กลุ่มเปราะบาง

สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 เชื่อมบางซื่อ

เฮเลยสำหรับสายเดินทางด้วยรถทัวร์! สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 แล้วนะครับ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคมอย่างนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ไปไหน แต่มุ่งพัฒนาการเชื่อมต่อให้ดีขึ้นแทน โดยเฉพาะการลิงก์กับสถานีกลางบางซื่อแบบไร้รอยต่อ ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนจากรถบัสไปรถไฟได้ง่ายๆ สะดวกสุดๆ

สิริพงศ์ ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2

หลังจากมอบนโยบายให้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่ายังไม่มีแผนย้ายสถานีหมอชิต 2 ออกจากที่เดิม แต่สั่งให้ศึกษาการเชื่อมระบบรางอย่างละเอียด เช่น สร้างทางเดินคนเดินเชื่อมรถไฟฟ้ารางเบาหรือแทรม หรือขยายอาคารสถานีเพิ่ม ทุกอย่างรอผลศึกษาก่อน คาดเริ่มดำเนินการปีงบ 2571 นโยบายหลักคือทำให้ระบบขนส่งทางล้อกับทางรางเป็นหนึ่งเดียว ผู้โดยสารลงรถทัวร์แล้วต่อรถไฟได้ทันที หรือจากรถไฟมาต่อบัสได้ลื่นไหล ไม่ต้องลุ้นย้ายสถานีใหม่ทั้งหมด แต่ปรับปรุงพื้นที่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สูตรเชื่อม “บางซื่อ” ไร้รอยต่อ

ไฮไลต์สำคัญคือการสร้างระบบเชื่อมต่อจาก บขส. ไปสถานีกลางบางซื่อให้สมบูรณ์แบบ ผู้โดยสารไม่ต้องเดินลากกระเป๋าไกลๆ อีกต่อไป นี่คือก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์คนกรุงและต่างจังหวัดที่เดินทางบ่อยๆ ลดเวลา ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความสุขในการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังมอบนโยบายยกระดับรถโดยสารและบริการ โดยศึกษาการเปลี่ยนรถเก่า 157 คันเป็นรถ EV หรือรถพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนน้ำมันระยะยาว พิจารณาเส้นทาง สถานีชาร์จ และความคุ้มทุนก่อน สำหรับโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ถ้าบขส. สนใจต้องคุยกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แล้วเสนอกระทรวงการคลัง ครอบคลุมรถโดยสาร รถบรรทุก แท็กซี่ มินิบัส จยย.สาธารณะ และตุ๊กตุ๊ก เพื่อผลักดันรถสะอาด ลดมลพิษ

เปิดทางเอกชน-จัดระเบียบรถตู้

สั่ง บขส. ศึกษเส้นทางที่ไม่ต้องการเดินเอง แล้วเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาแข่งขันโปร่งใส เพราะมีเอกชนหลายรายสนใจ ทบทวนผู้ประกอบการเดิม ถ้าหมดอายุใบอนุญาตแต่ไม่พัฒนา คุณภาพบริการ ก็อาจปรับใหม่ แต่ไม่ยกเลิกใคร ยกระดับบริการทั้งระบบ

ยังมีแผนจัดระเบียบรถตู้และมินิบัสให้มาอยู่พื้นที่เดียวกับ บขส. จัดการง่ายขึ้น แก้ปัญหาเก็บค่าโดยสารเกิน กับ ขบ. และ บขส. กำหนดราคามาตรฐาน ติดป้ายชัด ออกใบเสร็จทุกเที่ยว ให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • ไม่ย้ายหมอชิต 2: พัฒนาเชื่อมรางแทน
  • อุดหนุนคนจน: งบ 60 ล้านบาท/ปี จากปี 2571
  • รถ EV 157 คัน: ลดต้นทุน ลดมลพิษ
  • เปิดเอกชน: ประมูลเส้นทางโปร่งใส
  • แก้ขาดทุน บขส.: บุกขนพัสดุ รายได้ 200 ล้าน/ปี + งบรัฐอุดหนุน

ปัญหาขาดทุน บขส. ปีละ 140 ล้าน ส่วนหนึ่งจากอุดหนุนค่าโดยสารกลุ่มเปราะบางกว่า 60 ล้านบาท/ปี นายสิริพงศ์ จะหางบรัฐมาช่วยปี 2571 เป็นต้น เพราะเป็นบริการสาธารณะสำคัญ ขณะที่ บขส. มีแผนบุกขนส่งพัสดุ รายได้เกิน 200 ล้านบาท/ปี เป็นช่องทางหารายได้ใหม่

นโยบายเหล่านี้แสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนในการยกระดับการขนส่งสาธารณะให้ทันสมัย ยั่งยืน ลดภาระประชาชน โดยเฉพาะคนรายได้น้อย สุดยอดเลยครับ! ถ้าประสบความสำเร็จ การเดินทางในไทยจะสะดวกขึ้นมาก คุณล่ะพร้อมใช้บริการใหม่ๆ เหล่านี้ไหม? แชร์ประสบการณ์เดินทางของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวสารการขนส่งล่าสุดนะครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” ลั่น ไม่ย้ายหมอชิต 2 เปิดสูตรเชื่อม “บางซื่อ” ไร้รอยต่อ-จ่อควัก 60 ล้านอุดหนุนคนจน

“วราวุธ” ขอบคุณช่วยภัยพายุสุพรรณบุรี เร่งเยียวยา

“วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา เป็นข่าวที่อบอุ่นใจมากสำหรับชาวสุพรรณบุรี หลังจากพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ทำให้บ้านเรือนเสียหายหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี

“วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะลูกหลานชาวสุพรรณบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายด้วยตัวเอง ร่วมกับนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ธนาคาร SME D Bank กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย รวมถึงทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองท้องถิ่น

ทุกหน่วยงานได้มอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคให้กับชาวบ้านที่บ้านโพธิ์ ตำบลตลิ่งชัน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างไม้พังยับเยิน แต่โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัส มีเพียงบาดเจ็บเล็กน้อย แม้จะมีผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางอยู่ระหว่างเกิดเหตุ

วราวุธให้กำลังใจผู้ประสบภัย ย้ำเลือดสุพรรณไม่ทิ้งกัน

นายวราวุธ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาวบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกชายป่วยติดเตียง ชาวบ้านเล่าว่าตกใจมากตอนพายุพัดมา ไม่ทันตั้งตัว รัฐมนตรีวราวุธปลอบใจว่า เลือดสุพรรณไม่ทิ้งกัน และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยเหลือทันที ไม่ว่าจะเป็นการแจกถุงยังชีพหรือประสานงบซ่อมแซมบ้าน

พื้นที่ประสบภัยครอบคลุมอำเภอเมือง ดอนเจดีย์ บางปลาม้า และสองพี่น้อง นายวราวุธจะลงพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อมอบความช่วยเหลือและเร่งให้จังหวัดประสานซ่อมบ้านให้ชาวบ้านกลับอยู่ได้เร็วที่สุด

  • หน่วยงานที่ช่วยเหลือ: กนอ., SME D Bank, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, พม., สธ., มท., ทหาร, ตำรวจ
  • มาตรการช่วยเหลือ: ถุงยังชีพ, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, ช่างทหารซ่อมบ้าน
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ตลิ่งชัน บ้านโพธิ์ และอำเภอใกล้เคียง

นายวราวุธ กล่าวในสัมภาษณ์ว่า จะเร่งปลดล็อกงบประมาณเยียวยา แม้แต่ละหน่วยงานมีระเบียบต่างกัน แต่จะประสานให้อนุมัติเร็ว พร้อมส่งทหารช่างมาช่วยซ่อม นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมนำทีมผู้บริหาร เช่น นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ., นายพิชิต มินทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank, นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี มอบถุงยังชีพและเตรียมมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคนสุพรรณบุรีและภาครัฐ ที่ไม่ทิ้งประชาชนในยามยาก ข่าวดีแบบนี้ทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจฟื้นฟูชีวิตได้เร็วขึ้น

ในฐานะคนสุพรรณบุรี นายวราวุธ ย้ำว่า ภาครัฐจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และขอให้ทุกคนติดตามมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม หากคุณอยู่ในพื้นที่ประสบภัย สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับความช่วยเหลือได้ทันที

นี่คือตัวอย่างของการทำงานที่รวดเร็วและใกล้ชิดประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวสุพรรณบุรีได้อย่างดี

ที่มา – “วราวุธ” ขอบคุณทุกหน่วยงานช่วยผู้ประสบภัยพายุพัดถล่มสุพรรณบุรี เร่งประสานเงินเยียวยา

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู ขับเคลื่อนสังคมทุกวัย

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู เพื่อขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นข่าวดีที่สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู

มติ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู นี้เกิดขึ้นทันเวลาก่อนการประชุมใหญ่ โดยครม. มอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย หรือผู้แทน เข้าร่วมรับรองปฏิญญาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 2569

สาระสำคัญของปฏิญญาบากู

ปฏิญญาบากูนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุม ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้

  • สร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่าและยั่งยืน
  • พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อรับมือยุค 4.0
  • ส่งเสริมบทบาทของสตรีและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจมากขึ้น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • ขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ สามารถเข้าถึงการจ้างงานและอาชีพได้เท่าเทียม
  • พัฒนาระบบสาธารณสุขแบบบูรณาการที่เข้าถึงง่าย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี

สาระเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค โดยไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพประชุม จะได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสังคม

ประโยชน์ต่อประเทศไทย

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู จะช่วยให้ไทยนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ในนโยบายภายใน เช่น การผลักดันไทยแลนด์ 4.0 การดูแลผู้สูงอายุตามนโยบายชาติ และการส่งเสริมอาชีพดิจิทัลสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย หรือสิงคโปร์ในด้านนวัตกรรม

ที่น่าสนใจคือ ร่างปฏิญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 หากมีการปรับแก้สาระรองที่ไม่กระทบผลประโยชน์ชาติ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำกลับครม. อีก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง

การเข้าร่วมครั้งนี้ยืนยันบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การรับรองปฏิญญาบากูนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังมาแรง ลองนึกภาพสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีงานทำ มีสุขภาพดี นี่คืออนาคตที่เราควรผลักดัน

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากู” ขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในเอเชีย–แปซิฟิก เตรียมรับรอง 24 เม.ย.นี้

3 รมช.มหาดไทย ถกศุภจี เปิดรถพุ่มพวง 3,800 คัน

3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน เป็นข่าวดีที่กำลังมาแรงในวงการลดค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าพุ่งสูงจากสถานการณ์โลก การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ร่วมหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ

3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่ำกว่าท้องตลาด 30-60% ครอบคลุมกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย คาดช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนละ 500 บาทต่อเดือน

สำหรับพื้นที่ชนบทที่เข้าถึงร้านค้าธงฟ้าได้ยาก จะใช้ “ตลาดเคลื่อนที่” และ “รถพุ่มพวง” เป็นเครื่องมือกระจายสินค้า มีตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ในที่ประชุมจึงกำหนดเป้ารับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงเพิ่ม 3,800 คัน โดยมอบหมายอธิบดีกรมการปกครอง สั่งนายอำเภอทั่วประเทศสนับสนุน สร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วม

โครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ ช่วยประชาชนอย่างไร

โครงการนี้เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง สินค้าธงฟ้าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงของดีราคาถูก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

  • ข้าวสาร: ราคาพิเศษ ลดลง 40%
  • ไข่ไก่: สดใหม่ ถูกกว่าท้องตลาด
  • น้ำมันปาล์ม: ช่วยครอบครัวประหยัดงบทำอาหาร
  • น้ำตาลทราย: สำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก
  • สินค้าอื่นๆ กว่า 200 รายการ

ผู้ประกอบการที่มีรถพุ่มพวงสามารถลงทะเบียนรับสินค้าราคาพิเศษไปขายต่อในชุมชน สร้างรายได้ให้ SME และช่วยประชาชนพร้อมกัน

รถพุ่มพวง: ทางออกสำหรับพื้นที่ห่างไกล

รถพุ่มพวงคือรถขายของเคลื่อนที่ที่ปรับแต่งให้ขายสินค้าธงฟ้า ตั้งเป้า 3,800 คันทั่วประเทศ นายอำเภอจะช่วยประชาสัมพันธ์ ผู้ประกอบการสมัครได้ง่ายผ่านช่องทางที่กำหนด มาตรการนี้ไม่เพียงดูแลราคาสินค้า แต่ยังเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ทำให้โครงการนี้มีพลังขับเคลื่อนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวน หากผู้ประกอบการรถพุ่มพวงเข้าร่วมจำนวนมาก จะช่วยให้สินค้าราคาถูกกระจายถึงทุกหย่อมหญ้าได้จริง ติดตามและสมัครเข้าร่วมโครงการธงฟ้าได้ที่หน่วยงานท้องถิ่นใกล้บ้านคุณ เพื่อช่วยกันลดค่าครองชีพ!

ที่มา – 3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่น่าประทับใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีม สส.กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” ณ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2567

ศิริกัญญา นำทีม สส.กทม. ร่วมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอกกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้สูงอายุตามประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ สส.กทม. จากพรรคประชาชนอย่าง ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.ในเขตใกล้เคียง ได้เข้าใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญปัญหาการดูแลสุขภาพและสวัสดิการในกรุงเทพฯ

สถานการณ์ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ น่าเป็นห่วง

น.ส.ศิริกัญญา ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศ มีบ้านพักคนชราและสถานอภิบาลผู้สูงวัยจำนวนมาก แต่ปัญหาความแออัด ขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ปัจจุบัน การดูแลผู้สูงอายุถูกจำกัดด้วยโครงสร้างการบริหารที่อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่หน่วยงานกลาง ทำให้ กทม. ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่

ศิริกัญญา พูดถึงปัญหาผู้สูงอายุ กทม.

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พรรคประชาชนผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร เพื่อกระจายอำนาจ ถ่ายโอนงบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์สู่ กทม. ทำให้การให้บริการสาธารณะรวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

ประโยชน์จากการแก้ พ.ร.บ.กทม. เพื่อผู้สูงอายุ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ.กทม. ฉบับใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังหลายประการ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงวัย ผ่านกลไกดังนี้

  • กระจายอำนาจแบบ negative list ให้ กทม. จัดการบริการสาธารณะได้กว้างขวาง
  • เพิ่มรายได้ใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียม พันธบัตร ร่วมทุน และนิติบุคคล
  • ปรับโครงสร้างสองชั้น: ผู้ว่าราชการ กทม. กับ ส.ก. และ นายกเขต/นคร กับ ส.ข.
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมประชาชนผ่าน Townhall และการเสนอโครงการงบประมาณ

โครงสร้างใหม่ พ.ร.บ.กทม.ทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ปัญหาสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นเรื่องเรื้อรัง โดยเฉพาะในวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง ทำให้สูญเสียโอกาส เราจำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบให้เข้าถึงสิทธิได้รวดเร็วและเป็นธรรม

กิจกรรม “ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก จึงไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นสัญญาณของการมุ่งมั่นแก้ปัญหาจริงจัง ในมุมมองของผู้เขียน การกระจายอำนาจสู่ กทม. จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เรียกร้องให้คุณร่วมสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจ พรรคประชาชน เพื่อผู้สูงอายุ กทม. ที่ดีกว่า! แชร์บทความนี้และติดตามข่าวสารเพิ่มเติม

ที่มา – “ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและสังคมกันค่ะ เมื่อนายนิกร โสมกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิกร” เริ่มปฏิบัติหน้าที่“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ลุยงานทันทีด้วยนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านหลัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงนี้

นิกร โสมกลาง ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นการประหยัดพลังงานและดูแลสุขภาพประชาชนท่ามกลางปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปู ที่ฝุ่น PM2.5 กลับมาวิกฤตหนักทุกปี

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

หลังจากประชุมร่วมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม. และทีมผู้บริหาร “นิกร” ได้มอบนโยบายชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเริ่มจากมาตรการที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจน นี่คือรายละเอียดที่น่าสนใจ

นโยบายลดใช้พลังงานตาม “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

เรื่องแรกคือการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งกระทรวง พม. จะนำร่อง โดยอนุญาตให้ข้าราชการและบุคลากรทั้งส่วนกลางและภูมิภาคWork from Home หรือ Work from Anywhere สลับกันทำงาน ลดการเดินทางและใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน คาดลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% แต่ยังคงคุณภาพการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง Zoom หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 แล้ว และจะเร่งเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของมาตรการนี้ชัดเจนมาก ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากวิกฤตพลังงาน แต่ยังลดการจราจรติดขัด ลดมลพิษ และเพิ่ม work-life balance ให้บุคลากร โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเล็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว

เร่งสร้างห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องที่สอง จัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเร่งขยายห้องป้องกันฝุ่น PM2.5ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ของกระทรวง พม. เริ่มจากภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แล้วขยายไปพื้นที่อื่น ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำนวัตกรรมกรองอากาศมาสร้างสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง

  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศมาตรฐาน HEPA
  • สร้างห้อง Clean Room ในศูนย์ช่วยเหลือ
  • จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ส่งอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพไปพื้นที่ห่างไกล

PM2.5 เป็นภัยร้ายที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลรุนแรงต่อกลุ่มเปราะบาง หากไม่แก้ไขจะเพิ่มภาระโรงพยาบาล นโยบายนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ชาญฉลาด

มาตรการช่วยค่าครองชีพเร่งด่วน

เรื่องที่สาม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยเร่งจ่ายเงินอุดหนุน ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นให้กลุ่มเปราะบาง พิจารณาลดค่าเช่าบ้านการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และลดดอกเบี้ยสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ ผลักดันสิทธิสวัสดิการสำหรับเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยด้วย Universal Design รองรับทุกเพศวัยและภาวะโลกร้อน รวมถึงดึงคนตกหล่นเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

นโยบาย“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม หากดำเนินการได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้มาก คุณคิดว่านโยบายไหนน่าจะเห็นผลเร็วที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะคะ!

ที่มา – “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน เร่งทำห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

“เอกนิติ” แจงไม่ลดสรรพสามิต ถกครม.11เม.ย.

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนถึงนโยบายของรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง โดยย้ำว่าการลดภาษีสรรพสามิตอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากให้เกิดขึ้น

“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

จากเหตุการณ์วันที่ 9 เมษายน 2567 เวลา 19.20 น. นายเอกนิติ ได้ชี้แจงถึงปัญหาพลังงานที่เกิดจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อไหร่ สถานการณ์นี้อาจลุกลามไปกระทบสินค้าอื่นๆ รวมถึงเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องเร่งลดผลกระทบระยะสั้นให้ประชาชนทันที

สิ่งแรกที่รัฐบาลดำเนินการคือการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้คงที่ แต่สำหรับการลดภาษีสรรพสามิตนั้น นายเอกนิติ ย้ำว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะภาษีสรรพสามิตน้ำมันถูกนำไปใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หากลดลงอาจทำให้ระบบสาธารณสุขขาดแคลนงบประมาณ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว

มาตรการเยียวยาที่จะถกในครม. 11 เมษายน

ในวันที่ 11 เมษายนนี้ รัฐบาลจะประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหามาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น

  • กลุ่มขนส่ง: พึ่งพาน้ำมันสูง อาจได้补贴หรือลดค่าน้ำมันเฉพาะ
  • กลุ่มเปราะบางและรายได้น้อย: ช่วยเหลือตรงเข้าบัญชีเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
  • กลุ่มประมงและเกษตรกร: สนับสนุนเชื้อเพลิงหรือทางเลือกพลังงาน

การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่มีจำกัด หากใช้เงินหมดไปกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งรัฐบาลไม่อยากให้เกิดซ้ำ

เปลี่ยนวิกฤติพลังงานเป็นโอกาสสำหรับไทย

นายเอกนิติ ยังมองในแง่บวก โดยชี้ว่าวิกฤตนี้เปลี่ยนมิติโลกในหลายด้าน เช่น

  • วิกฤติความมั่นคงอาหารและยา: ไทยเป็นฐานผลิตอาหารและยารักษาโรคชั้นนำ ต้องเร่งพัฒนาเพื่อส่งออก
  • วิกฤติพลังงาน: ราคาน้ำมันคงไม่ถูกใน 1-2 ปีข้างหน้า เพราะโครงสร้างโรงกลั่นถูกทำลาย ไทยต้องลงทุนพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน โซลาร์ ลม

ระยะสั้น ช่วยประชาชนเดือดร้อนให้รอดพ้นวิกฤต ระยะยาว สร้างโอกาสให้เติบโต มีรายได้ดีขึ้น รัฐบาลเชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยกัน

สถานการณ์“เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา สะท้อนนโยบายสมดุลระหว่างบรรเทาผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การตัดสินใจครั้งนี้ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต ขณะที่เตรียมมาตรการช่วยเหลือที่ครอบคลุม

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือกลยุทธ์ฉลาดที่รัฐบาลเลือกทางยั่งยืน แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเสี่ยง คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นี้ ติดตามข่าวอัปเดตมาตรการจากครม. 11 เม.ย. ได้ที่นี่!

ที่มา – “เอกนิติ” แจง ไม่ลดภาษีสรรพสามิตหวั่นกระทบรักษาพยาบาล ถก ครม. 11 เม.ย. หามาตรการเยียวยา

เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงแบบนี้ โดยเฉพาะดีเซลที่แพงปรี๊ด รัฐบาลเขามีมาตรการเยียวยามาให้กลุ่มที่เดือดร้อนหนักสุดอย่างภาคขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ส่งของ หรือรถโดยสารสาธารณะอย่างรถตู้ รถเมล์ต่างๆ วันนี้เรามาเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ รับรองว่าอ่านจบรู้หมดทุกสิทธิ์!

เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

จากข้อมูลล่าสุดวันที่ 27 มี.ค. 2565 (หรือ 2569 ในบางแหล่ง แต่เชื่อว่าน่าจะ 2565) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน โดยเน้นกลุ่มเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของประชาชน มาตรการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2565 และจ่ายตามการทำงานจริงผ่านระบบ GPS หรือ QR Code ไม่ใช่เหมาจ่ายนะครับ เพื่อความโปร่งใส

มาตรการแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

  • กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70 หรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า): มีจำนวน 287,175 คัน รัฐช่วยสนับสนุนต้นทุนน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ตามระยะที่วิ่งจริง กลุ่มนี้เดือดร้อนหนักเพราะขนส่งสินค้าทั่วประเทศ
  • กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์: แบ่งย่อยตามประเภท
    • รถโดยสารหมวด 2 และ 3: 11,395 คัน ช่วย 4 บาทต่อลิตร
    • รถโดยสารหมวด 4 เช่น รถตู้สาธารณะ: 19,414 คัน ช่วย 300 บาทต่อคันต่อวัน! (ใช่ครับ ต่อวันเลย)
    • กลุ่มไรเดอร์: 114,653 คัน ช่วย 300 บาทต่อคันต่อเดือน

เห็นมั้ยครับว่าเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรแล้ว รัฐช่วยแบบเจาะจงแต่ละกลุ่มเลย ไรเดอร์ที่วิ่งส่งของทุกวันอย่าง Grab, Foodpanda, Lineman จะได้ 300 บาทต่อเดือนต่อคัน ส่วนรถตู้ที่รับส่งคนเยอะๆ ได้วันละ 300 บาท ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายได้เยอะ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนเดินทางพลุกพล่าน

วิธีตรวจสอบและรับสิทธิ์เช็กมาตรฐานเยียวยา

หลักการสำคัญคือจ่ายตามจริง! ใช้ระบบติดตามของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่มี GPS อยู่แล้ว ถ้ารถคันไหนยังไม่มี ก็แปะ QR Code เพื่อสแกนแท็กข้อมูลการให้บริการ เริ่มเช็กข้อมูลได้ตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้ ผู้ประกอบการรีบเช็กว่ารถตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน แล้วเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ

นอกจากนี้ ระบบขนส่งมวลชนอย่าง บขส. หรือรถร่วมบริการที่วิ่งข้ามจังหวัด จะไม่ขึ้นค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ คงที่ฐานน้ำมัน 33 บาท/ลิตร ส่วนต่างรัฐชดเชยให้ ประชาชนเดินทางสบายใจ ไม่ต้องจ่ายแพง

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก

ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 40 บาทไปแล้ว ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ ไรเดอร์ค่าซ่อมรถ ค่าน้ำมันพุ่ง ค่าบริการส่งอาจแพงตาม รถโดยสารถ้าขึ้นค่าโดยสาร คนจนยิ่งลำบาก มาตรการนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพการเดินทางและขนส่งสินค้าไว้ได้ โดยรัฐใช้งบประมาณจริงจัง ช่วยกว่า 400,000 คันทั่วประเทศ

แต่ละคันช่วยต่างกันตามปริมาณงาน กลุ่มรถบรรทุกได้เยอะสุดเพราะวิ่งไกล รถตู้ได้รายวันเพราะรับผู้โดยสารเยอะ ไรเดอร์รายเดือนเพราะตัวเลขคันเยอะ ถ้าคุณเป็นไรเดอร์หรือมีรถตู้ รีบเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรแล้วสมัครเลยครับ

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ติดตามข่าวจาก ขบ. หรือเว็บกระทรวงคมนาคม เพื่ออัพเดทรายละเอียดการสมัคร บางกลุ่มอาจต้องลงทะเบียนออนไลน์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์รัฐ อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือ!

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง ช่วยให้ภาคขนส่งพยุงตัวได้ รัฐบาลคิดถึงประชาชนจริงๆ ในมุมมองผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าต่อเนื่องจะช่วยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ลองเช็กสิทธิ์รถคุณดูสิครับ อาจได้เงินช่วย数百บาทเลยนะ

CTA: รีบเช็กสิทธิ์ของคุณวันนี้ที่เว็บกรมการขนส่งทางบก แล้วแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนไรเดอร์และคนขับรถด้วย!

ที่มา – เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

Scroll to top