กฎหมายไทย

“มท.1” สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การมีนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารักกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ล่าสุด มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก ทั่วทุกจังหวัด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่ามาเยือน

มท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงคำสั่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.1 ที่กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด หลังจากเกิดกรณีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติดำเนินพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

ปลัดมหาดไทยยืนยันชัดเจนว่า ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่สามารถใช้เส้นสายหรืออิทธิพลมาทำผิดกฎหมาย ข่มเหง หรือรังแกเจ้าของประเทศได้ มท.1 ย้ำว่า “ไม่มีใครเส้นใหญ่และไม่รับเคลียร์ทุกกรณี” จะดำเนินการเด็ดขาดทุกเคส

ตัวอย่างปัญหาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

จากการตรวจสอบพบปัญหาเด่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะกลุ่มชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ที่ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวมาแอบแฝงประกอบอาชีพและทำธุรกิจนอมินี ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างชัดเจน

  • ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงานผิดกฎหมาย
  • ทำธุรกิจนอมินีหลบเลี่ยงภาษี
  • ก่อความเดือดร้อนให้ชุมชนท้องถิ่น

มาตรการ Zero Tolerance ที่ภูเก็ต

สำหรับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้มาตรการ “Zero Tolerance” หรือไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ หากพบการกระทำผิดร้ายแรง จะเพิกถอนสิทธิ์การพำนักและเนรเทศทันที โดยเฉพาะกรณีขับขี่รถโดยไม่มีใบอนุญาต จะส่งฟ้องศาลทุกราย ไม่มีข้อยกเว้น

  • เพิกถอนวีซ่าและเนรเทศหากผิดร้ายแรง
  • ฟ้องศาลกรณีขับรถไม่มีใบขับขี่
  • ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดทุกวัน

เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งมท.1 สั่งลุยจัดการนักท่องเที่ยวทำตัวไม่น่ารัก

กระทรวงมหาดไทยมุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เปิดกว้าง และน่าดึงดูด แต่ต้องแลกมาด้วยการเคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และสิทธิของผู้อื่น พฤติกรรมไม่น่ารัก เช่น ทิ้งขยะสกปรก ขับรถประมาท ก่อกวนชาวบ้าน หรือทำผิดกฎจราจร ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวที่คาดหวังกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังช่วยปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม คำสั่งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้เทียบเท่านานาชาติ

คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติควร:

  • เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • มีใบขับขี่ที่ถูกต้องหากขับขี่
  • ไม่ทิ้งขยะและรักษาสิ่งแวดล้อม
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากพบพฤติกรรมไม่ดี

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแบบนี้ จะทำให้ไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวระดับโลกที่ทุกคนเคารพและอยากกลับมาอีก คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้!

ที่มา – “มท.1” สั่งลุยทั่วประเทศใช้กฎหมายจัดการนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่ทำตัวไม่น่ารัก

“ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน กลายเป็นประเด็นร้อนที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมากวักมือเรียกสื่อมวลชนชี้แจงด้วยตัวเอง หลังจากคำพูดของเขาถูกตัดตอนจนเกิดความเข้าใจผิดในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเวลา 08.57 น. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารในวงการการเมืองไทยที่มักถูกบิดเบือน

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน

นายปกรณ์ เริ่มต้นด้วยการกวักมือเรียกสื่อ เพื่อเคลียร์ปมที่เกิดจากคำถามของนักข่าวเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทสำหรับค้ำประกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เขายืนยันว่า ตนตอบแค่ข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ในกรณีจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำจริง แต่ถูกตัดตอนจนดูเหมือนเขาสนับสนุนเต็มตัว

“สื่อถามว่ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินทำได้หรือไม่ ผมตอบว่าทำได้ตามกฎหมาย แล้วนักข่าวถามต่อว่าจะกู้ค้ำประกันกองทุนน้ำมันได้ไหม ผมก็บอกว่าทำได้ แต่เรื่องไปถึงไหนต้องถามกระทรวงการคลัง” นายปกรณ์อธิบายอย่างละเอียด พร้อมโวยว่าถูกตัดตอนคำพูด ทำให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนัก “กลายเป็นว่าผมไปบอกว่าจะกู้เงินซะแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ด้วยข้อกฎหมาย

รองนายกฯ ฝั่งกฎหมายคนนี้ ย้ำชัดว่า ตนแค่ให้ความรู้ทางกฎหมาย ไม่ใช่การเมืองอาชีพ เขายินดีอธิบายรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญ แต่ขออย่าถามประเด็นการเมืองที่ต้องรอ ครม. และพรรคร่วมตัดสินใจ นอกจากนี้ ยังเผยว่านายกรัฐมนตรีเข้าใจเรื่องนี้ดี และเหตุผลที่ผู้นำไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะกลัวถูกตัดตอนเหมือนกัน

  • มาตรา 172 รัฐธรรมนูญ: อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีออกพ.ร.ก.เมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน
  • ตัวเลข 5 แสนล้าน: มาจากคำถามนำของสื่อ ปกรณ์ย้ำว่าไม่รู้รายละเอียด ต้องถามกระทรวงการคลัง
  • สถานะปัจจุบัน: ยังไม่มีแผนชัดเจน ต้องคุยกันหลายฝ่ายก่อน
  • ริสแบนด์สีเหลือง: สัญลักษณ์ “Better Regulation for Better Life” แสดงเจตนาทำเพื่อประชาชน

นายปกรณ์ พ้อว่า “ไม่น่าเชื่อว่าเล่ากฎหมายให้ฟังกลายเป็นประเด็นปัญหา” และขอร้องอย่าทำให้สังคมสับสน โดยเฉพาะในยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องประคองบ้านเมืองไปข้างหน้า แทนที่จะทะเลาะกันเรื่องเข้าใจผิด

บริบทของเรื่องนี้มาจากปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดดุลหนัก จากราคาน้ำมันผันผวนและการชดเชยราคาให้ประชาชน ซึ่งอาจต้องใช้เงินกู้จำนวนมากเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงาน รัฐบาลจึงพิจารณาเครื่องมือทางกฎหมายอย่างพ.ร.ก. แต่ต้องวางแผนระยะยาว คิดถึงกำลังชำระหนี้ และผลกระทบต่อประชาชน 65 ล้านคน ไม่ใช่ตัดสินใจปุบปับ

หลังชี้แจงเสร็จ นายปกรณ์ยกมือไหว้สื่อ ขออภัยหากดูดุ แต่เน้นย้ำว่าต้องการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เมื่อถามย้ำตัวเลข 5 แสนล้าน เขาถามกลับว่าใครถามก่อน แล้วย้ำว่าเป็นคำถามนำ และตนหัวเราะตอนนั้น เปิดเทปดูได้

เหตุการณ์ ปกรณ์ เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน นี้ สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สังคมควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ

จากมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่าผู้บริหารอย่างปกรณ์ที่เน้นกฎหมายและเหตุผล สามารถช่วยคลายปมได้ หากสื่อนำเสนอครบถ้วน การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น คุณลองคิดดูสิ หากทุกฝ่ายสื่อสารโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงดราม่าแบบนี้ได้มากแค่ไหน? คอมเมนต์ด้านล่าง แชร์ความเห็นของคุณเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงินนี้ได้เลย!

ที่มา – “ปกรณ์” กวักมือเรียกสื่อเคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน โวยถูกตัดตอนคำ แจงแค่ตอบข้อกฎหมาย

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

“บิ๊กเล็ก” งง “ฮุน มาเนต” ประท้วงไทย ถามกลับวางทุ่นระเบิด-รั้วลวดหนาม อันไหนแรงกว่ากัน ซัดพฤติกรรมคล้ายมีการวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

วันที่ 18 ก.ย.2568 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และว่าที่รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระดับที่ตนรับผิดชอบคือการเจรจา เริ่มจาก GBC ก่อน ในข้อ 4 ระบุไว้แล้วว่าให้บริหารจัดการพื้นที่ และผู้ว่าฯ ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน และเมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 68) ที่ผู้ว่าฯสระแก้ว ไปคุยกับผู้ว่าบันเตียเมียนเจย ก็ยังไม่มีผลคืบหน้า ซึ่งต้องรอรัฐบาล และเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวาน ในขั้นการประชุม ก็คงให้ประชุม RBC โดยเมื่อเช้านี้ได้โทรไปคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 ให้เร่งประชุม RBC ถ้าไม่ได้ความชัดเจน คราวหน้าตนก็จะไปทวงในการประชุม GBC อีกครั้ง “ผมยืนยันว่า เราตกลงกันแล้ว โดยได้คุยกับ พลเอก เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แล้ว ว่าในพื้นที่ของฝ่ายไทย จะดำเนินการตามกฎหมายไทย” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

“อนุทิน”ย้ำชัดอธิปไตยอันดับแรก

ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้มีปัญหาขึ้นอีกหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเกิดก็ต้องเกิด เพราะมันเขตประเทศไทย และเราใช้กฎหมายไทยอยู่ เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ากัมพูชาปากว่าตาขยิบ พลเอก ณัฐพล ยอมรับว่า ก็คงอย่างนั้น พร้อมระบุว่าขณะนี้ ศบ.ทก. ที่ตั้งมาโดยรัฐบาลเก่ากำลังจะพ้นสภาพ ทำให้ความรับผิดชอบของตนเหลือความเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตนก็ต้องมองเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็คงต้องรัฐบาลใหม่ที่จะว่ากัน ยืนยันว่ารัฐบาลอนุทินมีความชัดเจน เรื่องอธิปไตยต้องมาอันดับแรก แต่ตัวนโยบายลายลักษณ์อักษร อาจจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยแต่

คล้ายจงใจสร้างปัญหา

เมื่อถามว่า เวลาประชุม GBC มีการตอบรับจากกัมพูชาดี แต่ในขณะที่พื้นที่มีปัญหาหยุมหยิมตลอด พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ก็แบบที่เคยบอก คือดูคล้ายเขามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่หน้างานก็เป็นแบบนี้ ทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 และด้านจันทบุรี-ตราด ซึ่งตนก็ย้ำอยู่เสมอว่า เจรจาก็ว่ากันไป ส่วนหน้างานก็ว่ากันไป ถ้าวันใดวันหนึ่ง ที่มารุกล้ำก็ต้องดำเนินการตามกฎการใช้กำลัง ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เราไม่ยอมแน่นอนในเรื่องเขตอธิปไตยของเรา ถ้ามีการกระทำที่เกินกว่าเหตุมากกว่านี้ ก็ต้องมีการจับกุมบ้าง เพราะจากการสังเกตเมื่อวานนี้น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของฝ่ายกัมพูชา พอมากระทำแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีหนังสือไปถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่สอดรับกันมาก

ชมเจ้าหน้าที่ไทยทำตามขั้นตอน

“การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วงกับประเทศต่างๆ ว่าไทยกระทำต่อชาวกัมพูชา ซึ่งภาพต่างๆที่เกิดขึ้นอยากจะเรียนว่า 1.หัวหน้าชุด IOT ของฝ่ายไทย ที่มาจากมาเลเซีย ได้กล่าวชมเชยไทยเมื่อวาน ว่าปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งเราต้องพยายามทำตามขั้นตอนไว้ แต่สิ่งที่เกินกว่าเหตุก็สามารถข้ามขั้นตอนได้ 2.การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วง ผมก็ไม่เข้าใจ ในขณะที่เราประท้วงกัมพูชาว่ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ทัพภาค 2 กัมพูชากลับมาประท้วงไทยว่าวางรั้วลวดหนาม ซึ่งก็ต้องดูว่าอันไหนมันแรงกว่ากัน ตรงนี้ก็คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ให้ทำหนังสือประท้วงไปเช่นกัน”

ย้ำกัมพูชา ขอใช้กฎหมายไทย

เมื่อถามว่า ครบ 30 วันแล้ว เดดไลน์เขายังไม่ย้ายออกจากพื้นที่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ JBC ในเดือนพฤศจิกายนอีกรอบ จะล่าช้าหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า มันยังมีการประชุม GBC คั่นกลางก่อน ซึ่งวันนั้นตนได้คุยกับ รมว.กลาโหมกัมพูชา ว่าในช่วงระหว่างนี้ให้ผู้ว่าฯ คุยกัน แต่ถ้าทำอะไรเกินกว่าเหตุ ไทยขอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะนี่เป็นแผ่นดินไทยชัดเจน

“วันนั้นผมจำได้แม่นว่า ผมพูดกับพลเอก เตีย เซยฮา ว่า แม้ว่าเส้นเขตแดนจะไม่ชัดเจน แต่สื่อทุกสำนักทราบว่ามันมีเส้นน้ำเงิน เส้นแดง ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 เส้นก็เป็นที่รับทราบทั่วไปแล้ว ผมบอกเขาไปว่า ระหว่างเส้นน้ำเงินเส้นแดงไม่ว่ากัน รอ JBC แต่ใต้เส้นแดงมานี่คือเขตของไทย ขอใช้กฎหมายไทย และเราก็คำนึงถึงมนุษยธรรมอยู่ว่าประชาชน 2 ฝ่ายในที่สุดก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องทำตามขั้นตอน แต่ถ้าเขาทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ ทางฝ่ายปกครองและฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาไม่มาดูแล ไม่มาจัดการ ฝ่ายไทยก็ต้องข้ามขั้นตอนไปเหมือนกัน คงต้องทำเกินกว่าที่ตกลงกันไว้“

ไม่บอก กระชับพื้นที่คืนหรือไม่

เมื่อถามว่า จะใช้โอกาสนี้ในการกระชับพื้นที่คืนหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า อันนี้ไม่ขอบอก เพราะตนต้องระมัดระวังในการพูด เนื่องจากเป็นช่วงที่เป็น 2 สถานะคือ รักษาการรัฐบาลเก่า และตามสื่อก็อาจเป็นรัฐบาลใหม่ สถานะจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรได้ แต่ก็ได้คุยเป็นการส่วนตัวกับผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 ว่าขอให้ดำเนินการตามกรอบที่มีอยู่ เพราะเรามีกฎการใช้กำลังอยู่แล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกฎหมาย แต่กฎการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหมมีอยู่แล้ว และมอบอำนาจให้ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาค และ ผบ.กองกำลัง ทุกท่านมีอำนาจตัดสินใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำใดก็ตามที่ เป็นการล่วงล้ำอธิปไตย สามารถตัดสินใจได้ทันที

รอ “สมช.”เคาะสร้างรั้วชายแดน

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสร้างรั้วชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้มีความเห็นสองด้าน เนื่องจากในบางจุด มีคลองคั่นอยู่ตรงกลาง ทำให้เขตแดนอยู่กลางคลอง ถ้าเราสร้างรั้วขึ้นมาอยู่บนตลิ่ง จะมีความเห็นเป็นสองทาง ทางฝ่ายที่อยากให้สร้าง ต้องการมีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรม ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยจะบอกว่า เราจะเสียสภาพ การครอบครองระหว่างกลางคลองขึ้นมาได้ ตนจึงได้ให้ไปหารือในรายละเอียดอีกครั้ง อยากขอความเห็นใจว่า พอเราทำอะไรลงไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จะประท้วง เราจึงต้องทำในสิ่งที่สองฝ่ายตกลงร่วมกันได้ 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องนำเข้าไปพิจารณาในสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน เพราะเกี่ยวเนื่องกับอธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีคนพร้อมจะตัดพ้อต่อว่า ดังนั้น เมื่อเราเป็นรัฐบาลก็ต้องระมัดระวัง หลังจากครม. ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยทันที ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ปัญหาก็คือ ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นทางการ ต้องรอคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อพฤติกรรมของกัมพูชาที่ดูคล้ายมีการวางแผน บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ โดยมองว่าการกระทำต่างๆ สอดคล้องกับการฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในวันรุ่งขึ้น

ท่าทีของไทยต่อกรณี บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

ทางฝั่งไทยยืนยันที่จะรักษากฎหมายและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งดำเนินการตามขั้นตอน แต่หากสถานการณ์เกินเลย ก็พร้อมที่จะตอบโต้เพื่อปกป้องดินแดน นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้ตั้งคำถามถึงการประท้วงของกัมพูชาว่า การวางทุ่นระเบิดกับการสร้างรั้วลวดหนาม สิ่งใดรุนแรงกว่ากัน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาทำให้เกิดคำถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาชายแดน การที่ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ นั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความระมัดระวังที่ไทยมีต่อการกระทำของกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กเล็ก”ซัดพฤติกรรมกัมพูชาคล้ายวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

วิโรจน์ชี้ กัมพูชายั่วยุไทยใช้กำลัง!

“วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง หวังฟ้องชาวโลก เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติตามขั้นตอนการสลายฝูงชน ไม่ให้เกิดการจลาจล

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ยืนยันไม่ได้ตำหนิกันจอมพลัง ที่นำรถสูบส้วมไปเตรียมพ่นใส่ชาวกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยระบุว่าเข้าใจคุณกัน และรู้ว่าหลายคนตำหนิตน แต่สิ่งที่ได้แสดงความเห็นไป “แค่ต้องการชวนสนทนาว่า หากเราไปฉีด ไปพ่นอึ ก็เท่ากับฉีดในบ้านเรา คนของเราต้องมาเหม็นกลิ่นนี้ด้วย คุณคิดว่าสุดท้ายกัมพูชาจะมาเก็บกวาดให้เราหรือ” เพียงแต่อยากชวนให้คิดว่าหากทำแบบนั้น จะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการยั่วยุให้คนไทยโกรธ แล้วก็จะนำสิ่งที่เราทำไปฟ้องชาวโลกว่าเราย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

ถามใครดมกลิ่นรถส้วม

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนำรถหลายสิบคันมาจอดทิ้งไว้ รถส้วมมันก็มีกลิ่น ถามว่าใครเป็นคนดมกลิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเป็นคุณวิโรจน์ถูกท้าทายแบบนั้น จะทำอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็ใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ใช้เสียงคลื่นความถี่สูง ใช้กล้องวงจรปิดดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะบอกให้ปล่อยเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประชาชนก็ให้กำลังใจร้องเพลงชาติในระยะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยได้ เพราะเรามั่นใจชาวกัมพูชาได้อย่างไรว่าที่มาประท้วง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา คนพวกนี้เป็นทหารบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ หากเขาซ่อนอาวุธไว้ ถ้าคนไทยไปเจอกระสุนปืนปริศนาขึ้นมา คิดว่าเจ้าหน้าที่คงไม่พอใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากัมพูชาต้องการสร้างความวุ่นวาย แล้วเราจะให้ความวุ่นวายกับเขาทำไม

แนะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

“ถ้าเป็นผม ผมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เลย อุปกรณ์สลายฝูงชนต่างๆ เอาเข้ามาประจำการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง แทนที่จะนำรถส้วม แบบนี้ได้ผลกว่า และไม่ละเมิดกติกาสากล ไม่ได้ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งนานาประเทศเขาใช้กัน ไม่ให้เกิดจลาจลขึ้น ขอย้ำว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุ ให้เราใช้กำลัง เพื่อจะไปขยายผลในเวทีโลกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลก และอึที่จะฉีด ถามว่าเลอะบ้านใคร มันจะเลอะกำแพงบ้านของเราเอง เลอะประตูบ้านเราอีก อีกฝั่งมันปีนรั้วกลับไป สุดท้ายใครเป็นคนเก็บ ใครต้องเป็นคนดมกลิ่น ถ้าไม่ใช่คนไทย แบบนี้ แจ้งความเอาตำรวจลากคอมันเข้าคุกไม่ดีกว่าหรือ” นายวิโรจน์ กล่าว

วิโรจน์ชี้ กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

ทำไมวิโรจน์ถึงคิดว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง?

จากบทสัมภาษณ์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง โดยเขามองว่าการตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงหรือไม่เป็นสากล อาจจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการสร้างภาพให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย เช่น การใช้รถสูบส้วม อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศเอง และไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นายวิโรจน์เสนอแนะให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการจลาจล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการการจัดการที่รอบคอบ การตอบโต้ด้วยอารมณ์อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ การพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว และการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นายวิโรจน์ออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์และยั่งยืน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกัน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

สิ่งที่วิโรจน์เน้นย้ำคือ การรักษาสติและไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้าม การตอบโต้อย่างมีเหตุผลและเป็นไปตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน การพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สันติวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิโรจน์เกี่ยวกับเรื่อง กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

Scroll to top