กระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน ช่วงนี้กระแสข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในแวดวงกระทรวงต่างๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้า ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยระบุชัดเจนว่ายังไม่ได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศเสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้หารือถึงแนวทางที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน

ทำไมการเสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ถึงต้องรอ?

สาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องนี้ยังต้องชะลอออกไป เป็นเพราะความรอบคอบในการทำงานครับ เนื่องจาก:

  • ต้องรอการตัดสินใจและหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีหลังจากกลับจากต่างประเทศ
  • ต้องมีการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระเบียบราชการ
  • ต้องการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ

ทางด้านปลัดคนปัจจุบัน นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งกำลังจะครบวาระ 4 ปีนั้น นายวราวุธได้แสดงความชื่นชมว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและมีองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์อย่างเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้น รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าคนในกระทรวงเก่งๆ มีอยู่มากมาย และหน้าที่ของท่านคือการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมาขับเคลื่อนกระทรวงต่อไป

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมมองว่าการโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของระบบราชการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้เติบโตในสายงานและใช้ศักยภาพใหม่ๆ พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพื่อนๆ ล่ะครับมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา – “วราวุธ” รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้า ครม. ต้องรอคุยนายกฯ ก่อน

ไทยต้องไม่เสีย Toyota ! วราวุธ สั่งยื้อสุดฤทธิ์

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ทำเอาสะเทือนกันไปทั้งวงการ เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียขยับตัวแรง เปิดเกมรุกชักชวนให้ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า ย้ายฐานการผลิตหลักออกจากประเทศไทยไปอยู่ที่นั่นแทน งานนี้ร้อนถึง นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องรีบออกมาสั่งการด่วนเพื่อรักษาตำแหน่งฐานผลิตยานยนต์โลกของไทยเอาไว้ให้มั่นคงที่สุด

ไทยต้องไม่เสีย Toyota ! วราวุธ สั่งยื้อสุดฤทธิ์

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะหากเรามองภาพรวมทางเศรษฐกิจ ไทยต้องไม่เสีย Toyota ! วราวุธ สั่งยื้อสุดฤทธิ์ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นฮับการผลิตยานยนต์อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรัฐมนตรีวราวุธได้ยอมรับว่ารู้สึกเป็นห่วงไม่น้อยกับการเคลื่อนไหวของเพื่อนบ้าน แต่เราก็มีแต้มต่อที่ดีคือความสัมพันธ์อันยาวนานกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปรียบเสมือนพันธมิตรที่รู้ใจกันดีที่สุด

กลยุทธ์แก้เกมเพื่อรักษาฐานการผลิต

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเดินหน้าเร่งจัดทำแพ็กเกจจูงใจนักลงทุนญี่ปุ่นชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต หรือมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตในประเทศ ไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบจนเกินไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ ไทยต้องไม่เสีย Toyota ! วราวุธ สั่งยื้อสุดฤทธิ์ เพื่อรักษาการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งซึ่งไทยสั่งสมมานานหลายทศวรรษ

  • เร่งทบทวนมาตรการภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียม
  • เพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาวให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น
  • คัดกรองผู้ประกอบการที่เข้ามาสร้างฐานการผลิตจริง
  • ปกป้องซัพพลายเชนไทยจากการถูกแทรกแซง

ในมุมมองของภาคเอกชน นายศุภกร รัตนวราหะ ผู้บริหารโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ยืนยันว่า ณ ปัจจุบันโตโยต้ายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเร่งสร้างนโยบายที่ชัดเจน โปร่งใส และป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบทางการค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยจะยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของการผลิตรถยนต์ระดับโลกต่อไป

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การรักษาฐานผลิตไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขการส่งออก แต่มันคืออนาคตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ที่ต้องอาศัยการปรับตัวที่รวดเร็วและมาตรการที่เด็ดขาดจากภาครัฐ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติให้คงอยู่กับเราตลอดไป

ที่มา – ไทยต้องไม่เสีย Toyota ! วราวุธ สั่งยื้อสุดฤทธิ์ เตะสกัดอินโดนีเซียชิงฐานผลิต

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมือง เมื่อมีการขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญระดับปลัดกระทรวง ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการทาบทามนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานแทนตำแหน่งที่ว่างลง

การโยกย้ายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่นายณัฐพล รังสิตพล ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปีตามระเบียบ ซึ่งนายวราวุธได้ยอมรับว่ามีการทาบทามจริงและเป็นการพูดคุยที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีความใกล้ชิดกันในเชิงภารกิจมาโดยตลอด

เบื้องหลังการทาบทาม ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

นายวราวุธได้กล่าวถึงเหตุผลสำคัญในการพิจารณาครั้งนี้ว่า นอกจากวาระการทำงานที่ครบกำหนดแล้ว คุณสมบัติและความสามารถของปลัดณัฐพลก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีความเหมาะสมที่จะไปขับเคลื่อนงานในกระทรวงพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยนายวราวุธได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • การครบวาระ: ปลัดกระทรวงท่านปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปีตามกรอบเวลา
  • ความเหมาะสมของงาน: กระทรวงพลังงานและอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกัน ทำให้ผู้ที่เข้าใจงานอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานได้
  • การวางตัวคนใน: สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะว่างลง นายวราวุธแย้มว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะพิจารณาคนในที่มีศักยภาพขึ้นมาสานต่องาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความชัดเจนว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันท่วงทีหรือไม่นั้น นายวราวุธยังคงต้องรอตรวจสอบความพร้อมของเอกสารจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมทั้งย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงอย่างนายณัฐพลไปคุมกระทรวงพลังงาน ถือเป็นหมากเกมสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเชื่อมโยงนโยบายด้านอุตสาหกรรมให้สอดประสานกับทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างไร หากการโยกย้ายนี้สำเร็จลุล่วง เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกระทรวงพลังงานในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “วราวุธ” รับ “เอกนัฏ” ทาบ “ณัฐพล รังสิตพล” จากปลัดอุตสาหกรรม นั่งปลัดพลังงาน

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยเฉพาะ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เผยถึงผลการเยือนจีนอย่างเป็นทางการว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนจำนวนมากมีความสนใจที่จะขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยไม่ได้มองแค่การผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท

เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมอุตสาหกรรมใหม่

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือเรื่องของเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่กำลังเติบโต โดยมีผู้ผลิตสาย Fiber Optic เตรียมเข้ามาลงทุนเพื่อรองรับการเชื่อมต่อระบบ GPU ในไทย สะท้อนชัดว่า ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นจริง พร้อมกันนี้ยังมีการพูดถึงการใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ในโรงงานแบบอัตโนมัติหรือ Dark Factory ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าเป็นไปเพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่การเข้ามาแย่งงานคน

  • เร่งพัฒนาบุคลากรช่างซ่อม EV และติดตั้งสถานีชาร์จกว่า 200 คนในปี 2569
  • สนับสนุน SME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยี AI เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนยุคใหม่
  • มุ่งเน้นการปฏิภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ไทยกำลังปรับตัวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ทักษะบูรณาการมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ การที่ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องตัวเลขการลงทุน แต่ยังเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจะได้อัปเกรดตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของภูมิภาค

ในมุมมองของเรา นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เราไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่มีค่าที่สุดในโลก

ที่มา – ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย “วราวุธ” ชูฮับ Global Value Chain รับคลื่นลงทุนหมื่นล้าน

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อติดตามความคืบหน้าของกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าสนใจ โดยการลงพื้นที่ของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ในครั้งนี้ เน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

ศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน

การเดินทางมาเยือนของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ยังรวมถึงการเยี่ยมชมกิจการของ Dairy Home ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัยและการรักษาสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การสนับสนุนด้านเงินทุน และการเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์
  • สนับสนุนมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น Green Industry
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • มุ่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ นายวราวุธยังได้ไปเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจรของเครือซีพีเอฟ เพื่อเน้นย้ำถึงนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

โดยสรุปแล้ว ความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารนวัตกรรมที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต หากภาครัฐและเอกชนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ การสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานรากจะสำเร็จได้อย่างแน่นอน และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – “วราวุธ” ลงพื้นที่เยี่ยมวิสาหกิจชุมชน-ลูกค้า SME D Bank หนุน อุตสาหกรรมอาหารนวัตกรรม

วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวเรื่องเศษโฟมจำนวนมหาศาลที่ไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านบุญรักษาวิลล์ 2 ในตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี จนทำเอากำแพงหมู่บ้านพังเสียหายและชาวบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ล่าสุดทางรัฐมนตรีฯ ได้ออกมาไขข้อข้องใจแล้วว่า วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง ซึ่งเป็นประเด็นที่คนในสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมากครับ

สรุปสาเหตุ วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าจุดที่เป็นต้นตอของเรื่องนี้คือลานคัดแยกขยะแห่งหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งรับของเสียมาจากบริษัทผลิตตู้เย็นรายใหญ่ในจังหวัดระยอง โดยสิ่งที่พบมีทั้งโครงตู้เย็นและฝาตู้เย็นจำนวนหลายหมื่นชิ้น ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไมขยะเหล่านี้ถึงไปกองรวมกันจนเกิดเหตุดังกล่าวได้

ตรวจสอบความคืบหน้ากรณี วราวุธ เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้กรมโรงงานและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้งชลบุรีและระยองร่วมมือกันตรวจสอบอย่างละเอียด พบข้อมูลสำคัญดังนี้:

  • พบโครงตู้เย็นกว่า 2,351 ตู้ และฝาตู้เย็นมากกว่า 20,000 ชิ้น
  • ต้นทางของเสียมาจากบริษัทชื่อดังในจังหวัดระยอง
  • การนำของเสียออกนอกโรงงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
  • กระบวนการคัดแยกขยะไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นโรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พ.ศ. 2535

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่จนสะอาดเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการเก็บตัวอย่างดินและวัสดุไปตรวจหาสารปนเปื้อนและโลหะหนัก เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพชาวบ้านในระยะยาวครับ

เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง การกำจัดวัสดุที่ไม่ใช้แล้วต้องทำผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น ผมหวังว่าหน่วยงานรัฐจะใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจไหน ความปลอดภัยของชีวิตและธรรมชาติควรมาก่อนผลประโยชน์ธุรกิจเสมอครับ

ที่มา – “วราวุธ” เผย เศษโฟมทะลักหมู่บ้านบ่อวิน มาจากโรงงานผลิตตู้เย็นในระยอง

อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม

อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินหน้าเข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการถล่มของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เนื่องจากผลการตรวจสอบของภาครัฐในอดีตกับข้อมูลที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมถือครองอยู่นั้นมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

การเคลื่อนไหวของ อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการขุดคุ้ยมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยนายอรรถวิชช์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการชุดใหญ่ในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถึงไม่ตรงกับผลทดสอบเหล็กที่ดำเนินการโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (N-TECH) และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

เบื้องหลังเหล็กไม่ได้มาตรฐานกับความปลอดภัยของอาคาร

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดนอกเหนือจากการที่ อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม คือเรื่องของเหล็ก IF ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเป็นเหล็กที่บางประเทศเลิกใช้ไปแล้ว แต่กลับถูกนำมาใช้ในโครงสร้างอาคารสูงในประเทศไทย นายอรรถวิชช์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า:

  • การตรวจสอบพบว่าเหล็กที่ใช้ในที่เกิดเหตุเป็นเหล็กที่ตกเกรดและไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย
  • ความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น
  • นอกเหนือจากตึก สตง. ยังมีโครงการอื่นๆ ที่ต้องถูกจับตามอง เช่น ตึก กกพ. และตึก กสทช. ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างสูงมหาศาลจากภาษีประชาชน

แม้จะมีกระแสการร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมตัวเขา แต่นายอรรถวิชช์ยืนยันว่าจะไม่หยุดทำหน้าที่ เพราะนี่คือเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะและเงินภาษีของประชาชน ธุรกิจเหล็กที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ควรอยู่เหนือความปลอดภัยของชีวิตผู้คนในอาคาร

ในมุมมองของผม การที่ผู้แทนราษฎรออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างภาครัฐคือหัวใจสำคัญ หากความจริงไม่กระจ่างชัด เราอาจได้เห็นโศกนาฏกรรมตึกถล่มซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต ดังนั้น การติดตามผลการตรวจสอบของ กมธ. ชุดนี้ จึงเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดที่สุดครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม ไม่แคร์ถูกร้องสอบจริยธรรม

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสูงกันมาบ้าง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของคนในวงการก่อสร้างและประชาชนทั่วไปที่กังวลเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างบ้านเรือนและอาคารสำนักงานครับ

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากมาตรฐานเหล็กเส้นที่ใช้ในกระบวนการก่อสร้าง โดยที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่การแบนเหล็ก IF หรือเหล็กที่ผ่านกระบวนการหลอมด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ซึ่งมักมีการนำเศษเหล็กคุณภาพต่ำมาใช้ใหม่ ทำให้คุณภาพของเหล็กไม่เหมาะสมกับการนำไปรับน้ำหนักในโครงสร้างหลักอย่างเสาและคานของอาคารสูง

เหตุผลสำคัญในการห้ามใช้เหล็กข้ออ้อย IF

คุณอรรถวิชช์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนว่า ผลกระทบจาก อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับกฎระเบียบทั่วไป แต่คือการปกป้องชีวิตประชาชน เพราะ:

  • เหล็ก IF มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  • กระบวนการผลิตมักใช้เศษเหล็กที่ไม่ผ่านการคัดสรรที่ดีพอ
  • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุตึกถล่ม ดังเช่นที่เคยเป็นประเด็นในอดีต
  • เทคโนโลยีนี้เป็นระบบที่หลายประเทศรวมถึงจีนเลิกใช้งานไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมูลค่าธุรกิจของอุตสาหกรรมเหล็กที่ใช้ระบบนี้มีสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีแรงกดดันจากกลุ่มทุนที่พยายามจะแก้ไขมติดังกล่าวในช่วงการรับฟังความคิดเห็น 30 วันนี้ ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องช่วยกันจับตาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรักษาความตั้งใจนี้ไว้ได้อย่างมั่นคงหรือไม่

นอกเหนือจากมติล่าสุด คุณอรรถวิชช์ยังประกาศเดินหน้าตรวจสอบกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่เคยเป็นประเด็นใหญ่ โดยย้ำว่าหลักฐานจากซากปรักหักพังบ่งชี้ว่ามีการใช้เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐานจริง ซึ่งสวนทางกับรายงานการตรวจสอบของบางคณะกรรมการในอดีตที่ระบุว่าปัญหาเกิดจากขั้นตอนการออกแบบเท่านั้น ความโปร่งใสในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สังคมรอคอยคำตอบ

บทสรุปและมุมมอง: การตัดสินใจของ กมอ. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไทย แม้ต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนย่อมสำคัญกว่าเม็ดเงินมหาศาลของผู้ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ เราควรสนับสนุนให้การบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยภัยพิบัติจากอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป

ที่มา – “อรรถวิชช์” เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท

วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท

ข่าวดีที่พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศรอคอยมาถึงแล้วครับ เมื่อนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเดินหน้าทำงานตามสัญญาที่ให้ไว้กับเกษตรกร โดยได้เร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการเยียวยาเพิ่มเติมสำหรับชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิตปี 67/68 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

ในการประชุม ครม. วันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอเรื่องการช่วยเหลือผ่าน วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรที่ตั้งใจผลิตอ้อยคุณภาพดีและร่วมมือกับนโยบายรัฐในการงดเผาอ้อยจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งการใช้งบประมาณในส่วนนี้ยังคงอยู่ภายใต้กรอบเดิมที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรการนี้จะช่วยเหลือชาวไร่อ้อยได้ทันท่วงที

รายละเอียดการช่วยเหลือชาวไร่อ้อย 3 กลุ่มที่ควรรู้

สำหรับการดำเนินการในครั้งนี้ นายวราวุธได้แบ่งกลุ่มเกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนงาน ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มที่ 1: ชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดแต่มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกิน 5% โดยจะมีการหักลบส่วนเกินและจ่ายเงินช่วยเหลือในส่วนดีครอบคลุมกว่า 1,053 คู่สัญญา
  • กลุ่มที่ 2: เกษตรกรที่ส่งอ้อยสด 100% ให้กับโรงงานผลิตเอทานอล ซึ่งมีคู่สัญญากว่า 3,505 ราย
  • กลุ่มที่ 3: เกษตรกรผู้ส่งอ้อยสดคุณภาพดี 100% ให้กับโรงงานน้ำตาลทรายแดง จำนวน 109 คู่สัญญา

การผลักดันให้ วราวุธ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม 477 ล้านบาท สู่การพิจารณาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องรายได้แล้ว ยังเป็นการจูงใจให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการตัดอ้อยสดมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำจัดปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ

สุดท้ายนี้ ฝากพี่น้องชาวไร่อ้อยทุกท่านคอยติดตามผลการประชุม ครม. ในช่วงบ่ายวันนี้ให้ดีนะครับ หากมีมติอนุมัติออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ขั้นตอนการเบิกจ่ายน่าจะรวดเร็ว เพื่อให้เงินส่วนนี้ไปช่วยหมุนเวียนและบรรเทาความเดือดร้อนให้ทุกคนได้ทันเวลา นับว่าเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติครับ

ที่มา – “วราวุธ” ทำตามสัญญา ก.อุตฯ ชง ครม. เยียวยาชาวไร่อ้อย 3 กลุ่ม ปีผลิต 67/68 จำนวน 477 ล้าน

Scroll to top