กรมสอบสวนคดีพิเศษ

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อชื่อของ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” หลังจากมีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลและนักการเมืองที่มีส่วนพัวพันกับธุรกิจสีเทา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากสังคมอย่างมากในขณะนี้

“ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกระทรวงยุติธรรมและ DSI เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการ Forex ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ โดยมีกระแสในโลกออนไลน์พุ่งเป้ามาที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทำให้เจ้าตัวต้องออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองและพรรคต้นสังกัด

เปิดใจ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและในรายการข่าวชื่อดัง นายภาวุธได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว โดยระบุว่า:

  • ขอให้รอหมายเรียกหรือหลักฐานที่ชัดเจน หากมีการกล่าวอ้างว่าเป็นตนจริง
  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจประเภท Forex มาก่อน
  • ขอรอดูรายละเอียดการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐก่อนที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม

หลายฝ่ายมองว่าการที่ “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex” ในครั้งนี้ อาจเป็นกลเกมทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายค้าน เนื่องจากที่ผ่านมานายภาวุธมีบทบาทโดดเด่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นโครงการ TH-AI Passport และการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในสภาฯ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ รอฟังผลการตรวจสอบจาก DSI อย่างเป็นทางการแทนการปักใจเชื่อกระแสข่าวลือ เพราะในโลกการเมืองที่ดุเดือด ข้อมูลที่ถูกต้องและมีหลักฐานรองรับเท่านั้นที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดครับ

ที่มา – “ป้อม ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน ยันไม่เกี่ยวข้อง หลังถูกโยงเป็นนักการเมืองเอี่ยว “Forex”

ทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex นักการเมือง-ดารา เอี่ยวเพียบ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดทางกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจาก **รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ** ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการลงทุนและวงการบันเทิงไทยเป็นอย่างมาก

รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 4 หน่วยงาน เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 24 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อจัดการกับขบวนการฟอกเงินและแชร์ลูกโซ่ที่แฝงตัวมาในคราบการเทรด Forex

เปิดเบื้องลึกปฏิบัติการ Shutdown the laundering

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล ทั้งเงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถยนต์หรูซุปเปอร์คาร์ ทองคำแท่ง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังต้องอายัดบัญชีธนาคารไปแล้วมากกว่า 70 บัญชี เพื่อติดตามเส้นทางการเงินให้ถึงตัวการใหญ่ โดยข้อมูลเชิงลึกระบุว่ามีนักการเมืองและคนในวงการบันเทิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย

หากคุณตกเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดเงินตราต่างประเทศ สิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือ:

  • รวบรวมหลักฐานการโอนเงินทั้งหมดให้ครบถ้วน
  • เซฟหน้าจอแชทสนทนาและการทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
  • เตรียมเอกสารส่วนตัวเพื่อเข้าแจ้งความหรือร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ทำไมถึงต้องระวัง? การลงทุนใน Forex ที่มีการการันตีผลตอบแทนสูงเกินจริงนั้น มักเป็นสัญญาณอันตรายของแชร์ลูกโซ่ การที่มีชื่อเสียงของนักการเมืองหรือดารามาเกี่ยวข้องอาจทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า “ไม่มีการลงทุนใดที่ได้กำไรมหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยง” ขอให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ใครครับ

ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมไทย และเราต้องรอติดตามกันต่อไปว่า เมื่อขยายผลจากการยึดทรัพย์แล้ว ใครบ้างที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ใครที่เป็นผู้เสียหายอย่าอยู่นิ่ง รีบเข้าแจ้งเบาะแสเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้ติดตามเอาเงินคืนมาให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex “นักการเมือง–ดารา” เอี่ยวเพียบ

กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกง โดยเฉพาะข่าวสารล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง ให้มิจฉาชีพใช้แพลตฟอร์มการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางในการฟอกเงิน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในตลาดทุนไทยอย่างเร่งด่วน

กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง หลังพบช่องโหว่ชัดเจน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ โดยมีตัวเลขความเสียหายสูงถึง 59 ล้านบาท และมีผู้เสียหายกว่า 393 ราย ทางกรรมาธิการการป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติดจึงต้องเร่งเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 8 แห่งมาร่วมชี้แจงเพื่อหาทางออก

บทสรุปจากมุมมองของ กมธ.ปปง. ต่อกรณีบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง อย่างดุเดือด

จากการประชุมพบว่า ปัญหาหลักมาจากความบกพร่องของบุคลากรภายในบริษัทหลักทรัพย์เอง ที่ปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบข้อมูลลูกค้า จนกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาใช้บริการ สิ่งที่น่าผิดหวังคือ:

  • ตัวแทนบริษัทที่ถูกร้องเรียนปฏิเสธความรับผิดชอบในการเยียวยาผู้เสียหาย
  • ก.ล.ต. ยังขาดมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพและมาตรการเชิงรุกในการป้องกันความเสียหาย
  • โครงสร้างการตรวจสอบของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยอาจยังไม่เข้มงวดพอ

ทาง กมธ. จึงได้ทำหนังสือจี้ไปยัง ก.ล.ต. ให้เข้ามากำกับดูแลด่วนที่สุด รวมถึงประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่มันคือภัยคุกคามที่ลุกลามไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยทั้งประเทศ

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากที่ กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง แล้วนั้น ทางหน่วยงานกำกับดูแลจะมีมาตรการอะไรที่ชัดเจนกว่าเดิมหรือไม่ เพราะทุกบาททุกสตางค์ของนักลงทุนมีค่าและไม่ควรถูกมิจฉาชีพฉกฉวยไปง่ายๆ ด้วยความบกพร่องของระบบที่ควรจะปลอดภัยที่สุด

ที่มา – กมธ.ปปง. เรียก 8 หน่วยงานบริษัทหลักทรัพย์ โยงฟอกเงิน ฉะ “ก.ล.ต.” เปิดช่อง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ

โอกาสทองสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากทำงานในหน่วยงานสืบสวนสอบสวนชั้นนำของไทยมาถึงแล้ว เมื่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งว่างรวมทั้งสิ้น 68 อัตรา ถือเป็นการเปิดรับสมัครที่น่าสนใจมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการในสายงานคดีพิเศษ

รายละเอียดการรับสมัคร กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ

สำหรับการรับสมัครในรอบนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้กำหนดช่วงเวลาเปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://dsi.thaijobjob.com ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งถือว่าสะดวกมากสำหรับผู้ที่สนใจสมัครงาน โดยตำแหน่งที่เปิดรับแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ตำแหน่งที่เปิดรับใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ครั้งนี้

  • เจ้าหน้าที่คดีพิเศษปฏิบัติการ (ด้านปฏิบัติการพิเศษ, ด้านกิจการต่างประเทศ, ด้านการเงินการธนาคาร, ด้านเทคโนโลยีฯ และทั่วไป) รวมกว่า 60 อัตรา โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,150 – 19,970 บาท
  • ตำแหน่งสายงานสนับสนุน ได้แก่ พนักงานธุรการปฏิบัติงาน, เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน และเจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน เงินเดือนเริ่มต้น 13,920 – 15,320 บาท

เงื่อนไขสำคัญที่ผู้สมัครต้องทราบคือ สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่คดีพิเศษปฏิบัติการ ผู้สมัครจำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานของ DSI มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานจริง

การสอบในครั้งนี้จะใช้การสอบข้อเขียนแบบปรนัยรวม 200 คะแนน เพื่อวัดความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาโอกาสเติบโตในสายงานนี้ ควรเร่งเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง

การได้เป็นส่วนหนึ่งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากจะได้รับความมั่นคงในอาชีพราชการแล้ว คุณยังมีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคม หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ อย่าพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด เพราะตำแหน่งดีๆ แบบนี้ไม่ได้เปิดรับบ่อยครั้งครับ

ที่มา – กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ตำแหน่งว่างครั้งแรก 68 อัตรา

ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ ทนายอั๋น หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณ ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการก่อสร้างทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

เหตุผลสำคัญ ทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

การเคลื่อนไหวของทนายอั๋นครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ดินที่มีโฉนดทั่วไป แต่เป็นการมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ 5,083 ไร่ ซึ่งในส่วนที่เป็นห้วย คลอง และทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน กลับถูกกลุ่มนิติบุคคล 13 บริษัท และบุคคลธรรมดาอีก 33 ราย เข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับพื้นที่ดังกล่าวอย่างเปิดเผย

เปิดรายละเอียดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ

ทนายอั๋นได้ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • พื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ
  • การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
  • การบุกรุกทางน้ำและทางสาธารณสถาน

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำอีกว่า การที่ใครสักคนจะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ดินสาธารณะนั้น ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์หรืออ้างเรื่องคดีในชั้นศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะนี่คือที่ดินของแผ่นดินที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน การดำเนินการตรวจสอบจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของดีเอสไอ

หากถามว่าทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่? นั่นเพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสิทธิของประชาชนในพื้นที่สาธารณะ การปล่อยให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาครอบครองพื้นที่ของรัฐโดยมิชอบเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้คงต้องติดตามต่อไปว่า ดีเอสไอจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับกลุ่มเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนพื้นที่สาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ หากใครที่อยากทราบความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อ แนะนำให้คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เสมอ

ที่มา – “ทนายอั๋น” ร้องสอบปม “เขากระโดง” ย้ำ “ดีเอสไอ” มีอำนาจในการดำเนินคดีแน่นอน

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ

ข่าวใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมเหล็กไทยล่าสุด เมื่อ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดีเอสไอ และ สมอ. ซึ่งถือเป็นข่าวดีของพันธมิตรทางธุรกิจและผู้ประกอบการภาคก่อสร้างอย่างมากครับ

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังจากพิสูจน์มาตรฐานได้สำเร็จ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายคนกังวล แต่ในวันนี้ความชัดเจนได้ปรากฏแล้ว เมื่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ส่งหนังสืออนุมัติให้ทางบริษัทกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ หลังจากที่บริษัทได้ปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษและผ่านการตรวจสอบอากาศตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมฯ อย่างถูกต้อง 100% การที่ ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ ในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงเจตจำนงในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เหตุผลความเชื่อมั่นจากผลการตรวจสอบมาตรฐานเหล็ก

นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว คุณภาพผลิตภัณฑ์ยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สมอ. ได้สุ่มตรวจเหล็กของบริษัทและพบว่าคุณภาพผ่านมาตรฐาน มอก. ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น:

  • เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24
  • เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T
  • ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมจากสถาบันชั้นนำกว่า 56 ชุดตัวอย่าง

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการผลิตแบบเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ Induction Furnace ที่บริษัทใช้อยู่นั้น มีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานระดับโลก ไม่ต่างจากโรงงานชั้นนำอีกกว่า 11 แห่งในประเทศไทยครับ

ในมุมมองของผม การที่ผู้ประกอบการกลับมาเดินหน้าผลิตได้อีกครั้งไม่เพียงดีต่อตัวบริษัทเอง แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานของวัสดุก่อสร้างในประเทศ ช่วยให้ราคาเหล็กในตลาดแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และลดต้นทุนให้กับผู้รับเหมาในโครงการต่างๆ อีกด้วย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่บริษัทเลือกเดินหน้าสู่แนวทาง Net Zero ตามนโยบายความยั่งยืนของภาครัฐ

หวังว่าการกลับมาครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หากคุณกำลังมองหาเหล็กคุณภาพที่ผ่านการตรวจสอบเป็นอย่างดี ข้อมูลนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุของคุณได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มสูบ หลังกรมโรงงานอุตสาหกรรมไฟเขียวให้ประกอบกิจการต่อได้

ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก สส.ชนนพัฒฐ์

ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก สส.ชนนพัฒฐ์ มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองหลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับ ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก “สส.ชนนพัฒฐ์” มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดยทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ส่งตัวผู้แทนราษฎรรายดังกล่าวให้ดำเนินคดีในช่วงเวลาปกติ ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อกฎหมายและเอกสิทธิ์คุ้มครองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนี้

รายละเอียดกรณี ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก สส.ชนนพัฒฐ์

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคดีพิเศษที่ 150/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์และการฟอกเงิน โดยระบุว่าการที่ ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก “สส.ชนนพัฒฐ์” มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม นั้น เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเคร่งครัด เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การดำเนินการใดๆ ในช่วงที่สภายังเปิดสมัยประชุมอยู่จึงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ เสียก่อน

สำหรับสาเหตุที่มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนั้น สืบเนื่องมาจากการขยายผลเส้นทางการเงินที่พบว่าเชื่อมโยงไปถึงต่างประเทศ ทำให้พนักงานสอบสวนต้องประสานงานกับอัยการสูงสุด เพื่อแจ้งข้อหาใหม่เพิ่มเติมอีก 2 ข้อหา ได้แก่:

  • ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่
  • ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

ทั้งนี้ โฆษกดีเอสไอได้ย้ำชัดเจนว่า หากในอนาคตผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจสละเอกสิทธิ์คุ้มครองด้วยตนเอง ก็สามารถเข้าพบพนักงานสอบสวนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดสมัยประชุมสภา ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ตามกฎหมายเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดถี่ถ้วนในคดีนี้ ซึ่งมีผู้ต้องหาทั้งหมดถึง 27 ราย โดยบางส่วนยังคงอยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับในต่างประเทศ ส่วนกรณีของ สส.ชนนพัฒฐ์ นั้นถือเป็นขั้นตอนการปฏิบัติทางกฎหมายที่ต้องเป็นไปตามลำดับและกรอบเวลาที่ถูกต้อง เพื่อความโปร่งใสและยุติธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้น จะส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งฟ้องต่อไป ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้คดีอาญานี้มีความชัดเจนมากขึ้น หวังว่าสังคมไทยจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินี้ในเร็ววัน หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างจริงจัง ก็สามารถติดตามความคืบหน้าได้ผ่านช่องทางข่าวสารกระทรวงยุติธรรมต่อไปครับ

ที่มา – ดีเอสไอ รอปิดสมัยประชุมสภา ออกหมายเรียก “สส.ชนนพัฒฐ์” มาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

“ชนนพัฒน์” พร้อมเข้ากระบวนการ หลัง DSI ทำเรื่องขอส่งตัว

“ชนนพัฒน์” พร้อมเข้ากระบวนการ หลัง DSI ทำเรื่องขอส่งตัว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายชนนพัฒน์ นาคสั้ว สส.จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าตนนั้น “ชนนพัฒน์” พร้อมเข้ากระบวนการ หลัง DSI ทำเรื่องขอส่งตัว เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตนเองตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ทำหนังสือขออนุญาตต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

เหตุผลที่ “ชนนพัฒน์” พร้อมเข้ากระบวนการ หลัง DSI ทำเรื่องขอส่งตัว

นายชนนพัฒน์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวด้วยความโปร่งใส โดยระบุว่าตนเองมีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ต้น และได้เคยเข้าให้ข้อมูลกับทาง DSI ด้วยตนเองมาแล้ว เพราะเชื่อมั่นว่าในฐานะผู้แทนราษฎร ยิ่งถูกตั้งคำถามสังคมยิ่งต้องพร้อมให้ตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

สาเหตุที่ต้องมีการดำเนินการขอมติจากสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้นั้น เป็นเพราะอยู่ในช่วงสมัยประชุมสภา ซึ่งตามหลักรัฐธรรมนูญและกฎหมายจำเป็นต้องดำเนินขั้นตอนให้ถูกต้องและรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในทางกฎหมายภายหลัง โดยนายชนนพัฒน์ย้ำว่าเรื่องนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพิสูจน์ตนเอง

  • พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ DSI อย่างเต็มที่
  • ยืนยันความโปร่งใสในฐานะผู้แทนราษฎร
  • หวังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายชนนพัฒน์เน้นย้ำและฝากไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คือ ขอให้มีการใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับสมาชิกสภาท่านอื่นๆ หากใครตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันในอนาคต ขอให้ดำเนินการอย่างเท่าเทียมและอย่าเลือกปฏิบัติกับตนเพียงคนเดียว เพราะอยากให้กรณีนี้เป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษากฎหมายและความถูกต้องของสภานิติบัญญัติ

ท้ายที่สุด การแสดงตัวของนายชนนพัฒน์ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่พร้อมเผชิญหน้ากับความจริงแทนการหลีกเลี่ยง และยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ถึงแม้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีก็ตาม ซึ่งเราต้องรอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

ที่มา – “ชนนพัฒน์” พร้อมเข้ากระบวนการ หลัง DSI ทำเรื่องขอส่งตัว ขอ ปธ.สภาฯ อย่าเลือกปฏิบัติ

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการพลังงานไทยกันครับ เมื่อ“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนและมีปัญหาการขาดแคลนไปก่อนหน้านี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทีมสุดซอย” นำทีมฝ่ายกฎหมายไปยื่นร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อตรวจสอบเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่ผิดปกติถึง 166 ฉบับ ในเดือนมีนาคม 2569

“เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

ใบกำกับการขนส่งเหล่านี้มาจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 ราย ซึ่งไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เอกสารเหล่านี้เป็นใบขนส่งทางเรือจากคลังน้ำมันในจังหวัดระยองและชลบุรี ไปยังสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา แต่พบว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น ขาดวันที่ออกใบ ขาดหมายเลขซีลเรือ หรือไม่ระบุชื่อเรือต้นทาง

8 รายละเอียดสำคัญที่ใบกำกับการขนส่งน้ำมันต้องมี

ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ใบกำกับการขนส่งต้องมีข้อมูลครบ 8 ข้อ ดังนี้

  • ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง
  • วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง
  • ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง
  • เลขทะเบียนพาหนะ (สำหรับเรือคือชื่อเรือ)
  • วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง
  • ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง
  • หมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL

ทีมสุดซอยพบความผิดปกติในหลายใบ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤต โดยบางใบมีการขนส่งนานผิดปกติ 2-3 วัน DSI จะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เมษายน 2569 และขยายผลไปยังคลังน้ำมันสุราษฎร์ธานีที่กำลังสืบสวนอยู่ รวมถึงเรือขนส่ง 8 เจ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน 60 ล้านลิตรที่ล่องหน

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงานอาจไม่ได้กำกับคลังน้ำมัน 6 แห่งอย่างเข้มข้น แต่ตอนนี้มีการตรวจสอบใบขนส่งที่ผู้ซื้อ-ผู้ขายต้องเก็บไว้ 60 วัน หากพบพิรุธจะเรียกตรวจได้ทันที การร้องทุกข์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปพลังงานตามนโยบายรัฐมนตรีเอกนัฏ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชนและเรียกคืนเงินกองทุนน้ำมันที่เสียหาย

DSI โดย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดี และทีม จะเรียกคลังน้ำมันมาสอบปากคำในฐานะพยานก่อน ตรวจสอบว่ามีการปลอมแปลงหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มไอโม่งหรือไม่ คดีทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง (โยงเสี่ยตือคอสโม่) ก็รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ส่วนเรือ 8 เจ้า สอบแล้ว 6 เจ้า เหลือ 2 ที่นัดไม่ได้เพราะไปต่างประเทศ คำให้การส่วนใหญ่กล่าวถึงร่องมรสุม แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงกลั่น คลัง ไปจนสถานีบริการ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยในอนาคต การตรวจสอบใบขนส่งช่วยติดตามการเคลื่อนไหวได้ชัดเจน หาก DSI ขยายผลได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อุตสาหกรรมพลังงานโปร่งใสยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกักตุนน้ำมันส่งผลกระทบประชาชนอย่างไรบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญด้านพลังงานไทยครับ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ส่งทีมสุดซอย ร้อง DSI สอบคลังน้ำมัน ปมใบขนส่งน้ำมันผิดปกติ 166 ฉบับ

Scroll to top