กระทรวงคมนาคม

มัลลิกา สั่งวิทยุการบิน ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางการบินทั่วโลก นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งสำคัญให้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ดำเนินการยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการขนส่งทางอากาศของไทย

มัลลิกา รมช.คมนาคม ตรวจเยี่ยมวิทยุการบินตรังกระบี่ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

หลังจากเข้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานที่หอควบคุมการจราจรทางอากาศตรังและกระบี่ รัฐมนตรีช่วยฯ มัลลิกา ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้หลายสายการบินต้องปรับเส้นทางบินอ้อม เพิ่มระยะเวลาและต้นทุนการบิน โดยสั่งให้ บวท. สนับสนุนสายการบินในการวางแผนเส้นทางล่วงหน้า หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมมาตรการรองรับ เช่น การประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อบริหารจัดการน่านฟ้าที่มีข้อจำกัด

หอควบคุมการจราจรทางอากาศกระบี่ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

มาตรการสำคัญที่สั่งการ

  • ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนสายการบิน
  • ปรับรูปแบบบริหารจราจรทางอากาศให้เหมาะสมกับน่านฟ้าระหว่างประเทศ
  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบให้รองรับเที่ยวบินเต็มศักยภาพของสนามบิน
  • พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องช่วยการเดินอากาศให้ทันสมัย ลดความล่าช้า
  • บริหารสภาพคล่องจราจรทางอากาศเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ ยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหนัก เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดตรังและกระบี่ ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยม โดยมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต

สุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. ยืนยันว่า หน่วยงานได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเต็มที่ โดยใช้มาตรการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (ATFM) ร่วมกับหน่วยงานในและต่างประเทศ วางแผนสำรองกำลังคน ปรับการมอบหมายงาน และเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เพื่อให้ทุกเที่ยวบินเดินทางได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

การปฏิบัติงานที่หอควบคุมตรัง ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อการบินไทย

วิกฤตในตะวันออกกลาง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาสและกลุ่มฮูธีในเยเมน ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้เที่ยวบินจากยุโรป-เอเชียต้องอ้อมแอฟริกา เพิ่มเวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงและใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น สายการบินไทยอย่างการบินไทยและโลว์คอสต์หลายแห่งได้รับผลกระทบโดยตรง การยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าของ บวท. จึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยง ลดดีเลย์ และรักษาความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

จังหวัดตรังและกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทะเลชื่อดัง การเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรทางอากาศจะช่วยรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจทัวร์ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่า 10-20% ในปีนี้ หากสถานการณ์คลี่คลาย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าครั้งนี้ไม่เพียงรับมือวิกฤตระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบการบินไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูง หากคุณเป็นนักเดินทางหรือผู้สนใจด้านการบิน อย่าลืมติดตามประกาศจากสายการบินและ สายการบินแห่งประเทศไทยเสมอ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้!

ที่มา – “มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

“พิพัฒน์” เผย สายการบินดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง เชื่อการบินไทยไม่กระทบ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลาม ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนบินผ่านเส้นทางดังกล่าวไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดtransitสำคัญ เราจึงได้ยินข่าว “พิพัฒน์ เผย สายการบินดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง เชื่อการบินไทยไม่กระทบ” จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

“พิพัฒน์” เผย สายการบินดูแลนักท่องเที่ยวตกค้าง เชื่อการบินไทยไม่กระทบ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการดูแลผู้โดยสารที่ติดค้างในไทยจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิก โดยย้ำว่าทุกสายการบินที่นักท่องเที่ยวซื้อตั๋วไว้ ต่างมีหน้าที่ดูแลผู้โดยสารอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ บริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) ยังช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ที่พักชั่วคราว อาหาร และข้อมูลอัปเดต ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่เลือกที่จะเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเพื่อรอเที่ยวบินใหม่ แทนที่จะรอที่สนามบิน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดี และหากมีประเด็นสำคัญเพิ่มเติม จะรอฟังแถลงจากนายกรัฐมนตรีต่อไป สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการรับมือวิกฤต

การบินไทยไม่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากเที่ยวบินตะวันออกกลางน้อย

สำหรับสายการบินไทยโดยเฉพาะ นายพิพัฒน์ มั่นใจว่าไม่กระทบมากนัก เพราะเที่ยวบินที่ไปยังตะวันออกกลางมีจำนวนจำกัด สายการบินส่วนใหญ่ต้องบินอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง แต่การบินไทยปรับตัวได้ดี โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเส้นทางหลักมากนัก นักท่องเที่ยวที่ตกค้างจึงยังเดินทางต่อได้โดยไม่ล่าช้ามาก

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าและเรือสินค้า หากต้องอ้อมเส้นทาง ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงาน นายพิพัฒน์ แนะนำให้รอฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากนายกฯ เพราะสถานการณ์อาจยืดเยื้อหรือคลี่คลายตามพัฒนาการของสงคราม

มาตรการช่วยเหลือที่นักท่องเที่ยวควรทราบ

  • ติดต่อสายการบินทันที: เพื่อขอ compensation เช่น ที่พัก อาหาร หรือเปลี่ยนเที่ยวบินฟรี
  • ใช้บริการ AOT: สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูมิภาค มีศูนย์ช่วยเหลือผู้โดยสาร
  • ตรวจสอบสถานะน่านฟ้า: ผ่านแอปหรือเว็บ FAA และ CAAT
  • ประกันการเดินทาง: ช่วยคุ้มครองกรณีเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก

สถานการณ์นี้แม้จะน่าเป็นห่วง แต่กลับกลายเป็นโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวที่ตกค้างได้มีโอกาสสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ ในประเทศ เช่น วัดพระแก้ว ชายหาดภูเก็ต หรือตลาดนัดจตุจักร ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ในปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวดี การมีนักท่องเที่ยวอยู่เพิ่มแบบไม่คาดคิด จึงเป็นประโยชน์โดยตรง

จากประสบการณ์ในอดีต เช่น วิกฤตโควิด-19 รัฐบาลไทยเคยพิสูจน์ความสามารถในการดูแลชาวต่างชาติได้ดีเยี่ยม ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นมิตรต่อนักเดินทางยิ่งขึ้น สายการบินชั้นนำอย่างเอมิเรตส์ กาตาร์ แอร์เวย์ ที่มักใช้ไทยเป็น hub ก็ยังคงให้บริการดี แม้ต้องปรับเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง และเตรียมแผนสำรองเสมอ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ย้ำเตือนว่าการท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้องยืดหยุ่น รัฐบาลไทยทำหน้าที่ได้ดีในการประสานงาน ลองคิดดูสิ ถ้านักท่องเที่ยวทุกคนที่ตกค้างได้ลองชิมต้มยำกุ้งหรือนวดสปาไทย บางทีเขาอาจตกหลุมรักประเทศไทยจนกลับมาอีก!

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติม: หากคุณกำลังวางแผนทริป หรือมีคำถามเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวตกค้าง สามารถคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณได้เลย เราจะช่วยตอบและอัปเดตข่าวสารล่าสุด

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย สายการบินดูแลนักท่องเที่ยวตกค้างในประเทศ เชื่อการบินไทยไม่กระทบ

นายกฯ สั่ง ทอ. รับคนไทยอิหร่านด่วน ถกสมช.

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้น ล่าสุด นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อันตราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมช่วยเหลือทุกวิถีทาง

นายกฯ ระบุว่า ได้รับรายงานจากหน่วยงานความมั่นคงและการต่างประเทศตั้งแต่เมื่อคืน และสั่งการทันทีให้กองทัพอากาศเตรียมเครื่องบินไปรับคนไทย โดยลำดับแรกคือในอิหร่านที่ถือเป็นจุดเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือประเทศอื่นๆ ที่มีสงคราม ไม่ว่าจะใช้เครื่องบินทหารที่อาจต้องแวะเติมน้ำมัน หรือเช่าเหมาลำให้รวดเร็วที่สุด รัฐบาลยังตรวจสอบน่านฟ้าที่ปิดและแผนอพยพผ่านประเทศที่สามด้วย

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

นายกฯ ย้ำว่า เครื่องบินพร้อมตลอด แต่ต้องพิจารณาปลายทางและเส้นทางบิน กระทรวงการต่างประเทศและคมนาคมจะใช้โค้ดการบินรัฐบาลเพื่อบินตรงไม่แวะเติมน้ำมันหากเป็นไปได้ “เราจะทำทุกวิถีทางให้คนไทยปลอดภัย หากอยากกลับ รัฐบาลพร้อมไปรับ” นายกฯ กล่าว

นายกฯ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุดแบบเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยราว 7 หมื่นคนในพื้นที่สู้รบทั้งหมด รายละเอียดต้องรอแต่ละกระทรวงยืนยัน สถานทูตไทยทุกแห่งเปิดสายด่วนและศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชม. แล้ว

เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ รับมือผลกระทบเศรษฐกิจ

ด้านเศรษฐกิจ นายกฯ มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ดูแลรับมือผลกระทบ ค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ต้นทุนพลังงาน จะพุ่งแน่นอน แต่ต้องลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด พรุ่งนี้ 2 มี.ค. เวลา 10.00 น. จะถกศูนย์ประชุมความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมทุกภาคส่วน รวมเอกชน ธนาคาร หอการค้า ผู้ส่งออก-นำเข้า เพื่อพยุงราคาสินค้า

นายกฯ ประเมินสถานการณ์ “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” ไม่ว่าจะลุกลามหรือไม่ ไทยต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

มาตรการรับมือที่รัฐบาลเตรียมไว้

  • ประสานกองทัพอากาศเตรียมอากาศยานทหารและเช่าเหมาลำ
  • ตรวจสอบน่านฟ้าและเส้นทางอพยพผ่านประเทศที่สาม
  • ประชุมสมช.ถกผลกระทบความมั่นคงและเศรษฐกิจ
  • มอบหมายกระทรวงคลังรับมือค่าครองชีพและพลังงาน
  • สถานทูตเปิดสายด่วนช่วยเหลือคนไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังวอนคนไทยในพื้นที่ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูตอย่างเคร่งครัด เพราะแต่ละประเทศมีมาตรการความปลอดภัยทั้งคนของตนและชาวต่างชาติ

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลต่อไทยหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน การขนส่งสินค้าที่อาจสะดุด และความมั่นคงอาหาร รัฐบาลจึงต้องวางแผนเชิงรุก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้ประชาชนทราบข้อมูลจริงและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลไทยแสดงความรวดเร็วในการตอบสนองครั้งนี้ได้ดี โดยเฉพาะการใช้กองทัพช่วยเหลือพลเรือน ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หวังว่ารัฐจะมีแผนสำรองเพิ่มเติม เช่น สต็อกพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน

เรียกร้องให้ชาวไทยทุกคนติดตามข่าวจากแหล่ง官方อย่างสถานทูต และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรสายด่วนสถานทูตได้ทันที

ที่มา – นายกฯ เตรียมถก สมช. พรุ่งนี้ สั่ง ทอ. หาเส้นทางไปรับคนไทยในอิหร่านให้เร็วที่สุด

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในการประชุมวุฒิสภา สภาสูงได้ลงมติเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยผลปรากฏว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 144 เสียง ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ ได้รับคะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียงเท่านั้น ส่งผลให้พลาดโอกาสนั่งเก้าอี้สำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ถูกเสนอชื่อ กกต. คะแนนเสียงที่ถล่มทลายของนายจิรุตม์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนายมณฑลนั้น แม้จะมีประสบการณ์ยาวนาน แต่กลับไม่ผ่านด่านนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นชอบถึง 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง ทำให้ไม่ถึงเกณฑ์กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา

เส้นทางอาชีพสุดโชกโชนของ “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ถือเป็นบุคลากรลูกหม้อกระทรวงคมนาคมตัวจริง เขาเริ่มต้นจากสายงานกรมการขนส่งทางบก ก้าวขึ้นสู่อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และรองปลัดกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังเคยเป็นประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คุณสมบัติหลักที่ทำให้ผ่านการคัดเลือกคือการดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี จุดแข็งของเขาคือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบราชการ ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของสำนักงาน กกต. โดยตรง

ที่สำคัญ นายจิรุตม์ถูกมองว่าเป็นตัวแทน “สายสีน้ำเงิน” หรือกลุ่มพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เขาเคยเป็นมือขวาของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในสมัยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก การได้รับคะแนนเสียงมากมายครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลจากการรวมตัวของ สว. สายภูมิใจไทย ที่โหวตให้อย่างเป็นเอกภาพ ชื่นชมนายจิรุตม์ในฐานะนักบริหารมืออาชีพที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “มณฑล สุดประเสริฐ” ถึงวืดเก้าอี้ กกต.

นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตข้าราชการบิ๊กจากกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองนาน 7 ปี และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขามีประสบการณ์กว้างขวางในการประสานงานกับฝ่ายปกครองทั่วประเทศ รวมถึงคอนเน็กชันในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯ แต่ในการโหวตครั้งนี้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้นายมณฑลจะมาจาก “สายสิงห์มหาดไทย” ที่มีบารมี แต่กลุ่มเสียงข้างมากในวุฒิสภาชุดนี้ไม่ให้ไฟเขียว สัญญาณชัดเจนว่าคอนเน็กชันสายมหาดไทยไม่อาจฝ่าด่านขั้วอำนาจการเมืองปัจจุบันได้ ส่งผลให้คะแนนเห็นชอบต่ำติดดินเพียง 9 เสียง

ความสำคัญของตำแหน่ง กกต. และผลกระทบต่อการเมืองไทย

สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกระดับ ให้โปร่งใสและเป็นธรรม การเลือกนายจิรุตม์เข้ามาใหม่นี้ จะช่วยเสริมทีมบริหารให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่การตัดนายมณฑลออกไป อาจสะท้อนการเมืองเบื้องหลังระหว่างกลุ่มอิทธิพลต่างๆ

  • จุดเด่นของนายจิรุตม์: ประสบการณ์บริหารกระทรวงคมนาคม, ความใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย, ทักษะราชการสูง
  • บทเรียนจากนายมณฑล: คอนเน็กชันไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องได้รับการยอมรับจากสภาสูง
  • ผลกระทบ: เสริมความมั่นคงให้ กกต. ชุดใหม่ เตรียมรับมือเลือกตั้งใหญ่

การตัดสินใจของวุฒิสภาในครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดผู้เข้ารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลวัตการเมืองไทยที่กลุ่มพรรคและอิทธิพลต่างๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกนายจิรุตม์คือตัวอย่างของนักบริหารที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

คืบหน้า 75% สอบเครนถล่ม สีคิ้ว-พระราม 2

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ คืบหน้า 75% สอบเครนถล่ม “สีคิ้ว-พระราม 2” ซึ่งเป็นอุบัติเหตุใหญ่ในโครงการก่อสร้างสำคัญของประเทศ การสอบสวนครั้งนี้กำลังเร่งหาความจริง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจนภายในเดือนมีนาคมนี้ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

คืบหน้า 75% สอบเครนถล่ม “สีคิ้ว-พระราม 2”

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเครนถล่มในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด รวมถึงโครงการพระราม 2 ในการประชุมครั้งที่ 6 นี้ มีการรายงานความคืบหน้าไปแล้วถึง 75% โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านวิศวกรรมได้นำวัสดุ อุปกรณ์จากจุดเกิดเหตุมาทดสอบทางเทคนิค และสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

แม้บางข้อมูลยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ทีมผู้เชี่ยวชาญจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ทำหน้าที่สัมภาษณ์ ตรวจสอบ และประเมินตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้ผลมีความน่าเชื่อถือสูงสุด

การประชุมสอบเครนถล่ม

กรอบเวลาการสอบสวนและผู้รับผิดชอบ

กำหนดกรอบเวลา 45 วัน สรุปผลภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2567 เพื่อชี้แจงสาธารณชนอย่างโปร่งใส ในครั้งถัดไปจะรวบรวมสรุปขั้นสุดท้าย เสนอปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีคมนาคม ก่อนแถลงอย่างเป็นทางการ

โครงสร้างผู้เกี่ยวข้องแบ่ง 3 ฝ่ายหลัก:

  • เจ้าของงาน: การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำหรับสีคิ้ว, กรมทางหลวงสำหรับพระราม 2
  • ผู้รับจ้าง: บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ทั้งสองโครงการ
  • ที่ปรึกษา/ควบคุมงาน: CSC สำหรับสีคิ้ว, กรมทางหลวงควบคุมเองสำหรับพระราม 2
โครงสร้างโครงการ

นายจิระพงศ์ ย้ำว่า การตรวจสอบต้องโปร่งใส หาต้นเหตุจริง ไม่ยอมรับคำอธิบายคลุมเครืออย่าง “เหตุสุดวิสัย” หากไม่มีหลักฐาน จะตรวจสอบความบกพร่องจากเจ้าของงาน ผู้รับเหมา หรือที่ปรึกษา รวมถึงเป็นความผิดพลาดเฉพาะบุคคลหรือระบบ

นโยบายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ชัดเจน ต้องได้ข้อเท็จจริง ไม่ตั้งธงล่วงหน้า แต่ตอบคำถามสังคมได้ครบถ้วน

บทเรียนและความสำคัญของการสอบสวน

เหตุการณ์เครนถล่มเหล่านี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ ของไทย ที่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเป็นโครงการอนาคตของชาติ ต้องเร่งแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ การมีผู้รับผิดชอบชัดเจนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาเพิ่มการตรวจสอบอุปกรณ์หนักอย่างเครนให้เข้มงวดขึ้น ฝึกอบรมบุคลากร และใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบ เช่น เซ็นเซอร์ตรวจจับความผิดปกติ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สรุปแล้ว คืบหน้า 75% สอบเครนถล่ม “สีคิ้ว-พระราม 2” กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุด หากสรุปได้ทันเวลา จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานโปร่งใส คุณคิดว่าผู้รับผิดชอบหลักคือใคร? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์กันครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – คืบหน้า 75% สอบเครนถล่ม “สีคิ้ว-พระราม 2” ขีดเส้นมีนาคมนี้ ต้องมีคนรับผิดชอบ

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน รฟท.รับเสี่ยง

ในวงการคมนาคมไทยกำลังมีประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา นั่นคือ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหลัก ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยืนยันจะแก้ ก็ต้องรับความเสี่ยงทางกฎหมายเองทั้งหมด

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กำลังติดตามความคืบหน้าโครงการใน EEC หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายพิพัฒน์ย้ำว่า สัญญาต้องเดินหน้าตามกรอบเดิม ไม่ควรแก้ไขโดยอ้างผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าประมาณการ แม้ตอนนี้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแล้วก็ตาม การแก้สัญญาอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายที่หนักหนา รัฐบาลจึงเลือกยืนหยัดในหลักการเดิม

เหตุผลหลักที่คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เอกชนผู้ร่วมทุนเสนอแก้สัญญาเพราะยอดผู้โดยสารไม่ถึงเป้า แต่รมว.คมนาคมมองว่า นี่คือโอกาสแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทน โดยการเพิ่มดีมานด์การเดินทางในพื้นที่ EEC ด้วยการพัฒนาเมืองใหม่ EECiti บนพื้นที่ 15,000 ไร่ ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลักได้อย่างลงตัว ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงแค่ 10 กม. และสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นจำนวนนักเดินทาง โดยไม่ต้องแตะสัญญาเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืน

แผนพัฒนาเมืองใหม่และสวนสนุกระดับโลกใกล้สนามบินอู่ตะเภา

หนึ่งในไฮไลต์คือการสร้างสวนสนุกระดับโลก คล้ายดิสนีย์แลนด์ ห่างจากสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. เชื่อมตรงกับรถไฟไฮสปีด พร้อมศูนย์กีฬานานาชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวหลากหลาย นายพิพัฒน์ยืนยันว่ามีนักลงทุนไทย ต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง สนใจร่วมทุนแล้ว สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น ซื้อลิขสิทธิ์หรือจอยน์เวนเจอร์

  • จุดเด่นของ EECiti: พื้นที่ 15,000 ไร่ เชื่อมรถไฟไฮสปีดและสนามบิน
  • สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สไตล์ไทย ดึงนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน/ปี
  • ศูนย์กีฬาระดับโลก เพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยว
  • นักลงทุนพร้อม ไม่ต้องรอเจ้าของแบรนด์ลงทุนเต็มตัว

แผนนี้จะช่วยให้โครงการไฮสปีด 3 สนามบินคุ้มทุนตามสมมติฐานเดิม โดยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

ความคืบหน้าและการหารือกับ รฟท.

ในวันที่ 25 ก.พ. เวลา 09.00 น. มีนัดหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รฟท. รักษาการผู้ว่า เพื่ออัปเดตรายละเอียดโครงการ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังมุ่งมั่นผลักดัน แม้เผชิญความท้าทายจากโควิด แต่ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ EEC ที่เป็นฮับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ โครงการนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

นอกจากนี้ EEC ยังมีโครงการอื่นๆ ที่เสริมกัน เช่น สนามบินอู่ตะเภาเฟส 2-3 ที่กำลังเร่งรัด ทำให้ระบบคมนาคมเชื่อมโยงกันสมบูรณ์แบบ สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

การตัดสินใจ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด หลีกเลี่ยงความเสี่ยงกฎหมาย ขณะเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงการเมืองใหม่ หากสำเร็จ จะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการบินและคมนาคมอาเซียนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? คิดว่าแผนสวนสนุกระดับโลกจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตโครงการ EEC เพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – คมนาคม เบรกแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้ม จี้มาตรการความปลอดภัยก่อสร้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยกันครับ นั่นคือกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง หลังจากเกิดอุบัติเหตุเครนถล่มซ้ำซากหลายครั้ง โดยเฉพาะที่พระราม 2 และสีคิ้ว ที่ทำให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความกังวลให้ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ณ ห้องประชุม 901-902 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนซี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามคำวินิจฉัยเมื่อ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาโศกนาฏกรรมจากงานก่อสร้างของรัฐ ผู้เข้าร่วมมีทั้งรองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง กรมบัญชีกลาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้าง และหน่วยงานอื่นๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษฯ สภาวิศวกร ฯลฯ

ปัญหาอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ในไทยเรามีสถิติอุบัติเหตุงานก่อสร้างสูงกว่ามาตรฐานสากลมาก โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ของรัฐที่ใช้เครื่องจักรหนักอย่างเครน รถบรรทุก หรือโครงสร้างยกระดับ หากขาดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาครัฐเริ่มจริงจังมากขึ้น

สรุปผลการประชุม: 4 ประเด็นหลักที่หน่วยงานรัฐกำลังดำเนินการ

จากการประชุม พบว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินใน 4 ด้านหลักแล้ว ดังนี้

  • 1. การจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงปรับสัญญาโครงการใหญ่ปี 2569 เพิ่มงบความปลอดภัยเป็น 2.5% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้าง (Structural Health Monitoring) ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ และประกันภัย กำลังหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อขยายไปปี 2570 เรื่องนี้ดีมากครับ เพราะก่อนหน้านี้หลายโครงการงบส่วนนี้มักถูกมองข้าม
  • 2. มาตรการและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงเพิ่มเงื่อนไข Construction Safety และ Traffic Work Zone Safety ในสัญญา มีค่าปรับรายวัน หยุดงานหากไม่ปฏิบัติตาม ผู้รับเหมาจะโดนกำชับหนักแน่น ช่วยลดความเสี่ยงจากจราจรและการทำงานหนักได้จริง
  • 3. กลไกการตรวจสอบและกำกับดูแล: กระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการติดตามตามคำสั่ง 121/2569 กรมทางหลวงตั้งคณะทำงาน RSA และ CSA สำหรับโครงการเล็กและใหญ่ โดยจะประเมินความเสี่ยง 360 โครงการ หากเสี่ยงสูงใช้ Third Party ตรวจสอบ นี่คือก้าวสำคัญสู่การกำกับที่โปร่งใส
  • 4. สมุดพกผู้รับเหมา: กรมบัญชีกลางออกกฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ติดตามผลงาน หากประมาทเลินเล่อ ลดชั้น ระงับ หรือเพิกถอนทะเบียน กำลังร่างระเบียบเพิ่มเพื่อให้ระบบนี้มีพลังมากขึ้น

นอกจากนี้ สำหรับอุบัติเหตุที่เกิด ทั้งการรถไฟฯ และกรมทางหลวงได้ชดเชยเยียวยาตามกฎหมาย และสั่งงดงานชั่วคราว ปิดจราจรเพื่อปกป้องประชาชน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวแบบ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง ครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐตื่นตัว หากทำต่อเนื่อง จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก คุณที่ทำงานในสายก่อสร้างหรือขับรถผ่านไซต์งานบ่อยๆ ลองเช็คมาตรการในโครงการใกล้ตัวดูนะครับ มันอาจช่วยชีวิตคุณได้! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อและคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลยครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

“พิพัฒน์” นัดถก EEC สัปดาห์หน้า ดันดิสนีย์แลนด์ไทย

ข่าวใหญ่ที่แฟนๆ ดิสนีย์และนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องตื่นเต้น! “พิพัฒน์” นัดถก EEC สัปดาห์หน้า ติดตามแผนดันสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” ในไทย ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันเต็มที่ เพื่อยกระดับ EEC หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้กลายเป็นจุดหมายระดับโลก ลองมาดูรายละเอียดกันครับ

“พิพัฒน์” นัดถก EEC สัปดาห์หน้า ติดตามแผนดันสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” ในไทย

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงการสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในประเทศไทยเต็มรูปแบบ โดยจะมีการนัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ในสัปดาห์หน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าของแผนการศึกษาและการเจรจาลิขสิทธิ์ (Licensing) จากดิสนีย์ คาดว่าจะมีข่าวดีให้ติดตามเร็วๆ นี้

โครงการนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนา EEC ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน สวนสนุกดิสนีย์แลนด์จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายล้านคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาลให้เศรษฐกิจไทย เหมือนที่เกิดขึ้นในฮ่องกง สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ที่มีดิสนีย์แลนด์ประสบความสำเร็จอย่างมาก

รูปแบบการลงทุน PPP: เอกชนนำ รัฐหนุน

ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินลงทุนเอง แต่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) ซึ่ง EEC มีพื้นที่พร้อมรองรับแล้วในเบื้องต้น นี่คือจุดแข็งที่ทำให้โครงการเดินหน้าได้รวดเร็วและยั่งยืน นายพิพัฒน์ยังย้ำว่า “โครงการดิสนีย์แลนด์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และล่าสุดมีนักลงทุนสนใจสอบถามความคืบหน้าแล้ว”

ในสัปดาห์หน้า นายพิพัฒน์จะเชิญนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. มาร่วมถกความคืบหน้าโครงการสำคัญใน EEC ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ดิสนีย์แลนด์เท่านั้น แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยว

EEC และโอกาสทองของการท่องเที่ยวไทย

EEC ไม่ใช่แค่เขตอุตสาหกรรม แต่กำลังกลายเป็นฮับท่องเที่ยวระดับโลก ด้วยสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูง และโรงแรมหรูมากมาย การมีดิสนีย์แลนด์จะยิ่งเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดครอบครัว นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และแฟนดิสนีย์จากทั่วโลก ลองนึกภาพเด็กๆ ชาวไทยได้สนุกกับมิคกี้เมาส์แบบไม่ต้องบินไปไกล!

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง รายได้ท่องเที่ยวพุ่ง
  • ภาพลักษณ์ประเทศ: ยกระดับไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวชั้นนำเอเชีย
  • การลงทุนยั่งยืน: PPP ลดภาระรัฐ เอกชนรับผิดชอบหลัก
  • เชื่อมโยง EEC: สนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอ-เซลล์-ยานยนต์อัจฉริยะควบคู่ท่องเที่ยว

จากประสบการณ์สวนสนุกดิสนีย์ในเอเชีย เช่น Shanghai Disneyland ที่ดึงนักท่องเที่ยวกว่า 11 ล้านคนในปีแรก โครงการนี้มีศักยภาพสูงมากสำหรับไทย โดยเฉพาะหลังโควิดที่คนอยากท่องเที่ยวแบบครอบครัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การเจรจาลิขสิทธิ์ที่ซับซ้อนและการเตรียมพื้นที่ให้ได้มาตรฐานดิสนีย์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของนายพิพัฒน์และทีม EEC เชื่อว่าจะผ่านไปได้

ในฐานะคนไทย เราคิดว่า“พิพัฒน์” นัดถก EEC สัปดาห์หน้า ติดตามแผนดันสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” ในไทย คือก้าวสำคัญที่ไม่ควรพลาด ถ้าสำเร็จจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปตลอดกาล คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกเราหน่อย และอย่าลืมแชร์เพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยนะครับ!

ที่มา – “พิพัฒน์” นัดถก EEC สัปดาห์หน้า ติดตามแผนดันสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” ในไทย

นายกฯ สั่งด่วน! เอาผิดผู้รับเหมาเหตุเครนถล่มโคราช-พระราม 2

นายกฯ อนุทิน เรียกประชุมหน่วยงานรัฐ เร่งหามาตรการเอาผิดผู้รับเหมาเร่งด่วน จากเหตุเครนถล่มโคราช-พระราม 2

วันที่ 15 ม.ค. 2569 ช่วงบ่ายวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม อัยการสูงสุด อธิบดีกรมบัญชีกลาง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประชุมด่วน เรื่องความปลอดภัยการก่อสร้างโครงการของกระทรวงคมนาคม เพื่อหาแนวทาง กำหนดมาตรการ และแก้ไขกฎหมาย ในการเอาผิดกับบริษัทผู้รับเหมาอย่างเร่งด่วน จากการทำให้เกิดอุบัติเหตุ กรณีเครนถล่มทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และเครนถล่มที่บริเวณถนนพระรามที่ 2 ขาเข้า จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อให้รายงานสถานการณ์ และดูมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้เสียชีวิต

นายกฯ สั่งด่วน! เอาผิดผู้รับเหมาเหตุเครนถล่มโคราช-พระราม 2

จากเหตุการณ์เครนถล่มที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในพื้นที่โคราชและพระราม 2 สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพในการควบคุมการก่อสร้าง และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

มาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันเหตุเครนถล่ม

ในการประชุมด่วนครั้งนี้ คาดว่าจะมีการพิจารณามาตรการต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของปัญหา โดยอาจมีมาตรการดังต่อไปนี้:

  • การตรวจสอบความปลอดภัยของเครนและอุปกรณ์ก่อสร้าง: กำหนดให้มีการตรวจสอบสภาพเครนและอุปกรณ์ก่อสร้างอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ โดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและปลอดภัย
  • การควบคุมการทำงานของเครน: กำหนดให้มีผู้ควบคุมการทำงานของเครนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เพื่อกำกับดูแลการทำงานของเครนให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
  • การกำหนดพื้นที่ปลอดภัย: กำหนดพื้นที่ปลอดภัยรอบบริเวณการก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและทรัพย์สินได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: จัดให้มีการฝึกอบรมและให้ความรู้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานและการป้องกันอุบัติเหตุ
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอย่างเข้มงวด และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว รัฐบาลยังอาจพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่กระทำการประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุในการก่อสร้าง

ความปลอดภัยในการก่อสร้างเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน การดำเนินการอย่างรวดเร็วและจริงจังของรัฐบาลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเครนถล่มให้หมดสิ้นไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการที่ออกมา จะสามารถป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างได้จริง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

ที่มา – นายกฯ เรียกถกด่วนบ่ายนี้ เอาผิดผู้รับเหมาเหตุเครนถล่มโคราช-พระราม 2

Scroll to top