กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำผิดปกติ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ เกี่ยวกับ ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการพลังงานไทยเลยทีเดียว จากกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนหนัก โดยเฉพาะหลังจาก กบน. มีมติลดชดเชย ทำให้ราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันเดียว DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่รอช้า รีบลงพื้นที่สืบสวน จนเจอหลักฐานชัดๆ ว่ามีการกักตุนน้ำมันจำนวนมหาศาล!

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน พบความผิดปกติชัดเจน

ล่าสุด DSI แกะรอยเจอแล้ว “ไอ้โม่ง” หรือกลุ่มบุคคลที่กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยใช้เรือถึง 11 ลำ วิ่งผิดปกติตลอดเดือนมีนาคม 2569 รวม 24 เที่ยวเรือ ขนน้ำมันไปกว่า 60 ล้านลิตร กลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายประวิงเวลา ชะลอการขนส่ง และปฏิเสธจำหน่าย เพื่อรอราคาขึ้นนั่นเอง ปกติเรือจากกรุงเทพฯ หรือแหลมฉบัง ไปสุราษฎร์ฯ ใช้เวลาแค่ 35-40 ชั่วโมง แต่เที่ยวเหล่านี้ล่าช้ากว่าปกติ 24-72 ชั่วโมงเลยทีเดียว!

ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ผ่านเรือ 11 ลำวิ่งผิดเส้นทาง

รายละเอียดที่น่าสนใจคือ เรือทั้ง 11 ลำเป็นเรือไทยทั้งหมด เริ่มจากรับน้ำมันที่โรงกลั่นในกรุงเทพฯ แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด แล้วมุ่งหน้าลงใต้ แต่ระหว่างทางกลับมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ลอยตัวนิ่งๆ ในน่านน้ำ หรือเบี่ยงเส้นทาง โดยเฉพาะช่วง 20-25 มี.ค. ก่อนราคาน้ำมันขึ้นในวันที่ 26 มี.ค. ชื่อบริษัทเจ้าของเรือยังอยู่ระหว่างขยายผล แต่เบื้องต้นพบว่าปริมาณน้ำมันต้นทาง-ปลายทางไม่ตรงกัน ศรชล. เคยตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ตอนนี้ขยายเป็น 60 ล้านลิตรแล้ว

  • เรือ 11 ลำ วิ่ง 24 เที่ยว ในเดือนมี.ค.
  • น้ำมันเกี่ยวข้อง 60 ล้านลิตร
  • ล่าช้ากว่าปกติ 24-72 ชม. ต่อเที่ยว
  • เส้นทางผิดปกติ กลางทะเลสุราษฎร์ธานี
  • เข้าข่ายมาตรา 7, 10 กฎหมายค้าน้ำมัน

นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติอื่นๆ เช่น คลังน้ำมันใหญ่ในสุราษฎร์ธานี ปทุมธานี ระยอง สมุทรสาคร ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงผิดปกติ โดยเฉพาะหลังราคาขึ้น วันที่ 26-27 มี.ค. เดิมใช้ไม่เกิน 500 kW แต่พุ่งไป 1,600 kW! เพราะการสูบฉีดน้ำมันต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ แสดงว่ามีการเคลื่อนไหวน้ำมันหนัก แต่ไม่ยอมปล่อยขาย

背景กรณีและการขยายผลคดี

ทุกอย่างเริ่มจากบอร์ด กคพ. รับคดีพิเศษ เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายค้าน้ำมัน จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง แต่จริงๆ แล้วเป็นขบวนการซับซ้อน ส่งผลกระทบประชาชนหนัก ตำรวจ สตช. ร่วม DSI กรมธุรกิจพลังงาน พาณิชย์จังหวัด บุกตรวจโรงกลั่นย่อย คลังน้ำมัน 3 จังหวัด เมื่อ 8 เม.ย. จะตรวจใบขนส่ง ใบกำกับการเดินเรือ เปรียบเทียบตัวเลขทุกจุด เพื่อหาจุดรั่วไหล

หากพิสูจน์ได้ จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ มาตรา 25(5)(12) ประกอบ 30,31 โทษหนักแน่! การ ดีเอสไอ แกะรอย กักตุนน้ำมัน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาน้ำมันแพงที่กระทบประชาชน

ในมุมมองผม การกักตุนแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายเศรษฐกิจฐานราก เพราะราคาน้ำมันขึ้น ผู้ใช้รถใช้เรือเดือดร้อนหมด คุณลองคิดดูสิ 60 ล้านลิตร ถ้าปล่อยขายปกติ จะช่วยลดภาระประชาชนได้แค่ไหน

เราควรติดตามคดีนี้ใกล้ชิด และสนับสนุนหน่วยงานรัฐให้คลี่คลายเร็วๆ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม แชร์ในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน!

ที่มา – ดีเอสไอ แกะรอยเจอแล้ว “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งผิดปกติ เร่งขยายผล

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท กับพวกในคดีฟอกเงินที่พัวพันกับเว็บหนังเถื่อนและพนันออนไลน์ นับเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับความเสียหายมหาศาลกว่า 4,500 ล้านบาท วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ แทนไท คดีฟอกเงิน: พื้นหลังของคดี

คดีนี้เริ่มจากศาลอาญาอนุมัติหมายจับนายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด พร้อมพวก รวม 11 ราย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินจากกิจกรรมเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์และพนันออนไลน์ ศาลเห็นว่าความผิดมีโทษจำคุกเกิน 3 ปี และผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี จึงออกหมายจับทันที

DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 8 จุดทั่วกรุงเทพฯ ลำปาง ตาก พิษณุโลก สมุทรปราการ และชลบุรี เมื่อ 26 ม.ค. 2569 จับกุมได้ 4 รายจาก 7 รายที่หมายจับ ส่วนนายแทนไทและอีก 6 รายยังหลบหนีอยู่

ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ในคดีนี้

  • กระเป๋าแบรนด์ดังอย่าง Goyard และ Louis Vuitton
  • หุ่นยนต์ Ironman
  • ตุ๊กตาอาร์ททอยราคาแพง
  • บัญชีธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ฟอกเงิน

ล่าสุดเมื่อ 9 เม.ย. 2569 DSI สรุปสำนวนคดีพิเศษที่ 64/2567 ส่งให้อัยการแล้ว รวม 39 แฟ้ม 12,816 แผ่น ข้อหาหลักคือร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันกระทำผิด

เครือข่ายนี้ทำเว็บดูหนังออนไลน์ รายการทีวี ถ่ายทอดฟุตบอลต่างประเทศฟรี แต่แฝงลิงก์ VIP ชำระเงินเข้าถึงเนื้อหาพิเศษรวมสื่อลามก และโฆษณาพนันออนไลน์ผ่านแบนเนอร์หรือ redirect URL เงินหมุนเวียนกว่า 10,000 ล้านบาท ใช้บัญชีม้ารับโอน แปลงเป็นสินทรัพย์ปกปิดแหล่งกำเนิด

ความเสียหายหลักมาจากละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ รายการต่างประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปใช้ค้าขาย สร้างรายได้มหาศาลแต่ทำลายอุตสาหกรรมบันเทิง

การขยายผลและแผนติดตามผู้ต้องหา

DSI กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ สืบเส้นทางการเงิน พบการแบ่งหน้าที่ชัดเจนแบบเครือข่ายอาชญากรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI กำชับเร่งจับผู้หลบหนี โดยเฉพาะนายแทนไทที่อาจหนีต่างประเทศ ร่วมมือหน่วยงานใน-นอก เพื่อบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

คดีนี้สะท้อนปัญหาเว็บเถื่อนที่แพร่หลายในไทย ไม่เพียงละเมิดลิขสิทธิ์แต่ยังล่อลวงเข้าพนันออนไลน์ สร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคม ผู้ประกอบการถูกแย่งรายได้ ขณะประชาชนเสี่ยงติดพนัน

จากข้อมูลนี้ เห็นชัดว่า DSI ทำงานจริงจังในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ หากคุณเจอเว็บต้องสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ได้เลย

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเทคโนโลยีเพิ่มเติมกับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – DSI สรุปสำนวนส่งอัยการ “แทนไท” กับพวก คดีฟอกเงิน พัวพันเว็บหนังเถื่อน-พนันออนไลน์

ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ รวบลูกเสือดำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่ทำให้เราต้องตื่นตัวกันอีกแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติได้สำเร็จ รวบตัวผู้ต้องหาชาวเมียนมา 2 คนพร้อมลูกเสือดำตัวน้อยที่น่าสงสาร เตรียมส่งข้ามชายแดนไปยังชเวโก๊กโก้ ข่าวนี้เกิดขึ้นที่แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 แต่ปรับตามจริง) ทำให้เราต้องมาคุยกันถึงปัญหาการค้าสัตว์ป่าที่ไม่เคยหยุดยั้ง

ลูกเสือดำที่ถูกจับกุม

ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ

ปฏิบัติการสุดเข้มข้นนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน หลังจากได้รับเบาะแสว่ามีการขนส่งสัตว์ป่าผ่านบริษัทขนส่งเอกชนในกรุงเทพฯ โดยปลอมว่าเป็น “แมว” แต่พอตรวจสอบจริงๆ เจอ ลูกเสือดำ อายุแค่ 7 เดือน สัตว์คุ้มครองหายาก! เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.), DSI, กรมอุทยานฯ นำโดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ จึงวางแผนใช้เทคนิค Control Delivery หรือการสืบสวนแบบควบคุมการส่ง เพื่อขยายผลไปยังตัวการใหญ่

นัดส่งของที่ลานจอดรถห้างดังใน อ.แม่สอด เมื่อ 8 เมษายน เวลา 10.00 น. มีรถทะเบียนต่างชาติมารับ นายซอ และนางขิน ชาวเมียนมา ลงมารับกรงลูกเสือดำ เจ้าหน้าที่บุกชาร์จจับกุมทันที ยึดรถและโทรศัพท์เป็นของกลาง ค่าจ้างที่ตกลงกันคือ 25,000 บาท แต่ทั้งคู่ให้การว่า “นึกว่าเป็นแมวดำ” เอ๊ะ! ใครจะเชื่อล่ะครับ พฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นเครือข่ายใหญ่

ผู้ต้องหาชาวเมียนมา

ขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติทำงานยังไง

จากการขยายผล พบว่าเครือข่ายนี้ใหญ่โต มีผู้บงการกระจายในเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ติดต่อผ่าน Facebook หาคนรับส่งจากชายแดนกัมพูชา ผ่านไทย ไปชเวโก๊กโก้ คาดเชื่อมโยงกลุ่มทุน “จีนเทา” ที่ลักลอบค้าสัตว์ป่าหายาก ขบวนการทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการตัดวงจร

ของกลางลูกเสือดำ

ทำไมเสือดำถึงมีค่าขนาดนั้น? เสือดำหรือเสือดาวแอฟริกาเมลานิสติก เป็นผู้ล่าสุดยอดที่ช่วยคุมสมดุลระบบนิเวศในป่า 1 ตัวมีมูลค่าทางระบบนิเวศถึง 4 ล้านบาท! แต่ตัวนี้เชื่องมากเพราะถูกเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ส่งไปสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี ตลอดชีวิต น่าเสียดายที่ไม่สามารถคืนธรรมชาติได้

  • วันที่ 6 เม.ย.: ได้เบาะแสขนส่งจาก กทม.
  • 8 เม.ย.: นัดส่งที่แม่สอด จับกุมได้
  • 9 เม.ย.: ข่าวแพร่สะพัด
  • ผู้ต้องหาโดนข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของกลาง

ในมุมมองผม การทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพราะสัตว์ป่าถูกทำลายจนสูญพันธุ์ ลำดับอาหารในป่ารวน ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วย ถ้าเราไม่ช่วยกันปกป้อง อนาคตป่าของเราจะเหลืออะไร? ฝากทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา รายงานเบาะแสการค้าสัตว์ป่าได้ที่กรมอุทยานฯ หรือ 1911 ครับ แชร์ข่าวนี้เพื่อกระจายข้อมูล สร้างความตระหนักให้สังคม!

ที่มา – ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ รวบ 2 ชาวเมียนมา พร้อมลูกเสือดำ เตรียมส่งชเวโก๊กโก่

DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวรอบวัน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง ซึ่งเป็นการลักลอบจัดเก็บและจำหน่ายน้ำมันดีเซลกับเบนซินรวมกว่า 29,000 ลิตร โดยไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่เตรียมส่งดำเนินคดีเต็มที่เลยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนทั่วโลก

DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง

ตามรายงานเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคม 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานปกครอง และตำรวจ บูรณาการกำลังตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อปราบปรามการกักตุนและลักลอบค้าขายที่ผิดกฎหมาย โดยครอบคลุม 16 จังหวัด รวม 35 จุดตรวจ

จุดเด่นที่ทุกคนให้ความสนใจคือ DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง คอกเหล่านี้ซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดสระบุรี ลักลอบรับซื้อน้ำมันเถื่อนมาจัดเก็บในถังต๊อก แล้วนำไปจำหน่ายต่อโดยไม่แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปริมาณน้ำมันที่ตรวจพบสูงถึง 29,000 ลิตร ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2523 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี

คอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนเหล่านี้คือสถานที่ที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้รับน้ำมันที่ลักลอบนำเข้าแบบผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาต ไม่มีระบบตรวจสอบสต็อกที่ได้มาตรฐาน ทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อน คุณภาพต่ำ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุระเบิดได้ง่าย การตรวจพบครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 และ 2 ที่ลงพื้นที่ภาคกลางและตะวันออก

นอกจากสระบุรีแล้ว การตรวจสอบในพื้นที่อื่นๆ ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน ลองมาดูสรุปกันครับ

  • ภาคกลางและตะวันออก: ตรวจคลังใหญ่ในอยุธยาและชลบุรี พบระบบคอมพิวเตอร์ได้มาตรฐาน แต่สระบุรีเจอคอกเถื่อน
  • ภาคอีสาน: ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ตรวจจ็อบเบอร์และโรงเอทานอล ทุกอย่างปกติ ราคาชัดเจน ไม่กักตุน
  • ภาคเหนือ: เชียงราย ลำปาง พิจิตร กำแพงเพชร ตาก วัดสต็อกถังกับบัญชี ไม่พบผิดปกติ
  • ภาคใต้: สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ตรวจราคาคลัง สถานีบริการ ระบบอัตโนมัติ+เชิงลึก รับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ

DSI ย้ำว่าจะบูรณาการต่อเนื่อง เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นธรรม โปร่งใส ป้องกันปัญหาความมั่นคงพลังงาน

ทำไมเรื่อง DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง ถึงสำคัญ? เพราะน้ำมันเถื่อนไม่เพียงทำลายรายได้รัฐ แต่ยังเสี่ยงต่อผู้บริโภคที่อาจได้น้ำมันคุณภาพต่ำ เปลืองเครื่องยนต์ แถมยังสนับสนุนขบวนการผิดกฎหมาย ถ้าปล่อยไว้ อาจกระทบราคาน้ำมันทั้งระบบได้ครับ

จากมุมมองผู้เขียน คิดว่าการตรวจสอบแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์ จะช่วยลดช่องโหว่ได้มาก คุณล่ะคิดเห็นยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์โพสต์นี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตการดำเนินคดีคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรีได้ที่นี่!

ที่มา – DSI พบคอกรับซื้อน้ำมันเถื่อนสระบุรี 3 แห่ง ต๊อกดีเซล-เบนซิน รวมกว่า 29,000 ลิตร

อธิบดี DSI แจงรอ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดคดีอั้งยี่ สว.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ คดีนี้กำลังเป็นที่จับตาของคนทั้งประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันและเครือข่ายการเมืองใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังตามข่าวฮั้วเลือกตั้ง สว. อยู่ บทความนี้ตอบโจทย์แน่นอน เราจะเจาะลึกทุกมุมให้เข้าใจง่ายๆ

อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 (ตามข่าว) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดๆ ว่าความคืบหน้าของคดีพิเศษที่ 24/2567 เรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ยังต้องรอผลมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ก่อน DSI กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการคดีพิเศษทันทีที่ได้ผลมติมา

ทำไมต้องรอ? เพราะอัยการคดีพิเศษสั่งให้ DSI รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สอบสวนกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทั้งเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์บัญชี ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อได้อย่างมีน้ำหนัก อธิบดียอมรับตรงๆ ว่าการรอนี้เป็นส่วนสำคัญที่อัยการกำชับไว้

พื้นหลังคดีฮั้วเลือก สว. ที่นำไปสู่ DSI

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 มีนาคม 2567 กกต. รายงานความคืบหน้า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยแบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง ส.ส. อีก 91 ราย แต่มีมติเสียงข้างน้อย 2 คน เสนอชี้มูล สว. 134 รายจาก 138 ราย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่

ส่วนคดีอาญาของ DSI รับมาจากการฟ้องล็อตแรก 8 ราย (สว.จริง 2 + เครือข่าย 6) แต่สำนวนถูกตีกลับจากอัยการ เพราะต้องสอบเพิ่มและรวมข้อมูล กกต. เข้ามา นี่คือจุดที่อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั่นเองครับ

อั้งยี่และฟอกเงินคืออะไร? ทำไมคดีนี้ใหญ่โต

สำหรับมือใหม่ อั้งยี่คือการรวมกลุ่มลับเพื่อกระทำผิดกฎหมาย เช่น ฮั้วประมูลเลือกตั้ง ส่วนฟอกเงินคือการทำให้เงินสกปรกดูสะอาด เช่น ใช้บัญชีม้าโอนเงินค่าซื้อเสียง คดีนี้เชื่อมโยงกับการเลือก สว. ที่ใช้เงินมหาศาลหลายพันล้านบาท หากชี้มูลได้ จะกระทบ สว. หลายคนที่กำลังมีอิทธิพลในรัฐธรรมนูญ

  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: สว. 138 ราย + เครือข่าย 91 ราย รวม 229 ราย
  • มติอนุ กกต.: 5 ต่อ 2 ไม่มีมูล แต่เสนอชี้มูล 134 ราย
  • DSI ทำอะไร: รวบรวมเส้นเงิน + รอ กกต.
  • อัยการสั่ง: สอบเพิ่มให้ครบ + ประชุมร่วม

DSI ยังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รอ กกต. ก็ไม่นิ่งนอนใจ กำลังวิเคราะห์เส้นทางการเงินทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมฟ้องรอบสอง

มุมมองและความเห็นส่วนตัว

ในฐานะคนติดตามข่าว ผมเห็นด้วยกับอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและครบถ้วน ถ้ารีบฟ้องโดยข้อมูลไม่齊 อาจถูกตีกลับอีก สะท้อนให้เห็นว่าระบบเลือกตั้ง สว. ยังมีช่องโหว่ใหญ่ หวังว่ามติ กกต. ครั้งนี้จะช่วยให้คดีชัดเจน เปิดทางให้ DSI ดำเนินคดีได้เต็มที่ เพื่อความยุติธรรมต่อประชาชน

สุดท้าย ถ้าคุณสนใจคดีการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างนะครับ! ติดตามอัปเดตข่าวอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา "จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ" สนับสนุนการตรวจสอบ权力ด้วยกันครับ

ที่มา – อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

“วิสุทธิ์” เชื่อ หาก “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนแทนได้

การเมืองไทยในช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลเตรียมส่งรายชื่อว่าที่รัฐมนตรี 8 คนให้พรรคภูมิใจไทย ล่าสุด “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้แสดงความมั่นใจในประเด็นนี้ โดยเชื่อว่ารายชื่อที่เสนอไปจะไม่มีปัญหาใหญ่โต แม้บางชื่อจะมีประเด็นคดีติดตัว

“วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 นายวิสุทธิ์ เปิดเผยว่าพรรคกำลังรอความชัดเจนในการแจ้งรายชื่อทั้ง 8 คนในงานสัมมนาพรรคที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เมื่อวันที่ 24 มีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่สมาชิกพรรคจะได้ทราบรายชื่อจริงๆ หลังจากที่มีข่าวลือและรายชื่อปลอมหลุดออกมาหลายรอบในโซเชียลมีเดีย

ประเด็นร้อนที่หลายคนกังวลคือชื่อของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. แต่ น.ส.สุดาวรรณ กำลังเผชิญปัญหาคดีบุกรุกที่ดินของรัฐบริเวณหาดสวนยา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา จะเป็นอย่างไร

นายวิสุทธิ์ ยืนยันว่าไม่แน่ใจว่าปัญหานี้จะกระทบต่อการรับตำแหน่งหรือไม่ แต่หากเกิดปัญหาจริง พรรคก็พร้อมส่งชื่อบุคคลในเครือข่ายของ น.ส.สุดาวรรณ มาดำรงตำแหน่งแทนได้ทันที โดยระบุว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการวางแผนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบุคลากรที่พร้อมรอคิวอยู่แล้ว

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงกระแสภายในพรรคต่อรายชื่อที่เสนอ นายวิสุทธิ์ มองว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะมีความเห็นต่างกัน บางคนพอใจ บางคนไม่ แต่ทุกคนต้องเคารพมติพรรค และเชื่อว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ ในพรรค โดยเฉพาะในกลุ่ม ส.ส. ส่วนใหญ่

โควตารัฐมนตรีเพื่อไทยและบทบาทของนิวเจน

ที่น่าสนใจคือ รายชื่อที่หลุดออกมามี ส.ส.รุ่นใหม่ หรือกลุ่มนิวเจนของพรรคเพื่อไทย ได้รับโควตาหลายที่นั่ง นายวิสุทธิ์ ให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะกลุ่มนี้มีความสามารถสูงกว่า “คนเก่าๆ มืออาจไม่ถึง” แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับมติพรรค ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร

  • พรรคเพื่อไทยส่งโควตา 8 ที่นั่งให้พรรคภูมิใจไทยตรวจสอบ
  • รอประกาศอย่างเป็นทางการในสัมมนา 24 มี.ค.
  • กรณีสุดาวรรณ: มีคดี DSI แต่พร้อมแผนสำรอง
  • ไม่มีแรงกระเพื่อมภายในพรรค
  • นิวเจนได้โอกาสแสดงศักยภาพ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมรับมือกับอุปสรรคทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่พบบ่อยในการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีเก่าจากหน่วยงานรัฐที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจจากนายวิสุทธิ์ ทำให้แฟนๆ พรรคเพื่อไทยโล่งใจ และจับตาดูการประชุมพรรคในวันดังกล่าว

สำหรับคดีหาดสวนยา เป็นคดีบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเกิดขึ้นมานาน และยังอยู่ในขั้นสอบสวน หากศาลยังไม่ตัดสินขาด น.ส.สุดาวรรณ อาจยังมีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งได้ตามกฎหมาย แต่เพื่อความปลอดภัย พรรคเลือกมีแผน B ไว้แล้ว

สุดท้ายนี้ “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้ เป็นตัวอย่างของความเป็นมืออาชีพในการเมืองไทยที่พรรคใหญ่ต้องมี พรรคเพื่อไทยแสดงศักยภาพในการปรับตัวได้ดี ท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้าม คุณคิดว่ารายชื่อสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? หรือสุดาวรรณจะรอดพ้นปัญหาคดีได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดกับเรา!

ที่มา – “วิสุทธิ์” เชื่อ หากชื่อ “สุดาวรรณ” ติดปัญหา ส่งคนในเครือข่ายดำรงตำแหน่งแทนได้

DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตที่ติดตามข่าวการเมืองและคดีความยุติธรรม วันนี้เรามีอัปเดตสุดฮอตเกี่ยวกับ DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนมาตลอดหลายเดือน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าต้องหยุดสืบสวนคดีนี้แล้ว เพราะหลุดจากขอบเขตคดีพิเศษ หลังจากสืบมานาน 7 เดือนเต็ม เหตุผลหลักมาจากตำรวจกองปราบปรามการทุจริต (ตร.ปปป.) กำลังสอบสวนประเด็นเดียวกัน และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไปแล้วตามกฎหมาย พร.ป. ป.ป.ช. ทำให้ DSI ต้องส่งไม้ต่อไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก

DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง เหตุผลทางกฎหมายชัดเจน

เรื่องนี้เริ่มต้นจากกรณีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยร้องทุกข์ต่อ DSI ให้ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่บุกรุกที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ พื้นที่กว่า 4,414 ไร่ ซึ่งเป็นเขตที่ดินของการรถไฟฯ แต่ถูกครอบครองและออกเอกสารสิทธิ์โดยผิดกฎหมาย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI สั่งให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สืบสวนคดีเลขที่ 97/2568 รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน และประสานเอกสารจากหน่วยงานต่างๆ

แต่หลังสืบสวนนาน 7 เดือน วันที่ 24 ก.ค. 2568 DSI มีมติไม่รับเป็นคดีพิเศษ ล่าสุดวันที่ 15 มี.ค. 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษก DSI ชี้แจงว่า คดีนี้เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นหน้าที่ ออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินผิด และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ประมวลกฎหมายที่ดิน ระหว่างสืบ DSI ทราบว่าตร.ปปป. สอบสวนเรื่องเดียวกันจากผู้ร้องทุกข์เดียวกัน และส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. แล้ว

ทำไม DSI ต้องยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง

ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หากมีหน่วยงานอื่นสืบประเด็นเดียวกัน DSI ต้องส่งสำนวนไปรวม เพื่อให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ DSI จึงยุติตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดอำนาจ ป.ป.ช. ชัดเจน สำนวน DSI ส่งไปเน้นข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่ร้องทุกข์

  • สถานะคดีปัจจุบัน: ป.ป.ช. รับสำนวนจากตร.ปปป. และ DSI เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง
  • คดีปกครอง: กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาตรา 61 แต่มีมติไม่เพิกถอนโฉนด ถูกฟ้องเพิกถอนมติในศาลปกครอง
  • คดีแพ่ง: ระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟฯ และราษฎร ค้างอยู่ในศาล
  • DSI ส่งข้อมูลเพิ่มให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์และหน่วยท้องถิ่น เพื่อดำเนินการทางปกครองต่อ

ที่ดินเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ มีค่าทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ การบุกรุกที่ดินรัฐแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยไว้จะกระทบทรัพย์สินแผ่นดินและความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม คดีนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตที่ดินที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชุมชนและหน่วยงานรัฐ

บทเรียนจากกรณี DSI ยุติสืบสวนคดีที่ดินเขากระโดง

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐที่ต้องเคารพขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย แม้ DSI จะสืบละเอียดแต่สุดท้ายต้องส่งต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทุจริตเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการหรือประชาชนที่สนใจที่ดินสาธารณะ ควรติดตามพัฒนาการ เพราะอาจมีผลต่อนโยบายจัดการที่ดินในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีคดีค้างอีกมากที่ต้องรอศาลตัดสิน

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของ DSI ในครั้งนี้? มันยุติธรรมหรือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลจริงๆ ตามติดข่าวอัปเดตคดีที่ดินเขากระโดงกับเราต่อไปนะครับ!

ที่มา – DSI ยอมรับ ยุติสืบสวนคดี “ที่ดินเขากระโดง” หลุดคดีพิเศษ เหตุ ตร.ปปป. สอบเรื่องเดียวกัน

“อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าวเด้งกรุ ยังทำหน้าที่ปกติ

กระแสข่าวลือในแวดวงการเมืองและยุติธรรมกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อมีข่าวว่า “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ แต่ตัวอธิบดีเองกลับออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อกังวลของประชาชน ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ว่า ตนทราบเรื่องนี้จากข่าวสารเช่นเดียวกัน และยังไม่ได้รับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ ในขณะนี้

ข่าวลือดังกล่าวระบุว่าอาจมีการคำสั่งย้ายอธิบดี DSI ไปดำรงตำแหน่งอื่น พร้อมแต่งตั้งบุคคลใหม่มาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของหน่วยงานสำคัญอย่าง DSI ที่รับผิดชอบคดีพิเศษ สังคมออนไลน์และสื่อต่างพากันวิเคราะห์ สาเหตุอาจมาจากผลงานคดีสำคัญที่กำลังดำเนินการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

“อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีมูลความจริงที่ชัดเจน ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเฉพาะการเร่งรัดคดีต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีสืบสวนเขากระโดง หรือคดีพิเศษอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

สำหรับคำว่า ‘เด้งเข้ากรุ’ นั้น เป็นศัพท์วัยที่หมายถึงการย้ายข้าราชการไปตำแหน่งว่างเปล่า ไม่มีอำนาจสั่งการ ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดดันทางการเมืองหรือผลงานที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตาม อธิบดี DSI ไม่ได้แสดงความกังวล แต่เน้นย้ำถึงการทำงานต่อเนื่อง

ยังทำหน้าที่ตามปกติ เร่งรัดคดีสำคัญ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสถานะการย้าย อธิบดียุทธนา ตอบว่า ‘ยังไม่ทราบ’ และยืนยันว่ายังคงเร่งรัดทุกคดี โดยเฉพาะคดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษตรวจสำนวนแล้วสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมกับบุคคล 7 กลุ่ม DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่ม และส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว

  • คดีสืบสวนเขากระโดง: ยังอยู่ในขั้นสืบสวน ไม่ได้รับการรับเป็นคดีพิเศษ แต่ DSI ยังดำเนินการต่อเนื่อง
  • คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.: คดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน
  • คดีอื่นๆ: DSI มุ่งมั่นไม่ปล่อยให้คดีค้างคา โดยเฉพาะคดีทุจริตและอาชญากรรมพิเศษ

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงกระแสว่าการเมืองเปลี่ยนขั้วแล้วคดีจึงเงียบ อธิบดี DSI ปฏิเสธทันที ‘ยังคงดำเนินการอยู่ครับ’ ก่อนยุติการให้สัมภาษณ์ ทำให้หลายคนชื่นชมความกล้าหาญและความโปร่งใส

บทบาท DSI ท่ามกลางพายุการเมือง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมที่รับผิดชอบคดีพิเศษ เช่น ทุจริต ค้ามนุษย์ ยาเสพติดข้ามชาติ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้การนำของอธิบดียุทธนา แพรดำ ซึ่งมีประวัติการทำงานในสายตำรวจและ DSI มานาน DSI ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการสืบสวนคดีใหญ่ๆ ที่ตำรวจทั่วไปอาจไม่สามารถจัดการได้

ในช่วงที่ผ่านมา DSI ประสบความสำเร็จในคดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีฟอกเงินระดับสูงและเครือข่ายมาเฟีย การที่อธิบดีออกมาแจงข่าวลือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานโดยไม่ยอมให้กระแสภายนอกมาขัดขวาง ขณะที่สังคมไทยกำลังจับตาการตรวจสอบอำนาจในยุคใหม่หลังการเลือกตั้ง

จากมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอธิบดี DSI เป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังมีบุคลากรที่ยึดมั่นในหลักกฎหมาย ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลทางการเมือง หาก DSI สามารถปิดคดีสำคัญเหล่านี้ได้ จะเป็นขวัญกำลังใจให้ประชาชนอีกมาก

คุณคิดอย่างไรกับกระแสข่าวนี้? DSI จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและยุติธรรมจากเราต่อไปนะครับ!

ที่มา – “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ บอกยังทำหน้าที่ตามปกติ

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและสังคมไทย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์มูลค่าพันล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับนักการเมืองชื่อดัง สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนทั่วไป

“ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้

ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำทีมผู้บริหารระดับสูง ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยมี น.ส.รวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดี ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ และนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าร่วม

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ระบุว่า คดีนี้มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง เริ่มจากเบาะแสที่ประชาชนแจ้งมา ซึ่งตรงกับฐานข้อมูลคดีพิเศษที่ DSI กำลังสอบสวนอยู่แล้ว ทำให้เกิดการขยายผลครั้งใหญ่

รายละเอียดการเชื่อมโยงเว็บพนันและฟอกเงิน

เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์นี้มีมูลค่าการทำธุรกรรมสูงถึงพันล้านบาท โดยมีการโอนเงินไปมาระหว่างบัญชีต่างๆ รวมถึงโอนเงินจำนวน 39 ล้านบาทไปยังนักการเมืองรายหนึ่ง ซึ่งก็คือ สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ทำให้ DSI ขออนุมัติขยายคดีพิเศษเลขที่ 150/2568 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

ก่อนหน้านี้ ในคดีเก่า ปี 2566 DSI ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 36 ราย แจ้งข้อกล่าวหาและศาลตัดสินลงโทษบางส่วนแล้ว ล่าสุดเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2568 พนักงานสอบสวนยื่นขอหมายจับ 27 หมายต่อศาล ศาลอนุมัติ 25 หมาย และออกหมายเรียก 2 ราย รวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ ที่ต้องมารายงานตัววันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ DSI

  • ยึดทรัพย์สินมูลค่า 168 ล้านบาท
  • ดำเนินคดีฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
  • เชื่อมโยงเส้นทางการเงินเว็บพนันออนไลน์
  • ปฏิบัติการบูรณาการตั้งแต่ปี 2566

นายกมลสิษฐ์ จาก ปปง. ยืนยันว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลต่อไป โดยทรัพย์สินที่ยึดไว้จะถูกดำเนินการตามกฎหมาย ร.ต.อ.เขมชาติ เผยว่าคดีนี้เชื่อมโยงกับคดีเดิม ทำให้เกิดการตรวจค้นและจับกุมจำนวนมาก

DSI ชี้ว่า สส.ชนนพัฒฐ์ น่าจะยังอยู่ในประเทศไทย หากได้รับเลือกเป็น สส. อาจมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง แต่ในช่วงนี้ยังดำเนินการตามปกติได้ จนกว่าจะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ผลกระทบและความสำคัญของคดี

เว็บพนันออนไลน์เป็นปัญหาเรื้อรังในไทย สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับไม่ถ้วน ทั้งด้านการเงิน สุขภาพจิต และสังคม โดยเฉพาะการฟอกเงินที่ทำให้เงินสกปรกไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ การที่ DSI และ ปปง. บูรณาการปราบปราม แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส

คดีนี้ไม่เพียงทลายเครือข่ายใหญ่ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจนักการเมืองให้ยึดมั่นจริยธรรม หากพบเบาะแสเพิ่มเติม ประชาชนสามารถแจ้ง DSI ได้ทันที

ในมุมมองของผู้เขียน คดี “ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หวังว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาเว็บพนันอย่างยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้!

ที่มา – “ดีเอสไอ” แถลง “สส.ชนนพัฒฐ์” โยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน ออกหมายเรียก 12 มี.ค.นี้

Scroll to top