กระทรวงอุตสาหกรรม

“วราวุธ” รับเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง ชวนลดใช้พลาสติก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงอุตสาหกรรมและผู้บริโภค นั่นคือปัญหา เม็ดพลาสติกราคาพุ่ง ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้หลายภาคส่วน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยยอมรับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน แต่ย้ำว่ายังไม่มีการควบคุมปริมาณหรือราคา แต่มุ่งรณรงค์ลดใช้พลาสติกและเพิ่มอัตราการรีไซเคิลแทน มาฟังรายละเอียดกันเลยครับ

เม็ดพลาสติกราคาพุ่ง

สาเหตุหลักของ เม็ดพลาสติกราคาพุ่ง มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อซัพพลายเชนน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผลกระทบนี้ทำให้เม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก และผลิตภัณฑ์พลาสติกต่างๆ ขาดแคลนและราคาแพงขึ้น สุดท้ายภาระก็ตกไปที่ผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภคครับ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน

ปัจจุบันกำลังเร่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม มหาดไทย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานอย่าง อย. กรมควบคุมมลพิษ และ สมอ. คณะทำงานนี้จะตรวจสอบแหล่งที่มา สต็อกที่มีในไทย จำนวนการขาย และราคาเมื่อเทียบกับตลาดโลก แต่ย้ำนะครับ ยังไม่ใช่การควบคุมปริมาณหรือราคา เพียงแต่เข้าไปดูภาพรวมต้นน้ำ-กลางน้ำเท่านั้น

ผลกระทบเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

เมื่อเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง ค่าขนส่งก็สูงตามไปด้วย ทำให้ขวดน้ำดื่ม ถุงหิ้ว และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ แพงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด นายวราวุธแสดงความห่วงใยต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยโชว์กระติกน้ำพกพาสีดำที่ตัวเองใช้เป็นตัวอย่างว่า แม้จะไม่สะดวกเท่าเดิม แต่ช่วยลดการใช้พลาสติกได้จริง ลดภาระต้นทุนในระยะยาว

ชวนรณรงค์ลดใช้พลาสติก เพิ่มการรีไซเคิล

ทางเลือกที่รัฐมนตรีเสนอคือ หันมาใช้วัสดุทดแทน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากขยะในประเทศ ไทยมีขยะพลาสติกปีละ 2.7 ล้านตัน แต่รีไซเคิลได้แค่ 25% ถ้าเพิ่มเป็น 30-35% จะช่วยลดการพึ่งพานำเข้าได้มาก ลดต้นทุนจากน้ำมันที่ผันผวน

  • แยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องและล้างทำความสะอาดก่อนทิ้ง (แบบที่หลายประเทศทำ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี)
  • ใช้กระติกน้ำ กล่องอาหารส่วนตัว แทนขวดและถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมรีไซเคิล ไม่ต้องสร้างโรงงานใหม่ แต่เน้นคัดแยกที่ต้นทาง
  • ผู้ประกอบการนำขยะสะอาดไปผลิต ลดต้นทุนการล้างซ้ำ

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะมอบนโยบายแก่ข้าราชการในวันที่ 22 เมษายน 2569 แทนวันที่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายนายกฯ เรื่องงบประมาณปี 70

สรุปแล้ว เม็ดพลาสติกราคาพุ่ง เป็นวิกฤติที่เราต้องช่วยกันแก้ โดยไม่รอแค่ภาครัฐ แต่เริ่มจากตัวเราเอง การรีไซเคิลและลดใช้จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศได้จริงครับ

คำแนะนำสำหรับคุณ: ลองเริ่มวันนี้เลย พกกระติกน้ำไปทำงาน แยกขยะที่บ้าน แล้วแบ่งปันไอเดียลดพลาสติกในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะช่วยกันสร้างไทยที่ยั่งยืนได้!

ที่มา – “วราวุธ” รับเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง ยังไม่คุมปริมาณ-ราคา ชวนรณรงค์ลดใช้พลาสติก

“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน

วันนี้เรากำลังเผชิญวิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลนที่กระทบอุตสาหกรรมไทยหนักมาก จากปัญหาในตะวันออกกลางทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง ผู้ประกอบการหลายรายเดือดร้อน แต่มีข่าวดีจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ริเริ่มมาตรการเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหานี้แบบเร่งด่วนและยั่งยืน

“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 นายวราวุธได้หารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เพื่อหาทางออกจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีที่สะดุดตัว ผู้ประกอบการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนพุ่งและราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

ที่ประชุมมีมติสำคัญคือจัดตั้งคณะทำงานร่วม4 กระทรวง เพื่อบูรณาการแก้ปัญหา โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมตรวจสอบข้อมูลสต็อกเม็ดพลาสติก ต้นทุนนำเข้า และราคาขายจริง เพื่อปราบการกักตุนและปั่นราคา เป้าหมายคือรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าไม่ให้พุ่งสูงในยามวิกฤต

คณะทำงาน“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

  • กระทรวงพาณิชย์: ดูแลการนำเข้าและควบคุมราคา
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: ประสานผู้ผลิตและตรวจสต็อก
  • กระทรวงสาธารณสุข: รักษาการผลิตเวชภัณฑ์ที่ใช้พลาสติก
  • กระทรวงมหาดไทย: จัดการขยะพลาสติกจากท้องถิ่น

นี่คือก้าวแรกในการสร้างวอร์รูมที่ทำงานแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ข้อมูลโปร่งใสและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการลำบากคนเดียว

แนวทางระยะยาว: ดึงขยะรีไซเคิลทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่

นายวราวุธไม่ได้หยุดแค่แก้เฉพาะหน้า แต่ชูไอเดียเจ๋งด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิล ปัจจุบันไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลได้แค่ 25% เท่านั้น ถ้าจัดการดี จะเปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุดิบทดแทนเม็ดพลาสติกนำเข้าได้ ลดต้นทุนมหาศาล ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรม

ประโยชน์ของการรีไซเคิลมีมากมาย เช่น ลดราคาสินค้าให้คงที่ ไม่ผันผวนตามสถานการณ์โลก สร้างงานให้ชุมชน และช่วยสิ่งแวดล้อม ลดขยะทะเลที่เป็นปัญหาใหญ่ของไทย หากทุกคนช่วยกันแยกขยะ ภาคอุตสาหกรรมจะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน

ปัญหาเม็ดพลาสติกขาดแคลนนี้สอนให้เราเห็นว่าต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น การที่ “วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ ถือเป็นนโยบายที่ฉลาดและทันสมัย สอดคล้องกับ BCG Economy ที่รัฐบาลผลักดัน

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันจริงจัง เราจะไม่กลัววิกฤตแบบนี้อีกต่อไป คุณล่ะพร้อมช่วยรีไซเคิลขยะพลาสติกที่บ้านหรือยัง? เริ่มวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ลองแชร์ประสบการณ์รีไซเคิลของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ!

ที่มา – “วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก หลังจากสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีต่อห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเฉพาะสินค้าสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกที่กำลังเผชิญวิกฤตราคาพุ่งสูง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการปัญหานี้

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสำคัญ เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานบอร์ด ปตท. รวมถึงนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกฝ่ายมาร่วมถกเถียงเพื่อหาทางออกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลัก เม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เนื่องจากราคาพุ่งสูงจากปัญหาการขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบการผลิต petrochemical

นางศุภจี เปิดเผยก่อนประชุมว่า การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะช่วยให้การขนส่งสินค้าคล่องตัวขึ้น รัฐบาลจะสามารถควบคุมสินค้าต้นทางได้ดีกว่าเดิม โดยจะตรวจสอบสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากสถานการณ์สงบจริง จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้

มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

วิกฤตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายแห่งในไทย เช่น การผลิตบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ราคาที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค การหยุดยิงครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก นางศุภจี ย้ำว่าการประชุมจะหารือถึงสต็อกปัจจุบัน สาเหตุราคาขึ้น และแนวทางร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

  • ตรวจสอบสต็อกเม็ดพลาสติกทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น PE, PP, PET
  • ประเมินต้นทุนและปริมาณนำเข้าเพื่อป้องกันการกักตุน
  • ส่งเสริมการรีไซเคิลขยะพลาสติก ซึ่งไทยมีขยะพลาสติกจำนวนมากแต่รีไซเคิลได้เพียง 20% เท่านั้น
  • ประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อมาตรการควบคุมราคา

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศให้ผลิตเม็ดพลาสติกจากน้ำมันปิโตรเลียมของไทยเอง ผ่านบริษัทอย่าง ปตท. เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการ การดำเนินการอย่างรวดเร็วจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาการรีไซเคิลและ circular economy สำหรับพลาสติก เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งโลกในอนาคต หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

ที่มา – “ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

“ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

สถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง ล่าสุด “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพื่อประคองภาคอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้สั่งการทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามนโยบายของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)

“ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รัฐบาลไทยจึงตั้งศูนย์ ศปศ. ขึ้นเพื่อบูรณาการทุกหน่วยงาน ติดตามวิเคราะห์ และออกมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ โดยเฉพาะปัญหาการจัดหาน้ำมันที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน

รัฐบาลกำหนดให้ผู้ประกอบการกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากมีปัญหา สามารถยื่นหลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อต่อเนื่อง สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลหลังตรึงที่ 30 บาทต่อลิตร กระทรวงพลังงานหารือกับผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น เพื่อบริหารปริมาณและกระจายให้เพียงพอ พร้อมปรับราคาค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาท ลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชน

3 ด้านสำคัญที่ “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ

นายธนกร เน้นย้ำมาตรการ 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • ด้านที่ 1: สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จากต้นทุนพลังงานสูงและขาดแคลนวัตถุดิบ เพื่อจัดมาตรการบรรเทาอย่างตรงจุด เช่น สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือลดภาษีชั่วคราว
  • ด้านที่ 2: รณรงค์ลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ชีวมวลจากแกลบ ใบอ้อย หรือโซลาร์รูฟท็อปบนโรงงาน
  • ด้านที่ 3: ส่งเสริมบริการออนไลน์ ผ่านระบบ I-Industry, Digital License และ Digital Payment เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ กระทรวงยังแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น ใช้สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี สินเชื่อสีเขียว กระจายตลาดไปลาตินอเมริกา แอฟริกา อินเดีย ทำประกันความเสี่ยงสงครามและอัตราแลกเปลี่ยน หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนอย่าง SAF (เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน) และ biofuel จากวัสดุเหลือใช้เกษตร ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล

วิกฤตนี้เป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ผู้ประกอบการควรเริ่มตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนทันที และใช้เครื่องมือดิจิทัลจากกระทรวงเพื่อลดต้นทุน หากทำได้ดี จะแข็งแกร่งกว่าคู่แข่งในระยะยาว

กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมมาตรการเพิ่มเติม ผู้ประกอบการไทยจะผ่านวิกฤตนี้ได้อย่างมั่นใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ: อย่ารอช้า! ติดต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือสมัครระบบออนไลน์วันนี้ เพื่อรับมือ “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังเถื่อน

ในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน อย่างเต็มกำลัง! นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษนี้ ปูพรมตรวจสอบคลังสินค้าเถื่อนถึง 38 แห่ง ในย่านบางขุนเทียน ซึ่งเป็นจุดโลจิสติกส์สำคัญ เชื่อมต่อท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง หลังจากมีข้อมูลว่าที่นี่เป็นแหล่งพักสินค้านำเข้าที่สุ่มเสี่ยงสูง

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง

ผลจากการบุกตรวจครั้งนี้พบของกลางสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไร้เครื่องหมาย มอก. กว่า 300 รายการ โดยเฉพาะของเล่นเด็กและหมวกกันน็อกที่พร้อมกระจายสู่ตลาด สินค้าเหล่านี้หากหลุดไปถึงมือผู้บริโภค อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น ของเล่นที่มีสารพิษหรือหมวกกันน็อกที่ไม่ทนแรงกระแทก

รายละเอียดของกลางที่อายัดได้

  • หมวกกันน็อกกว่า 9,600 ใบ มูลค่าประมาณ 2.7 ล้านบาท ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.
  • ของเล่นเด็กและสินค้าอื่นๆ อีกกว่า 300 รายการ ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย
  • สินค้าจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่เคยถูกจับกุมซ้ำซากมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม พบประวัติการกระทำผิดเดิมของผู้ประกอบการบางราย ทำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการติดตาม

ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายพุ่งสูง

เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่าภายใน 5 เดือนล่าสุด ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายทะลุ 51 ล้านบาทไปแล้ว สมอ. ประกาศยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 142 ของ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หากใครกล้าคิดเคลื่อนย้ายหรือทำลายสินค้าที่ถูกอายัด หรือเอกสารของเจ้าหน้าที่ จะโดนโทษทั้งจำคุกและปรับหนัก รัฐบาลย้ำชัดว่า อุตสาหกรรมในยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนไม่มีที่ยืนแน่นอน

ปฏิบัติการ ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจับกุม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจริงจังกับการคุ้มครองผู้บริโภค เครื่องหมาย มอก. คือสิ่งที่รับประกันว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าเด็กที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ย่านบางขุนเทียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งสินค้านำเข้า หากปล่อยให้เป็นแหล่งสินค้าเถื่อน ผลกระทบจะลุกลามไปทั่วประเทศ การตรวจสอบแบบปูพรมจึงจำเป็น เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายตั้งแต่ต้นทาง ผู้ประกอบการที่สุจริตต่างชื่นชมมาตรการนี้ เพราะช่วยสร้างความเป็นธรรมในตลาด

สำหรับผู้บริโภค ควรตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. บนสินค้าทุกครั้งก่อนซื้อ โดยเฉพาะของเล่นและอุปกรณ์ป้องกันภัย หากสงสัยว่าสินค้าเถื่อน สามารถแจ้ง สมอ. ได้ทันทีที่สายด่วน 1166 เพื่อช่วยกันกำจัดภัยนี้

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมในการสร้างตลาดสินค้าที่ปลอดภัย ผู้ประกอบการควรปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต ติดตามข่าวสารและเคล็ดลับการเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยได้ที่บล็อกของเรา เพื่อปกป้องตัวคุณและครอบครัว

ที่มา – ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง ของกลางไร้ มอก. เพียบ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการและคนที่สนใจเรื่องเศรษฐกิจไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งปรี๊ด ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของเรา กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ไม่รอช้า รีบออกมาตรการเร่งด่วน 4 ด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการอย่างเราปรับตัวได้ทัน

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง สถานการณ์เป็นยังไง?

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่ากำลังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญถึง 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจาก 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ข้อมูล 6 มี.ค. 2569) อาจแตะ 150 ดอลลาร์ ถ้าสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนเชื้อเพลิงในโรงงานพุ่ง แถมค่าระวางเรือและประกันสินค้าขึ้น 50-140% เลยทีเดียว

กระทรวงฯ วิเคราะห์แล้ว พบว่าอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงจะโดนหนักสุด เช่น

  • การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต
  • การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น
  • การผลิตกระเบื้องและเซรามิก
  • การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม
  • การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า
  • การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ
  • ปิโตรเคมี (เรื่องวัตถุดิบ)

ส่วนอุตสาหกรรมอย่างอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ยังรับมือได้ในระยะสั้น แต่ต้องเฝ้าระวังถ้าสถานการณ์ยาว แต่ก็มีอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์นะครับ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รถ EV/Hybrid ป้องกันประเทศ ยางพารา และบรรจุภัณฑ์กระดาษ

อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยยังไง?

จากเสียงสะท้อนผู้ประกอบการ อก. รวบรวมปัญหา 2 กลุ่มใหญ่ คือ การบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบ/โลจิสติกส์ และการปรับตัวธุรกิจ จากนั้นอัด 4 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • ปรับกระบวนการผลิต: ส่งเสริมลงทุนเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สำรองวัตถุดิบ ปรับแผนผลิต
  • ลดต้นทุน: สนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป พลังงานชีวมวล SAF จากกากน้ำตาล/น้ำมันปาล์ม ช่วยเกษตรกรด้วย
  • แหล่งเงินทุน: สินเชื่อ SME จากกองทุนพัฒนา SMEs, SME Green Productivity จาก SME D Bank, Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ
  • สิทธิประโยชน์: ภาษีลดหย่อนสำหรับธุรกิจยั่งยืน ลดใช้พลังงาน
ภาพประกอบ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะกลาง-ยาว ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ลดพึ่งพานำเข้า ส่งเสริม Local Content และ Made in Thailand ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ

“เราไม่ได้มองแค่ระยะสั้น แต่เตรียมระบบทั้งหมด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยยืดหยุ่น รักษาความแข่งขันท่ามกลางความผันผวนโลก” รัฐมนตรีฯ กล่าว

สรุปนะครับ อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง เป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลใส่ใจภาคเอกชน ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงาน ลองเช็คดูว่าธุรกิจตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม แล้วรีบใช้มาตรการเหล่านี้ปรับตัว เช่น ติดโซลาร์ ลดพึ่งนำเข้า หรือหาตลาดใหม่ จะช่วยให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน แนะนำติดตามข่าวอัพเดทจากกระทรวงฯ และปรึกษาที่ปรึกษาธุรกิจเพื่อวางแผนล่วงหน้า ธุรกิจไทยต้องสู้ต่อไปครับ!

ที่มา – อก.เฝ้าระวังต้นทุนภาคอุตสาหกรรม หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง อัด 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยผู้ประกอบการ

หนุนซอฟต์พาวเวอร์กลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความท้าทาย ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านอาหารระดับโลก ด้วยนโยบายหนุนซอฟต์พาวเวอร์กลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ จากกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งยกระดับทักษะเชฟไทยให้กลายเป็นพรีเมียมเมนู สร้างรายได้มหาศาลให้เศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมหนุนซอฟต์พาวเวอร์กลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ

หนุนซอฟต์พาวเวอร์กลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย ผ่านโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ปีงบ 2568 จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศหลักสูตร Master Thai Chef Program ปั้นเชฟทักษะสูงกว่า 20,000 คน เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ สร้างระบบนิเวศค้าที่ยั่งยืน เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ตลาดโลก คาดปั๊มเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 3,300 ล้านบาท

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลก อันดับ 2 เอเชีย แต่เผชิญภาษีนำเข้าใหม่จากสหรัฐฯ และ NTBs เรื่องสิ่งแวดล้อม ปี 2569 จะยกระดับผู้ประกอบการสู่ Made by Thai ใช้ Data Analytics วิเคราะห์ตลาด ผลิตตรงใจผู้บริโภค ลดต้นทุน พร้อมปรับกระบวนการผลิตสีเขียว

ประโยชน์จากการปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ

  • ยกระดับเมนูไทยสู่พรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่ม
  • เชื่อมโยงห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำวัตถุดิบชุมชน ถึงปลายน้ำร้านอาหาร
  • เสริมทักษะ Upskill-Reskill ดีไซน์ รสชาติสากล แบรนด์ท้องถิ่น
  • รับมือกีดกันทางการค้า สร้างมาตรฐานโลก
  • กระจายรายได้สู่ร้านอาหารรายย่อยกว่า 4 แสนราย

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยขับเคลื่อน GDP ด้วยทุนวัฒนธรรม ผสมศิลปะ เทคโนโลยี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ส่งเสริมผ่านงานมหกรรมเสน่ห์ไทย ภาพยนตร์อาหารไทย พัฒนาบุคลากรสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาหารโลก

เชฟที่ได้รับการฝึกอบรมจากโครงการหนุนซอฟต์พาวเวอร์ ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีดีพร้อม เผยโครงการฝึกอบรมครอบคลุมอัตลักษณ์อาหาร 4 ภาค ภาษาอังกฤษครัว การจัดการมาตรฐานสากล ได้เชฟ 20,000 คน รองรับมาตรฐานวิชาชีพ 80% เช่น ประกาศนียบัตรสมรรถนะระดับ 4 จากสพพ. และฝีมือแรงงานระดับ 1 กิจกรรมรวมเชฟ 1,500 คน Showcase 100 บูธ ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ สมุนไพร แปรรูป Delivery

เชฟเหล่านี้คือทูตวัฒนธรรม ถ่ายทอดรสชาติไทยสู่โลก พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ขยายธุรกิจอาหารอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ไม่เพียงสร้างอาชีพ แต่จุดประกายพลังสร้างสรรค์ ยกระดับอาหารไทยสู่นวัตกรรม สร้างรายได้มั่นคง หากคุณเป็นเชฟชุมชนหรือผู้ประกอบการ สมัครหลักสูตร Master Thai Chef Program วันนี้ เพื่อก้าวสู่เชฟระดับโลก ร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้ดังกระหึ่ม!

ที่มา – หนุนซอฟต์พาวเวอร์กลุ่มอาหาร ปั้น 20,000 เชฟมืออาชีพ ดันหลักสูตรช่วยปั๊มเม็ดเงิน

“ธนกร” ชู “อนุทิน” กำชับยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีของบ้านเมืองกันบ้างนะครับ ความสำเร็จในการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ทุกคนรอคอยมานานกว่า 8 ปี ในที่สุดก็เป็นรูปธรรมแล้ว! นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาให้เครดิตเต็มๆ ให้กับนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่กำชับให้ใช้กลยุทธ์เชิงรุก จนคู่กรณียอมยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ?

ยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักปัญหานี้กันหน่อย เหมืองทองอัครา ตั้งอยู่ในจังหวัดพิจิตร เป็นเหมืองทองคำรายใหญ่ของไทยที่ดำเนินการโดยบริษัท Kingsgate Consolidated จากออสเตรเลีย ปัญหาเริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 เมื่อรัฐบาลสั่งปิดเหมืองเพราะตรวจพบไซยาไนด์เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น บริษัทฟ้องไทยต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ICSID) ขอค่าชดเชยมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท ยืดเยื้อมา 8 ปี จนกลายเป็นบาดแผลใหญ่ของภาคการลงทุน

แต่ตอนนี้ จบแล้วครับ! การยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตามที่นายธนกรเล่าว่า ในปี 2563 เคยตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาช่วย แต่ชุดนั้นสิ้นสุดตามวาระรัฐบาลเก่า จนมาถึงพฤษภาคม 2568 ตั้งคณะทำงานใหม่ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

กลยุทธ์เชิงรุกจาก “อนุทิน”

สิ่งที่ทำให้สำเร็จคือคำสั่งตรงจากนายกฯ อนุทิน ที่มอบหมายให้นายธนกรวางกลยุทธ์ต่อสู้คดีแบบเข้มข้น โดยบูรณาการทีมที่ปรึกษากฎหมาย ไทยแสดงจุดยืนชัดเจนในเวทีโลก ว่าเราพร้อมสู้ถึงที่สุดในชั้นอนุญาโตตุลาการ แต่ก็เปิดช่องเจรจาแบบฉันมิตร ภายใต้หลักกฎหมายสำคัญ คือ ไม่ยอมรับเงื่อนไขที่เป็นภาระต่อชาติเด็ดขาด

特にในช่วงก่อนคำชี้ขาดกลางพฤศจิกายน 2568 สัญญาณเข้มแข็งจากไทย ทำให้คู่กรณีเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดคือยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราโดยสมัครใจ นายธนกรยังแย้มว่า ได้ขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอด และเมื่อสำเร็จ ลุงตู่ยังชื่นชมทีมงานด้วย

ผลงานรูปธรรมของทีมกระทรวงอุตสาหกรรม

  • ใช้กลยุทธ์เจรจาเชิงรุก รักษาผลประโยชน์ชาติสูงสุด
  • ปกป้องภาพลักษณ์การลงทุนของไทย
  • ยุติคดียาวนาน 8 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • บูรณาการทุกฝ่าย ตั้งแต่ปลัดฯ ไปจนถึงที่ปรึกษากฎหมาย

นี่คือตัวอย่างการทำงานที่ต่อเนื่องของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกคน ทำให้ปัญหาที่ค้างคาไม่จบสิ้น กลายเป็นชัยชนะของชาติ สุดยอดมาก!

จากมุมมองของผม การยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล แต่ยังฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ว่าไทยเคารพกฎหมายและปกป้องสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน มันเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเจรจาแบบมีหลักการ สามารถชนะคดีใหญ่ได้โดยไม่ต้องสู้ถึงที่สุด

คุณล่ะครับ คิดว่าความสำเร็จนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ไทยแก้ปัญหาคล้ายๆ กันได้อีกไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “ธนกร” ชู “อนุทิน” กำชับใช้กลยุทธ์เชิงรุก ทำยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัคราสำเร็จ

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” สินค้าพรีเมียม

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะผลไม้ป่าที่มีเอกลักษณ์ของภาคใต้ ลูกหยียะรังไม่ใช่แค่ของกินเล่นธรรมดา แต่เป็น soft power ทางวัฒนธรรมที่กินได้จริงๆ และได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งการันตีคุณภาพระดับโลก

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตลูกหยียะรังชื่อดัง เช่น กลุ่มแม่เลื่อน, อดุลลูกหยี, วีรชาติ และวีรวงค์ การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับสินค้าชุมชนให้กลายเป็นแบรนด์พรีเมียมที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

ทำไมลูกหยียะรังถึงพิเศษ? มันคือผลไม้ป่าที่มีเฉพาะในพื้นที่ยะรัง ปัตตานี รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม หอมกรุ่น ไม่เหมือนใคร การขึ้นทะเบียน GI ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในแหล่งกำเนิดและคุณภาพแท้ๆ นอกจากนี้ ยังสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวปัตตานีที่ภาคภูมิใจ

การสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อ “ลูกหยียะรัง”

นายธนกร ย้ำชัดว่ากระทรวงพร้อมช่วยเหลือทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต เช่น เครื่องอบแห้งแบบควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษารสชาติ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัย ดึงดูดสายตาลูกค้า และการขยายช่องทางการขายทั้งออนไลน์อย่าง Shopee Lazada และออฟไลน์ในห้างสรรพสินค้า รวมถึงส่งออกต่างประเทศ

  • กลุ่มวีรวงค์ 3: กำลังการผลิต 8,000 กิโลกรัม/เดือน สร้างรายได้กว่า 510,000 บาท
  • กลุ่มวีรชาติ: รายได้หมุนเวียน 330,000 บาท/เดือน
  • กลุ่มแม่เลื่อนและอดุลลูกหยี: ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมฐานรากของปัตตานีพร้อมสู่สากลแล้ว หากได้การสนับสนุนต่อเนื่อง จะช่วยสร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มหาศาล

โอกาสในตลาดโลกสำหรับลูกหยียะรัง GI

ปัจจุบัน ลูกหยียะรัง GI กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี แคลอรีต่ำ เหมาะเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ การรุกตลาดออนไลน์จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มมุสลิมที่ชื่นชอบผลไม้แห้งฮาลาล การผนึกกำลังกับแพลตฟอร์ม e-commerce และงานแสดงสินค้าเทศกาล จะยิ่งเร่งยอดขาย

นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ลูกหยียะรังอบกรอบผสมเครื่องเทศ หรือน้ำผลไม้สกัดเย็น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความหลากหลาย ลองนึกภาพสินค้าไทยจากปัตตานีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรปหรือตะวันออกกลาง น่าภาคภูมิใจไม่ใช่เหรอ?

การผลักดัน “ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก นี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนของนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) ที่เชื่อมโยงชุมชนเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายรายเล่าว่าการอบรมและเครื่องจักรใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ทำให้แข่งขันได้จริง

ในฐานะนักเขียนที่ชื่นชอบสินค้าไทยแท้ ขอชื่นชมวิสัยทัศน์นี้ มันไม่ใช่แค่ขายของ แต่คือการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสร้างความยั่งยืน หากคุณอยากลองชิมรสชาติแท้ของปัตตานี สั่งซื้อลูกหยียะรัง GI วันนี้เลย สนับสนุนเกษตรกรชุมชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ soft power ไทย!

ที่มา – “ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก

Scroll to top