กลุ่มเปราะบาง

กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็กเกจพิเศษ

“กสทช.” กำหนดเงื่อนไขให้ AIS และ True ต้องออกแพ็กเกจราคาพิเศษ ลดราคาอย่างน้อย 30% สำหรับผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ เพื่อให้เข้าถึงบริการและอินเทอร์เน็ตในราคาประหยัด เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสังคมและลดความเหลื่อมล้ำ

สืบเนื่องจากการประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคในทุกภาคส่วน

กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็กเกจราคาพิเศษ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่สำนักงาน กสทช. กำหนดไว้ในเงื่อนไขการประมูล คือ ผู้ชนะการประมูลจะต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อสังคมและการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำแพ็กเกจราคาพิเศษที่ลดราคาอย่างน้อย 30% จากราคาแพ็กเกจปกติที่มีอยู่ในตลาด เพื่อมอบให้กับกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม ได้แก่ ผู้พิการ ผู้ที่ลงทะเบียนในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้สูงอายุ

เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือ เพื่อให้กลุ่มผู้เปราะบางเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างสะดวกและง่ายดายในราคาที่เอื้อมถึงได้ ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอก เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม

ใครบ้างที่สามารถรับสิทธิ์แพ็กเกจพิเศษนี้ได้

สำหรับผู้ที่ต้องการรับสิทธิ์แพ็กเกจราคาพิเศษนี้ มีเงื่อนไขและวิธีการดังนี้:

  • ผู้พิการ: ผู้พิการทุกประเภทสามารถแสดงบัตรประจำตัวคนพิการที่ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครือข่ายทั่วประเทศ
  • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถแสดงบัตรดังกล่าวที่ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสองเครือข่ายทั่วประเทศ
  • ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุสามารถแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อขอรับแพ็กเกจราคาพิเศษ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครขอรับแพ็กเกจราคาพิเศษได้ที่ศูนย์บริการของ AIS และ TrueMove H ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่ารอช้า รีบตรวจสอบสิทธิ์และสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์ดี ๆ ที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้บริการเพื่อสังคม

การที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้ AIS และ True ออกแพ็กเกจราคาพิเศษนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในสังคมไทย ช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและการสื่อสารได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและการพัฒนาตนเองในยุคดิจิทัล การที่ กสทช. ตั้งเงื่อนไข ให้เอกชนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรสนับสนุน

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือรู้จักบุคคลใกล้ชิดที่เข้าข่าย อย่าลืมแจ้งข่าวสารนี้และแนะนำให้พวกเขารีบไปติดต่อขอรับสิทธิ์ เพื่อให้ กสทช. ตั้งเงื่อนไข นี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมอย่างแท้จริง

ที่มา – กสทช. ตั้งเงื่อนไข AIS-True ออกแพ็คเกจราคาพิเศษ ให้กลุ่มเปราะบาง

ผู้ตรวจการฯ ยัน ไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เหตุไม่ตัดสินแทนแพทยสภา ย้ำองค์กรยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใด 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและการมีคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงกรณีอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

แจงยิบ รพ.ตำรวจอ้างข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องจากโรงพยาบาลตำรวจชี้แจงว่า การตรวจวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเคร่งครัด ซึ่งผลการวินิจฉัยของโรคเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นความลับ และเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้น เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ไม่ก้าวล่วงอำนาจแพทยสภา

ดังนั้น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพเป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่แพทย์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การพิจารณาและวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งแตกต่างจากศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยความเห็นของแพทย์และผลการตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาลได้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้น ปรากฏว่าได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1979/2566 และ 2492/2566 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่า เมื่อได้มีผู้ร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้ไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ซึ่งแพทยสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาชีพที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่อาจก้าวล่วงในกรณีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม หากแพทยสภามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นประการใดแล้วเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนทราบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

มอบผู้เกี่ยวข้องทำตามหน้าที่

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า ต่อมา ในระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1978/2566, 2535/2566 และ 2181/2566 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ว่า เมื่อผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ เป็นประการใด หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจต่อไป

แจ้งเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2. นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ/ทัณฑสถาน โรงพยาบาลสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกแห่ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ ตลอดจนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะในเชิงมาตรการบริหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด ดังนี้

(1) ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้รับรองว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ และผู้ต้องขังได้รับการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ขอเสนอให้แก้กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการร่วมตรวจวินิจฉัยและให้ความเห็น

(2) กรณีผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจให้ผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำ เสนอให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำบันทึกการใช้ดุลยพินิจไว้ในระบบของเรือนจำเพื่อการตรวจสอบ หากมีผู้ประสงค์จะขอข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทำความเข้าใจเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ไม่เคยรับรองส่ง “ทักษิณ”รักษาตัวชั้น14 

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า 3. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินทุกเรื่องไม่ปรากฏการรับรองกระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ และมิได้รับรองอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับศาล ดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2

การบังคับโทษเป็นอำนาจของศาล

4. ส่วนประเด็นว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ นั้น เป็นอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า “เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกาจำนวนสามคน มีอำนาจออกหมายหรือคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการบังคับโทษจึงมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด

ชูผลงานเสนอจัดหาแหล่งน้ำดิบ

นายทรงศัก กล่าวเพิ่มว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐแล้ว ปัจจุบัน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินงานหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น “โครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาการขยายเขตประปาในภูมิภาค” ภายใต้ยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายจังหวัดว่าประชาชนยังขาดแคลนน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน ต้องพึ่งพาน้ำบาดาลหรือน้ำบ่อที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และบางพื้นที่ต้องซื้อน้ำในราคาสูง ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ ปัญหาหลักเกิดจากแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอ ทำให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไม่สามารถขยายเขตบริการได้ทั่วถึงเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมุ่งผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การจัดหาแหล่งน้ำดิบที่มั่นคง การยกระดับมาตรฐานการกรองและบำบัดน้ำ การปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และการขยายบริการของ กปภ. เข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดมีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

ผลักดันพัฒนาชีวิตคนไร้บ้าน

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ได้เตรียมผลักดัน “โครงการศึกษาเชิงระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง” (บางอำเภอในนนทบุรีและสมุทรปราการ) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนโยบายและระบบดูแลที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม ปัญหาคนไร้บ้านรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่า มี 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่ยังติดขัดข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่ขาดการบูรณาการและทรัพยากร และปัญหาซับซ้อนจากตัวบุคคลเอง 

เสนอแนวทางดูแลกลุ่มเปราะบาง

ในเวลาเดียวกันยังผลักดันแนวทางบูรณาการการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง คนไทยไร้สิทธิ และแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้กำหนดนิยามกลาง จัดทำยุทธศาสตร์เฉพาะกลุ่ม และตั้งกลไกร่วมจาก 5 ภาคส่วน คือ สำนักงานเขต โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบดูแลครบวงจร มาตรการสำคัญ ได้แก่ การค้นหากลุ่ม

จากกรณีดังกล่าวที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงาน

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

รัฐบาลขยายสิทธิ์! คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 68

รัฐบาลใจดี ขยายสิทธิ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ไปจนถึง 30 กันยายน 2568 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สิน ห้ามพลาดโอกาสนี้!

รัฐบาลขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังคงเดินหน้าโครงการดีๆ อย่าง “โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2” อย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำการขยายสิทธิ์และยืดระยะเวลาการลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางกว่า 97,000 บัญชี ที่อาจกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รายละเอียดโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 นี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้:

  • เป็นลูกหนี้ที่ไม่ค้างชำระ หรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน
  • เป็นลูกหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565
  • หรือมีหนี้ค้างชำระเกิน 365 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567)

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรก เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ หรือการกู้ยืมเพื่อการฟื้นฟูที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เงื่อนไขสำคัญ: ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย เฟส 2” จะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรกของการเข้าร่วมโครงการ

สำหรับช่องทางการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนั้น มีด้วยกัน 3 ช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ได้แก่:

  • เว็บไซต์ www.bot.or.th/Khunsoo
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL BFRIEND

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อ Call Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2645-9000 หรือผ่านทาง Facebook ของ ธอส. ได้เช่นกัน

นางสาวศศิกานต์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดภาระหนี้สินและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างมั่นคง รัฐบาลพร้อมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนทุกกลุ่ม และจะเดินหน้าผลักดันมาตรการช่วยเหลือทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกครอบครัวไทยจะมีที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

อย่ารอช้า! หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและเข้าข่ายตามเงื่อนไขของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 รีบลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ!

ที่มา – รัฐบาล ขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

Scroll to top