โดยอ้างว่าเป็นมาตรการทางการเงินที่จำเป็นเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม TWU ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กล่าวว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่ยาวนานและเป็นชัยชนะของพนักงานที่รักงานของพวกเขา

นอกจากค่าปรับจำนวน 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียแล้ว ควอนตัสยังถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าชดเชยให้กับ TWU ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องสายการบินในเรื่องการเลิกจ้างโดยตรงอีก 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ผู้พิพากษาลีได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของควอนตัสและความสำนึกผิดที่แท้จริงของบริษัท โดยชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แข็งกร้าวของบริษัท ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงาน

ค่าปรับนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากค่าชดเชยจำนวน 120 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ควอนตัสได้ตกลงที่จะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วในปี 2024

การปลดพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับควอนตัสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ควอนตัสยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกไปแล้ว

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤต การตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบและไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายและชื่อเสียงที่ร้ายแรง

ที่มา – ปรับอ่วม “ควอนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

ด่วน! หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสงฆ์! พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “หลวงพ่ออลงกต” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงของศิษยานุศิษย์และผู้ที่ให้ความเคารพเลื่อมใสทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่าหลวงพ่อจะแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่แล้วก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทนายความชุดใหม่ของวัดยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้

หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

ล่าสุด ได้มีข่าวออกมาว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบต่างๆ ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทีมข่าวไทยรัฐได้สอบถามไปยังผู้ดูแลของ“หลวงพ่ออลงกต” และได้รับการยืนยันว่าหลวงพ่อได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้วจริง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปในภายหลัง

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ?

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์กันว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของ“หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ และต้องการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ

วัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าจำนวนมาก ซึ่งดำเนินการโดยหลวงพ่ออลงกตมาเป็นเวลานานหลายปี หลวงพ่อเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป ด้วยความเมตตา และความเสียสละที่ท่านมีต่อสังคม

การลาออกจากตำแหน่งของหลวงพ่อในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวัดพระบาทน้ำพุ และวงการสงฆ์ของไทย หลายคนต่างรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงสถานการณ์ของวัดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความหวังว่ากระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และวัดพระบาทน้ำพุจะยังคงสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการต่อไปได้

ผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ: ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้า รวมไปถึงการรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • การสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่: การหาผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่งต่อจากหลวงพ่ออลงกต เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  • การบริหารจัดการการเงิน: วัดพระบาทน้ำพุพึ่งพาเงินบริจาคจากประชาชนเป็นหลัก การบริหารจัดการการเงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและผู้ที่ให้การสนับสนุนวัด เป็นสิ่งที่จะช่วยให้วัดสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

ท้ายที่สุดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับวัดพระบาทน้ำพุ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้วัดยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ที่ด้อยโอกาสต่อไปได้

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” แล้ว

ดิว อริสรา: กองปราบจ่อสอบคดียักยอกทรัพย์

ตำรวจกองปราบเตรียมเชิญตัว “ดิว อริสรา” ให้ปากคำในคดียักยอกทรัพย์ “ไฮโซเมย์” ขณะที่ทนายความชี้แจงว่าหากมีหมายเรียกก็พร้อมให้ความร่วมมือ และขณะนี้กำลังเจรจากับเจ้าทุกข์ เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี

พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ถูกกล่าวหายักยอกทรัพย์ไฮโซเมย์ วาสนา อินทะแสง มูลค่า 62 ล้านบาท หลังจากมีกระแสข่าวว่าดิว อริสรา จะเดินทางกลับประเทศไทย ว่าหากพบว่าดิว อริสรา เดินทางกลับเข้าประเทศจริง ก็จำเป็นต้องเชิญตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานว่าจะเดินทางมาถึงวันไหน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ทนายความของดิว อริสรา ซึ่งยืนยันว่า ดิว อริสรา ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยตั้งแต่ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา และได้มีการไลฟ์สดเมื่อวานนี้ ส่วนเรื่องการเข้าพบตำรวจกองปราบนั้น ทนายเอี้ยงกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกใดๆ แต่การกลับมาของดิว อริสรา ในครั้งนี้ก็เพื่อเจรจาเรื่องหนี้สินกับคุณเมย์ วาสนา และบริษัทแบรนด์เนมมันนี่ โดยที่ผ่านมาได้มีการเจรจากันมาโดยตลอดทางโทรศัพท์ และยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืนอีก 3 ชิ้น ได้แก่ สร้อยคอบูการี่ ซึ่งอยู่ที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ และกระเป๋าอีก 2 ใบ ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดีก่อนที่เรื่องจะถึงชั้นศาลอย่างแน่นอน แต่หากทางตำรวจจะเชิญตัวไปชี้แจงข้อเท็จจริง ดิว อริสรา ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ

ในส่วนของคดีที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ฟ้องร้องดิว อริสรา ในข้อหาฉ้อโกงนั้น นายนิติศักดิ์กล่าวว่า จะมีการนัดเจรจาอีกครั้งที่ศาลแขวงปทุมวันในวันพรุ่งนี้ โดยดิว อริสรา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วย แต่ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดี และคาดว่าจะมีการถอนฟ้องและทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอติดตามผลในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

ดิว อริสรา กับคดียักยอกทรัพย์: ความคืบหน้าล่าสุด

สถานการณ์ของ “ดิว อริสรา” ในขณะนี้ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งคดียักยอกทรัพย์และการถูกฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกง การกลับมาประเทศไทยของเธอจึงเป็นจุดสนใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดียักยอกทรัพย์

ทำไมตำรวจต้องเชิญ ดิว อริสรา ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์?

การเชิญตัว “ดิว อริสรา” มาให้ปากคำเป็นกระบวนการปกติในทางกฎหมาย เนื่องจากเธอเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดียักยอกทรัพย์ การสอบปากคำจะช่วยให้ตำรวจได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีต่อไป แม้ว่าทนายความจะยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การเจรจาหนี้สินระหว่าง “ดิว อริสรา” กับเจ้าทุกข์จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่?
  • ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนคดียักยอกทรัพย์อย่างไรต่อไป?
  • ผลการเจรจาคดีฉ้อโกงที่ศาลแขวงปทุมวันจะเป็นอย่างไร?

คดีของ “ดิว อริสรา” เป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หลายคนอาจมองว่าคดีนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต และการเคารพกฎหมาย การกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายย่อมต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – กองปราบจ่อเชิญ “ดิว อริสรา” ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์ ทนายชี้ยังไม่มีหมายเรียก

สุดเศร้า! ครูการบิน เสียชีวิต เครื่องบินเล็กตกภูเก็ต

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! “ครูการบิน” วัย 40 ปี ได้เสียชีวิตลงแล้วจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กตกกลางถนนในจังหวัดภูเก็ต รายละเอียดและสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

จากรายงานข่าว เหตุการณ์สลดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินเล็กลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตกบริเวณริมถนนใกล้กับรันเวย์สนามบินเล็กป่าคลอก ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยผู้บาดเจ็บคือ นายสุรศักดิ์ ชนะ อายุ 40 ปี ซึ่งเป็น ครูการบิน ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าซ้ายหักและมีบาดแผลที่ศีรษะ แต่อาการโดยรวมยังรู้สึกตัวดี และนาย Sergei Razukov อายุ 36 ปี สัญชาติรัสเซีย ซึ่งเป็นนักเรียนการบิน ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและยังคงรู้สึกตัวดี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 และได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวที่น่าเศร้าว่า นายสุรศักดิ์ ชนะ ครูการบิน ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กตก ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในช่วงเช้าของวันนี้ ท่ามกลางความเสียใจของครอบครัว เพื่อนฝูง และผู้ที่ทราบข่าว สำหรับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้

ครูการบิน เสียชีวิตแล้ว

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในวงการการบินและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก การสูญเสียบุคคลากรที่มีความรู้และความสามารถเช่นครูการบินเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าการสอบสวนหาสาเหตุ ครูการบิน เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยจะมีการตรวจสอบสภาพเครื่องบินเล็ก ตรวจสอบประวัติการบิน และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ

  • ตรวจสอบสภาพเครื่องบิน
  • ตรวจสอบประวัติการบิน
  • สอบปากคำพยาน

ทางทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิดและรายงานให้ทราบต่อไป

การสูญเสียครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการบิน และการบำรุงรักษาเครื่องบินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนของผู้เสียชีวิต หวังว่าการสอบสวนจะนำไปสู่การค้นพบความจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “ครูการบิน” เสียชีวิตแล้ว หลังเครื่องบินเล็กตกกลางถนน ที่ภูเก็ต

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด: ภารกิจเซาท์ซูดาน

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพลผลัดใหม่ 273 นาย ไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่เซาท์ซูดาน พร้อมยันระดมหลายหน่วยงานเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบแล้วกว่า 800 จุด เดินหน้าจนกว่าจะปลอดภัยทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพล กองร้อยทหารช่าง เฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 6 จำนวน 273 นาย เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (United Nations Mission in South Sudan : UNMISS) ซึ่งเป็นการผลัดเปลี่ยนจากผลัดที่ 5 ที่ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567

สำหรับกำลังพลผลัดที่ 6 มีจำนวน 273 นาย ประกอบด้วย กำลังพลจากกองทัพไทย จำนวน 17 นาย, จากกองทัพบก 256 นาย รวมทั้งมีทหารหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 28 นาย ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จำนวน 137 นาย และเดินทางในวันที่ 7 กันยายน 2568 อีกจำนวน 136 นาย

ที่ผ่านมากำลังกองร้อยทหารช่างของไทย ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติและองค์การต่างๆ ทั้งการปฏิบัติงานด้านวิศวกรรม และการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับภารกิจทางยุทธวิธี จนทำให้ไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นบทบาท เกียรติภูมิ และความภาคภูมิใจของประเทศไทยในเวทีโลก รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับกำลังพลของกองทัพไทยในการปฏิบัติงานร่วมกับกองกำลังชาติต่างๆ อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลต่อไป

ทั้งนี้ กำลังพลทุกนายจะต้องผ่านการตรวจความพร้อมและสัมภาระตามมาตรฐานของสหประชาชาติก่อนออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง สู่กรุงจูบา เมืองหลวงของสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เพื่อเริ่มภารกิจรักษาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้รับมอบจาก บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธของไทย ที่ร่วมสนับสนุนรถเกราะลำเลียงพลจำนวน 4 คัน และรถเกราะพยาบาล 1 คัน เพื่อใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดานด้วย

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังเปิดเผยถึงการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิด ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเพียงชุด TMAC (ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ) เท่านั้นที่เข้าปฏิบัติงาน แต่ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมช่วยกันค้นหาและเก็บกู้ด้วย ปัจจุบันมีกำลังพลปฏิบัติงานรวม 15 ชุดในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก คือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยสามารถตรวจสอบไปแล้วกว่า 800 จุด และจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัยทั้งหมด

ขณะเดียวกัน พล.อ.ทรงวิทย์ ย้ำด้วยว่า เครื่อง TMAC ยังคงถูกบรรจุอยู่ในราชการทหารสนาม แต่ได้มีการเสริมกำลังจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนแนวหน้า เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด.

ภารกิจ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก

การที่ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อจนกว่าพื้นที่ทั้งหมดจะปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความใส่ใจของกองทัพต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่กองทัพไทยได้รับความไว้วางใจจากสหประชาชาติให้ปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในเซาท์ซูดานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลไทยในการปฏิบัติงานในระดับสากล การได้รับการสนับสนุนรถเกราะจากบริษัทผลิตอาวุธของไทยยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด พร้อมส่งกำลังพลผลัดใหม่ปฏิบัติภารกิจเซาท์ซูดาน

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

“ธนกร” ห่วงทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ฝาก สธ. ผนึกกองทัพส่งทีมจิตแพทย์ดูแลหลังเหตุปะทะ ขอครอบครัว-ชุมชนช่วยซัพพอร์ตจิตใจ ชื่นชมทุกนายกล้าหาญเสียสละปกป้องอธิปไตย

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ภายหลังเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมาหลายวัน เกิดการสูญเสียชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างบาดแผลผลกระทบในความรู้สึกและจิตใจต่อบุคคลในครอบครัวผู้สูญเสีย ทั้งทหารและประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก จำเป็นที่ทั้งครอบครัว ชุมชน ต้องช่วยกันให้กำลังใจ สนับสนุนให้ความช่วยเหลือทุกด้านในทันที โดยเฉพาะด้านจิตใจ

ทั้งนี้ ตนขอฝากทางกระทรวงสาธารณสุข ช่วยส่งทีมจิตแพทย์ทุกระดับ เร่งลงพื้นที่สำรวจและประเมินสภาพจิตใจของประชาชนทั้ง 7 จังหวัดชายแดนที่รับผลกระทบ ร่วมกับกองทัพบกที่ได้ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ไปดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบอย่างต่อเนื่องแล้ว

“ขอให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันกับทีมแพทย์จากกองทัพบกลงไปดูแลทั้งกำลังพลและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบให้เกิดความทั่วถึง เพราะหลังการปะทะนอกจากความสูญเสียทางกายแล้ว สิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันคือบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับทั้งพี่น้องคนไทย กลุ่มเปราะบาง เด็ก คนชรา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และทหารกล้าทุกนายเสียสละปกป้องอธิปไตย ทำเพื่อประเทศมาโดยตลอด หลังการสู้รบรัฐบาลและทุกหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปดูแลทุกด้านทันที”

“ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตใจของทั้งทหารและประชาชนในพื้นที่ การได้รับการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้น

ความสำคัญของการดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มักทิ้งบาดแผลในใจให้กับผู้ที่ประสบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม การดูแลจิตใจจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การพูดคุยและระบายความรู้สึก: การเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้พูดคุยและระบายความรู้สึกออกมา จะช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นได้
  • การให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง: การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การสนับสนุนทางสังคม: การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียวและได้รับการดูแล
  • การเข้าถึงบริการทางจิตเวช: ในกรณีที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีอาการรุนแรง ควรได้รับการประเมินและรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกองทัพบก ในการส่งทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชลงพื้นที่ เพื่อให้การดูแลสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชนในการให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้สังคมกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความเอื้ออาทร

การที่นายธนกรออกมาแสดงความห่วงใยและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ เราหวังว่าการดำเนินการตามข้อเรียกร้องของนายธนกร จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและช่วยให้พวกเขากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ววัน “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

ที่มา – “ธนกร” ชื่นชมทหารกล้าปกป้องชาติ ฝาก สธ. ร่วม ทบ. ส่งทีมแพทย์ดูแลจิตใจหลังเหตุปะทะ

รัฐบาลชวนใส่ผ้าไทยดัน Soft Power

รัฐบาลเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสืบสานพระราชปณิธานและเฉลิมพระเกียรติ ส่งเสริมการใส่ชุดผ้าไทย ผลักดัน Soft Power สืบสานภูมิปัญญาไทย สร้างงาน สร้างรายได้ หนุนเศรษฐกิจชุมชนสู่เวทีโลก

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสู่ระดับนานาชาติ ส่งเสริมสนับสนุนผ้าไทย เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการ พร้อมสนับสนุน ส่งเสริมการใส่ผ้าไทยมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพระดำรัสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ความว่า

“ขอเชิญสตรีไทยทุกวัยนะคะ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ น้องๆ LGBTQ พี่ๆ LGBTQ ทุกท่าน ที่มีจิตใจเป็นหญิงนะคะ ทุกท่านที่อยู่วงการแฟชั่นและไม่แฟชั่น คนไทยทุกอายุทุกท่านเลย ก็อยากเชิญชวนให้ใส่ชุดไทยทั้ง 8 แบบอย่างภาคภูมิใจนะคะ แล้วก็ใส่ให้มีความเข้าใจ ใส่ให้คนรู้ทั่วโลกว่านี่เรามาจากประเทศไทย แล้วเราใส่อย่างถูกต้องตามหลักที่ทรงพระราชทานและออกแบบ คัตติ้งถูก ทุกอย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องสีเรื่องการทอก็แล้วแต่ทุกคนจะสรรหา”

ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาไทย คณะออกแบบแฟชั่นสิ่งทอจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้ออกแบบและตัดเย็บชุดผ้าไหมให้กับทูตานุทูต และนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านแฟชั่นในระดับนานาชาติ และยังเป็นการขยายความร่วมมือผ่านเส้นทางทางการทูต ชูผ้าไหม Soft Power ไทยสู่ระดับโลก

รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าไทย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ การรณรงค์ให้ประชาชนหันมาสวมใส่ผ้าไทยไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การผลักดันให้ผ้าไทยเป็น Soft Power จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลก และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสความงดงามของผ้าไทยมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลเชิญชวนสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power

การที่รัฐบาลออกมาเชิญชวนให้สวมใส่ชุดผ้าไทยและผลักดัน Soft Power นั้น เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับพระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสืบสานและอนุรักษ์ผ้าไทยให้คงอยู่สืบไป พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คนไทยหันมาสนใจและเห็นคุณค่าของผ้าไทยมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องสนับสนุนการสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power?

  • อนุรักษ์วัฒนธรรม: ผ้าไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษาและสืบทอด
  • สร้างรายได้ให้ชุมชน: การสวมใส่ผ้าไทยเป็นการสนับสนุนผู้ผลิตและผู้ประกอบการในชุมชน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก: การซื้อผ้าไทยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
  • สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ: ผ้าไทยเป็น Soft Power ที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ

รัฐบาลขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้ใช้และสวมใส่ชุดผ้าไทยเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทยแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้กับผู้ประกอบการในชุมชน อันเป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ให้มีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการหมุนเวียนในห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจระดับประเทศต่อไป

มาร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลกกันเถอะ การสนับสนุนผ้าไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อเสื้อผ้า แต่เป็นการสนับสนุนชุมชน สนับสนุนเศรษฐกิจ และสนับสนุนวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – รัฐบาลเชิญชวนสวมใส่ชุดผ้าไทยดัน Soft Power สอดคล้องพระดำรัส “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”

Scroll to top