กรมชลประทาน

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

“ธรรมนัส” ยัน น้ำท่วมปทุมฯ – นนทบุรี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่“ สั่งกรมชลประทาน เร่งสำรวจความเสียหาย – เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

วันที่ 12 ต.ค. 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุหลายลูก โดยพายุลูกสุดท้ายกำลังเจือจางลง ซึ่งทำให้จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบน้ำท่วมในบางพื้นที่ เบื้องต้นได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้าน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่รับมืออย่างเต็มรูปแบบ ยืนยันว่า รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางได้

ส่วนสาเหตุน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไหลรวมกับน้ำทะเล จึงเอ่อล้นท่วมบ้านประชาชนจังหวัดปทุมธานี ส่วนจังหวัดนนทบุรีมั่นใจว่า “เอาอยู่” อาจท่วมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นกรมชลประทานกำลังเร่งสำรวจความเสียหายให้เร็วที่สุด

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังกล่าวว่า มวลน้ำที่มาจากภาคเหนือเริ่มมีปริมาณน้อยลง สามารถบริหารจัดการได้ ส่วนจังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาสจะเริ่มมีพายุก่อตัวขึ้น วันนี้จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือพายุภาคใต้

เมื่อถามย้ำว่าปีนี้เอาน้ำท่วมอยู่หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส บอกว่า ปีนี้ “เอาอยู่”

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ล่าสุด ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ และให้ความมั่นใจว่า ภาครัฐจะสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้ในปีนี้

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุหลักของน้ำท่วมในจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ทางกรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมในนนทบุรี “เอาอยู่” จริงหรือ?

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดนนทบุรี ร้อยเอก ธรรมนัส ยืนยันว่า สถานการณ์ยังอยู่ในความควบคุม และมั่นใจว่า จะสามารถ “เอาอยู่” ได้ โดยอาจมีน้ำท่วมในบางพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพรและนราธิวาส

เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐอย่างละเอียด เรามาดูกันว่ามีมาตรการอะไรบ้างที่ถูกนำมาใช้:

  • การเร่งระบายน้ำ: กรมชลประทานกำลังเร่งระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
  • การเสริมแนวป้องกัน: มีการเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
  • การให้ความช่วยเหลือ: หน่วยงานต่างๆ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • การแจ้งเตือนภัย: มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าร้อยเอก ธรรมนัส จะให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะ “เอาอยู่” แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ประชาชนทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การเตรียมพร้อมรับมือ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่”น้ำไม่ท่วมนนทบุรี เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

ชาวปทุมธานีเร่งเก็บของ หวั่นน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ปทุมธานีกำลังเป็นที่กังวลใจของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทุกคนยังคงหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องเร่งเก็บของขึ้นชั้น 2 เพื่อป้องกันความเสียหาย หวั่นน้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 ซึ่งเป็นมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ชาวปทุมธานี บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา เร่งเก็บของขึ้นชั้น 2 หวั่นน้ำท่วมซ้ำรอยปี 54

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 สถานการณ์น้ำท่วมบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ยังคงวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจพบว่าระดับน้ำสูงทะลักเข้าสู่บ้านเรือนประชาชนและท่วมสะพานต่าง ๆ ทำให้การสัญจรลำบาก ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่นี้เล่าว่า น้ำท่วมขังมานานหลายวันแล้ว จนต้องรีบเก็บสิ่งของมีค่าขึ้นไปไว้บนชั้นสองของบ้าน หรือใช้วิธีมัดข้าวของไว้ใต้ถุนบ้านเพื่อไม่ให้ถูกน้ำพัดพาไป

ความหวาดกลัวยังคงค้างคาใจทุกคน โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียทรัพย์สินและต้องอพยพออกจากบ้านเรือน “เรากลัวมากเลยครับ ถ้าน้ำขึ้นมาอีกแบบนั้น เราจะอยู่ยังไง” ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด การเตรียมตัวรับมือจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในขณะนี้

ภาพน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปทุมธานี

การเพิ่มระดับน้ำจากกรมชลประทาน

สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อกรมชลประทานออกประกาศแจ้งเตือนว่าจะปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนให้สูงขึ้นถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันนี้ (3 ต.ค. 2568) เป็นต้นไป การระบายน้ำในปริมาณนี้จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ริมน้ำอย่างปทุมธานี

กรมชลประทานจึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มย้ายสิ่งของสำคัญไปยังที่ปลอดภัย และบางครอบครัวเตรียมแผนอพยพหากสถานการณ์เลวร้ายลง นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าช่วยเหลือในการติดตั้งกระสอบทรายกั้นน้ำและแจกจ่ายของช่วยเหลือเบื้องต้น

เคล็ดลับป้องกันน้ำท่วมสำหรับบ้านริมน้ำ

เพื่อช่วยให้ชาวปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียงรับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เราได้รวบรวมเคล็ดลับสำคัญมาฝาก ดังนี้:

  • เก็บของขึ้นที่สูง: นำเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของมีค่าขึ้นชั้นสองหรือที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม
  • ติดตั้งระบบกันน้ำ: ใช้กระสอบทรายหรือแผ่นกั้นน้ำบริเวณทางเข้าบ้าน
  • เตรียมเอกสารสำคัญ: เก็บเอกสารและเงินสดไว้ในที่กันน้ำ
  • ติดตามข่าวสาร: ฟังประกาศจากกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
  • วางแผนอพยพ: กำหนดจุดนัดพบครอบครัวและเส้นทางหนีภัยล่วงหน้า

นอกจากนี้ การมีประกันภัยบ้านก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน หากเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักและการจัดการน้ำจากเขื่อน ซึ่งคล้ายคลึงกับปี 2554 แต่ด้วยบทเรียนที่ผ่านมา ประชาชนสามารถรับมือได้ดีกว่าเดิม หากทุกคนร่วมมือกันและปฏิบัติตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่

สุดท้ายนี้ อย่าประมาทกับสถานการณ์น้ำท่วม หากคุณอาศัยในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอและเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัว

ที่มา – ชาวปทุมธานี บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา เร่งเก็บของขึ้นชั้น 2 หวั่นน้ำท่วมซ้ำรอยปี 54

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากอิทธิพลของพายุบัวลอยที่ทำให้ฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูง จนกรมชลประทานต้องออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะที่ เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกคนกำลังจับตามอง

เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 8 ไปยัง 11 จังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และอื่นๆ จากการคาดการณ์ ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำนครสวรรค์ (C.2) จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,700-2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วง 1-9 ตุลาคม ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นตามไปด้วย

เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ กรมชลประทานจำเป็นต้องใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนชะลอน้ำ และตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่เนื่องจากฝนยังตกหนักในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา การเพาะปลูกข้าวนาปีที่ยังเกี่ยวไม่เสร็จ ทำให้ต้องแบ่งรับน้ำเข้าท่อชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 400 ลบ.ม./วินาที จึงต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าในการเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิมไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็นไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันได โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้น 10-40 เซนติเมตร ต่อการปรับแต่ละครั้ง

พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจากเขื่อนเจ้าพระยา

พื้นที่นอกคันกั้นน้ำที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ มีดังนี้

  • คลองโผงเผง จ.อ่างทอง และคลองบางบาล จ.อยุธยา รวมถึง ต.หัวเวียง อ.เสนา ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.อยุธยา (แม่น้ำน้อย)
  • วัดสิงห์ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
  • อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
  • วัดไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง
  • ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • วัดเสือข้าม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
  • บ้านท่าทราย อ.สรรพยา จ.ชัยนาท
  • ต.อินทร์บุรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี
  • ต.เทวราช อ.ไชโย จ.อ่างทอง

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 2,770 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยา (C.13) ระดับน้ำเหนือเขื่อน 16.37 ม.รทก. ท้ายเขื่อน 15.70 ม.รทก. ห่างตลิ่ง 64 ซม. และระบายที่ 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ที่ C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ไหลผ่าน 2,479 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานได้ปรับเพิ่มการระบายจาก 2,300 เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 20 ซม.

หากน้ำเหนือเพิ่มเกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที จะแจ้งเพิ่มเติม กรมฯ จะบริหารจัดการเต็มศักยภาพ เพื่อลดความเสียหาย

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังแจ้งเตือน 11 จังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย รวมถึงบริษัท ห้างร้าน เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่าง ต.โพนางดำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านบางส่วนเริ่มอพยพขึ้นมานอนริมถนนสายคันคลองมหาราช หลังมวลน้ำปริ่มตลิ่ง นายจรัญ ขวัญเผือก ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า “ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ท่วมเพราะมีคันดินกั้น แต่เราขึ้นมาริมถนนกว่า 10 วันแล้ว เพื่อเตรียมขนของ ถ้าน้ำมาไม่ทัน แม้ไม่สะดวกแต่ไม่ลำบากมาก ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังอยู่บ้าน แต่แถบใต้ติด ต.ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี ขึ้นมามากกว่า”

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในฤดูฝนที่พายุลูกแล้วลูกเล่าตามมา ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากกรมชลประทานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์น้ำล่าสุด แนะนำให้เช็คเว็บไซต์กรมชลประทานหรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัย หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมเตรียมเสบียงและแผนอพยพไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้รับมือได้ดีขึ้น

ที่มา – เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได ชาวบ้านเริ่มหนีนอนถนน

วิกฤติ! “เขื่อนเจ้าพระยา” ระบายต่อเนื่อง ท่วม 300 หลัง

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! “เขื่อนเจ้าพระยา” ยังคงตรึงการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 300 หลังคาเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้กรมชลประทานได้แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อน แต่ล่าสุดได้ยกเลิกการปรับเพิ่ม และคงอัตราการระบายอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ไปก่อนในระยะนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของพื้นที่ท้าย เขื่อนเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่เร่งกรอกกระสอบทรายเพื่อวางแนวป้องกันในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำท่วมชุมชน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถต้านทานปริมาณน้ำที่มากได้ ทำให้มีบ้านเรือนประชาชนท้ายเขื่อนถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 300 หลังคาเรือน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 2,206 ลบ.ม./วินาที ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 16.91 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.23 เมตร/รทก. ระดับน้ำสูงขึ้นจากเมื่อวาน 30 ซม. ซึ่งระดับน้ำห่างจากตลิ่งอยู่ที่ 1.11 เมตร และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งส่งผลทำให้ที่สถานี C.3 บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี มีปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดอยู่ที่ 2,247 ลบ.ม./วินาที

นายอนุชา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ ต.หาดอาษา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมให้กำลังใจชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่กำลังช่วยกันกรอกกระสอบทราย เพื่อสร้างเป็นคันป้องกันน้ำท่วม หลังจากที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้จะล้นข้ามถนน

นายอิทธิรัชต์ อาสาสรรพกิจ กำนันตำบลหาดอาษา เผยว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่ยังถือว่าปลอดภัย แต่มีบางจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำอาจเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นได้ ทางเทศบาลตำบลหาดอาษา ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมกันกรอกกระสอบทรายเสริมป้องกันน้ำ หาก เขื่อนเจ้าพระยา มีการเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 2,200 ลบ.ม./วินาที ก็จะมีจุดเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังกังวลใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำ และต้องการกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องต้นได้ประสานไปยังนายอำเภอสรรพยา เพื่อขอกำลังพลเจ้าหน้าที่ทหาร จากกองบิน 4 และเจ้าหน้าที่ทหาร จากศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินทหารบก จ.ลพบุรี คาดว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้คงไม่เกิดวิกฤติมากนักในพื้นที่ แต่ก็ยังกังวลใจในเรื่องของพายุที่อาจจะเข้ามาทางด้านตอนบน

เขื่อนเจ้าพระยา

สถานการณ์ปัจจุบันของเขื่อนเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจาก เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนอย่างมาก การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

  • การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • การขุดลอกคูคลอง
  • การสร้างพื้นที่แก้มลิง

มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วม และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือกำลังแรงกาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องร่วมชาติ

ที่มา – “เขื่อนเจ้าพระยา” ตรึงการระบายต่อเนื่อง เอ่อล้นท่วมบ้านประชาชนแล้ว 300 หลัง

สถานการณ์ล่าสุด! **เขื่อนเจ้าพระยา** เร่งระบายน้ำ

สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง! **เขื่อนเจ้าพระยา** ยังคงระบายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมและเตรียมรับมืออย่างเร่งด่วนด้วยการกั้นกระสอบทราย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 กรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องปรับการระบายน้ำท้าย**เขื่อนเจ้าพระยา**จากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา

ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกคันกั้นน้ำในพื้นที่เสี่ยง เช่น คลองโผงเผง (อ่างทอง), คลองบางบาล (พระนครศรีอยุธยา), วัดสิงห์ (สิงห์บุรี) และวัดไชโย (อ่างทอง) ควรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก กรมชลประทานจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ

**เขื่อนเจ้าพระยา** ระบายน้ำต่อเนื่อง

สถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ รายงานปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,237 ลบ.ม./วินาที ขณะที่**เขื่อนเจ้าพระยา** (ชัยนาท) มีระดับน้ำเหนือเขื่อน 17.22 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน 14.99 ม.รทก. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 30 ซม. ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 1.35 เมตร มีการผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานสองฝั่งรวม 438 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

ในพื้นที่หมู่ 3 ต.หาดอาษา อ.สรรพยา ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมต่ำสุดของตำบล เริ่มมีน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว นางชัณณ์ญาช์ สุภาวิตา นายกเทศมนตรีตำบลหาดอาษา ได้สั่งการให้อุดท่อระบายน้ำและวางแนวกระสอบทรายระยะทางกว่า 100 เมตรเพื่อสกัดน้ำ พร้อมเตรียมกระสอบทรายสำรองไว้เพิ่มเติม

ปัจจุบันมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 10 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ทางเทศบาลได้แนะนำให้ประชาชนเก็บของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย และหากการระบายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 2,500 ลบ.ม./วินาที จะเร่งเสริมแนวกระสอบทรายตลอดแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร

ข้อควรระวังและคำแนะนำ

  • ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม
  • เก็บของมีค่าไว้ในที่สูง
  • เคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียงไปยังที่ปลอดภัย
  • ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การมีสติและเตรียมพร้อมจะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้

ที่มา – “เขื่อนเจ้าพระยา” ระบายน้ำเพิ่มต่อเนื่อง ท้ายเขื่อนอ่วม เร่งกั้นกระสอบทราย

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“อรรถกร” รมว.เกษตรฯ สั่งระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” กำชับกรมชลฯ พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ แจ้งข่าวประชาชน ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือ “พายุคาจิกิ” สถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ

นายอรรถกร กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ของกรมชลประทาน

เพื่อให้การรับมือ “พายุคาจิกิ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานได้ดำเนินการดังนี้:

  • พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า: เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมา
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน: เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ: เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • จัดเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่: เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง: เพื่อติดตามสถานการณ์และปรับแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสม
  • ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน: เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการรับมือ “พายุคาจิกิ”

เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และวางแผนอพยพ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่

การรับมือกับพายุคาจิกิ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติให้เหลือน้อยที่สุด การเตรียมพร้อมและการรับมืออย่างมีสติจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” พร่องน้ำเขื่อน-อ่างเก็บน้ำแล้ว

เตือน! 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา กรมชลฯ ระบายน้ำ

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยากำลังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำ

เตือน 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา กรมชลจ่อระบายน้ำ 1,500 ลบ.ม. ท้ายเขื่อนขึ้นเกือบเมตร

กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลให้พื้นที่นอกคันกั้นน้ำในบางจังหวัดมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง และคลองบางบาล อำเภอเสนา และอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นอีก 0.10-0.90 เมตร

ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยเริ่มทยอยเก็บของขึ้นที่สูงแล้ว ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554 ยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนหวั่นเกรง

11 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ

นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 5 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่

  • จังหวัดอุทัยธานี
  • จังหวัดชัยนาท
  • จังหวัดสิงห์บุรี
  • จังหวัดอ่างทอง
  • จังหวัดสุพรรณบุรี
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • จังหวัดลพบุรี
  • จังหวัดปทุมธานี
  • จังหวัดนนทบุรี
  • จังหวัดสมุทรปราการ
  • กรุงเทพมหานคร

การแจ้งเตือนนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้จังหวัดเหล่านี้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์น้ำปัจจุบันและแนวโน้ม

จากการคาดการณ์ในช่วง 1-3 วันข้างหน้า ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,650–1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขามีปริมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณระหว่าง 1,750-1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทานจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,200–1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.10-0.90 เมตร บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่ ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่แม่น้ำน้อย โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน

หากมีปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นที่จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มากกว่า 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะแจ้งให้ทราบต่อไป

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สถานีวัดน้ำ C. อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,551 ลบ.ม./วินาที ที่เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 15.75 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 11.82 เมตร/รทก. ซึ่งระดับน้ำห่างจากตลิ่งอยู่ 4.52 เมตร และเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 1,150 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทานจะทำการบริหารจัดการน้ำ และควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ กรมชลประทานได้แจ้งเตือน 11 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามข่าวสารและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หาก 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ได้รับผลกระทบ

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม ยา และเอกสารสำคัญ รวมถึงการวางแผนอพยพหากจำเป็น จะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางอพยพในกรณีฉุกเฉิน

การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่ 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา

ที่มา – เตือน 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา กรมชลจ่อระบายน้ำ 1,500 ลบ.ม. ท้ายเขื่อนขึ้นเกือบเมตร

Scroll to top