กระทรวงดีอี

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองโครงการไอทีภาครัฐอย่างเจ้าตัว TH-AI Passport กันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาขานรับกระแสสังคมด้วยการประกาศปรับเงื่อนไขใหม่ให้มีความโปร่งใสมากขึ้น งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

ดีอี ยอมถอยปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนโมเดลการจ่ายเงินของโครงการ TH-AI Passport มาเป็นแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Success Fee) ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ดูคุ้มค่าและไม่เสียเปรียบ โดยปลัดกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ได้ออกมาย้ำชัดว่า หากมีประชาชนใช้งานไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 5 ล้านคน ทางภาครัฐก็ไม่ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินเต็มจำนวนเหมือนโมเดลเดิมครับ

ทำไมต้องปรับเงื่อนไขให้เป็นธรรม?

สาเหตุหลักที่กระทรวงดีอีต้องปรับเงื่อนไข TH-AI Passport ก็เพื่อลบข้อครหาเรื่องงบประมาณและเพื่อความโปร่งใสสูงสุด ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนการทำสัญญาไปจนถึงการใช้งานจริง ไม่ต้องกลัวเรื่องล็อกสเปกหรือการเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่งครับ โดยเน้นย้ำว่าหากพบการทุจริตพร้อมที่จะยกเลิกโครงการทันทีไม่มีละเว้น

สำหรับประเด็นดราม่าเรื่องงบพีอาร์ในร้านสะดวกซื้อ ปลัดกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่านั่นเป็นเพียงงบส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งการฝึกอบรม การสัมมนา และการเข้าถึงระบบ AI ที่มีราคาถูกประหยัดกว่าการเช่าซื้อเชิงพาณิชย์ทั่วไปหลายเท่าตัว โดยมีรายละเอียดจุดเด่นดังนี้:

  • ต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า: เฉลี่ยเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน
  • เข้าถึง AI ได้หลากหลาย: ตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัล
  • ความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง: ปรับสัญญาให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
  • เริ่มใช้งานจริง: ลงทะเบียนพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ก.ค.นี้

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐยอมรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ การที่ TH-AI Passport ปรับโมเดลก่อนเริ่มใช้งานจริงในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ นอกจากจะช่วยลดความกังวลของสังคมแล้ว ยังเป็นการปูทางให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย อย่าลืมติดตามข่าวสารการลงทะเบียนกันให้ดีนะครับ เพราะโครงการนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของเราได้มากทีเดียว

ที่มา – “ดีอี” ยอมถอยปรับเงื่อนไข “TH-AI Passport” ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น ลงทะเบียน 1 ก.ค.

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลแอปถุงเงินภาษี

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยขวัญผวาไปตามๆ กัน สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องการส่งข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชันถุงเงินไปให้กรมสรรพากรเพื่อไล่เก็บภาษีย้อนหลัง วันนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาคลายความกังวลแล้วครับว่า เรื่องนี้เป็นข่าวจริงที่ถูกเข้าใจผิดไปไกล

ทำไมต้องเช็กให้ชัวร์เรื่อง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี ได้ออกมายืนยันผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นข่าวจริงที่หลายคนกำลังเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ โดยทางรัฐบาลได้ชี้แจงประเด็นสำคัญไว้ดังนี้ครับ:

  • ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงินจะไม่ถูกส่งไปให้สรรพากรเพื่อคิดภาษีย้อนหลังแบบเจาะจง
  • หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคิดจากรายได้รวมทุกช่องทางตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดผ่านโครงการฯ
  • ร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลายคนอาจมีความกังวลใจเมื่อเห็นยอดขายในแอปพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เข้าร่วมโครงการ แต่กฎหมายภาษีมองที่ภาพรวมรายได้ทั้งปี ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นประเด็นที่สร้างภาระภาษีให้เกิดขึ้นแบบปุบปับครับ การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในโลกโซเชียลนั้นสร้างผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลต่อการวางแผนการเงินหรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในโครงการของรัฐ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวปลอม อย่าเพิ่งรีบแชร์ต่อโดยเด็ดขาดครับ ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเอง

สำหรับใครที่ยังมีความสงสัย หรือพบเห็นข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ สามารถตรวจสอบและแจ้งเบาะแสได้ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้:

  • สายด่วน 1111 ต่อ 87
  • เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
  • Line ID: @antifakenewscenter
  • โซเชียลมีเดีย: Anti-Fake News Center Thailand

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าในยุคดิจิทัลเช่นนี้ การมีสติและตรวจสอบที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อรักษาสิทธิของตัวคุณเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียนะครับ

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความโปร่งใสในโครงการภาครัฐ ล่าสุด นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท โดยมีกำหนดเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

ทำไมโครงการ TH-AI Passport ถึงถูกเพ่งเล็ง?

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน แต่ทว่ากลับเกิดข้อสังเกตมากมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและภาคประชาชน โดยเฉพาะในกระบวนการสำคัญดังนี้:

  • ขั้นตอนการอนุมัติโครงการที่ดูคลุมเครือ
  • การกำหนดราคากลางและการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจผิดปกติ
  • ความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยของบริษัทเอกชนคู่สัญญา
  • เสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินภาษีของประชาชน

นายพิทักษ์เดช ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การดำเนินการตรวจสอบ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน ในครั้งนี้ ไม่ใช่การก้าวก่ายอำนาจของหน่วยงานอื่น แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบตามหลักการธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณแผ่นดิน

ก้าวต่อไปของการตรวจสอบ

สำหรับการเรียกชี้แจงครั้งนี้ กมธ. จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดการร่างทีโออาร์ (TOR) ว่ามีการล็อกสเป็กหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการมีส่วนได้ส่วนเสียของเอกชนที่ได้รับงาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการคำตอบ นอกจากนี้ การที่ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน จะเป็นการพิสูจน์ว่าหน่วยงานเหล่านี้สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการชี้แจงจะเป็นอย่างไร และโครงการนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะเงิน 1,600 ล้านบาทนั้น มหาศาลเกินกว่าที่จะปล่อยให้เกิดคำถามคาใจโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากพบความไม่โปร่งใส แน่นอนว่าจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อการทำงานของภาครัฐในอนาคต

ที่มา – กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส

ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับโครงการล่าสุดจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีชื่อว่า TH-AI Passport ด้วยงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันถึงความความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการนี้ พร้อมมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้คนไทยกว่า 5 ล้านคน ได้มีโอกาสสัมผัสและเข้าถึงเทคโนโลยี AI ระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล

ทำไมต้องมีโครงการ TH-AI Passport?

ปัจจุบันนี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการทำงานได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาพบว่าไทยยังมีอัตราการเข้าถึง AI หรือ AI Diffusion เพียง 10.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังห่างไกลเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์หรือเวียดนาม โครงการ ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การสนับสนุนการใช้งาน AI ระดับ Pro เพื่อการทำงานจริง
  • การร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ OpenAI
  • การสร้างหลักสูตร Up Skill ที่ช่วยให้ประชาชนนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าเงิน 1.6 พันล้านบาทจะถูกนำไปใช้อย่างไร นายไชยชนกยืนยันว่าทุกกระบวนการผ่านระบบ e-bidding ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ใช่การแจกโปรฟรี แต่เป็นการลงทุนที่เฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้แนวคิด “Learn to Earn”

ความปลอดภัยของข้อมูลต้องเป็นอันดับหนึ่ง

ในยุคที่ข้อมูลคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด ไชยชนก ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI โดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นอย่างมาก ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานจะถูกเก็บไว้บน Cloud ภายในประเทศไทย โดยผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาโมเดลโดยไม่ได้รับอนุญาต และการใช้งานทั้งหมดจะเป็นแบบ Anonymous เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของคนไทยทุกคน

หากโครงการนี้สำเร็จตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีอัตราการเข้าถึง AI เพิ่มขึ้นเป็น 23% ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของคนในชาติเพื่อให้ก้าวทันโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับโครงการนี้บ้างครับ คิดว่าโครงการนี้จะช่วยให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ มาร่วมแสดงความคิดเห็นแบ่งปันกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน TH-AI Passport 1.6 พันล้าน โปร่งใส มุ่งยกระดับคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI

ดีอี ยันจริง! พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวไทย

ในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดยังคงเป็นประเด็นร้อน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาชี้แจงข่าวที่กำลังเป็นกระแสว่า พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย เป็นข่าวจริง แต่ไม่ต้องตื่นตระหนักเกินไป เพราะปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และความเสี่ยงต่ำกว่าพิษโควิด-19 เดิมมากนัก

พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย

จากประกาศของโฆษกกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ได้ตรวจสอบข้อความข่าวสารจำนวนมากกว่า 160,000 ข้อความ พบประเด็นที่ต้อง verify กว่า 8,700 รายการ โดยอันดับ 1 ที่ประชาชนสนใจคือข่าว พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย ซึ่งยืนยันโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นเรื่องจริง

การค้นพบนี้มาจากระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่า ภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ค้างคาวถือเป็นแหล่งกำเนิดไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ รวมถึงโควิด-19 แต่เชื้อตัวนี้มีศักยภาพในการก่อโรคและแพร่กระจายต่ำกว่าเดิมมาก วัคซีนโควิดยังช่วยลดความรุนแรงได้ จึงประเมินความเสี่ยงต่ำ

รายละเอียดอันดับข่าวที่ AFNC ตรวจสอบ

  • อันดับ 1 (จริง): พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย
  • อันดับ 2 (จริง): ยกระดับเข้ม 31 จังหวัดชายแดนสกัดสินค้าเถื่อน-ยาเสพติด
  • อันดับ 3 (ปลอม): ทำใบขับขี่ผ่าน TikTok .100031309
  • อันดับ 4 (ปลอม): กฎหมายใหม่ SEC อนุญาตคาสิโน-เช่าที่ 99 ปี
  • อันดับ 5 (บิดเบือน): ลักษณะลิ้นวินิจฉัยโรคภายใน
  • อันดับ 6 (บิดเบือน): ไทยยกเลิก MOU44
  • อันดับ 7 (ปลอม): กรมพัฒนาฝีมือฯ รับสมัครแพ็กถุงที่บ้าน

นอกจากนี้ AFNC ยังตรวจจากช่องทาง Social Listening และ Line Official โดยได้รับการยืนยันจากหน่วยงานจริง 11 จาก 24 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวกับข่าวสุขภาพมาก

ทำไมต้องระวังข่าวปลอมเรื่องไวรัส?

ข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคระบาดมักสร้างความตื่นตระหนักไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติ เช่น 囤ตุนของ หรือหลงเชื่อมิจฉาชีพ กระทรวงดีอีจึงย้ำให้ตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บกรมควบคุมโรค หรือ AFNC ก่อนแชร์

สำหรับ พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย แม้เป็นจริง แต่ไม่พบในมนุษย์ แนะนำหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และฉีดวัคซีนโควิดให้ครบโดสเพื่อป้องกันโรคโดยรวม

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวนี้เป็นสัญญาณดีว่าประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังที่แข็งแกร่ง ช่วยป้องกันการระบาดตั้งแต่ต้นทาง สุดท้าย ขอให้ทุกท่านเลือกเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ติดตาม AFNC เพื่อไม่พลาดอัปเดต และแชร์เพื่อเตือนเพื่อนๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง “พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย” ยังไม่พบติดเชื้อในมนุษย์

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้า 3.5 ล้าน อายัด 8 พันล้าน

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์ เป็นข่าวดีที่คนไทยรอคอยมานาน! กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไม่ยอมให้สแกมเมอร์โกงเงินประชาชนอีกต่อไป ยกระดับการปราบปรามเป็นวาระแห่งชาติ สั่งระงับบัญชีม้ากว่า 3.56 ล้านบัญชี มูลค่ามหาศาลกว่า 8,000 ล้านบาท แถมยังผนึกกำลังกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อตัดวงจรอาชญากรไซเบอร์ให้สิ้นซาก

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 โดยมีผู้ใหญ่หลายท่านมาร่วม เช่น รัฐมนตรีช่วยฯ แนน บุณย์ธิดา, พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ, ปลัดกระทรวงดีอี และผู้บัญชาการตำรวจ รัฐบาลย้ำชัดว่าภัยไซเบอร์เป็นปัญหาใหญ่ ต้องจัดการเข้มข้น ปิดช่องโหว่ทุกทางเพื่อปกป้องประชาชน

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์

มาตรการเด็ดขาดเริ่มจากประกาศรายชื่อบุคคลเสี่ยงสูง (HR-03) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระงับบัญชีม้า 2.46 แสนรายชื่อ รวม 3.56 ล้านบัญชี อายัดเงินกว่า 8 พันล้านบาท! ข้อมูลนี้แชร์ให้หน่วยงานธนาคาร Non-Bank ผู้รับแลกเปลี่ยนเงิน และค้าทองคำ เพื่อขยายการตรวจสอบ ป้องกันการฟอกเงินจากสแกม

ขยายผลจับ “นอมินี” และสกัดสัญญาณชายแดนแบบเข้มงวด

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี ไม่หยุดแค่นั้น ยังลงนาม MOU กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จับ “นอมินี” ที่ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือโกง ขณะที่ กสทช. จัด Sandbox ที่สระแก้ว เปิดสัญญาณมือถือเฉพาะเบอร์ลงทะเบียนถูกต้อง ลดการใช้สัญญาณชายแดนโจมตีประชาชน

คุมบัญชีเยาวชนเข้ม หลังพบเกี่ยวข้องกว่า 6,500 บัญชี

น่าตกใจ! พบเยาวชนมีบัญชีม้ากว่า 6,500 บัญชี คณะกรรมการเลยหารือจำกัดโอน-ถอนเงินเกินกำหนด ป้องกันมิจฉาชีพหลอกใช้เด็กๆ เป็นช่องทางรับเงินโกง สำหรับคืนเงินผู้บริสุทธิ์ กำลังเร่งรัดให้เร็ว โดยตรวจสอบเส้นทางการเงินชัดเจน

  • ระงับบัญชีม้า: 3.56 ล้านบัญชี
  • อายัดเงิน: 8,000 ล้านบาท
  • จับนอมินี: ร่วม DBD
  • สกัดสัญญาณ: Sandbox สระแก้ว
  • คุมเยาวชน: จำกัดธุรกรรม

นายไชยชนก ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะช่วงวิกฤตพลังงานที่คนเดือดร้อนหนัก เรื่องนี้คือวาระแห่งชาติ จะดำเนินการต่อเนื่อง

บัญชีม้าคืออะไร? คือบัญชีธนาคารที่สแกมเมอร์ใช้รับเงินโกงจากเหยื่อ มักหลอกคนซื้อของออนไลน์ แจกเงินฟรี หรือลงทุนปลอม ถ้าคุณเจอข้อความแปลกๆ อย่าโอนเด็ดขาด! ตรวจสอบก่อนเสมอ รายงานตำรวจหรือดีอีทันที

การปราบปรามแบบนี้ช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์ได้จริง แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วย ใช้แอปธนาคารแจ้งเตือน ตั้งรหัส 2 ชั้น และไม่คลิกลิงก์ подозрительные สุดท้าย ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจัง ผู้เสียหายมีหวังคืนเงินได้เร็วขึ้น

คุณคิดยังไงกับมาตรการนี้? แชร์ประสบการณ์โดนสแกมในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ระวังตัวด้วยกัน สู้ๆ ต่อต้านสแกมเมอร์!

ที่มา – ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์

ลุยสกัด “บัญชีม้า” แชร์ข้อมูลร้านทอง-นอนแบงก์ จ่อลดวงเงินเยาวชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงดิจิทัลและการเงินกันนะครับ นั่นคือ บัญชีม้า ที่กำลังถูกหน่วยงานรัฐลุยสกัดแบบเต็มสูบ! ล่าสุดบอร์ดอาชญากรรมไซเบอร์มีมาตรการเด็ด แชร์ข้อมูลบัญชีม้ากว่า 3.56 ล้านบัญชีให้ร้านทอง นอนแบงก์ และธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อตัดช่องทางฟอกเงินจากแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ แถมยังจ่อลดวงเงินธุรกรรมบัญชีเด็กอายุ 12-18 ปีเหลือวันละ 10,000 บาทด้วย หลังพบว่ามีบัญชีกลุ่มนี้กลายเป็นบัญชีม้ากว่า 6,500 รายแล้ว มาตรการนี้จะช่วยปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพได้มากขึ้นแน่นอนครับ

ลุยสกัด บัญชีม้า แชร์ข้อมูลร้านทอง นอนแบงก์ ลดวงเงินบัญชีเยาวชน

ลุยสกัด “บัญชีม้า” แชร์ข้อมูลร้านทอง-นอนแบงก์

คุณทราบไหมครับว่านายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ว่าที่ประชุมเห็นชอบมาตรการแชร์ข้อมูล บัญชีม้า ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นม้าดำ ม้าเทาเข้ม ม้าเทาอ่อน และม้าน้ำตาล รวมกว่า 3.56 ล้านบัญชี ให้กับช่องทางใหม่ที่มิจฉาชีพชอบใช้ฟอกเงิน เช่น นอนแบงก์ ธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และร้านค้าทองคำ ซึ่งเป็นจุดที่เงินสกปรกมักไหลเข้าไปครับ

ทำไมต้องแชร์ข้อมูลให้ช่องทางเหล่านี้? เพราะในปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงออนไลน์ชอบโอนเงินผ่านบัญชีม้า แล้วเอาไปแลกทองหรือใช้บริการนอนแบงก์เพื่อซักเงินให้สะอาด การแชร์ข้อมูลจะช่วยให้หน่วยงานเหล่านี้ตรวจสอบและบล็อกธุรกรรมได้ทันท่วงที ลดโอกาสที่เงินจะหายไปในระบบครับ

จ่อลดวงเงินบัญชีเยาวชน สกัดการถูกหลอกเปิดบัญชีม้า

อีกมาตรการที่น่าสนใจคือการปกป้องบัญชีของน้องๆ วัย 12-18 ปี ซึ่งตอนนี้มีบัญชีที่เข้าข่าย บัญชีม้า กว่า 6,500 รายจากทั้งหมด 3.56 ล้านบัญชี! ที่ประชุมเตรียมลดลิมิตธุรกรรมรายวันจากเดิม 30,000 บาท เหลือแค่ 10,000 บาท เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังส่งเสริมการออมเงินได้ปกติ ไม่กระทบการฝึกวินัยการเงินของเยาวชนครับ

พ่อแม่ๆ ลองเช็คบัญชีลูกดูนะครับ ถ้ามีธุรกรรมแปลกๆ ให้รีบแจ้งธนาคารทันที เพราะเด็กมักถูกหลอกด้วยวิธีง่ายๆ อย่าง “ช่วยเปิดบัญชีรับเงินรางวัล” หรือ “ช่วยโอนเงินให้ญาติ” ซึ่งสุดท้ายบัญชีจะกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพทันที

สถิติบัญชีม้า ม้าดำ ม้าเทา

เปิดสถิติบัญชีม้า 3.56 ล้านราย ความเสียหายรายวันลดฮวบ

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้แชร์สถิติที่น่าตกใจ ดังนี้

  • บัญชีม้าดำ: 829,200 บัญชี ที่ถูกอายัดและดำเนินคดีแล้ว
  • บัญชีม้าเทาเข้ม: 750,800 บัญชี กำลังดำเนินคดี
  • บัญชีม้าเทาอ่อน: 456,800 บัญชี ธนาคารกำลังตรวจสอบ
  • บัญชีม้าน้ำตาล: 1,500,000 บัญชี เกี่ยวข้องกับเส้นทางเงินม้า

จากมาตรการปราบปรามช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตำรวจอายัดเงินได้กว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้ความเสียหายของประชาชนลดลงจากวันละ 70-80 ล้านบาท เหลือแค่ 40-50 ล้านบาทต่อวัน! นี่คือผลงานที่เห็นได้ชัดว่าการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ สำเร็จจริงๆ ครับ

กราฟความเสียหายจากบัญชีม้า ลดลง

ปปง. เร่งคืนเงินเหยื่อ คาดครบภายในปี 2569

นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการ ปปง. บอกว่ากำลังเร่งคืนเงินให้เหยื่อ โดยคืนไปแล้ว 20,000 ล้านบาท และมีเงินอายัดอีก 8,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.นี้ คาดว่าจะคืนได้ครบภายในสิ้นปี 2569 ดีใจแทนพี่น้องประชาชนที่กำลังรอเงินคืนนะครับ

บัญชีม้า คือปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในยุคดิจิทัล แต่ด้วยมาตรการลุยสกัดแบบนี้ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นแน่นอน ในฐานะคนเขียน ผมคิดว่าการลดวงเงินบัญชีเยาวชนเป็นไอเดียเจ๋งมาก เพราะป้องกันตั้งแต่ต้นทาง แถมยังไม่ทำให้เด็กเสียโอกาสเรียนรู้การเงิน ถ้าทุกคนช่วยกันระวัง ตรวจสอบบัญชีตัวเอง และไม่รับปิดบัญชีให้คนแปลกหน้า ปัญหานี้จะหมดไปในไม่ช้า

คุณล่ะครับ มีประสบการณ์เจอ บัญชีม้า หรือไม่? ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือถ้ามีธุรกรรมน่าสงสัย รีบแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที เพื่อปกป้องตัวเองและคนรอบข้างนะครับ!

ที่มา – ลุยสกัด “บัญชีม้า” แชร์ข้อมูลร้านทอง-นอนแบงก์ จ่อลดวงเงินบัญชีเยาวชนเหลือวันละหมื่น

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องระวัง รัฐบาลไทยโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเตือนประชาชนให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะกรณีที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ พบเรื่องต้องตรวจสอบ 1,017 ข้อความ โดยช่องทางหลักคือ Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ มี 20 เรื่องที่ต้อง verify ตรวจสอบแล้ว 9 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 1 ข่าวปลอม 4 และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง

อันดับข่าวที่ประชาชนสนใจมากที่สุด

  • อันดับ 1: ข่าวปลอม พระบรมมหาราชวังถูกจัดอันดับสถานที่น่าเที่ยวในกัมพูชา กระทรวงดีอีตรวจสอบกับกรมศิลปากร ยืนยันเป็นข่าวปลอม เกิดจากการนำภาพนครวัดผสมกับภาพพระบรมมหาราชวัง สร้างความเข้าใจผิด
  • อันดับ 2: ข่าวบิดเบือน โครงการแลนด์บริดจ์ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 50-99 ปี ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
  • อันดับ 3: ข่าวจริง วิธีสังเกตผงชูรสแท้เบื้องต้น
  • อันดับ 4: ข่าวปลอม กระทรวงการคลังเปิดเว็บใหม่ยื่นภาษี
  • อันดับ 5: ข่าวบิดเบือน โรงน้ำดื่มต้องจ่ายค่าตรวจน้ำเพิ่มจาก 6,900 เป็น 50,000 บาทต่อปี
  • อันดับ 6: ข่าวปลอม คนไทย 600 คนกลับประเทศไม่ได้เพราะกัมพูชาไม่เปิดด่าน
  • อันดับ 7: ข่าวปลอม สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพีเปิดบริการ 1 พ.ค.

กรณีพระบรมมหาราชวังที่ถูกบิดเบือนนี้ ใช้ภาพ collage รวมภาพนครวัดกับพระราชวังคล้ายพระบรมมหาราชวัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในกัมพูชา แต่จริงๆ พระบรมมหาราชวังเป็นมรดกไทยแท้ๆ รัฐบาลย้ำว่าไม่มีแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ยืนยัน

ปัญหาข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น สร้างความแตกแยก สูญเสียทรัพย์สิน หรือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บรัฐบาล หรือโทร 1111 ต่อ 87

เคล็ดลับเท่าทันข่าวปลอม: 1) ตรวจแหล่งข่าว 2) ดูวันที่ 3) คิดก่อนแชร์ 4) ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น AFNC สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ข่าวปลอมมักใช้ AI สร้างภาพและข้อความ ทำให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ประชาชนต้องฝึกทักษะดิจิทัลเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ตื่นตัวกับข่าวปลอม หากสงสัยโทรตรวจสอบทันทีที่ 1111 ต่อ 87 ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

“ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสำคัญจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ที่กำลังจะเปลี่ยนเกมการช่วยเหลือประชาชนให้ง่ายและตรงจุดยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ร่วมกับนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการ ได้แถลงข่าว “ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล สวัสดิการและมาตรการรัฐให้ถึงมือคนไทยทันที โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดมาร่วมฟังเพียบเลยครับ

แถลงข่าว ดีอี เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล

“ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล

นายไชยชนก เน้นย้ำว่ากระทรวงดีอี จะเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไข 4 ภัยร้ายที่คุกคามคนไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ และภัยสังคม จากที่ผ่านมา 4 เดือน ดีอีได้ลงมือจริงจังแล้ว และตอนนี้จะยกระดับเป็นหน่วยงานหลักในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงภาครัฐกับประชาชนทั้งประเทศ ให้เป็น “ประเทศไทยหนึ่งเดียวกัน” โดยเฉพาะการ “ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล จากหน่วยงานรัฐต่างๆ เพื่อส่งสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือตรงถึงมือคนที่เดือดร้อน โดยเฉพาะวิกฤตผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานพุ่งปรี๊ด

จุดเด่นของนโยบาย: บูรณาการข้อมูลให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการเชื่อมข้อมูลประชาชนกับภาครัฐ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการและมาตรการรัฐได้อย่างแม่นยำ ตรงตามความต้องการ โดยคำนึงถึง PDPA การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหลัก นอกจากนี้ยังยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยธรรมชาติ เช่น ระบบสื่อสารฉุกเฉินทั้งหลักและสำรอง รวมถึงบูรณาการข้อมูลช่วยเหลือภัยพิบัติจากทุกหน่วยงาน

  • ภัยสังคมและอาชญากรรมออนไลน์: เร่งปรับกฎหมายปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Cybercrime Convention) แม้คดีหลอกลวงลดลงใน 4 เดือน แต่ยังเป็นวาระชาติ ต้องเข้มข้นกว่าเดิมในช่วงวิกฤต
  • ภัยเศรษฐกิจ: ใช้ดิจิทัลเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยั่งยืน คำนึงสิ่งแวดล้อม
  • ภัยความมั่นคง: เตรียมพร้อมระบบสื่อสารรับมือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหัน
  • ภัยธรรมชาติ: บูรณาการข้อมูลและการช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
รมว.ช่วยดีอี แนน บุณย์ธิดา พูดถึงการประสานงานบูรณาการข้อมูล

ฝั่งนางสาวแนน บุณย์ธิดา เสริมว่าดีอีจะเป็นศูนย์กลางประสานทุกกระทรวง ส่งมาตรการรัฐบาลไปถึงประชาชนแบบไร้รอยต่อ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานตอนนี้ ตัวอย่างเช่น บูรณาการข้อมูลเกษตรแม่นยำ การค้าขาย นำเข้า-ส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์ ดูแลผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ให้ความช่วยเหลือเป็นลำดับแรก

นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการปฏิบัติจริงเพื่อคนไทยทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและความมั่นคงสั่นคลอน มันจะช่วยให้สวัสดิการรัฐถึงมือตรงเป้า ลดการสูญเสีย ลดช่องโหว่ และสร้างความยั่งยืนให้ประเทศ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นของ “รัฐดิจิทัลไทย” ที่แท้จริง ถ้าทำสำเร็จ เราจะก้าวข้ามวิกฤตได้สบายๆ เลยครับ คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับ “ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล นี้? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – “ดีอี” เปิดแผนนโยบายขับเคลื่อน เร่งบูรณาการข้อมูล สวัสดิการ-มาตรการรัฐ ถึงมือคนไทย

Scroll to top