กระทรวงดีอี

รัฐบาลลุย! สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

รัฐบาลประกาศสงครามกับเหล่ามิจฉาชีพ! เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เข้มงวดการใช้ ‘ซิมบ็อกซ์’ และ ‘Liveness Detection’ พร้อมเตรียมออกกฎหมายควบคุมการนำเข้า และผลักดันการใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ เพื่อตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ หลังตำรวจไซเบอร์ยอมรับตัวเลขการแจ้งความยังคงสูงต่อเนื่อง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 7/2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือถึงมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ: มาตรการใหม่ล่าสุด

ประเด็นสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหา เครื่องซิมบ็อกซ์ (Simbox) ที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย โดยกระทรวงดีอีได้ประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อรวบรวมข้อมูลการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบเครื่องสมบูรณ์และแบบแยกส่วนประกอบ เพื่อส่งต่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบการใช้งาน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีเตรียมออกประกาศกฎกระทรวงฯ ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบสมบูรณ์และแยกชิ้นส่วน โดยกำหนดให้การนำเข้าหรือจัดจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางมิชอบ

ที่สำคัญคือ การหารือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) สถาบันการเงิน และ กสทช. เพื่อทบทวนมาตรการยืนยันตัวตนในการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ โดยจะยกระดับจากระบบ Liveness Detection ที่ใช้ตรวจสอบว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลจริงหรือไม่ ไปสู่การใช้เทคโนโลยี สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันการสวมรอยและอุดรอยรั่วของระบบลงทะเบียนซิมแบบเดิมที่ทำให้บุคคลหนึ่งสามารถมีซิมจำนวนมากได้

ทำไมต้องสแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ?

การใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย เพราะม่านตาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน และยากต่อการปลอมแปลง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการสวมรอย และการนำซิมไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับตู้ขายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศกว่า 60,000 แห่ง ให้ระงับการลงทะเบียนซิมหน้าตู้ และให้ลูกค้านำซิมไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการของแต่ละค่ายแทน โดยตู้ขายยังสามารถขายซิมได้ตามปกติ แต่ต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ตำรวจทราบเพื่อสะดวกต่อการติดตาม

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าตำรวจได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจับกุมและกวาดล้างคดีสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการแจ้งความออนไลน์ยังคงสูงอยู่ โดยเฉลี่ยมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประมาณ 600 เคสต่อวัน และมีการหลอกลวงผ่าน SMS และโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 100 เคส

  • มาตรการเพิ่มเติม:
  • ตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์อย่างเข้มงวด
  • บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายซิมอย่างเคร่งครัด
  • รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงออนไลน์

การผลักดันมาตรการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง และหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ อาจสร้างความยุ่งยากในการลงทะเบียนซิมอยู่บ้าง แต่หากมองถึงประโยชน์ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในการป้องกันการถูกหลอกลวงและลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลุยปราบสแกมเมอร์ “ไชยชนก” สั่งคุมเข้ม “ซิมบ็อกซ์” ใช้สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

“ไชยชนก” สั่งสอบสินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน

“ไชยชนก” สั่งสอบสินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน

ในยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์กลายเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลไทย ล่าสุด “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการจัดการกับปัญหานี้

“ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด

จากกรณีที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ได้กล่าวตอบข้ออภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วาระพิเศษเรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เขาถูกติดต่อทางอ้อมเพื่อเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ละเว้นการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย นี่ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความซับซ้อนของขบวนการอาชญากรรมที่พยายามแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

ทันทีที่ทราบเรื่อง นายไชยชนก ได้สั่งการให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ติดตามและสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด นอกจากนี้ หากพบว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในกระทรวงมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะถูกสอบสวนและเอาผิดอย่างเด็ดขาด การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการรักษาความโปร่งใสและต่อสู้กับการทุจริต

ผลกระทบจากปม “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” ต่อสังคมไทย

ปมร้อนเรื่อง “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะเทือนถึงประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์อยู่ทุกวัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และเว็บไซต์ปลอม คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีสั่งสอบสวนแบบนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กระทรวงดีอีได้วางแผนเพิ่มมาตรการต่างๆ เช่น การใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และการประสานงานกับตำรวจสื่อสารมวลชน เพื่อเร่งปิดกั้นแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ ประชาชนเองก็ควรตื่นตัว โดยหลีกเลี่ยงการโอนเงินให้บุคคลที่ไม่รู้จัก และแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางอย่าง สายด่วน 1300 ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

  • เพิ่มการเฝ้าระวังเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่เสี่ยง
  • อบรมประชาชนเกี่ยวกับการรับรู้สแกม
  • ลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องปราม

การดำเนินการของนายไชยชนกในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ ในการต่อสู้กับปัญหาที่ฝังรากลึก หากรัฐบาลยังคงเข้มงวดแบบนี้ เราน่าจะเห็นการลดลงของอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคตอันใกล้

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนคือกุญแจสำคัญในการกำจัดสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก หากคุณมีประสบการณ์ถูกหลอกลวง อย่าลังเลที่จะแชร์และแจ้งความ เพื่อช่วยกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ลองเข้าร่วมแคมเปญป้องกันสแกมวันนี้ แล้วปกป้องตัวเองและครอบครัวจากภัยออนไลน์

ที่มา – “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือที่รู้จักกันในชื่อกระทรวงดีอี เป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคาดหวังจากประชาชนที่อยากเห็นการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของประเทศก้าวหน้าขึ้น

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

เช้าวันนั้น เวลาประมาณ 8.39 น. นายไชยชนก เดินทางมาถึงศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ทันทีที่มาถึง เขาได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง โดยกล่าวคำพูดที่อบอุ่นและถ่อมตัวว่า “ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกท่านด้วย เป็นรัฐมนตรีที่ยังใหม่ทั้งงานกระทรวงดีอี และงานการเมือง แต่มีความตั้งใจจริงในการทำงาน” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเขา แม้จะเป็นมือใหม่ในวงการนี้ก็ตาม

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก

หลังจากนั้น เวลา 8.58 น. นายไชยชนก ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ ไม่ว่าจะเป็นศาลองค์ท้าวมหาพรหม พระพิฆเนศ และแม่พระธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีทีมงานและนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ว่าที่เลขานุการรัฐมนตรี มาร่วมพิธี ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูสงบและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

พิธีสักการะ

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก: แผนงานเร่งด่วนที่ต้องทำ

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายไชยชนก ย้ำว่ามีความตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่จะรอวันแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ก่อน โดยมีเรื่องเร่งด่วน 4 ด้านที่ต้องประสานงานกับกระทรวงอื่นๆ ได้แก่

  • เศรษฐกิจ: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การเกษตร: นำดิจิทัลมาช่วยเหลือเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • ภัยพิบัติ: พัฒนาระบบเตือนภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
  • การเมืองและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์

นอกจากนี้ กรณีปัญหาดินยุบที่ถนนสามเสน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหม่ในประเทศไทย นายไชยชนก ระบุว่าจะร่วมแก้ไขอย่างสุดความสามารถ โดยใช้เทคโนโลยีประเมินและแก้ปัญหา พร้อมศึกษาคำแนะนำจากญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ปัจจุบันกำลังร่างจดหมายประสานงานส่วนตัว

ด้วยพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของนายไชยชนก ทำให้กระทรวงดีอีได้รับคนที่มีความสามารถเหมาะสม เขายังกล่าวถึงการเลือกฤกษ์วันเสาร์สำหรับเข้ารับตำแหน่งว่า เป็นฤกษ์ที่สะดวกและเป็นมงคล สำหรับกำหนดการพบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเป็นวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นี้

จากเหตุการณ์ ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง นี้ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและความพร้อมในการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งน่าจะนำพาการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น หากประชาชนติดตามและสนับสนุน ก็จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

ที่มา – “ไชยชนก” เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ย้ำแม้เป็น “รัฐมนตรีใหม่” แต่ตั้งใจจริง

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

Scroll to top