กองทัพสหรัฐฯ

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ถึงความสำเร็จในสิ่งที่เขาเรียกว่า ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการลับที่โลกไม่เคยรู้

ทรัมป์ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปให้การคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันและเรือพาณิชย์นับลำไม่ถ้วน เพื่อให้การไหลเวียนของทรัพยากรพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซดำเนินไปได้อย่างสะดวก โดยตัวเลขกว่า 100 ล้านบาร์เรลที่เขากล่าวอ้างนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตจากความพยายามของทหารสหรัฐฯ ในการประกาศศักดาว่าใครคือผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัวจริง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังได้แสดงความคิดเห็นในห้องทำงานรูปไข่ว่า ปฏิบัติการนี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่พุ่งสูงไปถึง 250 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างที่หลายฝ่ายเกรงกลัว โดยเขาย้ำว่าการ ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล นั้นช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกใบนี้ไว้ได้ในยามวิกฤต

  • การคุ้มกันเรือพาณิชย์กว่า 200 ลำให้ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย
  • การย้ำเตือนอิหร่านถึงอิทธิพลของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
  • ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พยุงไว้ในช่วง 85-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันไป โดยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีประเด็นเรื่องการลักลอบขนส่งน้ำมันจากเรือที่ไม่เปิดเผยพิกัด เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจจับจากการปิดล้อม ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในระยะยาวต่อไปว่า สิ่งที่ ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว ปฏิบัติการนี้สะท้อนชัดเจนถึงแนวทางการเมืองของทรัมป์ที่มักสื่อสารโดยตรงกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งเน้นย้ำความแข็งแกร่งของมหาอำนาจสหรัฐฯ เหนือชาติคู่ขัดแย้งอย่างอิหร่านอย่างชัดเจน ซึ่งแฟนข่าวต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะมีภาคต่ออย่างไร และราคาน้ำมันโลกจะผันผวนตามเกมการเมืองนี้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ทรัมป์โวมีปฏิบัติการลับ แอบขนน้ำมันผ่านฮอร์มุซได้แล้ว 100 ล้านบาร์เรล

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก โดยเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นความขัดแย้งที่อาจบานปลายไปสู่การทำสงครามในวงกว้างได้

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ จนตกลงบริเวณนอกชายฝั่งประเทศโอมาน โดยมีรายงานว่าโดรนรุ่นชาเฮดของอิหร่านอาจเข้ามาเกี่ยวพันกับอุบัติเหตุครั้งนี้ ส่งผลให้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม ตัดสินใจเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันทีเพื่อเป็นการป้องกันตนเอง

สรุปเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

การดำเนินการของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น “การตอบโต้ที่ได้สัดส่วน” ต่อการก้าวร้าวของอิหร่าน ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการเมื่อเวลา 17:00 น. ตามเวลา EDT
  • นักบินทั้งสองคนของเฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ปลอดภัยดีและได้รับการช่วยเหลือแล้ว
  • สหรัฐฯ เชื่อว่าการเคลื่อนไหวนี้จะไม่กระทบต่อกระบวนการเจรจายุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

ในขณะเดียวกัน ทางด้านอิหร่าน โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ออกมาตอบโต้โดยตั้งข้อสังเกตว่ากองกำลังต่างชาติในภูมิภาคกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดของมนุษย์อยู่เสมอ พร้อมกับเรียกร้องให้กองกำลังเหล่านั้นถอนตัวออกไปเพื่อลดความเสี่ยงจากการปะทะกัน

หากวิเคราะห์ตามหลักการเมืองระหว่างประเทศ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการป้องกันตนเอง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันกำลังถึงจุดต่ำสุด เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าทั้งสองฝ่ายจะเลือกใช้แนวทางการทูตเพื่อยุติปัญหา หรือจะเดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพความมั่นคงของโลกด้วยครับ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ อ้างตอบโต้เหตุยิงเฮลิคอปเตอร์ตก

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ ล่าสุดมีรายงานข่าวใหญ่ว่า สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน สร้างความสนใจให้กับประชาคมโลกเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกองทัพเรือสหรัฐฯ ตัดสินใจลงมือปฏิบัติการจัดการกับเรือบรรทุกน้ำมันที่พยายามฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร

สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน อย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน นี้ได้รับการยืนยันจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM โดยระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน หลังจากเรือลำนี้พยายามจะมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่าน ทั้งที่อยู่ในสถานะต้องห้ามจากการถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำเอาไว้ก่อนหน้านี้

รายละเอียดของเรือ MT Marivex และภารกิจที่ผิดกฎหมาย

เรือลำที่ตกเป็นเป้าหมายมีชื่อว่า “MT Marivex” ชักธงชาติปาเลา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบริษัท อาริฮันต์ ชิปปิ้ง ทางการสหรัฐฯ ได้ชี้แจงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าที่เตรียมไปรับสินค้าจากอิหร่าน
  • มีการประกาศคว่ำบาตรเรือลำนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน
  • การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรการปิดล้อมอิหร่านอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสหภาพลูกเรืออินเดียได้ออกมาให้ข้อมูลในมุมที่น่ากังวล โดยมีการเผยแพร่บันทึกเสียงขอความช่วยเหลือจากลูกเรือ 24 ชีวิตบนเรือลำดังกล่าว ซึ่งอ้างว่าพวกเขาถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธจนเกิดเพลิงไหม้ที่ห้องเครื่องและเรือกำลังจะจมลงสู่ก้นทะเล ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าทางสหรัฐฯ จะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดในส่วนของความเสียหายเพิ่มเติมอย่างไร

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและมาตรการปิดล้อมอิหร่าน โดยไม่ลังเลที่จะใช้กำลังทางทหารหากพบการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นี่คือบทเรียนราคาแพงสำหรับเรือทุกลำที่คิดจะเพิกเฉยต่อการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในภูมิภาคกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เราคงต้องจับตาดูกันว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับภูมิภาคต่อไปอย่างไร เพราะการใช้กำลังทางทหารในทะเลโอมานย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างแน่นอน

ที่มา – สหรัฐฯ เผย โจมตีเรือที่ถูกคว่ำบาตรนอกชายฝั่งโอมาน

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น

กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ได้สำเร็จ

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ออกแถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจใช้ขีปนาวุธ “เฮลไฟร์” (Hellfire) โจมตีเข้าที่ห้องเครื่องของเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เล็กซี” (Lexie) ที่ติดธงบอตสวานา ภายหลังจากที่เรือลำดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะคาร์กของอิหร่าน

รายละเอียดปฏิบัติการยับยั้งเรือน้ำมัน

การตัดสินใจที่เด็ดขาดในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรัพยากรน้ำมันไปถึงจุดหมาย โดย CENTCOM ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปเพื่อบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีต่ออิหร่าน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเกาะคาร์กเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของประเทศอิหร่าน

  • การเตือนภัย: ลูกเรือได้รับสัญญาณเตือนหลายครั้ง แต่เลือกที่จะเพิกเฉย
  • ยุทธวิธี: กองทัพสหรัฐฯ ใช้มิสไซล์แม่นยำสูงยิงเข้าที่ห้องเครื่องเพื่อหยุดเรือ
  • ผลกระทบ: เรือไม่สามารถดำเนินภารกิจต่อไปได้และถูกสกัดกั้นไว้ได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งของอิหร่านยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าพบเสียงดังคล้ายระเบิดใกล้กับเกาะเกชม์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สร้างความสงสัยว่านี่จะเป็นการตอบโต้หรือสถานการณ์ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าพื้นที่อ่าวเปอร์เซียยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการที่ กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนแก่เรือทุกลำที่คิดจะละเมิดมาตรการดังกล่าว ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในทันที ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในขณะนี้จะตึงเครียดเพียงใดก็ตาม

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ท่าทีของอิหร่านหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และเวทีโลกจะมีการตอบโต้ทางการทูตในรูปแบบไหน เพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเสถียรภาพโลกในระยะยาว

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ เผย ยิงมิสไซล์ใส่เรือน้ำมัน ยับยั้งไม่ให้ไปท่าเรืออิหร่าน

สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวใหญ่ว่า สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะขยายตัวเป็นวงกว้างในอนาคตอันใกล้

สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต ได้อย่างหวุดหวิด

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกมาแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ทางกองทัพประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านจำนวน 2 ลูก ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ฐานที่ตั้งของกองทัพอเมริกันในประเทศคูเวต โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

จากการรายงานของเซ็นต์คอม ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกทำลายกลางอากาศก่อนที่จะถึงเป้าหมาย ส่งผลให้ไม่มีบุคลากรของสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามที่ชัดเจนในการโจมตีฝ่ายอเมริกันโดยตรง ทำให้สถานการณ์โดยรอบมีความอ่อนไหวเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังความขัดแย้ง: เมื่อ สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

ความตึงเครียดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีปมปัญหาจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • การระงับการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อเป็นการประท้วงการกระทำของอิสราเอลในเลบานอน
  • การโจมตีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่อระบบเรดาร์และศูนย์ควบคุมโดรนในเมืองโกรุกและเกาะเกชม์ของอิหร่าน
  • ท่าทีของอิหร่านที่ขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก

ทางด้านรัฐบาลอิหร่านได้ออกมาประกาศระงับการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่าอิสราเอลได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้นานาชาติจับตามองว่า ก้าวต่อไปของอิหร่านจะเป็นอย่างไร หากพวกเขายังยืนกรานที่จะขยายแนวรบเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง เหตุการณ์การเผชิญหน้ากันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าช่องทางการพูดคุยทางการทูตกำลังตีบตันลง ทุกฝ่ายต่างมีความระแวดระวังสูงและพร้อมที่จะใช้มาตรการทางทหารตอบโต้ทันทีหากรู้สึกถึงภัยคุกคาม ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้าจับตาดูท่าทีของมหาอำนาจทั้งสองนี้อย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจากการปะทะกันอาจไม่จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลาง แต่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพไปทั่วโลกได้เลยทีเดียว

ที่มา – สหรัฐฯ เผย สกัดมิสไซล์อิหร่าน 2 ลูก ยิงใส่ทหารอเมริกันในคูเวต

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก หลายคนอาจเกิดคำถามว่า สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเท่าเดิมหรือไม่? ล่าสุด นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาคลายความกังวลนี้ในการประชุมแชงกรี-ลา ไดอะล็อก โดยย้ำชัดว่า สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

การแถลงการณ์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความกังวลของประเทศพันธมิตร หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ อาจต้องแบ่งสรรทรัพยากรไปจัดการกับปัญหาในตะวันออกกลางและวิกฤตความมั่นคงในที่อื่นๆ นายเฮกเซธได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานของสหรัฐฯ ว่าเราทำสองสิ่งพร้อมกันได้เสมอ การที่สหรัฐฯ กระจายกำลังไปทั่วโลกไม่ได้หมายความว่าภูมิภาคแปซิฟิกถูกละเลย แต่เป็นการทำงานอย่างเงียบๆ แต่จริงจังเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

เหตุผลที่สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

นายเฮกเซธชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่โลกจะอยู่ได้ด้วยวาทกรรมทางกฎกติกาสากลเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอแล้ว เขาจึงเน้นย้ำความสำคัญของ การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยระบุว่า:

  • เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมควรอยู่ที่ 3.5% ของ GDP ในแต่ละประเทศ
  • อาวุธยุทโธปกรณ์ที่จับต้องได้สำคัญกว่าคำมั่นสัญญาที่เป็นเพียงตัวหนังสือ
  • การเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพในภูมิภาคจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองที่มั่นคง

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ชื่นชมประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ที่แสดงความตั้งใจในการยกระดับความร่วมมือและเพิ่มงบประมาณทางทหาร ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความมั่นคงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ตักเตือนบางประเทศให้ระวังการเป็นผู้ที่พึ่งพาเพิกเฉยต่อความมั่นคงส่วนรวม หรือที่เขาเรียกว่ากลุ่ม “กินแรง” เพื่อนบ้าน ซึ่งนับเป็นข้อความที่ค่อนข้างดุเดือดและท้าทายให้ชาติพันธมิตรต้องกลับมาทบทวนท่าทีของตนเอง

ในมุมมองของผม แนวทางของสหรัฐฯ ในปัจจุบันคือการเน้นย้ำถึง “ศักยภาพที่มองเห็นได้จริง” มากกว่าการเน้นประชุมหรือสร้างเวทีเสวนาเพียงอย่างเดียว หากพันธมิตรในเอเชียต้องการคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน การหันมาลงทุนในด้านการป้องกันประเทศของตนเองก็เป็นกุญแจสำคัญที่สหรัฐฯ กำลังร้องขอ ซึ่งในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเองครับ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารสถานการณ์โลกที่เข้มข้นเช่นนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตจากสำนักข่าวชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของโลกการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – สหรัฐฯ ยืนยัน ไม่ทอดทิ้งพันธมิตรเอเชีย แต่อยากให้เพิ่มงบกลาโหม

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดมาตลอด

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมายืนยันกับสื่อมวลชนในประเทศว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น จะเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่ายในช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับเรเชล สกอตต์ จากสำนักข่าว ABC News โดยระบุว่า “การหยุดยิงยังดำเนินต่อไป มันยังมีผลอยู่” และยังเสริมอีกว่าการโจมตีตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “การสะกิดทักทายเบา ๆ” เท่านั้น ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นละเมิดข้อตกลง

ที่มาของเหตุการณ์ปะทะในช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนเกิดเหตุปะทะ สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านในวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้หลังจากอิหร่านโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้ยั่วยุก่อน ขณะที่ฝั่งอิหร่าน โฆษกกองทัพออกมาแย้งทันทีว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นกว่า 3% ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ

ผลกระทบและความเสี่ยงต่อภูมิภาค

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ นี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความมั่นคงในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ มักใช้นโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ข้อตกลงหยุดยิงนี้เกิดขึ้นหลังการเจรจาลับหลายเดือน แต่การปะทะครั้งนี้เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่

  • ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเพิ่มสูงขึ้น
  • ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย
  • พันธมิตรอย่างอิสราเอลและซาอุฯ จับตาใกล้ชิด
  • จีนและรัสเซียอาจเข้าแทรกแซง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แม้ทรัมป์จะยืนยันข้อตกลงยังอยู่ แต่การ “สะกิดทักทาย” ครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของสงครามเย็นที่กำลังร้อนระอุ นักวิเคราะห์จาก CNN ชี้ว่า หากเกิดการละเมิดเพิ่ม สงครามเต็มรูปแบบอาจเกิดขึ้นได้

มุมมองจากฝั่งอิหร่านและนานาชาติ

อิหร่านไม่ยอมรับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ และเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง ขณะที่สหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตมนุษยธรรม ในขณะที่ไทยและอาเซียนต่างกังวลกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมัน

ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ แสดงให้เห็นถึงนโยบาย “America First” ที่แข็งกร้าวของทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองโลก

สุดท้ายนี้ สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองอนาคตของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านอย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ยืนยัน การหยุดยิงยังมีผลอยู่ หลังปะทะกับอิหร่านในฮอร์มุซ

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน หลังเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมัน

ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 หรือ 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ผู้โจมตีชาวอิหร่านที่พยายามโจมตีเรือพิฆาตของสหรัฐฯ 3 ลำ ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ย้ำชัดว่า “เราจะซัดกลับให้หนักกว่า และรุนแรงกว่าเดิมมาก” หากอิหร่านไม่ยอมลงนามในข้อตกลงโดยเร็ว

ในโพสต์นั้น ทรัมป์เล่าว่าเรือพิฆาตระดับโลกของอเมริกา 3 ลำ สามารถแล่นผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย แม้จะถูกโจมตีด้วยกระสุนและขีปนาวุธ แต่ไม่เกิดความเสียหายใดๆ กับเรือ ในทางตรงกันข้าม ผู้โจมตีอิหร่านและเรือเล็กของพวกเขาถูกทำลายสิ้นซาก รวมถึงโดรนที่ถูกยิงตกกลางอากาศ

รายละเอียดการโจมตีและการตอบโต้

ทรัมป์ยังเสริมว่า “พวกมันถูกทำลายจนสิ้นซากพร้อมกับเรือเล็กจำนวนมาก ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่กองทัพเรือของพวกเขาที่ถูกบดขยี้จนหมดสภาพไปแล้ว” นอกจากนี้ยังเตือนอิหร่านไม่ให้ทำให้สถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ว่า “ถ้าพวกเขามีโอกาสใช้อาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาทำแน่โดยไม่มีคำว่าลังเล—แต่พวกเขาจะไม่มีวันได้รับโอกาสนั้น”

  • กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่านที่เป็นจุดปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเล็ก
  • อิหร่านถูกกล่าวหาว่ายิงอาวุธเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ โดย “ไม่มีการยั่วยุก่อน” ตามแถลงของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)
  • เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ที่ทรัมป์เคยถอนตัวไปแล้ว

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุด hotspot ของความขัดแย้ง สหรัฐฯ และอิหร่านมีประวัติยาวนานของการเผชิญหน้าในพื้นที่นี้ โดยเฉพาะตั้งแต่ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศและใช้นโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน ข้อตกลงที่ทรัมป์พูดถึงน่าจะหมายถึงการเจรจาใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านปฏิเสธมาตลอด

การเตือนครั้งนี้ของทรัมป์สะท้อนถึงสไตล์การเมืองที่ดุดันของเขา ซึ่งเคยนำไปสู่การลอบสังหารนายพลโซเลมานีในปี 2563 และทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐ-อิหร่านย่ำแย่ลง ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากอิหร่านไม่ยอมถอย สถานการณ์อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจทั่วไป

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำของทรัมป์ครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิหร่านให้กลับสู่โต๊ะเจรจา แต่ก็เสี่ยงสูงที่จะจุดชนวนความขัดแย้งใหญ่ คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? คอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เตือนอิหร่าน ให้รีบลงนามข้อตกลง มิเช่นนั้นจะโจมตีหนักกว่าเดิม

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่ากำลังตอบโต้การโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุจากอิหร่าน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของอิหร่าน ซึ่งเป็นฐานที่ใช้ปล่อยขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็ว เพื่อโจมตีเรือรบอเมริกันขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดย CENTCOM ย้ำว่านี่เป็นการป้องกันตนเองล้วนๆ เนื่องจาก "ไม่มีการยั่วยุก่อน" จากฝั่งสหรัฐฯ

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นทางออกสู่ทะเลของอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก การโจมตีในพื้นที่นี้จึงเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบเศรษฐกิจโลกทันที เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

รายละเอียดการโจมตีที่สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน

ตามแถลงการณ์ของ CENTCOM กองทัพอิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธ ส่งโดรนโจมตี และใช้เรือเล็กจำนวนมากบุกเรือพิฆาตสหรัฐฯ 3 ลำ ได้แก่ USS Truxtun, USS Rafael Peralta และ USS Mason ซึ่งกำลังแล่นผ่านเส้นทางเดินเรือสากลมุ่งหน้าสู่อ่าวโอมาน โชคดีที่เรือสหรัฐฯ สกัดกั้นได้ทั้งหมด โดยไม่มีทรัพย์สินใดเสียหาย

เป้าหมายที่สหรัฐฯ ถล่มตอบโต้ประกอบด้วย:

  • ฐานปล่อยขีปนาวุธและโดรน
  • ศูนย์บัญชาการและควบคุม
  • หน่วยข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และลาดตระเวน

การตอบโต้ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ซึ่งมีกำลังพลและอาวุธครบครันเพื่อปกป้องเส้นทางการค้า

มุมมองจากฝั่งอิหร่านหลังสหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมาย

สื่อทางการอิหร่านรายงานต่างออกไป โดยระบุว่าสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์ที่ท่าเรือบาห์มัน (Bahman Pier) บนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ถูกโจมตีจาก "ฝ่ายศัตรู" ระหว่างการปะทะกับกองกำลังความมั่นคงอิหร่าน สิ่งนี้อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อลดทอนความรุนแรงของการกระทำฝั่งตน

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติย้อนไปไกล โดยเฉพาะ Tanker War ในยุค 80s และเหตุการณ์ล่าสุดอย่างการสังหารนายพลโซไลมานีในปี 2563 ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก

ในแถลงการณ์ท้ายสุด CENTCOM ย้ำว่า "สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย" แต่จะปกป้องกองกำลังอเมริกันอย่างเต็มที่ หากเกิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลทั่วโลก โดยเฉพาะชาติผู้ซื้อน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นกว่า 5% ทันทีหลังข่าวแพร่ ขณะที่ตลาดหุ้นตะวันออกกลางร่วงหนัก นักวิเคราะห์เตือนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยับยั้งชั่งใจ

สำหรับคนไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า สถานการณ์นี้อาจทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพ ดังนั้นควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือ

คำแนะนำ: ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้หากคุณเห็นว่ามีประโยชน์!

ที่มา – สหรัฐฯ เผย กำลังถล่มเป้าหมายในอิหร่าน หลังถูกลอบโจมตีในฮอร์มุซ

Scroll to top