กองทัพภาคที่ 2

นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด

วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่เสี่ยงชายแดนศรีสะเกษ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์คนร้ายคลั่งจับตัวประกันที่หาดใหญ่ จนในที่สุดทุกอย่างคลี่คลายเรียบร้อยแล้ว เป็นอีกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำประเทศในการดูแลเจ้าหน้าที่และประชาชน

นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ทหารของเราที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเขตที่กองทัพไทยสถาปนาความมั่นคงหลังจากเคยถูกกัมพูชายึดครอง ได้เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่หลงเหลืออยู่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับทราบเรื่องทันทีและสั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดหรือเยียวยาครอบครัว

ทุ่นระเบิดหลงเหลือจากอดีต สร้างความเสี่ยงให้ทหารไทย

พื้นที่นี้เคยเป็นจุดพิพาทชายแดน ทำให้มีทุ่นระเบิดฝังตัวมานาน กองทัพไทยได้เก็บกู้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีบางส่วนหลงเหลือจนเกิดเหตุน่าเศร้าขึ้น นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด โดยกำชับหน่วยเก็บกู้ให้เร่งรัดการทำงาน แต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เพื่อคลายความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน

เป็นที่น่ายกย่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับชีวิตทหารผู้เสียสละ ซึ่งถือเป็นเสาหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติ

เร่งเจรจาคนร้ายคลั่งยา จับตัวประกันครู-นักเรียนหาดใหญ่

ในเวลาใกล้เคียงกัน มีเหตุระทึกขวัญที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คนร้ายที่คาดว่าคลั่งจากยาเสพติดบุกเข้าไปจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน นายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งเจรจา โดยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการที่ 9 และแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางไปควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง

การเจรจาสำเร็จ คนร้ายยอมปล่อยตัวประกันและมอบตัว

เจ้าหน้าที่ใช้การเจรจาเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวประกันเป็นอันดับแรก ผู้บาดเจ็บได้รับการส่งโรงพยาบาลทันที ล่าสุดคนร้ายยอมปล่อยตัวประกันทั้งหมดและมอบตัวโดยไม่มีใครเสียชีวิตเพิ่มเติม นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ขณะเดียวกันก็ชื่นชมทีมเจรจาที่ทำงานได้ดี แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ไทยในการรับมือวิกฤต

  • พื้นที่ศรีสะเกษ: ทุ่นระเบิดเก่า สั่งเร่งเก็บกู้และดูแลทหาร
  • หาดใหญ่: คนร้ายคลั่งยา จับตัวประกันโรงเรียน เจรจาสำเร็จ
  • การสั่งการนายกฯ: เน้นดูแลผู้บาดเจ็บและป้องกันเหตุซ้ำ
  • บทเรียน: ต้องปราบปรามยาเสพติดและจัดการระเบิดชายแดนอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่รัฐบาลตอบสนองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้ยังคงมีความเสี่ยงจากยาเสพติด ซึ่งเป็นต้นตอของอาชญากรรมรุนแรงเช่นนี้ การที่นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด และติดตามเหตุจับตัวประกันอย่างใกล้ชิด เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการวิกฤต

ในมุมมองของผม เหตุการณ์เหล่านี้เตือนใจเราว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งจากมรดกสงครามเก่าและปัญหายาเสพติด รัฐบาลต้องลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีเก็บกู้ระเบิดและป้องกันอาชญากรรมจากยา หวังว่าจะไม่มีเหตุเช่นนี้อีก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการจัดการของนายกฯ ในครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเรานะครับ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบกับระเบิด พร้อมสั่งเจรจาคนร้ายจับตัวประกันจนยอมมอบตัว

ด่วน ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย กองทัพภาคที่ 2

ด่วน ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย กองทัพภาคที่ 2

เกิดเหตุสลดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 เวลาประมาณ 16.40 น. มีรายงานด่วน ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย ในเขตความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยกำลังพลดังกล่าวสังกัดร้อยร.132 ฐานทัพชายแดน ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทหารไทยคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษทันทีเพื่อรับการรักษาพยาบาล

รายละเอียดผู้บาดเจ็บจากเหตุด่วน ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย

จากข้อมูลเบื้องต้น ทราบชื่อผู้บาดเจ็บคือ พลทหาร ปริวัตร มีมานะ สังกัดพัน.ร.13 (ร.6 พัน.1) อาการบาดเจ็บรุนแรงมาก โดยขาซ้ายท่อนล่างขาดสะบั้น ขณะที่ขาขวาถูกสะเก็ดระเบิดทำให้เป็นแผลเปิดฉกรรจ์ แพทย์ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ปัจจุบันอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดที่โรงพยาบาลกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็นโรงพยาบาลประจำพื้นที่ชายแดน

  • ชื่อ-นามสกุล: พลทหาร ปริวัตร มีมานะ
  • หน่วยงาน: ร้อย.ร.132 ฐานทัพชายแดน พัน.ร.13
  • วันที่เกิดเหตุ: 11 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 16.40 น.
  • สถานที่: พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ศรีสะเกษ
  • อาการ: ขาซ้ายขาด ขาขวาแผลเปิดจากสะเก็ด
  • สถานพยาบาล: รพ.กันทรลักษ์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

สถานการณ์ชายแดนและความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เหตุการณ์ ด่วน ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย กองทัพภาคที่ 2 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดสงครามจากอดีตสงครามชายแดนและความขัดแย้งในอดีตฝังตัวอยู่นับไม่ถ้วน แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีความพยายามกำจัดทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่กว้างใหญ่และภูมิประเทศที่ซับซ้อนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

กองทัพไทย โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 ได้ตระหนักถึงความเสี่ยงนี้มาโดยตลอด จึงมีการฝึกอบรมทหารในการลาดตระเวนและตรวจจับวัตถุระเบิด รวมถึงใช้อุปกรณ์ตรวจสอบขั้นสูง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

มาตรการป้องกันและกำจัดทุ่นระเบิดชายแดน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ศูนย์กำจัดทุ่นระเบิดแห่งสหประชาชาติ (UNMAS) และพม่า-กัมพูชาในการรื้อถอนทุ่นระเบิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน่วย EOD (การระเบิดชำนาญทาง) ของกองทัพบกไทยได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกำจัดได้ทั้งหมด

  • การใช้โดรนตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง
  • การฝึกทหารให้รู้จักหลีกเลี่ยงโซนอันตราย
  • ความร่วมมือกับกัมพูชาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • การติดตั้งป้ายเตือนและรั้วกั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะเสี่ยงภัยถึงชีวิต พลทหารปริวัตร มีมานะ คือตัวอย่างของวีรบุรุษที่สมควรได้รับการยกย่องจากประชาชนทุกคน

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารชายแดนมาเนิ่นนาน ข้าพเจ้ามองว่าเหตุการณ์ ทหารไทยเหยียบระเบิด ขาขาด 1 นาย นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้รัฐบาลและกองทัพเร่งรัดโครงการกำจัดระเบิดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มสวัสดิการให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ขอให้พลทหารปริวัตรหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอส่งกำลังใจให้กำลังพลทุกนายที่เสียสละเพื่อชาติ

CTA: หากคุณมีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ หรืออยากแสดงความเห็น สามารถคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับทราบและส่งกำลังใจให้ทหารไทยกันครับ!

ที่มา – ด่วน “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด ขาขาด 1 นาย พื้นที่ กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวชายแดน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดครับ กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด ทำให้หลายคนกังวลกับสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่นี้ โชคดีที่ไม่มีกำลังพลหรืออุปกรณ์เสียหาย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

ตามรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. หรือที่รู้จักกันในชื่อ M79 จำนวน 1 ลูก ตกลงในพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จ.สุรินทร์ ลูกระเบิดดังกล่าวตกลงกระแทกบริเวณด้านปีกขวาของฐานปฏิบัติการฝ่ายไทย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบความเสียหายใดๆ ทั้งต่อกำลังพลและยุทโธปกรณ์ กำลังพลทุกนายปลอดภัยดี

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าหน่วยที่เกี่ยวข้องกำลังเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น พร้อมติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจลุกลาม

กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน: จุดสำคัญที่ต้องรู้

พื้นที่พลาญหินแปดก้อน เป็นหมู่บ้านชายแดนในอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ใกล้กับปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นจุดที่มีประวัติความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเขมรแดงและเหตุปะทะในปี 2551 ที่ผ่านมา พื้นที่นี้มักถูกใช้เป็นจุดยิงข้ามแดน ทำให้กองทัพไทยต้องตั้งฐานปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวังตลอดเวลา

ลูกระเบิด 40 มม. เป็นอาวุธที่นิยมใช้เพราะพกพาง่าย ยิงไกลได้ถึง 400 เมตร และมีอานุภาพทำลายล้างสูง เหตุการณ์ครั้งนี้แม้จะไม่รุนแรง แต่สะท้อนให้เห็นว่าความตึงเครียดยังคงมีอยู่ ฝ่ายตรงข้ามอาจเป็นกลุ่มติดอาวุธหรือทหารกัมพูชาที่ละเมิดเขตแดน

  • เวลาเกิดเหตุ: 10.18 น. 5 ก.พ. 2569
  • จำนวนกระสุน: ลูกระเบิด 40 มม. 1 ลูก
  • จุดตก: ด้านปีกขวาของฐานไทย พื้นที่พลาญหินแปดก้อน
  • ผลกระทบ: ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียหาย
  • การตอบสนอง: เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ติดตามสถานการณ์

กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบดูแลภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยชายแดน พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้สั่งการให้เพิ่มกำลังพลและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง เช่น โดรนและกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพชายแดนยังเปราะบาง แม้รัฐบาลไทยและกัมพูชาจะมีกลไกแก้ไขข้อพิพาท แต่การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มเล็กๆ สามารถจุดชนวนได้ทุกเมื่อ ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดน และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ยังมีประวัติเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การยิง火箭หรือปืนครกข้ามแดน ซึ่งกองทัพไทยตอบโต้ด้วยการเจรจาและป้องกันตัวเองอย่างมีวินัย สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันประเทศและหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องความมั่นคงชายแดน แนะนำให้ติดตามเพจหรือเว็บข่าวทหารอย่างเป็นทางการ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง หากมีประสบการณ์หรือเห็นเหตุการณ์ในพื้นที่ สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เราจะอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดให้ทราบทันที! สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เผยเหตุลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐาน พื้นที่พลาญหินแปดก้อน

6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะประเด็นร้อนๆ เรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตให้ฟังกัน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดการประชุมหารือกับประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา ด้านกองทัพภาคที่ 2 และภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ สิ่งที่ได้คือ 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและส่งเสริมสันติภาพ

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ศรีสะเกษ ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ มีมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องเขตแดน ทุ่นระเบิดร้าง และการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายจะมาคุยกันแบบเปิดใจ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน โดยยึดหลักสันติวิธีตามถ้อยแถลงร่วม GBC ครั้งที่ 3

6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ

มาดูกันครับว่า 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ มีอะไรบ้าง แต่ละข้อล้วนสำคัญและสะท้อนถึงความร่วมมือที่ดี

รายละเอียด 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ

  1. พร้อมร่วมมือปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม GBC ครั้งที่ 3: ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช้กำลังทหาร นี่คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต
  2. กำหนดมาตรการป้องกันการเข้าใจผิด: เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่การปะทะ เช่น การสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างหน่วยหน้าแนว ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น
  3. การหารือเส้นเขตแดนผ่านกลไก JBC: ใช้คณะกรรมการระดับรัฐบาล JBC ในการตัดสิน และตกลงให้แต่ละฝ่ายอยู่ในพื้นที่ที่ตนเองควบคุม หลังหยุดยิงแล้ว ช่วยลดการบุกรุกโดยไม่ตั้งใจ
  4. อันตรายจากทุ่นระเบิดและกับระเบิด: พื้นที่ชายแดนยังเต็มไปด้วยระเบิดร้างที่อาจระเบิดจากไฟไหม้ป่าได้ทุกเมื่อ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันประชาสัมพันธ์และระมัดระวัง
  5. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนยึดข่าวจากราชการ: เพื่อป้องกันข่าวลือที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方เท่านั้น จะช่วยให้การแก้ปัญหาเดินหน้าสะดวก
  6. พบปะกันเดือนละ 1 ครั้ง: กองเลขานุการ RBC ไทย-กัมพูชาจะประชุมประสานงานทุกเดือน เพื่อแก้ปัญหาทันทีและรักษาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การประชุมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องสะงำที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น การมี 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงดีลที่ทั้งสองประเทศมุ่งมั่นในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ความสำคัญของ 6 ข้อสรุปนี้ต่อประชาชนศรีสะเกษ

สำหรับชาวศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง ข้อตกลงนี้หมายถึงความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องการปะทะชายแดน ลูกหลานสามารถไปมาได้สะดวกขึ้น เศรษฐกิจชายแดนก็จะคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือท่องเที่ยว นอกจากนี้ เรื่องทุ่นระเบิดยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะไฟป่าในฤดูแล้งอาจจุดชนวนให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

ในมุมกว้างขึ้น ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาไม่ได้จำกัดแค่ชายแดน แต่เชื่อมโยงกับการทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การประชุมแบบนี้ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ ลดอคติ และเปิดโอกาสให้ ASEAN มีบทบาทมากขึ้นในการไกล่เกลี่ย

ข้อเสนอแนะเพื่อสันติภาพชายแดนยั่งยืน

เพื่อให้ 6 ข้อสรุปนี้ได้ผลจริง ควรมีโครงการขุดลอกทุ่นระเบิดร่วมกัน เพิ่มป้ายเตือน และอบรมประชาชน นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีอย่างโดรนหรือ GPS ช่วยกำหนดเขตแดนชัดเจนกว่านี้ได้ครับ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าการ对话สามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าการเผชิญหน้า คุณล่ะครับคิดอย่างไร? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลจริงๆ นะครับ ติดตามข่าวอัปเดตชายแดนเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – 6 ข้อสรุป ถกชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศรีสะเกษ อยู่ในที่ตัวเอง-พบกันเดือนละครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็ก

“กองทัพภาคที่ 2” ขนอาวุธยุทโธปกรณ์ มาโชว์งาน “วันเด็กแห่งชาติ 2569” พร้อมร่วมร้องเพลงปลุกใจกันอย่างคึกคัก เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองที่เข้าร่วมงานอย่างมาก ทำให้งานกองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็กในปีนี้เต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนาน

วันที่ 10 มกราคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดงานวันเด็กประจำปี 2569 ที่บริเวณลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา โดยได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดต่างๆ อาทิ รถถัง รถฮัมวี่ ปืนใหญ่ ปืนครก และอาวุธชนิดต่างๆ มาจัดแสดงให้เด็กๆ ได้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีพี่ๆ ทหารคอยอธิบายชี้แจงและสาธิตวิธีการใช้ให้เห็นประสิทธิภาพของอาวุธชนิดต่างๆ ท่ามกลางความสนใจของเด็กและผู้ปกครองเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก การจัดงานกองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็กนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่กองทัพภาคที่ 2 จัดขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่

เด็กๆ หลายคน ได้สวมชุดทหารเข้าร่วมกิจกรรมรับของขวัญของรางวัล และร่วมร้องเพลงปลุกใจอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้ม การได้สัมผัสอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างใกล้ชิดเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับเด็กๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงจากน้องๆ นักเรียนที่มาร่วมสนุกทำการแสดงบนเวที รวมทั้ง มีการแสดงดนตรีจากหมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 21 และการตอบคำถาม เล่นเกม ชิงของรางวัลอีกด้วย สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน

กองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็ก

กิจกรรมกองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็ก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของทหารในการปกป้องประเทศชาติ สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติให้กับเยาวชน

ความสำคัญของงานกองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็ก

  • สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพกับประชาชน
  • เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์
  • ปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติให้กับเยาวชน
  • สร้างความสุขและความสนุกสนานให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง

งานกองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธโชว์งานวันเด็ก ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ และผู้ปกครองที่เข้าร่วมงาน กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกสนานและความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ในด้านต่างๆ อีกด้วย

หวังว่ากิจกรรมแบบนี้จะยังคงมีต่อไปในอนาคต เพื่อให้เด็กๆ รุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ้าง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ขนอาวุธยุทโธปกรณ์โชว์งานวันเด็ก ร่วมร้องเพลงปลุกใจกันอย่างคึกคัก

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยคลิปภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต อันมีชื่อว่า “โล่เหล็ก” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังพล ยานเกราะ และรถถังในการโอบล้อมแนวรบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายได้ถอดอาวุธและขอยอมแพ้แต่โดยดี ซึ่งเป็นผลงานของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 หรือที่รู้จักกันในนาม “อัศวินแห่งสนามรบ”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต พร้อมระบุข้อความว่า สมรภูมิซำแตในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งเกียรติยศในการรบบริเวณปีกซ้ายของยุทธบริเวณกันทรลักษ์ การปะทะในพื้นที่นี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและเด็ดขาดระหว่างหน่วยยานเกราะและรถถังของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันจากการยิงสนับสนุนและการยิงเล็งตรงอย่างต่อเนื่อง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต

ภารกิจหลักในพื้นที่ซำแตคือการทำหน้าที่เป็น “โล่เหล็ก” เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังยานเกราะและรถถังในการโอบตีแนวรบที่สำคัญในพื้นที่ภูผี สัตตะโสม และพระวิหาร การรักษาความมั่นคงของปีกซ้ายถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสู่ชัยชนะในยุทธบริเวณทั้งหมด และซำแตได้ทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างสมศักดิ์ศรี

ชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลงานของ “อัศวินแห่งสนามรบ” หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ผู้ซึ่งยึดมั่นในวินัย ความกล้าหาญ และการทำงานเป็นทีม แม้ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากไฟสงคราม หน่วยยังคงสามารถรักษาพื้นที่ ยับยั้งการโอบตี และคุ้มครองเพื่อนร่วมรบได้อย่างเด็ดเดี่ยว

ความสำคัญของยุทธการพิทักษ์ซำแต

ซำแตไม่ได้เป็นเพียงชื่อของพื้นที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละและความภาคภูมิใจของทหารไทย เป็นเกียรติยศที่ถูกจารึกไว้ด้วยหัวใจของนักรบ และจะถูกเล่าขานในนามของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ตลอดไป

สรุป: ยุทธการพิทักษ์ซำแต แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแนวรบเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของกองทัพไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เปิดยุทธการพิทักษ์ซำแต เบื้องหลัง 18 เชลยศึกกัมพูชา ถอดปืน ขอยอมแพ้

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

เปิดใจพ่อแม่ของสิบเอกนิติธรรม ศรีคำแซง หลังทราบข่าวร้ายว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย พ่อแม่ยอมรับว่าเสียใจแต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ เพราะอาชีพทหารย่อมต้องมีการรบและเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ พวกท่านยังเผยอีกว่าเพิ่งไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูกชายเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ขณะที่ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 กำลังทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณโดยรอบปราสาทตาควาย เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาข้างซ้าย นอกจากนี้ จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อจากแรงอัดของระเบิด

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง ที่บ้านดอนหวาย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพูดคุยกับ พันโทสมพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี สัสดีอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และนางกัลยพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของสิบเอกนิติธรรม

พันโทสมพรได้เล่าว่า ลูกชายของตนทำงานอยู่ที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โดยเดินทางไปประจำการที่นั่นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 สิบเอกนิติธรรมแต่งงานแล้วกับนางสาวฟิน ศรีคำแซง ซึ่งทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งคู่มีลูกสาววัย 2 ขวบ 2 เดือน ชื่อน้องพอใจ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่าลูกชายถูกระเบิดจนขาขาด พันโทสมพรและภรรยารีบเดินทางกลับบ้านและเตรียมสิ่งของเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่กำลังเข้ารับการผ่าตัด ก่อนที่จะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ โดยมีภรรยาของส.อ.นิติธรรมรอรับอยู่ที่นั่น

สำหรับ ส.อ.นิติธรรม เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกที่เข้ารับราชการเมื่อปี 2562 และไปประจำการที่ชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เขามักจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวที่บ้านแม่ยาย แต่ก็อยู่ได้เพียงวันสองวันเท่านั้นเนื่องจากมีภารกิจที่ชายแดน “ผมคิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นทหารก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเขาเป็นทหารก็ต้องรบ” พันโทสมพรกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พันโทสมพรได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเพื่อบวชเป็นพระเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูกชาย เพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าลูกชายอาจจะได้รับอันตราย “ผมจึงไปบวชเพื่อหวังว่าจะได้บุญกุศลมาคุ้มครองลูกชาย” พันโทสมพรเสริมว่าตนเองก็เคยรับราชการอยู่ที่ชายแดนแถวนั้นเมื่อปี 2554 “ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ผมเคยบอกลูกว่าถ้าคิดว่าจะไม่ได้รบก็อย่าไปเป็นทหาร ถ้าไปเป็นทหารก็ต้องรบ เพราะงานที่ลูกทำอยู่นี้คืองานในหน้าที่ ตำรวจก็มีหน้าที่ของตนเอง คุณครูก็มีหน้าที่ของตนเอง ผมจะบอกลูกเสมอว่ามันเป็นงานที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว”

พันโทสมพรกล่าวว่าครั้งนี้เป็นการรบที่หนักหน่วงที่สุด อาการล่าสุดของลูกชายคืออยู่ระหว่างการผ่าตัดและจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ “ผมได้รับแจ้งว่าลูกชายเหยียบกับระเบิดในช่วงบ่ายสองโมงวันนี้ เพราะเขาทำหน้าที่เป็นชุดเก็บกู้ระเบิด พอทราบข่าวผมก็รีบกลับมารับภรรยาเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูก”

นางกัลยพร ศรีคำแซง แม่ของ ส.อ.นิติธรรม กล่าวว่าเธอเสียใจแต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายทำดีที่สุดแล้ว “มันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก” นางกัลยพรกล่าว ส่วนเรื่องลางร้ายต่างๆ นั้นไม่มี “ก่อนนอนฉันก็ไหว้พระขอให้คุ้มครองทหารหาญทุกท่านให้ปลอดภัย แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเป็นทหาร เสียใจแต่ก็ภูมิใจอยู่ ก็อยากจะให้ลูกเป็นทหารเหมือนเดิม” เธอกล่าวเสริมว่าภรรยาของส.อ.นิติธรรมทราบข่าวแล้วและบอกว่าจะรออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพ่อของเขาจะเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าพร้อมกับรถพยาบาลและลูกชายด้วย

ความเสียสละของ ส.อ.นิติธรรม และกำลังใจจากครอบครัว

เรื่องราวของ ส.อ.นิติธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากเพียงใด ครอบครัวก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.นิติธรรม หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณทหารทุกท่านที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจหลังทราบข่าว ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย

ทหารเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย เจ็บ 2 นาย

กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเกิดจากการเข้าทำการกวาดล้างพื้นที่บริเวณรอบปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแสดงความเสียใจ จากเหตุการณ์กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งฝ่ายทหารได้เข้ายึดพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเสริมความมั่นคงในพื้นที่ และทำการกวาดล้าง ตรวจค้นทุ่นระเบิด ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณรอบปราสาท ขณะที่ชุดปฏิบัติการกำลังตรวจค้น ได้เกิดเหตุเศร้าสลดขึ้น เมื่อกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย โดยเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2

รายละเอียดผู้บาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดปราสาทตาควาย

  • ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง: ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณขาข้างซ้าย
  • จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ: มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อ จากแรงอัด

ชุดเสนารักษ์ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้บาดเจ็บทั้ง 2 นาย และนำตัวส่งเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกยึดครองได้แล้ว การกวาดล้างทุ่นระเบิดจึงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อีก

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจ้งเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณ “ปราสาทตาควาย” บาดเจ็บ 2 ราย

Scroll to top