กระทรวงยุติธรรม

รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีข่าวร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องของ รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 นี่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว

รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาพูดถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลายคนจับตา โดยย้ำชัดเจนว่า รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 ซึ่งเป็นไปตามกฎระเบียบปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ตนเองได้สอบถามข้อมูลจากเรือนจำ กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว และยืนยันว่านายทักษิณสามารถยื่นคำร้องพักโทษได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังจากรับโทษคุมขังครบ 2 ใน 3 ของระยะเวลาทั้งหมด

ทำความเข้าใจระเบียบพักโทษผู้ต้องขัง

เพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายๆ แบบไม่ต้องงง เรามาอธิบายกันหน่อยนะครับ ตามพระราชบัญญัติวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ผู้ต้องขังที่ถูกตัดสินคดีอาญาจะมีสิทธิยื่นพักโทษได้เมื่อรับโทษครบกำหนดตามที่กฎหมายกำหนด โดยสำหรับคดีร้ายแรงอย่างคอร์รัปชันหรือละเมิดอำนาจศาล มักต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมด ซึ่งกรณีของทักษิณก็ตรงตามนี้เป๊ะๆ เลยครับ

  • ต้องรับโทษคุมขังครบ 2/3 ของโทษที่ศาลสั่ง
  • มีพฤติกรรมสุจริต ไม่กระทำผิดในเรือนจำ
  • ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพักโทษ
  • ไม่เป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคง

ดังนั้น มันจึงเป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังทั่วไป ไม่ใช่เรื่องพิเศษสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ประวัติย่อคดีของทักษิณ ชินวัตร

ย้อนกลับไป นายทักษิณถูกศาลฎีกาฯ สั่งจำคุก 3 ปี จากคดีช่วยเหลือภริยาในการขายหุ้นชินคอร์ป ถือเป็นคดีใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2551 จนนำมาซึ่งการประท้วงและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง หลังจากหลบหนีต่างประเทศนาน 17 ปี ทักษิณก็กลับมาและเข้ามารับโทษในปี 2566 ก่อนได้รับการลดโทษเหลือ 1 ปี และพักโทษไป แต่ล่าสุดกลับเข้าคุกใหม่จากคดีอื่นๆ จนครบกำหนดพักโทษแบบนี้

ข่าวนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย บ้างบอกว่าระบบยุติธรรมโปร่งใส บ้างก็ตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายที่อาจเลือกปฏิบัติ แต่จากคำยืนยันของ รมว.ยุติธรรม ก็ชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ

ผลกระทบทางการเมืองที่อาจตามมา

ถ้าทักษิณได้พักโทษจริงในพฤษภาคมนี้ คงส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองแน่นอนครับ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่กำลังร้อนระอุกับข่าวรัฐบาล สมมติว่าเขาจะเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ ความเป็นไปได้ที่ทักษิณจะกลับมาสนับสนุนลูกสาวอย่าง แพทองธาร ในฐานะ “นายกแม่” หรือมีบทบาทเบื้องหลังมากขึ้น ก็เป็นไปได้สูง นอกจากนี้ ฝ่ายค้านอย่าง ก้าวไกล ก็คงไม่นิ่งเฉย อาจนำไปสู่การอภิปรายในสภาหรือการชุมนุม

ส่วนตัวผมมองว่าข่าว รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3 นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ถ้าทุกอย่างโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ก็ต้องจับตาดูการตัดสินใจของคณะกรรมการพักโทษต่อไป

สุดท้ายนี้ อยากชวนเพื่อนๆ มาคุยกันในคอมเมนต์ครับ คุณคิดว่าทักษิณจะได้พักโทษจริงไหม และจะกระทบการเมืองไทยอย่างไรบ้าง? แชร์มุมมองของคุณมาเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ย้ำ “ทักษิณ” ครบกำหนดพักโทษ พ.ค.นี้ ตามระเบียบที่ถูกคุมขัง 2 ใน 3

ขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ มีโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้าง

การขับรถบนท้องถนนในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยง หากคุณกำลังสงสัยว่าขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ มีโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้าง บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจให้คุณได้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมที่เปิดเผย โทษทางกฎหมายมีหลากหลายระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยหรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต มาดูรายละเอียดกันเลย

ขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ มีโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “ขับรถโดยประมาท” หมายถึงการขับรถที่ไม่ระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร เช่น ขับเร็วเกินกำหนด เปลี่ยนเลนกะทันหัน ไม่ดูกระจกมองหลัง หรือใช้โทรศัพท์ขณะขับ สิ่งเหล่านี้สามารถนำไปสู่การชนที่ทำให้คู่กรณีบาดเจ็บหรือเสียทรัพย์สินได้ นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังต้องรับผิดชอบทางแพ่ง ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายด้วย

กรณีที่ 1: รถชนกันธรรมดา ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

หากเกิดอุบัติเหตุรถชนกันแบบเบา ๆ โดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ จะเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว โทษคือปรับเงินตั้งแต่ 400-1,000 บาท ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2565 มาตรา 43(4) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่น กรณีรถเกร็งกันเพราะขับชิดเกินไป ผู้กระทำผิดต้องจ่ายค่าปรับและอาจต้องซ่อมรถคู่กรณีด้วย

กรณีที่ 2: รถชนทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย

เมื่อเกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ถลอก แขนหักเบา ๆ จะมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ตัวอย่างเช่น ขับรถปาดหน้ากะทันหันทำให้คู่กรณีล้มบาดเจ็บ ศาลอาจสั่งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม

กรณีที่ 3: บาดเจ็บสาหัส พิการ หรือรักษานานเกิน 20 วัน

หากบาดเจ็บรุนแรง เช่น สูญเสียอวัยวะ พิการ หรือต้องนอนโรงพยาบาลเกิน 20 วัน จะผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โทษหนักขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งสองอย่าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 สถานการณ์นี้มักเกิดจากขับเร็วเกินหรือเมาแล้วขับ ทำให้ผู้เสียหายต้องใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

กรณีที่ 4: เกิดเหตุจนคู่กรณีเสียชีวิต

กรณีร้ายแรงที่สุดคือขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 เช่น อุบัติเหตุใหญ่ที่เกิดจากหลับในหรือแซงซ้ายผิดกฎหมาย ครอบครัวผู้เสียหายยังสามารถฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายได้อีกมาก

นอกจากนี้ หากมีพฤติกรรมร้ายแรง เช่น เมาสุรา หนีไม่ช่วยเหลือ หรือมีประวัติซ้ำซาก โทษจะยิ่งหนักขึ้น และใบขับขี่อาจถูก吊销ด้วย ทางที่ดีควรมีประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุม P.D.I. หรือชั้น 1 เพื่อช่วยลดภาระค่าเสียหาย

สาเหตุทั่วไปของการขับรถโดยประมาท

สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่ ขับเร็วเกินกำหนด ใช้มือถือขณะขับ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเมื่อเหนื่อยล้า หรือไม่ตรวจสภาพรถ สถิติจากกรมทางหลวงเผยว่าอุบัติเหตุจากประมาทเลินเล่อ chiếmกว่า 70% ของอุบัติเหตุทั้งหมดในไทย

วิธีป้องกันการขับรถโดยประมาท

เพื่อหลีกเลี่ยงขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ ควรปฏิบัติตามหลัก 3 วินาทีในการเว้นระยะห่าง ตรวจเช็ครถก่อนออกเดินทาง ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับ และพักรถทุก 2 ชั่วโมงหากเดินทางไกล นอกจากช่วยตัวเองแล้ว ยังปกป้องผู้อื่นบนท้องถนนด้วย

สรุปแล้วขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ มีโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้างนั้นชัดเจนมาก ตั้งแต่ปรับเบา ๆ ไปจนจำคุกยาว อย่าประมาทเด็ดขาด! ขับขี่ปลอดภัย ชีวิตคุณและคนอื่นมีค่า เริ่มปฏิบัติวันนี้เพื่อสังคมจราจรที่ดีขึ้น หากมีประสบการณ์อุบัติเหตุมาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – ขับรถโดยประมาท ทำให้คนอื่นบาดเจ็บ เสียทรัพย์ มีโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้าง

ขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเงินโลก เมื่อแคทธริน รูมม์เลอร์ (Kathryn Ruemmler) หัวหน้าทีมกฎหมายของยักษ์ใหญ่ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่รายนี้ ยื่นจดหมายลาออกท่ามกลางดราม่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศเด็กชื่อดัง

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน: เกิดอะไรขึ้น

เหตุการณ์นี้จุดชนวนจากเอกสารที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปล่อยออกมาเพิ่มเติมจากคดีของเอปสตีน ซึ่งเผยอีเมลส่วนตัวที่แสดงความสนิทสนมเกินปกติระหว่างรูมม์เลอร์กับเอปสตีน แม้เขาจะถูกตัดสินผิดในคดีล่อลวงเยาวชนค้าประเวณีตั้งแต่ปี 2008 แล้วก็ตาม รูมม์เลอร์เรียกเอปสตีนว่า “sweetie” หรือ “ที่รัก” และ “uncle Jeffrey” ในอีเมล ทำให้เกิดคำถามถึงจริยธรรมและภาพลักษณ์ของธนาคาร

เดวิด โซโลมอน CEO ของ Goldman Sachs ประกาศรับจดหมายลาออกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยชื่นชมผลงานของเธอ แต่เคารพการตัดสินใจนี้ การลาออกมีผลสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารจะสนับสนุนเธออย่างต่อเนื่องหลังเอกสารชุดแรกถูกเผยแพร่

ประวัติแคทธริน รูมม์เลอร์ ผู้เป็นประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน

รูมม์เลอร์มีประวัติการทำงานอันโดดเด่น เคยเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ช่วง 2009-2011 สมัยโอบามา และที่ปรึกษากฎหมายทำเนียบขาวจนปี 2014 จากนั้นย้ายไป Latham & Watkins สำนักงานกฎหมายยักษ์ใหญ่ ก่อนเข้าร่วม Goldman Sachs ในปี 2020 ในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษากฎหมาย

รายละเอียดอีเมลและความสัมพันธ์ที่เผยออกมา

  • ปี 2015: รูมม์เลอร์ส่งอีเมลอวยพรวันเกิดเอปสตีน “ขอให้มีความสุขกับรักแท้เพียงหนึ่งเดียว” เอปสตีนตอบข้อความส่อทางเพศในวันเดียวกัน
  • หลังเอปสตีนพ้นโทษปี 2009: ทั้งคู่ยังติดต่อกันต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนคำปรึกษาการงานและเรื่องคดี
  • กรกฎาคม 2019: รูมม์เลอร์เป็นหนึ่งใน 3 คนที่เอปสตีนโทรหาจากเรือนจำหลังถูกจับคดีค้าประเวณีเด็ก (ตาม Wall Street Journal)

เอกสารเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์หนัก ถึงแม้ Goldman Sachs จะยืนยันว่ารูมม์เลอร์ให้คำปรึกษากฎหมายดีเยี่ยม แต่แรงกดดันจากสาธารณะและนักลงทุนทำให้ต้องลาออกในที่สุด

ผลกระทบต่อ Goldman Sachs และวงการการเงิน

กรณี ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน สะท้อนเครือข่ายอิทธิพลของเอปสตีนที่เชื่อมโยงมหาเศรษฐีและนักการเมืองทั่วโลก คดีของเขายังคงเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะหลังเสียชีวิตในคุกปี 2019 Goldman Sachs อาจเผชิญความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี Ghislaine Maxwell คู่หูของเอปสตีนที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีคล้ายกัน ทำให้คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการค้ามนุษย์และการล่วงละเมิดอำนาจ

บทเรียนจากกรณีนี้

เหตุการณ์นี้เตือนใจผู้บริหารระดับสูงว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตอาจกลายเป็นระเบิดเวลาได้ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลถูกเปิดเผยง่ายผ่านเอกสารตุลาการ Goldman Sachs ต้องเร่งเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากลูกค้า

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มันจะส่งผลต่อหุ้น Goldman Sachs หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเงินโลก คดีดัง และอัพเดทเศรษฐกิจได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออกหลังถูกพบมีสัมพันธ์ใกล้ชิด “เอปสตีน”

สหรัฐฯ เผย ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

สหรัฐฯ เผย ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ทางการสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของนายเอปสตีนถึง 8 เที่ยวบิน เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมอีกหลายพันฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ การเปิดเผยเอกสารในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลที่ล่าช้า

เอกสารชุดล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ออกมามีจำนวนมากถึง 11,000 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวิดีโอและบันทึกเสียงหลายร้อยรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจากกล้องวงจรปิดในเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายเอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี

เอกสารที่เผยแพร่ออกมายังมีอีเมลในปี 2544 ที่ส่งโดยบุคคลที่ใช้อักษรย่อ “A” จาก “บัลมอรัล” ถึง กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน โดยส่งจากที่อยู่อีเมลที่ใช้ชื่อว่า “The Invisible Man” โดยเนื้อหาในอีเมลสอบถามแมกซ์เวลล์ว่า “คุณหาเพื่อนใหม่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉันได้บ้างไหม?”

ทำไมเรื่อง ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว ถึงเป็นที่สนใจ?

เรื่องราวที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว เป็นที่สนใจเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเอปสตีนที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ การเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของทรัมป์ในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ยังมีการโต้ตอบทางอีเมลอีกฉบับที่พูดถึง “เด็กผู้หญิง” ในทริปเดินทางไปประเทศเปรู ซึ่งทาง BBC ได้พยายามติดต่อทีมงานของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ เพื่อขอคำชี้แจง แต่ยังไม่มีการตอบรับ

เอกสารชุดล่าสุดยังรวมถึงวิดีโอปลอมที่อ้างว่าแสดงภาพ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ภายในห้องขังที่นิวยอร์กในวันที่เขาเสียชีวิต และอีเมลที่ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเอปสตีนจำนวน 8 เที่ยว ระหว่างปี 2536 ถึง 2539 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

กฎหมายความโปร่งใสในแฟ้มข้อมูลเอปสตีน (EFTA) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสและลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนทั้งหมดภายในวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อน

นายทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุดอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากความจำเป็นในการเซ็นเซอร์ตัวตนของเหยื่อของนายเอปสตีนมากกว่า 1,000 ราย ออกจากเอกสารและรูปภาพจำนวนมาก และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปกปิดข้อมูลเพื่อปกป้องโดนัลด์ ทรัมป์

การเซ็นเซอร์ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเอกสารหลายฉบับและการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ได้กระตุ้นให้เกิดความสงสัยว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการปกปิดข้อมูลในระดับสูงได้จริงหรือไม่

ชุดเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ประกอบด้วยรูปภาพของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ซึ่งต่างอยู่ในวงสังคมของเอปสตีน

เรื่องราวที่ สหรัฐฯ เผยว่าทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยไขข้อสงสัยและนำไปสู่ความกระจ่างในคดีนี้

ที่มา – สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ไขปมร้อน คุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

“พล.ต.ท.รุทธพล” ย้ำปมร้อนคุกวีไอพี สั่ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ – เลขานุการ” ออกราชการแล้ว ไม่มีคนตำแหน่งสูงกว่านี้ รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ ชี้ สอบเส้นทางเงินไปเยอะแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงความคืบหน้าเรื่อง ปมร้อนคุกวีไอพี ว่า เบื้องต้นอย่างที่ทราบได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน 2 ราย คือ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งรายละเอียดทางคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นได้เร่งสอบ รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบคู่ขนาน โดยบ่ายวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จะขอสรุปรายงานขึ้นมาอีกครั้งว่าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง แต่เชื่อว่าจะตามจำนวนที่ได้นำเรียนเบื้องต้น เพียงแต่เรื่องนี้ต้องใช้พยานหลักฐานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีตำแหน่งใหญ่กว่านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ไม่มี ยืนยันได้” จากนั้นเผยต่อถึงรายละเอียดการก่อสร้างห้องรับรองดังกล่าว ว่า เราทราบแล้วว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ ปรับปรุงเมื่อไหร่ รายละเอียดอยู่ในการสืบสวนของดีเอสไอและคณะกรรมการ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งนี่คือประเด็น ถ้าสรุปได้แล้วจะชี้แจงให้ทราบว่าห้องนี้ปรับปรุงเมื่อไหร่ เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ เมื่อถามย้ำว่าก่อนรัฐบาลนี้นานหรือไม่ รมว.ยุติธรรม ตอบว่า เดี๋ยวอยู่ในรายละเอียด ขอสรุปอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าวันที่ 28 พ.ย. จะมีการเปิดตัวละครเพิ่มเติมจะมีทนาย หรือคนนอกอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดเรื่องยังไม่ทราบ ขอรับทราบจากทางคณะกรรมการ และดีเอสไอ ก่อน เมื่อถามว่า มีการเรียกร้องให้เปิดเส้นทางการเงินว่าโอนให้ใครบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ทำมาค่อนข้างเยอะแล้ว เมื่อถามย้ำว่า คุกวีไอพี มีที่อื่นหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถาม และเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที

ไขปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

จากกรณี ปมร้อนคุกวีไอพี ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และใครคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้าง การสอบสวนหาความจริงในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีปมร้อนคุกวีไอพี

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดี ปมร้อนคุกวีไอพี โดยได้สั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งเร่งให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นทำการสอบสวนอย่างละเอียด นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังได้เข้ามาสอบคู่ขนานในเรื่องนี้อีกด้วย

การสอบสวนในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเส้นทางการเงินที่อาจมีการโอนให้แก่บุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการไปค่อนข้างเยอะแล้ว และจะมีการสรุปรายงานผลการสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะยืนยันว่าไม่มีตำแหน่งที่ใหญ่กว่านี้เกี่ยวข้องกับ ปมร้อนคุกวีไอพี แต่สังคมก็ยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ ภายในเรือนจำ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการก่อสร้างและปรับปรุงห้องรับรองพิเศษภายในเรือนจำ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าทราบแล้วว่ามีการก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ และปรับปรุงเมื่อไหร่ แต่ขอให้รอการสรุปผลการสอบสวนอีกครั้งก่อนที่จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด

เรื่องราว ปมร้อนคุกวีไอพี ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยความจริงและการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีอำนาจในการควบคุมและลงโทษ การมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบได้

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ สอบเส้นเงินเยอะแล้ว

สส.ชลธิชา ซัด! ระบบสมเด็จ มีนานแล้ว

“ชลธิชา แจ้งเร็ว” ซัด “รมว.ยุติธรรม” ไร้เดียงสา ปมให้สัมภาษณ์นักโทษจีนเทามั่วเซ็กซ์ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพิ่งเคยเจอ ชี้ “ระบบสมเด็จ” มีมานานแล้ว จี้เอาจริงเอาจังปราบให้หมดในระบบราชทัณฑ์

วันที่ 21 พ.ย. 2568 น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าผิดหวังอย่างยิ่งกับ “ความไร้เดียงสา” ของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีนภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า “ตั้งแต่รับราชการมาจนเกษียณอายุราชการ เพิ่งเคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้”

ตนเองพยายามจะเห็นใจท่านว่าเพิ่งจะมาเป็นรัฐมนตรีวินาทีสุดท้ายของครม.อนุทิน ท่านอาจจะไม่ได้ทันตั้งตัวว่าเก้าอี้นี้จะหล่นมาใส่ท่าน หรือแม้ว่าท่านอาจจะเป็นรัฐมนตรีในระยะเวลาอันสั้น แต่ตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีกรมราชทัณฑ์อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ท่านจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อเรียนรู้งานในความรับผิดชอบของท่านทั้งหมด ซึ่งต้องรวมถึงงานราชทัณฑ์ ซึ่งถือเป็นปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรมด้วย และระบบสมเด็จภายในเรือนจำถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและโลกโซเชียลมาโดยตลอด ถ้าท่านทำการบ้านอย่างลึกซึ้ง ท่านจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าระบบนี้เป็นปัญหามานานแล้ว

การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาสองเดือนในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานยุติธรรมทุกส่วนใต้การบังคับบัญชาของท่านอย่างแท้จริง อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าท่านใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาเพื่อทำอะไรอยู่กันแน่ ดิฉันเองก็ไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่า ท่านมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเพราะเป็นเด็กในสังกัดของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพื่อคั่นเวลาเคลียร์คดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ท่านจึงควรต้องพิสูจน์ตัวเองว่าท่านมีความเหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ ผ่านการทำงานหนักและผลงานที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ สิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งคือ ท่านรับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เพิ่งจะออกมาแสดงความตกใจกับเหตุการณ์ และแสดงท่าทีอยากจะรื้อระบบคุกใหม่ทั้งประเทศอีก มันไม่ช้าไปหน่อยหรือ? สำหรับเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบกรมราชทัณฑ์โดยตรง

แม้ตนเองจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของเรือนจำ แต่ก็คาดหวังว่าจะได้เห็นแนวทางนโยบายที่เป็นรูปธรรมของท่านรัฐมนตรีมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่แสดงความตกใจหลังจากผ่านเหตุการณ์มาเกือบสัปดาห์ แล้วรับปากแบบส่ง ๆ ต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ไม่มีแผนปฏิรูปที่ชัดเจนว่าท่านจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขัง หรือที่เรียกกันว่า “ระบบสมเด็จ” ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นกับกรณีผู้ต้องขังจีนเทานี้เป็นกรณีแรก แต่ระบบสมเด็จเป็นปัญหาของระบบราชทัณฑ์ไทยที่มีมาอย่างยาวนานและผู้ต้องขังที่เป็นสมเด็จในเรือนจำก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ต้องขังคนไทย หรือสัญชาติใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่มีเงิน มีอิทธิพล มีอำนาจเหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่นในเรือนจำ โดยมักจะคอยควบคุมความเป็นอยู่ภายในเรือนจำตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย จนอาจไปถึงระดับของการทุจริตอำนวยความสะดวก เช่น เรื่องอาหารการกิน ยารักษาโรค และจากที่เคยรับทราบข้อมูลมา อาจไปไกลกว่านั้นจนถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้จัดหาและนำสิ่งของอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จากภายนอกเข้าไปยังเรือนจำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตนเองและพวกพ้องผู้ต้องขัง ซึ่งต้องจ่ายแพงกว่าที่ขายกันในท้องตลาดหลายเท่าตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเรือนจำและความล้มเหลวในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือ เราจะเห็นว่า เวลาเกิดเรื่องฉาวขึ้นในเรือนจำ กระทรวงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่เรื่อยไป แต่คำถามคือ คนไทยจะสามารถไว้วางใจการ “ตรวจสอบกันเอง” ของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้หรือไม่ เพราะการตรวจสอบพวกพ้องกันเอง จึงไม่แปลกที่เวลาเกิดเรื่องฉาวทีไร ก็ไม่สามารถลบคำครหาของประชาชนได้ ดังนั้น ด้วยความปรารถนาดี หากกระทรวงยุติธรรมต้องการแสดงความจริงใจอย่างแท้จริง ท่านต้องเปิดให้มีกลไกการตรวจสอบที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย เพื่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

ตนเองเห็นว่า เมื่อเกิดกรณีฉาวเช่นนี้ขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแล้ว คงไม่มีความจำเป็นที่กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม จะปิดตาข้างเดียวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกต่อไป ดิฉันหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะเอาจริงเอาจังกับการปราบระบบสมเด็จให้หมดไปจากระบบราชทัณฑ์ในยุคสมัยของท่าน อย่างน้อยท่านจะได้มีผลงานสักหนึ่งชิ้นก่อนสิ้นสุดบทบาทรัฐมนตรี จะได้ยุติข้อครหาว่าท่านเป็นรัฐมนตรีแค่คั่นเวลา และหากท่านจะเอาจริงกับเรื่องนี้ ตนเองก็พร้อมจะสนับสนุน

สส.ชลธิชา ซัด! ระบบสมเด็จ มีนานแล้ว

“ระบบสมเด็จ” ในเรือนจำ: ปัญหาที่ต้องแก้ไข

น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ส.ส.ปทุมธานี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึง ระบบสมเด็จ ที่ยังคงมีอยู่ในเรือนจำไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ส.ส.ชลธิชา ยังกล่าวอีกว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพิ่งเคยเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานยุติธรรมอย่างแท้จริง และไม่ได้ทำการบ้านอย่างหนักพอที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในกรมราชทัณฑ์

ระบบสมเด็จในเรือนจำ หมายถึง การที่ผู้ต้องขังบางรายที่มีฐานะร่ำรวย หรือมีอิทธิพล สามารถที่จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหนือผู้ต้องขังคนอื่นๆ เช่น การได้รับอาหารที่ดีกว่า การได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งการได้รับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจภายในเรือนจำ

ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

การที่ ส.ส.ชลธิชา ออกมาพูดถึงปัญหานี้ แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจในปัญหาของประชาชน และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หวังว่าการออกมาพูดครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในกรมราชทัณฑ์

การแก้ไข ระบบสมเด็จ ในเรือนจำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถที่จะสร้างระบบราชทัณฑ์ที่เป็นธรรมและโปร่งใสได้

การเปิดให้มีกลไกการตรวจสอบจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – “สส.ชลธิชา” ซัด “ระบบสมเด็จ” ในเรือนจำมีมานานแล้ว อัด “รมว.ยุติธรรม” ไร้เดียงสา

พรรคการเมืองดัน กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

ตัวแทนพรรคการเมืองประสานเสียงดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย แนะใช้กลไกสำนักงานยุติธรรมจังหวัดผนึกภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 

วันที่ 21 พ.ย.2568 ที่กระทรวงยุติธรรม  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) จัดเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับ (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลพ.ศ. …” เพื่อสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือในการนำกฎหมายไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างสังคมที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนประกอบกับรัฐบาลมีเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศและคำนึงถึงหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในด้านดังกล่าว โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาผลักดันเป็นกฎหมายขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียม และขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย การจัดเวทีสาธารณะครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วน จะได้ร่วมกันสื่อสารขับเคลื่อนการขจัดการเลือกปฏิบัติ ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาต่อไป

ดันกฎหมายขจัดเลือกปฏิบัติ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนงานวิจัยของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิสถาบันศึกษาเมือง เพื่อทำความเข้าใจมิติของอคติในสังคมไทย พบว่า กลุ่มคนไร้บ้าน เผชิญอคติสูงสุดในทุกมิติ ทั้งการถูกเหมารวมในเชิงลบ การถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ ส่วนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIAN+ ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและเกิดจากการตีตราด้านอัตลักษณ์ทางเพศสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะที่กลุ่มคนพิการ ถูกมองด้วยความสงสาร หรือในทางกลับกันคือชื่นชมเกินจริง ส่วนกลุ่มประชากรข้ามชาติถูกมองเป็นเพียงแรงงาน มากกว่าที่จะเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการผลักดันกฎหมายจึงเป็นหลักประกันสิทธิให้กับคนทุกคน โดยเฉพาะ “ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ” ฉบับภาคประชาชน ที่มุ่งดำเนินงานแก้ไขปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติแบบเชิงรุก ที่มีการเสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิทธิพิเศษของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

เวทีสาธารณะผ่าทางตัน

จากนั้นได้จัดเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับ (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลพ.ศ. …” พร้อมเสวนาหัวข้อ “ผ่าทางตันการเลือกปฏิบัติในประเทศไทย : ทิศทาง/นโยบายและการผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล” จากตัวแทนพรรคการเมือง

นายกัณวีร์ สืบแสง ผู้แทนพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติต้องไม่มีคำว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เพราะการเลือกปฏิบัติไม่ควรมีในโลกใบนี้ ความหลากหลายคือความสวยและสร้างเอกภาพให้โลกได้ ทั้งนี้ตนมองว่า ปัญหาของการเลือกปฏิบัติมี 1. โครงสร้าง ทัศนคติ วัฒนธรรม 2. ระบบการบริการภาครัฐ ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม และ 3. มาตรการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการทำกฎหมายมักมองเรื่องของการลงโทษ แต่ไม่มองเรื่องการป้องกัน เยียวยา ประกอบกับไม่มีกฎหมายกลางที่จะมาลิ้งค์กฎหมายที่มีอยู่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ทำให้กฎหมายไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ยังไม่สามารถแก้ได้ 100% ดังนั้นสำหรับร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัตินี้ ซึ่งคิดว่าคงเสนอไม่ทันสภานี้ จึงขอฝากไว้กับรัฐบาลหน้าในการขับเคลื่อนต่อ

ไม่ทันสภาฯชุดนี้

นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมีการผลักดันร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ซึ่งมีหลายฉบับโดยหยิบเอาข้อดีของแต่ละพรรคมาทำ พยายามให้มีกลไกขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติ ปัญหามีมาก เช่น ความคุ้นชินของสังคม ภาครัฐ ปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายที่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ ออกมาเป็นกฎหมายกลาง แล้วปรับแก้กฎหมายอื่น แต่ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ก็ยังต้องร่วมกันผลักดันต่อ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความคุ้นชินของคน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติผ่านชั้นอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการปฏิบัติตามแล้วค่อยไปถึงศาล แต่คิดว่าร่างกฎหมายนี้ไม่น่าจะเสนอเข้าสภาได้ทันรัฐบาลนี้ เพราะทราบจากกระทรวงยุติธรรมว่ายังไม่ได้เสนอเข้าครม. แต่อย่างน้อยวันนี้ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องมีกฎหมาย และเชื่อสมัยหน้าจะถูกหยิบยกเป็นเรื่องเร่งด่วน และหากเพื่อไทยมีโอกาสเราก็จะผลักดันเต็มกำลังความสามารถ

เสนอใช้ยุติธรรมจังหวัดดูแล

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคประชาชน กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแน่นอน ทั้งนี้ตนมองว่าร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัตินั้นมีโครงสร้างกฎหมายคล้ายกับพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งตนยังติดใจเรื่องของการวินิจฉัยที่ยังต้องไปจบที่ชั้นศาล และมองว่าการให้ตั้งหน่วยงานส่วนกลางในกทม. เพียงหน่วยเดียวนี้ ไม่สามารถขจัดการเลือกปฏิบัติได้ทั่วประเทศได้ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่เดิม โดยไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม เพื่อใช้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดในการเข้ามาดูแลปัญหาในระดับพื้นที่โดยดึงภาคประชาชนที่มีความรู้เข้ามาร่วมทำงานทั้งการวินิจฉัย และสร้างความรู้ และช่วยเหลือผู้ถูกเลือกปฏิบัติให้รู้ว่าต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่การคดีได้อย่างไร ส่วนเรื่องงบประมาณซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีการเสนอของบจากสำนักงบประมาณเพื่อทำเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ก็ขอให้เพิ่มการใช้งบเพื่อการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติเข้าไปด้วย

ปชป. มีนโยบายเรื่องนี้แล้ว

นายราเมศ รัตนเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเลือกปฏิบัตินั้นปัญหาตั้งแต่ผู้ปฏิบัติในหน่วยงานรัฐ ประชาชน แม้กระทั่งพรรคการเมือง นักการเมืองไปหาเสียงในจังหวัดหนึ่ง บอกว่าหากเลือกตนเองจะพัฒนาจังหวัดนั้น นี่ก็ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดังนั้นทางแก้ปัญหาในส่วนของการให้ความรู้กับประชาชนนั้นต้องทำในทุกกลุ่ม ทุกวัย ตลอดจนการมีกฎหมายเข้ามาดูแล ซึ่งจริงๆ ตนมองว่าควรจะเริ่มด้วยการแก้ไขที่รัฐธรรมนูญซึ่งกฎหมายใหญ่ ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการสรรหา เหมือนองค์กรอิสระอื่นๆ ที่จะมาวินิจฉัยว่า นาย ก. ทำกับนาย ข. เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ มีโทษอย่างไร เมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วกฎหมายประกอบอื่นก็ตามมา นี่คือเรื่องสำคัญเพราะการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองยังทำได้ กับเรื่องนี้ก็ควรคิดถึงด้วยเพราะเป็นเรื่องสำคัญกับประชาชน นี่คือเรื่องของสุขภาวะอย่างที่ สสส. กล่าว การเลือกปฏิบัติทำให้เกิดการบาดเจ็บทางใจ อย่างไรก็ตาม มองว่าร่างรัฐธรรมนูญคงไม่เสร็จในรัฐบาลนี้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเตรียมการสิ่งเหล่านี้ไว้ ซึ่งเรามีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว

ผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครอง

นายสุนทร ผู้แทนเครือข่ายมูฟดิ กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติมีทุกที่ เริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบาย จนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งเกิดจากทัศนคติ มุมมองที่ฝังรากลึกในแต่ละคนมานาน การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจึงต้องเริ่มจากตนเองโดยมองคนที่หลากหลายเป็นมนุษย์ แล้วมุ่งที่จุดแข็งของความแตกต่างนั้นมาประกอบกันเป็นกำแพงพิทักษ์สิทธิคนที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน ทั้งนี้เราต่อสู้เรื่องนี้มานาน หากมองคนอย่างเสมอภาคก็จะทำให้เกิดการเท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายจำกัดกรอบการกระทำต่อกันและกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะผลักดันและเรียกร้องต่อคือ 1.สนับสนุนกรมคุ้มครองสิทธิเสนอร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติเข้าครม. และเสนอเข้าสภา ถึงแม้ไม่ทันในรัฐบาลนี้ แต่ก็เป็นเชื้อให้กับรัฐบาลหน้า 2. พรรคการเมืองรับปากทำเป็นนโยบายในการเลือกตั้ง และจัดเป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นไปตามหลักกฎหมาย ส่วนเราจะสู้จนกว่าจะมีกฎหมายออกมา

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย สำคัญอย่างไร?

การผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับทุกคน การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยคุ้มครองสิทธิของบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม การมีกฎหมายนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และลดอคติในสังคม

หลายภาคส่วนกำลังร่วมมือกันผลักดัน กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริงในทุกระดับชั้นของสังคม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกฎหมายนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ตัวแทนพรรคการเมืองประสานเสียงดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

ด่วน! เด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เซ่น จนท. เอี่ยวทุจริต

ร้อนระอุ! ปลัดกระทรวงยุติธรรมสั่งเด้งฟ้าผ่า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังการจู่โจมตรวจค้นครั้งใหญ่ พบเงื่อนงำเจ้าหน้าที่พัวพันการกระทำผิด งานนี้มีคนซวย! ตามไปส่องรายละเอียดกันเลย

ทำไมถึงต้องเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ?

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงราชทัณฑ์ เมื่อนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 233/2568 เรื่องการมอบหมายให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจู่โจมตรวจค้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้น! เพราะจากการสืบสวนเบื้องต้น พบว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่ใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวด้วย งานนี้ ปลัดกระทรวงฯ เลยต้องลงดาบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ใครโดนเด้งบ้าง?

ผู้ที่โดนผลกระทบจากคำสั่งครั้งนี้ก็คือ นายมานพ ชมชื่น ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เรียกได้ว่าเป็นการย้ายฟ้าผ่าชนิดที่เจ้าตัวอาจจะตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว

คำสั่งเด้ง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีผลต่ออะไร?

การสั่งย้ายผู้บริหารระดับสูงของเรือนจำ ถือเป็นมาตรการที่เด็ดขาดและส่งสัญญาณชัดเจนว่า กระทรวงยุติธรรมเอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในเรือนจำ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงใน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป และคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ประชาชนอย่างเราๆ ก็คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง การใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือการปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมอีกด้วย

การแก้ไขปัญหาทุจริตในเรือนจำเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็ง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง จะเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างยั่งยืน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมที่สำคัญที่สุดสำหรับข้าราชการ และการกระทำผิดย่อมต้องได้รับผลกรรมในที่สุด

ที่มา – ปลัด ยธ.สั่งเด้ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” หลังจู่โจมตรวจ พบเจ้าหน้าที่เอี่ยวทำผิด

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงการเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วย เช่น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

ก่อนการเดินทาง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายอนุทินเกี่ยวกับกรณีที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้ตีกลับการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมายังกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่รับทราบเรื่องดังกล่าว ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นการขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณ ซึ่งครั้งแรกได้รับการพิจารณาแต่ครั้งที่ 2 กลับถูกตีกลับจาก สลค. ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการทางกฎหมายและการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ การที่นายอนุทิน ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านและมีบทบาทสำคัญในพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบเรื่องนี้ อาจสะท้อนถึงการสื่อสารภายในรัฐบาลที่ยังไม่โปร่งใส หรืออาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง

ผลกระทบจากการตีกลับขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ”

การตีกลับครั้งนี้ส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมต้องปรับปรุงเอกสารและยื่นใหม่ ซึ่งอาจล่าช้ากระบวนการทั้งหมด นายทักษิณ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในคดีต่างๆ มานาน ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้พ้นโทษ แต่การยื่นรอบ 2 นี้คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีอื่นๆ ที่ยังค้างคา ประชาชนจำนวนไม่น้อยติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายทักษิณยังคงมีอิทธิพลในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในฐานะพ่อของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ การเดินทางลงพื้นที่สุรินทร์ของนายอนุทินครั้งนี้ ยังรวมถึงการหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจในภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคภูมิใจไทย การที่นายอนุทินเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นต่อประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 อาจช่วยให้เขาโฟกัสกับภารกิจหลักได้มากขึ้น โดยไม่ถูกดึงเข้าสู่การเมืองระดับชาติในทันที

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เรื่องนี้ยังคงเป็นจุดถกเถียงที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากการยื่นขออภัยโทษล่าช้า อาจนำไปสู่การประท้วงหรือกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลจึงควรเร่งเคลียร์ประเด็นนี้ให้ชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

  • สาเหตุที่ สลค. ตีกลับ: เอกสารไม่ครบถ้วนหรือขั้นตอนไม่ถูกต้อง
  • บทบาทของกระทรวงยุติธรรม: ต้องรับผิดชอบในการปรับแก้
  • ผลต่อนายทักษิณ: ยังคงถูกคุมขังหรือรอพิจารณาต่อไป
  • ปฏิกิริยาของรัฐบาล: ยังเงียบงันในเรื่องนี้

ปัญหาความไม่สงบในสุรินทร์ที่นายอนุทินลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนและปัญหาชายขอบ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบภัย นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ไทยรักไทย” ที่เน้นการพัฒนาชนบท

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2 นี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบยุติธรรมไทยที่ยังต้องปรับปรุง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ สลค. ตีกลับ ขอพระราชทานอภัยโทษ “ทักษิณ” รอบ 2

Scroll to top