ข่าวทั่วไป

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล

เชื่อว่าหลายท่านคงกำลังมองหาข้อมูลราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล เพื่อวางแผนการเดินทางหรือเตรียมตัวเติมน้ำมันเข้าถังให้พร้อมก่อนเริ่มวันใหม่ วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตจากสถานีบริการน้ำมันชั้นนำทั่วประเทศมาฝากกันแบบเน้นๆ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในแต่ละปั๊มครับ

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล

การอัปเดตข้อมูลราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เพราะราคาในแต่ละปั๊มอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามประเภทของน้ำมันและการบริการพิเศษของแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าคุณจะใช้รถเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล การตรวจสอบราคาก่อนเข้าปั๊มจะช่วยให้คุณบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายวันได้ดียิ่งขึ้น

สรุปภาพรวมราคาแต่ละปั๊ม

สำหรับข้อมูลราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน เบนซิน-ดีเซล มีรายละเอียดดังนี้:

  • บางจาก: ไฮดีเซล S อยู่ที่ 38.39 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95S EVO อยู่ที่ 37.69 บาท
  • ปตท.: ดีเซลอยู่ที่ 38.39 บาท, เบนซิน 46.68 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95S EVO อยู่ที่ 37.69 บาท
  • เชลล์: เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล 38.39 บาท, เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.19 บาท
  • พีที: ดีเซล 38.39 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.69 บาท
  • ซัสโก้: ดีเซล 38.39 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.69 บาท
  • คาลเท็กซ์: ดีเซล เทครอน 38.39 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน 37.69 บาท

หมายเหตุ: ราคาข้างต้นเป็นราคากลางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามภาษีบำรุงท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ แนะนำให้ตรวจสอบที่หน้าตู้จ่ายน้ำมันอีกครั้งก่อนเติม

การติดตามข่าวสารราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องช่วยให้คุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายและวางแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดหรือการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมเช็กราคาน้ำมันที่ปั๊มใกล้บ้านคุณก่อนเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรมที่สุดครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 20 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

จุลพันธ์ ห่วงใยพี่น้องชาวน่าน ส่ง 5 หน่วยงาน ก.แรงงาน ลงพื้นที่น้ำท่วม

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันถึงความห่วงใยและมาตรการเยียวยาอย่างเร่งด่วน โดยล่าสุดได้สั่งการให้ จุลพันธ์ ห่วงใยพี่น้องชาวน่าน ส่ง 5 หน่วยงาน ก.แรงงาน ลงพื้นที่น้ำท่วม เพื่อให้ความช่วยเหลือแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ทันท่วงทีที่สุด

จุลพันธ์ ห่วงใยพี่น้องชาวน่าน ส่ง 5 หน่วยงาน ก.แรงงาน ลงพื้นที่น้ำท่วม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เผยผ่านช่องทางส่วนตัวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ โดยได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้ง 5 แห่ง หรือที่เรียกกันว่า “5 เสือแรงงาน” ลงพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในส่วนของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมจนไม่สามารถไปทำงานได้ รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟูธุรกิจ

มาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับประเด็นที่พี่น้องแรงงานหลายท่านกังวลใจ ทางกระทรวงแรงงานได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ดังนี้:

  • ลูกจ้างที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ในช่วงน้ำท่วม ให้ถือว่าเป็นการหยุดงานโดยไม่นับเป็นวันลา เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง
  • สำหรับนายจ้างที่ต้องการฟื้นฟูกิจการหลังน้ำลด สามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือผ่านกองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมแซมสถานประกอบการ

การที่ จุลพันธ์ ห่วงใยพี่น้องชาวน่าน ส่ง 5 หน่วยงาน ก.แรงงาน ลงพื้นที่น้ำท่วม ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของภาครัฐ ที่มุ่งเน้นการดูแลสิทธิแรงงานท่ามกลางวิกฤตภัยธรรมชาติ ซึ่งนอกจากมาตรการช่วยเหลือข้างต้นแล้ว ทางกระทรวงยังเปิดช่องทางสายด่วน 1506 ให้ประชาชนสอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัย และเชื่อมั่นว่าการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนจะช่วยให้การฟื้นฟูหลังน้ำลดเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” ห่วงใยพี่น้องชาวน่าน ส่ง 5 หน่วยงาน ก.แรงงาน ลงพื้นที่น้ำท่วม

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนประเทศให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรับมือกับความท้าทายรอบด้านที่เรียกว่า 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, การกระจายความเสี่ยง, เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่ง ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ต้องเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก

กลยุทธ์ยกระดับเกษตรและ SMEs แบบ Cluster

การทำงานภายใต้ 4 คณะทำงานนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านระบบ Cluster เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมและกลุ่ม SMEs โดยมีแนวทางที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ภาคเกษตร: เน้นยกระดับการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแตต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  • SMEs: สร้าง SME Journey ที่ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบและเข้าถึงแหล่งทุน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy: ปรับโฉมจากแค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง
  • การค้าระหว่างประเทศ: เน้นการขยายตลาดใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัวในยุคใหม่ การทำงานที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงโดยมีกูรูอย่าง คุณวีระศักดิ์ และ คุณกอบศักดิ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ การให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คือกุญแจหลักที่จะกระจายรายได้และความมั่งคั่งให้ลงไปถึงฐานรากของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสัมฤทธิ์ใน 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

ปภ. เตือนมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว ไหลถึง อ.ท่าวังผา จ่อเข้าเมืองน่านคืนนี้

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานว่า ปภ. เตือนมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว ไหลถึง อ.ท่าวังผา จ่อเข้าเมืองน่านคืนนี้ หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภูเขา ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมากไหลหลากเข้าสู่พื้นที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุด: ปภ. เตือนมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว ไหลถึง อ.ท่าวังผา จ่อเข้าเมืองน่านคืนนี้

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประเมินเส้นทางน้ำ พบว่ามวลน้ำจากอำเภอปัวกำลังเคลื่อนตัวผ่านอำเภอท่าวังผา และคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงก่อนจะเข้าสู่เขตเทศบาลเมืองน่านในช่วงคืนนี้ ทาง ปภ. จึงได้ใช้ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านเซลล์บรอดคาสต์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเร่งอพยพกลุ่มเปราะบางและขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงทันที

มาตรการรับมือเมื่อ ปภ. เตือนมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว ไหลถึง อ.ท่าวังผา จ่อเข้าเมืองน่านคืนนี้

เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยสูงสุด ทาง ปภ. ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรหนัก และประสานความร่วมมือกับมูลนิธิต่างๆ เพื่อเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยมีแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนดังนี้:

  • ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • หากอาศัยอยู่ริมแม่น้ำหรือพื้นที่ราบเชิงเขา ควรเตรียมตัวอพยพทันทีเมื่อได้รับแจ้งเตือน
  • เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง และตัดกระแสไฟฟ้าหากน้ำเริ่มท่วมขังในตัวบ้าน
  • นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในลำธารหรือสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในช่วงนี้

นอกเหนือจากอำเภอเมืองน่านแล้ว มวลน้ำก้อนนี้จะเคลื่อนตัวเข้าสู่อำเภอเวียงสาในลำดับถัดไป ก่อนจะไหลลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งจากการประเมินพบว่าเขื่อนยังมีพื้นที่รองรับน้ำได้อีกพอสมควร อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้มีฝนตกหนักซ้ำเติมในพื้นที่ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าประมาทและเฝ้าระวังภัยจากดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากอย่างต่อเนื่อง

ทางรัฐบาลได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบางในศูนย์อพยพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างปลอดภัย เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – ปภ. เตือนมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว ไหลถึง อ.ท่าวังผา จ่อเข้าเมืองน่านคืนนี้

“สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ทันที

“สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ทันที

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ล่าสุด “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยได้สั่งการให้รัฐมนตรีและตัวแทนรัฐบาลลงพื้นที่ทันทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในการนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศยกเลิกภารกิจทั้งหมดเพื่อมุ่งหน้าสู่พื้นที่วิกฤต โดยเน้นย้ำถึงมาตรการการช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การอพยพประชาชน การจัดหาอาหารกล่องปรุงสุก รวมถึงการดูแลผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยงของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการเร่งด่วนหลัง “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์ผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ว่ามีการเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายสุริยะได้กำชับให้โครงการชลประทานน่านเตรียมความพร้อมรับมือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้:

  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้วในอำเภอเมือง และขนาด 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่องในอำเภอเวียงสา
  • ระดมรถแบ็กโฮและรถบรรทุก 7 คัน เพื่อเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำตามคอสะพาน
  • สนับสนุนยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และเสบียงสำหรับปศุสัตว์แก่พื้นที่ที่เข้าถึงยาก

สถานการณ์น้ำท่วมน่านถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด การที่ “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความห่วงใย แต่ยังเป็นการสั่งการเชิงรุกเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมน้ำคอยติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพราะสภาพอากาศอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าการช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความลำบากให้พี่น้องประชาชนได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน สั่งทุกหน่วยช่วยประชาชน-เกษตรกรทันที

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมน่าน สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-รถแบคโฮ ช่วยผู้ประสบภัย

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมน่าน สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-รถแบคโฮ ช่วยผู้ประสบภัย

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้หลายพื้นที่ของจังหวัดน่านเผชิญกับอุทกภัยอย่างหนัก ล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศยกเลิกภารกิจด่วนเพื่อลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้กรมชลประทานระดมเครื่องมือหนักเข้าพื้นที่ทันที

ในวันนี้ การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างเข้มข้น นายสุริยะย้ำว่า รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมน่าน สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-รถแบคโฮ ช่วยผู้ประสบภัย เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเน้นย้ำเรื่องการจัดหาอาหารกล่องปรุงสุก การอพยพผู้ประสบภัย และการดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยงในพื้นที่

การเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

ทางด้านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รายงานว่า ปริมาณฝนสะสมในพื้นที่อำเภอปัวและอำเภอเมืองน่านอยู่ในเกณฑ์สูงมาก ทำให้แม่น้ำน่านมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงต้องปฏิบัติงานเชิงรุกเพื่อให้มั่นใจว่าสถานการณ์น้ำจะถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

  • การติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว ในอำเภอเมืองน่าน
  • การส่งเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่อง ไปยังอำเภอเวียงสา
  • การระดมเครื่องจักรกล รถแบคโฮ และรถบรรทุกเทท้ายกว่า 7 คัน เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ความพยายามในการจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ การที่ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมน่าน สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-รถแบคโฮ ช่วยผู้ประสบภัย นั้น ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรม แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านที่กำลังลำบาก

เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยโปรดติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์น้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเตรียมพร้อมรับมือถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์น้ำหลากเช่นนี้

หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวคุณเองครับ

ที่มา – รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมน่าน สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องสูบน้ำ-รถแบคโฮ ช่วยผู้ประสบภัย

นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น แมกโนเลีย ไว้เป็นที่ระลึก

เป็นภาพที่อบอุ่นและน่าประทับใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย โดยได้ถือโอกาสแวะเยี่ยมชมวัดไทย พร้อมกับทำกิจกรรมสำคัญอย่าง นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความผูกพันระหว่างไทยและออสเตรเลียที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

การเดินทางไปเยือนวัดธัมมธโร ณ กรุงแคนเบอร์ราครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาพร้อมกับภริยา และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้แทนของออสเตรเลีย รวมถึงพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน กิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการปลูกต้นแมกโนเลียสายพันธุ์ “Inspiration” ซึ่งสื่อความหมายถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ

ความหมายดีๆ จากกิจกรรม นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

วัดธัมมธโรไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยในออสเตรเลียที่ตั้งมั่นมากว่า 30 ปี การที่นายกฯ ได้มาเยือนและปลูกต้นไม้มงคลไว้ที่นี่ นับเป็นการสร้างความประทับใจให้กับพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัดแห่งนี้อีกมากมาย ดังนี้:

  • วัดธัมมธโรเป็นวัดไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในแคนเบอร์รา
  • เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ
  • ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลออสเตรเลียในการสนับสนุนกิจกรรมพหุวัฒนธรรม

นายกรัฐมนตรีได้เข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสและถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนจะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจกระชับความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในช่วงค่ำวันเดียวกัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก โดยมีรากฐานจากความศรัทธาและความเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่านายกฯ จะเดินทางไปที่ไหน หัวใจที่นึกถึงชาติและศาสนายังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ การปลูกต้นไม้นี้เปรียบเสมือนการปลูกความหวังและแรงบันดาลใจให้งอกงามในดินแดนห่างไกล เพื่อให้คนรุ่นหลังได้จดจำความสัมพันธ์อันดีนี้สืบไป

ที่มา – นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

ลูกสาว เขม โสกา โต้รับตำแหน่ง ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองกัมพูชา เมื่อ ลูกสาว เขม โสกา โต้รับตำแหน่ง ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต โดยยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมืองของบิดาแต่อย่างใด หลังจากที่เธอได้รับแต่งตั้งให้มีสถานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

ลูกสาว เขม โสกา โต้รับตำแหน่ง ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต ไม่เกี่ยวเรื่องการเมือง

เขม มโนวิทยา บุตรสาวของอดีตผู้นำฝ่ายค้านชื่อดัง ออกมาปกป้องการตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต โดยระบุว่าภารกิจหลักของเธอคือการดูแลงานด้านกิจการระหว่างประเทศ และการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่เธอให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

เบื้องหลังการแต่งตั้งและกระแสวิพากษ์วิจารณ์

การเคลื่อนไหวของ ลูกสาว เขม โสกา โต้รับตำแหน่ง ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากอดีตบิดาของเธอเคยถูกตัดสินจำคุกถึง 27 ปีในข้อหากบฏ ก่อนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษในเวลาต่อมา นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการอ่อนแรงลงของฝ่ายค้านในกัมพูชาและการพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของรัฐบาล

  • การแต่งตั้งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา
  • มุ่งเน้นงานด้านเศรษฐกิจและการทูตในระดับสากล
  • ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก

ในมุมมองของนักวิชาการ การที่รัฐบาลดึงตัวบุตรสาวของอดีตคู่ปรับทางการเมืองมาร่วมงาน อาจเป็นความพยายามลดกระแสกดดันจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม เขม มโนวิทยา ยังคงยืนกรานว่าความรับผิดชอบต่อประเทศชาติคือสิ่งสำคัญที่สุดที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองเดิมที่มีอยู่

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สังคมกัมพูชาต้องจับตาดูต่อไปว่า บทบาทในฐานะทูตพิเศษจะสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในเวทีโลกได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าที่เห็นบนหน้าสื่อ

ที่มา – ลูกสาว “เขม โสกา” โต้ข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

“ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อ “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส” หลังจากที่เธอต้องต่อสู้กับคดีความมายาวนานกว่า 10 ปี โดยอ้างว่าถูกกระบวนการยุติธรรมยัดเยียดข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องโฉนดที่ดินที่เป็นข้อพิพาทหลักของครอบครัวนายอับบาส ซึ่งวันนี้ป้าดาได้ตัดสินใจเดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อขอคำชี้แจงจากผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนให้ได้

“ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

การปรากฏตัวของป้าดาในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรวบรวมความกล้าเพื่อทวงคืนความยุติธรรม ป้าดายืนยันว่า เธอไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการพิสูจน์ความจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนายอับบาสและบริวารรวม 31 ชีวิตนั้น คือการแจ้งความเท็จและการยัดคดีโดยใช้โฉนดที่ดินที่ไม่ถูกต้องมาเป็นหลักฐาน โดยเธอเน้นย้ำว่า:

  • ความจริง 3 สิ่งที่ปกปิดไม่ได้ คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และความจริง
  • หลักฐานการจับกุมในคดีนี้มีความคลุมเครือและไม่โปร่งใส
  • เธอพร้อมสู้เพื่อปกป้องทรัพย์สินและสิทธิอันชอบธรรมตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

เบื้องลึกปมข้อพิพาทและการ “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับคดีความอื่นๆ ป้าดาก็ยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิม เธอไม่กังวลต่อการถูกแจ้งความเอาผิดในประเด็นต่างๆ รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาพาดพิงถึงมาตรา 112 โดยมองว่าเป็นเพียงการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนความจริง ป้าดายังระบุด้วยว่าตนพร้อมที่จะแจ้งความกลับหากมีการดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีของสำนักงานที่ดินที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลเท็จ

บรรยากาศที่ สน.พระโขนง เป็นไปอย่างตึงเครียด มีการโต้เถียงกันระหว่างป้าดาและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นระยะ เนื่องจากป้าดารู้สึกว่าตนไม่ได้รับการตอบสนองที่ชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดี ซึ่งทางตำรวจได้ชี้แจงว่าคดีเข้าสู่ชั้นศาลแล้ว หากมีหลักฐานใหม่ควรนำไปยื่นต่อศาลตามกระบวนการ แต่ป้าดาก็ยังคงยืนยันว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยถูกเรียกไปสอบปากคำอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความผิดปกติอย่างยิ่งในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน

ความพยายามของป้าดาในการเรียกร้องความยุติธรรมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบยุติธรรมไทยที่ประชาชนหลายคนต้องเผชิญ การที่เธอออกมา “เปิดหน้าชน” กับหน่วยงานรัฐไม่ใช่แค่เรื่องของโฉนดที่ดิน แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความถูกต้องที่เธอเชื่อมั่น บทเรียนจากกรณีนี้คือ พลังของการติดตามคดีอย่างต่อเนื่องและการรวบรวมหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม การที่ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – “ป้าดา” บุก สน.พระโขนง ขอดูหลักฐาน เชื่อโดนยัดคดีปมที่ดิน “อับบาส”

Scroll to top