กองทัพภาคที่ 2

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 เผย กัมพูชายิง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแจ้งเตือนว่าอาจมี “กัมพูชา” เตรียมใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาในดินแดนไทยในคืนนี้ กองทัพพร้อมตอบโต้อย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความสำคัญ ระบุว่า “ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า คืนนี้ กัมพูชา จะใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ทำการยิงเข้ามายังดินแดนไทย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน อาศัยช่วงเวลากลางคืนที่ยากต่อการตรวจการณ์ และสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนตามแนวชายแดน”

ทาง กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า จะทำการยับยั้ง ป้องกัน และตอบโต้ภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นนี้อย่างหนักหน่วงและเต็มขีดความสามารถ พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และอยู่ในที่ปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

BM-21 คืออะไร ทำไมถึงเป็นภัยคุกคาม?

จรวดหลายลำกล้อง BM-21 เป็นระบบอาวุธที่สามารถยิงจรวดหลายลูกได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ด้วยอานุภาพทำลายล้างที่สูง จึงถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างร้ายแรง

  • ความน่ากลัวของ BM-21: สามารถยิงจรวดได้หลายลูกในเวลาอันรวดเร็ว สร้างความเสียหายในวงกว้าง
  • เป้าหมายของการโจมตี: มุ่งหวังสร้างความตื่นตระหนกและความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • การรับมือของกองทัพ: กองทัพภาคที่ 2 เตรียมพร้อมรับมือและตอบโต้อย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความขัดแย้งและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

การแจ้งเตือนเรื่องที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยว่า กัมพูชา อาจใช้จรวด BM-21 เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และภาวนาให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจริง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เผยคืนนี้ “กัมพูชา” จ่อใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้าดินแดนไทย

ด่วน! ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวด RM–70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายกัมพูชา” ที่น่าจับตา โดยมีการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร พร้อมทั้งอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ “ฝ่ายกัมพูชา” ได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70

ล่าสุดเมื่อเวลา 00.09 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความยืนยันถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. RM–70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน”

ทำไม ทหารกัมพูชา ถึงเคลื่อนย้ายจรวด RM–70?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ทางกองทัพยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จรวดหลายลำกล้อง RM–70 ถือเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง การที่อาวุธชนิดนี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ชายแดน ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้หากสถานการณ์บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวของ ทหารกัมพูชา ในการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

กัมพูชาอพยพ! รถถัง T-55 เคลื่อนพลแนวชายแดน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักเข้ามาในพื้นที่

“กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดที่ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในพื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี ตรวจพบการเคลื่อนย้าย ถ. T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน” ซึ่งข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดน

การเคลื่อนไหวของทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่ง

ทำไมกัมพูชาถึงอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน และการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่? มีความเป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น การแสดงแสนยานุภาพ หรืออาจเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ การให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่พักพิง การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพกายและใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การพูดคุยและการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การที่กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกฝ่าย การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “กัมพูชา” อพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน เคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่แล้ว

กองทัพภาคที่ 2 เผย ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้าย RM 70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” ที่นำจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงใส่ฝ่ายไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยคาดว่าอาจถูกยิงด้วยปืนซุ่มยิง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 20.00 น. ฝ่ายกัมพูชายังได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่กำลังพลของ พัน ร.13 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี จำนวน 10 นัด โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากฝ่ายไทย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมถึงการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ติดตามสถานการณ์ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ได้เน้นย้ำว่าจะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก

การเคลื่อนย้าย RM 70 และผลกระทบต่อความมั่นคง

การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของ “ทหารกัมพูชา” เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจรวดชนิดนี้มีศักยภาพในการสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากเกิดการยิงโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

  • การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง
  • การเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันความรุนแรงและการสูญเสีย การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งยวด การเจรจาและการประนีประนอมคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เผย “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้าพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมที่สร้างความสับสนและตื่นตระหนกให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกระแสข่าวที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามายึดครองพื้นที่บริเวณ “ผาอินทรีย์” ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง ได้แก่ ตชด.216 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านกรวด ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในวันดังกล่าว เวลา 10.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการเข้าถึงพื้นที่ เนื่องจากสภาพเส้นทางไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ยานยนต์ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ “ผาอินทรีย์” ตั้งอยู่บริเวณสายตรี 6 ใต้ ตำบลบึงเจริญ อำเภอบ้านกรวด ห่างจากถนนสาย 224 ประมาณ 12 กิโลเมตร และเคยเป็นที่ตั้งของฐาน ตชด.216 ที่ถูกยุบเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2533 ทำให้ทางราชการมีข้อมูลและประวัติการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจน

ผลจากการตรวจสอบพื้นที่ในเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ ตชด.216 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่พบหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ใดๆ ที่แสดงว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐาน ปรับปรุงพื้นที่ หรือก่อสร้างเส้นทางภายในเขตแดนไทย ตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมและการสำรวจสภาพภูมิประเทศภาคสนาม ก็ไม่ปรากฏการเคลื่อนกำลังหรือกิจกรรมทางยุทธวิธีใดๆ ของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว

บริเวณโดยรอบ “ผาอินทรีย์” ยังคงเป็นป่ารกทึบ และมีเพียงร่องรอยถนนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน จากการตรวจสอบในเบื้องต้นจึงสรุปได้ว่า ยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย หรือเป็นภัยต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการลาดตระเวนและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันสถานการณ์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนและความตื่นตระหนก เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าวแล้ว และอยู่ในระหว่างการดำเนินการแจ้งความตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และต่อภารกิจการดูแลความมั่นคงชายแดนของหน่วยงานภาครัฐ

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์”

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการเท่านั้น และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการป้องกันชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง และยึดมั่นในหลักความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

ความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารเกี่ยวกับ “ผาอินทรีย์”

การตรวจสอบข่าวสารที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือนสามารถสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่อ จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาแถลงการณ์อย่างรวดเร็วและชัดเจน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดโอกาสในการแพร่กระจายของข่าวปลอม

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอมเกี่ยวกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคม

ในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เราควรตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องออกจากข้อมูลที่ผิดพลาด และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือหรือเผยแพร่ต่อ การมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวทหารกัมพูชายึด “ผาอินทรีย์” บุรีรัมย์ จ่อเอาผิดคนปล่อยข่าวมั่ว

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง!

เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จนขาขาดเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า เมื่อกำลังพลเหยียบกับระเบิดในบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย คือ จ.ส.อ. เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ซึ่งมีอาการข้อเท้าขวาขาด และ พลฯ วชิระ พันธนา ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกจากการถูกแรงอัด ปัจจุบันทั้งสองนายได้รับการส่งตัวโดยอากาศยานเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ด่วนที่สุด สันติภาพไม่มีอยู่จริง ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย บาดเจ็บ 2 นาย ปัจจุบันกำลังนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา รายละเอียดอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป”

ข้อความนี้ได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์และความคิดเห็นดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาพิจารณาถึงความหมายและความเป็นไปได้ของสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดจากการเหยียบกับระเบิดเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สันติภาพไม่มีอยู่จริง อย่างที่กองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ หรือว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง? การแสวงหาสันติภาพอาจเป็นกระบวนการที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การยอมแพ้ต่อความยากลำบากก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความรุนแรงและความขัดแย้ง

การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา การสร้างความไว้วางใจ และการเจรจาอย่างสันติ การใช้ความรุนแรงอาจเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและให้โอกาสแก่ทุกคนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารที่เหยียบกับระเบิดเป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความเสียสละ การร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ไม่มีใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพจึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย การสร้างความเข้าใจ การเจรจา และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – เพจกองทัพภาคที่ 2 ชี้สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังทหารเหยียบระเบิด ขาขาดรายที่ 7

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ ปกป้องทหาร

ความคืบหน้าล่าสุดจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ที่กำลังเร่งสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดน กองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสร้างหลุมบุคคลคู่จำนวน 256 แห่ง ควบคู่ไปกับหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องกำลังพลและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์โดรนจากกัมพูชาทิ้งระเบิดบริเวณช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการก่อสร้างฐานที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่) ภายใต้โครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ฐานปฏิบัติการแดนไกล ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้กำลังพลไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงเนื่องจากขาดที่กำบัง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุโดรนโจมตี

กองทุนหทัยทิพย์ เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

พลโทวีระยุทธ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี โดยมีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่แล้ว 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชนอีก 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พลตรี กิติศักดิ์ ถารวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนา 2 และพันเอก คุณนิธ สิทธิชัยกานต์ ผู้บังคับการช่างที่ 2 พัน 202 ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการก่อสร้าง ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบ

ความสำคัญของหลุมบุคคลคู่จากกองทุนหทัยทิพย์

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างฐานที่มั่นกำบัง หรือบังเกอร์ ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชีวิตนักรบชายแดน พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น

“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

โครงการก่อสร้างหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความห่วงใยของกองทัพและทุกภาคส่วนในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีหลุมบุคคลคู่และหลุมหลบภัยที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

ที่มา – “กองทุนหทัยทิพย์” เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่ให้ทหาร 256 จุด หลุมหลบภัยชาวบ้าน 7 แห่ง

อาเซียนตรวจสอบ ถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 โคราช

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ตรวจสอบการถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 ของไทย กลับกรมสรรพาวุธ โคราช

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand: AOT-TH) ได้เดินทางไปตรวจสอบและสังเกตการณ์การถอนกำลังอาวุธยิงระยะไกลในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา การดำเนินการครั้งนี้รวมถึงการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง SR4 จำนวน 2 ระบบ จากองค์การบริหารส่วนตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ไปยังศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา และอีก 2 ระบบ ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากที่ว่าการอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ไปยังกองโรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา

AOT ตรวจสอบการถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 อย่างใกล้ชิด

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ประจำประเทศไทย (AOT-TH) ได้ดำเนินการตรวจสอบและสังเกตการณ์การถอนอาวุธยิงระยะไกลประเภทจรวดหลายลำกล้อง SR4 รวมจำนวน 4 ระบบ ณ จุดหมายปลายทางที่กองโรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก การตรวจสอบนี้มีขึ้นเพื่อยืนยันว่ากระบวนการถอนอาวุธเป็นไปตามขั้นตอนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้

พลตรี คีติ พิมพ์วงศ์ ผู้บัญชาการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก และ พันเอก อาร์ม ยศสุนทร รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ได้ร่วมสังเกตการณ์และให้การต้อนรับคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ การมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความโปร่งใสของกระบวนการ

การตรวจสอบและสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสในความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนระหว่างประเทศ การถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน และการตรวจสอบนี้ช่วยยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามข้อตกลง

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน การถอนอาวุธยุทโธปกรณ์และการตรวจสอบโดยองค์กรที่เป็นกลางเช่นคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

กระบวนการนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค การถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 และการตรวจสอบที่โปร่งใสเป็นการส่งสัญญาณบวกต่อประชาคมระหว่างประเทศ

การที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภายนอกในการสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจในกระบวนการด้านความมั่นคง การดำเนินการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ และนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนในอนาคต

การถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 กลับกรมสรรพาวุธ โคราช และการตรวจสอบโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพเเละเสถียรภาพในภูมิภาค

การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน การถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 และการตรวจสอบที่โปร่งใสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้วยสันติวิธี และสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรในภูมิภาค

ที่มา – คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ตรวจสอบการถอนจรวดหลายลำกล้อง SR4 ของไทย กลับกรมสรรพาวุธ โคราช

Scroll to top