กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ภูมิธรรม สั่ง! เรียกอธิบดี DSI คดีเขากระโดง

“ภูมิธรรม” แจงเรียกอธิบดี DSI เข้าพบ ฟังความคืบหน้าคดีเขากระโดง ชี้ เป็นอำนาจ DSI ยกเป็นคดีพิเศษหรือไม่ สั่งการแล้วให้ยึดกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้งใคร ยัน ไม่แทรกแซง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ารายงานปัญหาที่ดินเขากระโดง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ว่า ขึ้นอยู่กับอธิบดีดีเอสไอ ถ้าเข้าเงื่อนไขก็สามารถพิจารณา และถ้าอยู่ในอำนาจของดีเอสไอก็ดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือต้องการการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) อันนี้ค่อยนัดอีกที แต่อธิบดีดีเอสไอยังไม่มีการเสนออะไร

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ตนเพียงอยากฟังว่าอะไรเป็นอะไร จึงให้มารายงานให้ทราบ และกำชับว่า ให้ยืนยันในหลักของกฎหมาย อย่าไปคิดกลั่นแกล้งใคร ให้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และความเป็นจริง ถ้าผิดกฎหมายก็ดำเนินการ แต่ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีอะไรที่ต้องทำ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ในส่วนของกรมที่ดินดำเนินการเรื่องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ทราบเลย แต่ขณะนี้เขาทำหน้าที่อยู่ ถ้าชัดเจนคงประกาศ อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า ตั้งแต่วันที่ประกาศจะเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าแล้วหรือยัง นายภูมิธรรม ระบุว่า ก็ทำไปเยอะแล้ว เดี๋ยวถ้าชัดเจนเขาคงจะบอก ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเขา ตนไม่ได้แทรกแซง.

(แฟ้มภาพ)

เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง

จากกรณีที่ดินเขากระโดง กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีเขากระโดง สร้างความสงสัยและความสนใจให้กับประชาชนว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร

นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงในการดำเนินการ โดยสั่งการให้ DSI ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการกลั่นแกล้ง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีเขากระโดงจะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่นายภูมิธรรมเรียกอธิบดี DSI เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และต้องการเร่งดำเนินการให้เกิดความชัดเจนโดยเร็วที่สุด การดำเนินการใด ๆ ในอนาคตเกี่ยวกับคดีเขากระโดง จะต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาของ DSI และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ DSI จะรับคดีเขากระโดง เป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของอธิบดี DSI หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากต้องการความชัดเจนหรือการอนุมัติจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ก็จะต้องมีการนัดหารือกันอีกครั้ง

ในส่วนของกรมที่ดินที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง นายภูมิธรรมกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ขณะนี้กรมที่ดินกำลังทำหน้าที่อยู่ และหากมีความชัดเจนก็จะมีการประกาศให้ทราบต่อไป

การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย การดำเนินการใด ๆ จึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จะเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

สถานการณ์คดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง จะเป็นอย่างไรต่อไป ทุกฝ่ายยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาคดีเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดงจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

อีกทั้งการเรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

ที่มา – เรียกอธิบดี DSI พบ คุยคืบหน้าคดีเขากระโดง “ภูมิธรรม” สั่งยึดกฎหมาย-ข้อเท็จจริง

พ่อพาลูก ม.5 แจ้งความ แก๊งคอลฯ หลอกขู่ยึดทรัพย์


พ่อพาลูกชาย ม.5 แจ้งความแก๊งคอลฯ หลังถูกหลอกโอนเงินและวิดีโอคอลข่มขู่ทั้งคืน โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างว่าจะยึดทรัพย์ครอบครัวหากไม่ทำตาม พ่อเตือนเป็นอุทาหรณ์ให้วัยรุ่นรู้เท่าทันกลโกง

พ่อพาลูก ม.5 แจ้งความแก๊งคอลฯ หลอกขู่ยึดทรัพย์

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายกฤษฎากร ได้พาบุตรชายวัย 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 จากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความแก๊งคอลฯ ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ช่วยติดตามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้กลอุบายหลอกลวงบุตรชายจนหลงเชื่อโอนเงินไปให้ และยังถูกบังคับให้วิดีโอคอลตลอดทั้งคืน สร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

นักเรียนผู้เสียหายเล่าว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน และพบว่าบัญชีธนาคารของตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ ในตอนแรกไม่ได้สนใจและวางสายไป เพราะคิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

แต่หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาอีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DSI เช่นเดิม มีการข่มขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกดำเนินคดี และจะส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองที่เป็นข้าราชการ ซึ่งจะถูกสอบสวน ยึดทรัพย์ และไล่ออกจากราชการ ทำให้ตนเองเริ่มกลัวและหลงเชื่อ เพราะปลายสายทราบว่าผู้ปกครองเป็นข้าราชการ

จากนั้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ให้แอดไลน์ โดยใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” พร้อมกับส่งเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีความผิดมาให้ดูหลายฉบับ และหลอกล่อให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ โดยให้ทดลองโอนเงิน 5 บาท เพื่อตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับเงิน ตนเองกลัวว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นกับผู้ปกครอง จึงโอนเงินไปตรวจสอบก่อน พบว่าบัญชีผู้รับเงินระบุชื่อ “สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด” จึงเริ่มเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จากนั้นจึงยอมโอนเงินที่เหลือในบัญชีไปให้ตรวจสอบจำนวน 2,619 บาท แต่พบว่าชื่อบัญชีผู้รับเงินกลับกลายเป็นชื่อ “นภา”

หลังจากโอนเงินไปแล้ว ยังถูกบังคับให้วิดีโอคอลตลอดเวลา ตั้งแต่เวลา 14.30 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม จนถึง 09.00 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม เพื่อติดตามไม่ให้หลบหนีคดี แต่ตนเองเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงอาศัยจังหวะแอบส่งข้อความไปบอกผู้ปกครองตอนตีห้า ก่อนที่ผู้ปกครองจะแจ้งให้คุณครูเข้ามาควบคุมตัวไว้ ไม่ให้ออกจากห้องพัก และให้วางสายทันที

นายกฤษฎากร กล่าวว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้เดินทางจากจังหวัดเชียงรายมาหาบุตรชายทันที พร้อมกับรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความแก๊งคอลฯ ที่ สภ.แม่ปิง เพื่อดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยระบุว่า บุตรชายมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ และพักอยู่ในห้องพักที่คุณครูดูแลอยู่ แต่ยอมรับว่าบุตรชายอาจจะให้ความสนใจกับเรื่องเรียนมากเกินไป และไม่ได้ติดตามข่าวสาร ทำให้ขาดความรู้เท่าทัน แต่ก็ยังโชคดีที่มีสติส่งข้อความมาบอกพ่อแม่ ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกบังคับให้ออกจากห้องพักไปยังสถานที่อื่นๆ ที่เป็นอันตราย

ทำไมนักเรียน ม.5 ถึงตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์?

สิ่งที่น่าสงสัยคือ ข้อมูลบัญชีธนาคารที่นำมาใช้แอบอ้างหลอกลวง เป็นบัญชีที่บุตรชายเปิดไว้กับธนาคารที่มาออกบูธแนะแนวการออมเงินที่โรงเรียน และที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำธุรกรรมใดๆ กับบัญชีนี้ จึงไม่ทราบว่าข้อมูลรั่วไหลมาจากส่วนใด นอกจากนี้ ยังพบว่าระหว่างถูกบังคับวิดีโอคอล แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังส่งลิงก์มาให้บุตรชายกด ซึ่งเป็นการบล็อกไม่ให้มีสายโทรศัพท์เข้ามาได้ ซึ่งหลังจากนี้จะสอบถามไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง

นายกฤษฎากรเชื่อว่า กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงขอให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกชายเป็นกรณีศึกษา หากเด็กๆ เจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที โชคดีที่ลูกชายไม่มีเงินในบัญชีมากนัก

ด้าน พ.ต.ท.อดุลย์ศิริ วงศ์ตันกาศ สารวัตรสอบสวน สภ.แม่ปิง ได้ดำเนินการให้ผู้เสียหายแจ้งความแก๊งคอลฯ ผ่านระบบออนไลน์ตามขั้นตอน เนื่องจากเข้าข่ายคดีออนไลน์ หลังจากนี้เมื่อได้เลขรับแจ้งความ จะเชิญผู้เสียหายและผู้ปกครองมาสอบปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้กลอุบายที่ซับซ้อนและหลากหลาย เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว การตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้ และการมีสติอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – พ่อพาลูก ม.5 แจ้งความแก๊งคอลฯ หลอกโอนเงิน-วิดีโอคอลทั้งคืน ขู่ยึดทรัพย์ครอบครัว

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top