ข่าวทั่วไป

ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อช่วงปลายปี 2568 ทำให้ภาครัฐต้องเร่งจัดสรรงบประมาณกลางเพื่อเข้าไปช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้เกิดประเด็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว ทำให้ ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุด

ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยมีวาระสำคัญคือการตรวจสอบการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง เพื่อฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายปกรณ์ได้กล่าวย้ำในที่ประชุมว่า ปกรณ์ ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันให้กระจ่าง ต่อสาธารณชน เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าการดำเนินการในบางขั้นตอนอาจไม่เป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด หรืออาจมีการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องลึกการตรวจสอบงบฟื้นฟูหาดใหญ่

สำหรับการตรวจสอบในครั้งนี้ ทางคณะกรรมการฯ ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบความถูกต้องของการเบิกจ่ายงบกลางวงเงิน 30 ล้านบาท
  • การพิจารณาว่ามีการยกเว้นกฎเกณฑ์ระเบียบราชการในช่วงสถานการณ์วิกฤติอย่างถูกต้องหรือไม่
  • การระบุตัวบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขั้นตอนการปฏิบัติงาน

นายปกรณ์ยังได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว และพร้อมจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีการทุจริตหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ป.ป.ท. จะเข้ามาร่วมตรวจสอบเชิงลึกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วนที่สุด การตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุลและการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดแม้ในช่วงเวลาวิกฤติ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการตรวจสอบนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน หากพบความผิดปกติการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมาจะช่วยให้สังคมกลับมามีความเชื่อมั่นในภาครัฐได้อีกครั้ง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลสรุปที่จะออกมาในเร็วๆ นี้ จะสามารถสร้างความกระจ่างให้กับสังคมและเยียวยาผู้ประสบภัยได้อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ปกรณ์” ถกคกก.ตรวจสอบงบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ ยันทำทุกเรื่องให้กระจ่าง

น้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว กระทบ 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีสถานการณ์ด่วนที่น่าเป็นห่วงมาแจ้งให้ทราบ โดยเฉพาะพี่น้องชาวน่านครับ ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ น้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว กระทบ 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน ซึ่งสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง หลังจากที่ฝนตกหนักต่อเนื่องกันหลายวันจนทำให้น้ำป่าทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างรวดเร็ว

น้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว กระทบ 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

ทางจังหวัดน่านไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จึงได้ลงนามในประกาศจังหวัดฯ เรื่อง เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอุทกภัย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือพี่น้องชาวอำเภอปัวอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

รายละเอียดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก น้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว กระทบ 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่ามีพื้นที่ได้รับความเสียหายครอบคลุมถึง 12 ตำบล และ 107 หมู่บ้าน ดังนี้ครับ:

  • ตำบลเจดีย์ชัย (หมู่ 1-9)
  • ตำบลแงง (หมู่ 1-7)
  • ตำบลศิลาเพชร (หมู่ 1-10)
  • ตำบลภูคา (หมู่ 1-14)
  • ตำบลปัว (หมู่ 1-8)
  • ตำบลศิลาแลง (หมู่ 1-8)
  • ตำบลสถาน (หมู่ 1-13)
  • ตำบลไชยวัฒนา (หมู่ 1-8)
  • ตำบลวรนคร (หมู่ 1-8)
  • ตำบลอวน (หมู่ 1-11)
  • ตำบลสกาด (หมู่ 1-4)
  • ตำบลป่ากลาง (หมู่ 1-7)

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติจะช่วยให้งบประมาณฉุกเฉินสามารถนำมาใช้ในการเยียวยาผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที โดยมีกรอบเวลาช่วยเหลือภายใน 3 เดือนนับจากวันเกิดเหตุครับ

ในยามวิกฤตเช่นนี้ การรวมพลังของคนในชุมชนและการติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ ขอให้พี่น้องในพื้นที่ อ.ปัว และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดน่าน ระมัดระวังเรื่องกระแสไฟฟ้าและสัตว์มีพิษที่อาจมากับน้ำด้วยนะครับ สำหรับใครที่อยากช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถติดตามช่องทางการรับบริจาคจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ หรือแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านทางอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้โดยตรงครับ

เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย และหวังว่าสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากจะคลี่คลายลงในเร็ววันครับ

ที่มา – น้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว กระทบ 12 ตำบล 107 หมู่บ้าน

ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าเบรกไม่ค่อยอยู่! รถอีวีหนักกว่ารถน้ำมันแค่ไหน?

เชื่อว่าหลายคนที่มีโอกาสได้ลองขับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจจะเคยเกิดความรู้สึกแปลกๆ เวลาเหยียบเบรก ว่าทำไมมันถึงดูหน่วงๆ หรือเบรกไม่ค่อยอยู่เหมือนกับรถน้ำมันที่เคยขับกันมา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกไปเองครับ แต่มันมีเหตุผลทางวิศวกรรมรองรับชัดเจนว่า ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าเบรกไม่ค่อยอยู่! รถอีวีหนักกว่ารถน้ำมันแค่ไหน? วันนี้เราจะมาเจาะลึกความจริงในเรื่องนี้กัน

ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าเบรกไม่ค่อยอยู่! รถอีวีหนักกว่ารถน้ำมันแค่ไหน?

โดยปกติแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าจะมีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในขนาดเดียวกันประมาณ 20% – 30% สาเหตุหลักคือชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ซึ่งต่างจากถังน้ำมันที่เบากว่ามาก ยิ่งต้องการให้รถวิ่งได้ไกล แบตเตอรี่ก็ยิ่งต้องใหญ่และหนักขึ้น ส่งผลให้มวลรวมของรถ EV หลายรุ่นพุ่งสูงถึง 2,000 กิโลกรัมขึ้นไป

ปัจจัยที่ทำให้ รถอีวีหนักกว่ารถน้ำมันแค่ไหน? ส่งผลต่อการเบรก

เมื่อน้ำหนักรถมากกว่า แรงเฉื่อย (Momentum) ก็ย่อมสูงตามไปด้วย ทำให้ระยะเบรกยาวขึ้นหากใช้แรงเหยียบเท่ากับรถปกติ นอกจากนี้ ระบบ Regenerative Braking หรือการหน่วงความเร็วอัตโนมัติเมื่อยกคันเร่ง ก็ทำให้ฟีลลิ่งการเบรกเปลี่ยนไป คนขับส่วนใหญ่ที่ยังไม่คุ้นเคยจึงอาจไม่ได้เผื่อระยะเบรกไว้มากพอ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ารถเบรกไม่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • น้ำหนักแบตเตอรี่: ตัวการสำคัญที่ทำให้รถหนักและมีแรงเฉื่อยสูง
  • วัสดุเบรก: รถ EV บางรุ่นใช้ผ้าเบรกที่เน้นประหยัดพลังงานมากกว่าเน้นจิกถนน
  • ภาระช่วงล่าง: น้ำหนัก 2.5 ตัน สร้างภาระให้กับโช้คอัพและบูชยางมากกว่ารถทั่วไป

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการสึกหรอ แม้รถไฟฟ้าจะใช้ผ้าเบรกน้อยกว่าเพราะมีระบบหน่วงไฟฟ้าช่วย แต่หากต้องเบรกกะทันหันในย่านความเร็วสูง น้ำหนักตัวที่มากถึง 2.5 ตันจะกลายเป็นภาระหนักทันที ซึ่งอาจทำให้ผ้าเบรกไหม้หรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้หากขับขี่ไม่ระมัดระวัง

ในฐานะผู้ใช้รถ EV สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับตัวครับ การทำความเข้าใจว่ารถหนักขึ้น มีแรงเฉื่อยมากขึ้น จะช่วยให้เราปรับสไตล์การขับขี่ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น การเผื่อระยะเบรกให้มากขึ้น และหมั่นเช็คสภาพผ้าเบรกและยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ เพราะน้ำหนักที่มากกว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการสึกหรอของชิ้นส่วนเหล่านี้ การรู้จักรถของเราให้ดีคือหัวใจสำคัญของการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างมีความสุขและปลอดภัยครับ

ที่มา – ทำไมรถยนต์ไฟฟ้าเบรกไม่ค่อยอยู่! รถอีวีหนักกว่ารถน้ำมันแค่ไหน?

“นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

“นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล เนื่องจากทุกกระบวนการตรวจสอบมีความรัดกุมและผ่านการรับรองจากคณะกรรมการหลายชุด ไม่ว่าจะเป็น กสถ. หรือ ก.กลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลคะแนนสอบมีความถูกต้องและโปร่งใสที่สุด

กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นายนิรัตน์ได้ย้ำชัดเจนว่า สาเหตุที่ผู้บริหารท้องถิ่นอาจเกิดความกังวลในช่วงแรก เป็นเพราะยังไม่เห็นเอกสารใบคะแนนฉบับจริง ซึ่งจะมีการเปิดเผยในที่ประชุมของแต่ละจังหวัดเท่านั้น โดยยืนยันว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล เพราะบัญชีคะแนนทั้งหมดมีการสอบทานซ้ำถึง 4 รอบ ทั้งจากระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทคู่สัญญาและการตรวจทานด้วยมืออย่างละเอียดโดยเจ้าหน้าที่ของ สถ. เอง

  • บัญชีคะแนนชุดเดียวกับที่ ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลางใช้ในการตรวจสอบ
  • ขั้นตอนการส่งเอกสารลับไปยังคณะกรรมการจังหวัดแต่ละชุด
  • การเปิดเผยข้อมูลใบคะแนนที่ถูกต้องในที่ประชุมเพื่อคลายข้อสงสัย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมข้อมูลถึงไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะโดยตรง ซึ่งนายนิรัตน์ได้ชี้แจงว่า ด้วยเหตุผลทางด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การนำคะแนนรายบุคคลไปเผยแพร่ทั่วไปอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ดังนั้นการนำเข้าที่ประชุมในลักษณะเอกสารลับจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและถูกต้องตามระเบียบที่สุด

ในส่วนของสถานการณ์ในแต่ละจังหวัด อย่างเช่นที่ อบจ.ลำพูน ซึ่งเคยมีกระแสความกังวลนั้น หลังจากที่มีการประชุมและได้เห็นเอกสารใบคะแนนตัวจริง ทุกฝ่ายต่างก็เกิดความมั่นใจมากขึ้น โดยนายนิรัตน์ได้เปรียบเทียบว่า จากตอนแรกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องหนักใจหรือ “เผือกร้อน” ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและ “อุ่นลง” ไปมากแล้ว ด้วยความรอบคอบในการกลั่นกรองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับท้องถิ่น การยืนยันว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล จึงถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ หากผู้เกี่ยวข้องมีความสงสัย ควรตรวจสอบผ่านเอกสารรับรองที่ส่งไปยังคณะกรรมการจังหวัดของท่าน เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสของกระบวนการนี้ครับ

ที่มา – “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นผ่านการรับรองหลายคกก. ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

กลายเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเมื่อ เปิ้ล นาคร ศิลาชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาประกาศความพร้อมผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า กำลังเร่งระดมทีมงานมูลนิธิไทนาคาเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน หลังจากที่ได้รับทราบข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้านที่กำลังเผชิญกับมวลน้ำมหาศาล

ความเคลื่อนไหวจาก เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

ความมุ่งมั่นของพี่เปิ้ล นาคร ครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเจ้าตัวถึงขั้นสั่งการให้ทีมงานเตรียมอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำที่จำเป็นให้ครบถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเปิ้ลได้โพสต์ข้อความว่า “ออกจากโรงพยาบาล แล้วบินเลย เจอกันคับน่าน” พร้อมย้ำเตือนให้ชาวบ้านเตรียมของใช้ที่จำเป็นไว้ให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในช่วง 3 วันข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการลงมือทำด้วยใจจริงและมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ทางด้านสถานการณ์ในพื้นที่ จังหวัดน่าน เองนั้น นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และทีมงานเทศบาล ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤต ดังนี้:

  • เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในเขตบ้านน้ำล้อมเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง
  • มีการวางแนวกระสอบทรายในจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ชุมชนพระเนตร เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมที่อยู่อาศัย
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่านออกปฏิบัติการสำรวจและเฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง

การร่วมมือกันระหว่างคนดังอย่าง เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน กับหน่วยงานท้องถิ่น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของพลังความสามัคคีที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจขึ้น แม้สถานการณ์ภัยพิบัติจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การมีคนพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันแบบนี้ ทำให้รอยยิ้มและกำลังใจของคนในพื้นที่กลับมาได้เสมอ เราขอเป็นกำลังใจให้ทั้งทีมงานของเปิ้ล นาคร และเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอให้พี่น้องชาวน่านปลอดภัยและสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “เปิ้ล นาคร” ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน บอกชาวบ้านรออยู่

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังกลายเป็นวิกฤตที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างหนัก ล่าสุดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หลังจากพบว่า ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี เพราะมีกลุ่มทุนเทาและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์วิกฤต: ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี

จากการลงพื้นที่ของพรรคประชาชน พบว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่การลักลอบทิ้งขยะ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบอุปถัมภ์และกลุ่มทุนต่างชาติ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ ได้สะท้อนประสบการณ์ตรงว่าเพียงแค่เปิดประตูรถก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง ซึ่งแม้จะสวมหน้ากาก N95 ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ชี้ให้เห็นว่าสารเคมีได้กระจายตัวอยู่ในอากาศและซึมลึกสู่แหล่งน้ำใต้ดินไปแล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหากากขยะอุตสาหกรรม

การปล่อยปละละเลยให้เกิดการทิ้งขยะพิษส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้:

  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: สารพิษปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ ทำลายระบบนิเวศในพื้นที่เกษตรกรรม
  • ภัยต่อสุขภาพ: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีตกค้างและโรคทางเดินหายใจ
  • การคุกคามประชาชน: ผู้ที่ออกมาร้องเรียนมักถูกข่มขู่ ทำให้ชาวบ้านต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของหน่วยงานรัฐที่ปล่อยให้โรงงานเถื่อนตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่มีการกำกับดูแล โดยนายณัฐพงษ์ยังเสนอให้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA เข้ามาช่วยตรวจสอบโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในเชิงโครงสร้างทางการเมือง นายณัฐพงษ์เชื่อว่าปัญหานี้เป็นผลสะท้อนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กลุ่มทุนเทาประสานผลประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ยิ่งมีการผลักดันโครงการ EEC โดยขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด ปัญหาก็ยิ่งขยายตัว การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การสั่งปิดโรงงาน แต่ต้องเป็นการรื้อระบบการเรียกรับส่วยและหยุดยั้งผู้มีอิทธิพลอย่างถึงรากถึงโคน

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเลิกเพิกเฉยและหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หากรัฐบาลยังคงนิ่งนอนใจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปราจีนบุรีอาจลุกลามจนกลายเป็นหายนะระดับประเทศที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต

ที่มา – “ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังสั่นสะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อล่าสุดบริษัทเปโตรบราส (Petrobras) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของบราซิล ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ อย่างแท้จริง โดยการค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่บ่อสำรวจมอร์โฟ (Morpho) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ห่างจากรัฐอามาปาไปประมาณ 180 กิโลเมตร

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเจอแหล่งน้ำมันดิบธรรมดา แต่ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เปรียบเทียบว่านี่คือ “พาสปอร์ต” ที่จะช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รัฐอามาปาให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานระดับโลก

ศักยภาพมหาศาลภายใต้การค้นพบใหม่

แม้จะยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการประเมินปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่แน่นอน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าบริเวณชายฝั่งดังกล่าวอาจมีน้ำมันสะสมอยู่ถึง 10,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากเป็นจริง นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของเศรษฐกิจบราซิล โดยเปโตรบราสมีแผนที่จะดำเนินการสำรวจเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:

  • การขุดเจาะบ่อสำรวจมอร์โฟให้เสร็จสิ้นภายใน 15-20 วัน
  • วางแผนการขุดเจาะเพิ่มเติมอีก 3 บ่อในบริเวณใกล้เคียง
  • ขยายขอบเขตการสำรวจไปยังพื้นที่ข้างเคียงอีก 5 บ่อ เพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะแหล่งน้ำมันใต้ชั้นเกลือที่บราซิลใช้อยู่ในปัจจุบันคาดว่าจะแตะจุดสูงสุดของการผลิตในช่วงปี 2034-2035 ดังนั้น การที่ บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ จึงถือเป็นการวางรากฐานด้านอธิปไตยทางพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับทศวรรษข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นเต้นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็ยังมีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อกังวลจากหน่วยงาน Ibama เกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศบริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง การพัฒนาโครงการนี้จึงต้องมีการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ แม้การค้นพบนี้จะเป็นข่าวดี แต่กว่าที่ประเทศจะได้เห็นน้ำมันไหลออกมาในเชิงพาณิชย์จริง อาจต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่สิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นของรัฐบาลบราซิลในการดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างประโยชน์เพื่อประชาชนในระยะยาว หากมองในแง่บวก นี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้บราซิลขยับตัวขึ้นมามีอิทธิพลในตลาดพลังงานโลกอีกครั้งอย่างปฏิเสธไม่ได้

ที่มา – บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

ราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์ราคาทองคำกันหน่อยครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาข้อมูล ราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด “ราคาทองรูปพรรณ” กี่บาทแล้ว บอกเลยว่าห้ามพลาดครับ เพราะตลาดทองคำวันนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจทีเดียว โดยสมาคมค้าทองคำได้ประกาศราคาทองคำเช้านี้ออกมาแล้ว ซึ่งมีการปรับตัวลดลงกว่า 400 บาท ส่งผลให้ผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อหรือขายต้องรีบเช็กข้อมูลกันให้ดีครับ

ราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด “ราคาทองรูปพรรณ” กี่บาทแล้ว

สำหรับการซื้อขายทองคำในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ราคาทองคำแท่งและทองรูปพรรณมีการปรับราคาลงตั้งแต่เปิดตลาดครั้งที่ 1 สำหรับท่านที่สนใจขนาดเล็กอย่าง ราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด “ราคาทองรูปพรรณ” กี่บาทแล้ว ทางเราขอสรุปราคาขายออกของทองรูปพรรณครึ่งสลึงอยู่ที่ 8,643.75 บาท (ยังไม่รวมค่ากำเหน็จ) ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่น่าจับตามองในช่วงตลาดผันผวนแบบนี้ครับ

สรุปภาพรวมราคาและวิธีคิดราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด “ราคาทองรูปพรรณ” กี่บาทแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมราคาทองถึงมีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้งในหนึ่งวัน นั่นเป็นเพราะกลไกตลาดโลกและค่าเงินบาทที่มีผลกระทบโดยตรงครับ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เรามาดูรายละเอียดราคาที่อัปเดตในช่วงเช้า ดังนี้ครับ:

  • ทองคำแท่งครึ่งสลึง ขายออก 8,543.75 บาท
  • ทองรูปพรรณครึ่งสลึง ขายออก 8,643.75 บาท

นอกจากนี้ หากใครต้องการซื้อทองน้ำหนักอื่นๆ เช่น 1 สลึง หรือ 1 บาท ก็สามารถนำข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำไปคำนวณเบื้องต้นได้ แต่อย่าลืมว่าแต่ละร้านทองอาจจะมีค่ากำเหน็จที่แตกต่างกันออกไปครับ

ความผันผวนของราคาทองคำในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อทองคำเพื่อเก็บออมหรือเป็นของขวัญ การตรวจสอบราคาในแต่ละช่วงเวลาผ่านหน้าเว็บไซต์ของสมาคมค้าทองคำหรือสอบถามร้านทองใกล้บ้านจะช่วยให้คุณได้ราคาที่แม่นยำที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง การซื้อทองคำแบบค่อยๆ ทยอยสะสมก็เป็นทางเลือกที่ดีในการออมเงินครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของทุกคน หากมีการปรับราคาอีกในช่วงบ่าย อย่าลืมเช็กข้อมูลก่อนออกจากบ้านไปร้านทองกันนะครับ

ที่มา – ราคาทองครึ่งสลึงวันนี้ 19 สิงหาคม 2569 อัปเดตล่าสุด “ราคาทองรูปพรรณ” กี่บาทแล้ว

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

เรียกได้ว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือปีนี้หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ โดยล่าสุดมีการเคลื่อนไหวสำคัญจากรัฐบาล เมื่อ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ทันทีหลังจากได้รับคำสั่งการด่วนจากท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในขณะนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสครับ

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในงาน ม.อ.วิชาการ และงานมหกรรมงานวิจัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ปรับแผนการเดินทางทันทีเพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.น่าน ในเวลา 15.00 น. เพื่อลงพื้นที่ อ.ปัว อย่างเร่งด่วน โดยการที่ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงบทบาทของประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือที่ชัดเจนมากครับ

สถานการณ์ในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน

บรรยากาศที่ อ.ปัว ตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียดมากครับ เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด นายยศชนันจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้:

  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว ในเขตอำเภอเมือง และเครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่อง ในพื้นที่ อ.เวียงสา เพื่อระบายน้ำให้เร็วที่สุด
  • ระดมเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทั้งรถแบ็กโฮและรถบรรทุกเทท้ายกว่า 7 คัน เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและคอสะพานที่ถูกน้ำพัดพามา
  • ประสานงานกับ พมจ.น่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ตามจุดพักพิงต่างๆ อย่างเร่งด่วน

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือ และพร้อมที่จะลงพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาหน้างานทันที เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านจะคลี่คลายลงในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

Scroll to top