กระทรวงคมนาคม

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

“สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่าน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์สำคัญในพื้นที่แยกวงเวียนใหญ่ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ที่กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากมีการรายงานเหตุการณ์น้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ ซึ่งล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด และพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แล้วได้ผลลัพธ์ที่เป็นไปในทางบวก

สถานการณ์ล่าสุดและการเฝ้าระวัง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำที่เคยรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการทรุดตัวของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างในบริเวณโดยรอบเพิ่มขึ้นเลยอย่างต่อเนื่องมาถึง 5 วันแล้ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอุโมงค์และงานใต้ดินมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงคมนาคมยังคงสั่งการให้มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไปอีก 2 วัน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชน

  • อัตราน้ำรั่วซึมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • โครงสร้างอาคารโดยรอบอยู่ในภาวะคงที่ ไม่มีการทรุดตัว
  • การดำเนินงานยึดหลักวิศวกรรมแม่นยำและปลอดภัย

แผนการคืนพื้นที่จราจร

ภายหลังจาก “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ และได้รับการยืนยันความปลอดภัย คาดว่าจะมีการเปิดจราจรบางส่วนในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเปิดเส้นทางถนนประชาธิปก บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าแยกบ้านแขกในรูปแบบ One Way เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สัญจร โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเดินรถอย่างใกล้ชิด

นอกเหนือจากเรื่องวิศวกรรมแล้ว การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ดำเนินการควบคู่กันไป รฟม. ได้เร่งประสานงานเยียวยาผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์กว่า 128 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าอีกกว่า 61 ราย เพื่อให้ทุกคนได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อส่วนรวมคือสิ่งที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในมุมมองของผม การจัดการเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในงานก่อสร้างใต้ดินขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรฐานวิศวกรรมที่เข้มงวด การที่รัฐมนตรีลงมาดูหน้างานด้วยตนเองจนพบว่า “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ แสดงถึงความเอาใจใส่ ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการจะเดินหน้าต่อได้อย่างปลอดภัยครับ หากใครต้องใช้เส้นทางนี้อย่าลืมอัปเดตข่าวสารจากทางเพจหรือหน่วยงานราชการก่อนออกเดินทางด้วยนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์”ตรวจอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง แยกวงเวียนใหญ่ พบแนวโน้มน้ำรั่วซึมลดลง

กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ใช้รถใช้ถนน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวหรือเห็นประกาศผ่านตากันมาบ้างว่าตอนนี้ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล วันนี้ผมเลยอยากหยิบเรื่องนี้มาเตือนภัยกันหน่อย เพราะการปล่อยให้ค่าทางด่วนค้างชำระไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะครับ ถ้าไม่อยากเสียเงินก้อนโตหรือมีชื่อติดประวัติคดีความ ต้องรีบอ่านบทความนี้เลยครับ

สถานการณ์ล่าสุด: กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. ได้ยกระดับการจัดการกับผู้ใช้ทางพิเศษที่ไม่ยอมชำระค่าผ่านทางอย่างจริงจังครับ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมฝ่าด่านฯ และเพิกเฉยต่อหนังสือแจ้งเตือน ทาง กทพ. ระบุว่าหากปล่อยไว้นานจนกลายเป็นความผิดทางพินัย ผู้กระทำผิดจะต้องเผชิญกับโทษปรับสูงสุดถึง 10 เท่าของค่าผ่านทาง ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับค่าผ่านทางปกติที่เราจ่ายกันอยู่ทุกวัน

ทำไมต้องรีบจัดการ? เมื่อ กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

หลายคนอาจคิดว่าไม่จ่ายนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้ว กทพ. ได้มีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือมีการฟ้องศาลจนมีคำพิพากษาไปแล้วหลายสิบคดี ดังนั้นอย่าชะล่าใจไปเด็ดขาดครับ สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับกระบวนการมีดังนี้:

  • ผลกระทบทางกฎหมาย: การฝ่าด่านไม่ชำระค่าผ่านทางถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63
  • ค่าปรับพินัย: หากพ้นกำหนดชำระ จะมีการเรียกเก็บค่าปรับสูงสุด 10 เท่า
  • โทษทางอาญา: ความผิดทางพินัยถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว

หากใครที่รู้ตัวว่าเคยเผลอฝ่าด่านหรือลืมชำระค่าผ่านทาง ผมแนะนำให้รีบไปติดต่อที่อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษทุกสายทาง หรือไปที่ศูนย์บริการ One Stop Service Center ของ กทพ. เพื่อเคลียร์ยอดค้างชำระให้เป็นปัจจุบัน ก่อนที่เรื่องจะถึงขั้นถูกส่งฟ้องศาลและทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ฝากเตือนเพื่อนๆ ผู้ใช้รถบนทางพิเศษทุกคนนะครับว่า ก่อนขึ้นทางด่วนเช็กบัตร Easy Pass ของคุณให้ดีว่ามียอดเงินเพียงพอไหม หรือถ้าใช้ช่องทางปกติก็เตรียมเงินให้พร้อม จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาตามหลัง ทั้งเสียความรู้สึกและเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากเช็กข้อมูลการเดินทาง สามารถโทรสอบถาม EXAT Call Center 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – กทพ.เอาจริง ไล่บี้คนฝ่าด่านทางด่วน ค้างชำระเจอปรับ 10 เท่าและส่งฟ้องศาล

บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

เตรียมตัวต้อนรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานไทย เพราะล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้ออกมาเผยแผนแม่บทสุดอลังการสำหรับงบประมาณปี 2570 โดยมีการจัดสรรงบประมาณรวมกว่า 229,769 ล้านบาท เพื่อผลักดัน 262 โครงการสำคัญทั่วประเทศ งานนี้บอกเลยว่าไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการวางรากฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการขนส่งของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศว่า จะมีการมุ่งเน้นไปที่โครงการต่อเนื่องจากปี 2569 ควบคู่ไปกับการเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ ๆ โดยเน้นความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหัวใจสำคัญคือ บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลามากขึ้น

เจาะลึกแผนพัฒนามอเตอร์เวย์และระบบราง

สำหรับไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนเฝ้ารอคอยคือการขับเคลื่อนโครงการมอเตอร์เวย์ผ่านรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยโครงการที่เตรียมเสนอ ครม. ประกอบด้วย:

  • มอเตอร์เวย์ M8 นครปฐม-ปากท่อ
  • มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน
  • มอเตอร์เวย์ M9 ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง
  • ทางด่วนอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ ในฝั่งของการพัฒนาระบบราง กระทรวงฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการสั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 แบ่งเป็น 3 เส้นทางหลักในภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรม และที่พลาดไม่ได้คือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ที่จะเข้ามาเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลตัดสินใจทำ บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างที่น่าสนใจมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในหัวเมืองใหญ่และเชื่อมต่อการเดินทางทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและภาคเอกชนไทยเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างมหาศาล

หากโครงการทั้งหมดดำเนินตามแผนที่วางไว้ เราจะได้เห็นประเทศไทยในมุมมองใหม่ที่การเดินทางไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมที่ทันสมัยและปลอดภัยได้ง่ายขึ้น นับเป็นอนาคตที่น่าจับตาดูอย่างยิ่งครับ

ที่มา – บิ๊กโปรเจกต์คมนาคมปี 70 ทุ่ม 2.2 แสนล้าน ลุย PPP มอเตอร์เวย์-รถไฟทางคู่ พลิกโฉมการเดินทาง

รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว

รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์น้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ซึ่งล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ให้ประชาชนสบายใจขึ้นแล้วว่า รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนในพื้นที่

หากถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ต้องบอกว่าทางกระทรวงคมนาคมและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ โดยมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาหลักๆ ดังนี้ครับ:

สรุปมาตรการ รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว

  • ดำเนินการรื้อย้ายสะพานลอยในจุดเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว
  • ปรับปรุงคุณภาพดิน (Grouting) เพื่อเสริมความแข็งแรงไปแล้ว 1 จุด จากทั้งหมด 5 จุด
  • ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารทุก 30 นาที
  • ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ

สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำรั่วซึมนั้น เกิดจากการก่อสร้างในพื้นที่ชั้นใต้ดิน ซึ่งต้องใช้วิธีทางวิศวกรรมขั้นสูงในการปรับสภาพดินให้คงตัว การที่รัฐบาลสั่งให้ รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว เป็นเพียงมาตรการเบื้องต้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่ทำงานและเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่ใช้ทางเท้าและถนนบริเวณดังกล่าวครับ

ข่าวดีที่เราได้รับรายงานมาคือ ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนตัวของอาคารในรัศมี 30 เมตรก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจและมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หากใครที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นและได้รับผลกระทบ ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะทางหน่วยงานได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนไว้ที่อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนี้ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 105 ราย

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผมถือว่าการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์ 08 4356 5211 ได้เลยครับ หวังว่าสถานการณ์ทั้งหมดจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเดินหน้าต่อไปได้โดยราบรื่นครับ

ที่มา – รื้อย้ายสะพานลอยจุดน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว-รัฐบาลสั่งตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน

วิทยุการบินฯ ใช้เทคโนโลยี SMC คุมระบบเดินอากาศปี 2571

วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571

วงการการบินไทยก้าวสู่ยุคใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เมื่อกระทรวงคมนาคมสั่งเดินหน้ายกระดับน่านฟ้าไทยให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ล่าสุดได้มีการผลักดันให้ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

ทำความรู้จักระบบ SMC หัวใจสำคัญของการควบคุมน่านฟ้า

ระบบ System Monitoring and Control หรือ SMC เปรียบเสมือน “สมองกล” หรือ “วอร์รูม” ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและสั่งการ การที่ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 นั้น จะช่วยให้วิศวกรสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของอุปกรณ์ทุกชนิดผ่านหน้าจอดิจิทัลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร ระบบติดตามอากาศยาน หรือแม้แต่ระบบสนับสนุนพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ทุกอย่างจะถูกรายงานเข้ามายังศูนย์ควบคุมกลางทันทีหากมีความขัดข้องเกิดขึ้น

ประโยชน์ที่นักเดินทางและอุตสาหกรรมการบินจะได้รับ:

  • เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย: การตรวจจับปัญหาได้รวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน
  • การแก้ไขปัญหาที่ฉับไว: ระบบ SMC ช่วยให้สั่งการแก้ไขเบื้องต้นจากระยะไกลได้ทันที ลดเวลาหยุดชะงักของอุปกรณ์
  • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: การนำนวัตกรรมมาใช้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสายการบินชั้นนำทั่วโลก
  • ประสิทธิภาพสูงสุด: ด้วยการเฝ้าระวังที่แม่นยำ ทำให้การบริหารจราจรทางอากาศมีความคล่องตัวและไร้รอยต่อ

ด้วยเป้าหมายการติดตั้งให้ครบทุกศูนย์ควบคุมการบินทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2571 นี้ ประเทศไทยจะมีความพร้อมในการแข่งขันด้านการบินมากขึ้น การที่ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ในมุมมองของเรา นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของหน่วยงานไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุค Smart Aviation อย่างแท้จริง เชื่อมั่นได้เลยว่าเมื่อระบบนี้เปิดใช้เต็มตัว น่านฟ้าไทยจะมีความราบรื่นและปลอดภัยมากกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน

ที่มา – วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องชาวสงขลาและชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มกังวลกับสถานการณ์น้ำในช่วงปลายปีกันแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวเองแล้ว กับภารกิจสำคัญคือ สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายน้ำของเราจะพร้อมรับมือกับมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าหลายจุดในคลองสายหลักมีปัญหาตะกอนทับถมเยอะมาก จนความลึกเหลือเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาเป็นไปได้ช้า ดังนั้น สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกขึ้นครับ

รายละเอียดแผนการขุดลอกคลองและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ

กรมเจ้าท่าได้วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของสงขลาทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คลอง ร.1: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 2,150 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองอู่ตะเภา: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 1,000 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลอง ร.3: เร่งดำเนินการขุดลอกอีก 300,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการระบายน้ำให้สมบูรณ์

การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขุดลอกทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยคุณสรรเพชญยังได้กำชับให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการพื้นที่ดินงอกและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความเห็นจากผู้เขียน: การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการขุดลอกคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราได้เห็น ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่คงจะอุ่นใจกับฤดูมรสุมในปีนี้มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เชื่อว่าคนชาวปทุมธานีหลายคนคงกำลังตั้งตารอการเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชนกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุด คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ลุยงานจริงที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเดินหน้าโครงการ สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การเดินทางของพวกเราสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเตรียมความพร้อมบริเวณสถานีรังสิต เพื่อรองรับสถานีรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ในอนาคต โดยคุณสิริพงศ์มองว่าเราต้องเร่งปรับแก้จุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่คับแคบหรือการจัดการระบบขนส่งมวลชนแบบฟีดเดอร์ (Feeder) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้โมเดลการเดินทาง “รางต่อ ล้อต่อ เรือ” ใช้งานได้จริงและไร้รอยต่อที่สุดครับ

ปรับโฉมคมนาคมปทุมธานีเพื่อคนรังสิต

นอกจากการวางแผนระยะยาวแล้ว คุณสิริพงศ์ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชน คุณสิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด พร้อมสั่งการให้ บขส. เร่งเจรจากับเอกชนเพื่อให้ต่อหลังคาสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟเข้ากับศูนย์การค้า เพราะเข้าใจดีว่าถ้าต้องเดินตากแดดตากฝนระหว่างการเดินทางมันคงเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อยเลย

สิ่งที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ:

  • การนำเทคโนโลยีมาใช้: มีการศึกษาการใช้ระบบตู้จำหน่ายบัตรอัตโนมัติและระบบจองคิว เพื่อลดความแออัดเหมือนที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ทำได้สำเร็จแล้ว
  • เน้นรถสาธารณะที่เข้าถึงได้: เชื่อมต่อเส้นทางรอง เช่น คลอง 6 และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนและคนวัยทำงานเดินทางได้สะดวกขึ้น
  • ความร่วมมือกับเอกชน: ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบฟีดเดอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่รองรับรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวปทุมธานีให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ภาครัฐลงมาดูหน้างานจริงและรับฟังปัญหาจาก สส. ในพื้นที่ ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่าจะต้องปรับแก้ตรงไหนบ้าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

ในฐานะคนที่ใช้ระบบขนส่งมวลชน ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีหลังคาคลุมทั่วถึง และมีระบบฟีดเดอร์ที่มารับ-ส่งตรงเวลา จะช่วยลดปัญหาจราจรและประหยัดเวลาให้พวกเราได้มหาศาลเลยทีเดียว คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความคืบหน้าในเฟสถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าด้วยความตั้งใจนี้ ปทุมธานีจะเป็นพื้นที่ที่เดินทางได้สะดวกสบายที่สุดแห่งหนึ่งแน่นอนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์รังสิตเชื่อมไฮสปีด จี้ บขส.ถกเอกชนต่อหลังคา

รัฐบาลยกระดับสนามบินภูมิภาค เตรียมนำระบบ AFIS ใช้ครั้งแรกในไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบิน

เชื่อว่าหลายคนที่ชอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามเมืองรองของไทย คงจะเริ่มเห็นข่าวดีเกี่ยวกับแผนการพัฒนาคมนาคมทางอากาศกันแล้ว ล่าสุดรัฐบาลยกระดับสนามบินภูมิภาค เตรียมนำระบบ AFIS ใช้ครั้งแรกในไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบิน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามายังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังเป็นกระแสของการท่องเที่ยวเมืองรอง

รัฐบาลยกระดับสนามบินภูมิภาค เตรียมนำระบบ AFIS ใช้ครั้งแรกในไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบิน

การนำเทคโนโลยี Aerodrome Flight Information Service (AFIS) เข้ามาใช้ในประเทศไทยถือเป็นก้าวสำคัญ โดยระบบนี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินไม่หนาแน่นจนเกินไป ระบบนี้มีข้อดีมากมายทั้งในแง่ของความแม่นยำในการให้บริการข้อมูลการบิน การบริหารห้วงอากาศที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในระดับภูมิภาค

เหตุผลที่ต้องนำระบบ AFIS มาใช้ในไทย

การตัดสินใจที่รัฐบาลยกระดับสนามบินภูมิภาค เตรียมนำระบบ AFIS ใช้ครั้งแรกในไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบิน นั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อผลักดันการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยมีแผนนำร่องใช้งานครั้งแรกที่สนามบินแพร่และสนามบินเพชรบูรณ์ภายในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะช่วยในเรื่องต่างๆ ดังนี้:

  • เพิ่มความปลอดภัยในขั้นตอนการสื่อสารข้อมูลการบินแบบเรียลไทม์
  • ระบบอัตโนมัติช่วยลดความซับซ้อนและลดความเสี่ยงที่เกิดจากมนุษย์
  • รองรับจำนวนเที่ยวบินที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่
  • ส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงข่ายการบินไปสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เช่น พิษณุโลก

นอกจากนี้ ในภาพรวมของการพัฒนายังรวมถึงการเตรียมความพร้อมของสนามบินพิษณุโลก ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคเหนือตอนล่าง โดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ได้มีการตระเตรียมทั้งอุปกรณ์และบุคลากรเพื่อรองรับแผนการดำเนินงานนี้อย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องเครื่องจักรหรือซอฟต์แวร์ แต่เน้นไปที่การเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่งครับ เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี การเดินทางก็สะดวกขึ้น และเมื่อการเดินทางง่ายขึ้น การกระจายรายได้สู่ชุมชนก็จะตามมาเอง ใครที่เป็นสายเที่ยวเมืองรองเตรียมตบเท้าเข้าเช็กอินได้เลยครับ เพราะประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคการบินภูมิภาคที่ทันสมัยแบบก้าวกระโดดแน่นอน

ที่มา – รัฐบาลยกระดับสนามบินภูมิภาค เตรียมนำระบบ AFIS ใช้ครั้งแรกในไทย เพิ่มประสิทธิภาพการบิน

สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ จัดเต็มงบ 6 ล้านรับมือมรสุม

เชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่หลายคนคงคุ้นเคยกับปัญหาการระบายน้ำในช่วงหน้าฝนกันเป็นอย่างดี ล่าสุดคุณ สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม อย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งคลองและในพื้นที่ใกล้เคียง

สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของคุณสรรเพชญ บุญญามณี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ใช่แค่เพียงการตรวจราชการธรรมดา แต่เป็นการลงพื้นที่จริงเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำว่า สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม โดยสั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งดำเนินการขุดลอกตะกอนดินในช่วงวัดคูเต่าจนถึงปากคลองทันที

ทำไมต้องขุดลอกคลองอู่ตะเภา?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญมาก คำตอบง่ายๆ คือ คลองอู่ตะเภาเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยระบายน้ำหลักของเมืองหาดใหญ่ การสะสมของตะกอนดินทำให้ขีดความสามารถในการรับน้ำลดลง เมื่อถึงช่วงหน้ามรสุมที่ฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การจัดสรรงบประมาณ 6 ล้านบาทในครั้งนี้จะช่วย:

  • เพิ่มพื้นที่ในการรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
  • ส่งเสริมการสัญจรทางน้ำและการประมงของชาวบ้านให้สะดวกขึ้น
  • เป็นการดูแลระบบนิเวศน์ทางน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ คุณสรรเพชญยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน โดยเป้าหมายหลักคือการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังมีการมองไปถึงแผนพัฒนาในปี 2570 เพื่อยกระดับเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาให้เป็นเมืองท่าที่มีมาตรฐานสูงขึ้นอีกด้วย เราหวังว่าความมุ่งมั่นในการ สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม ในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในภาคใต้ให้ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม

Scroll to top